ถือศีลเจได้ไม่บริสุทธิ์ พลาดต่อวาระโอกาสของตน

426 Views

เฉาหมิงหวงถันจู่

บำเพ็ญธรรม อย่าได้ลืมระเบียบข้อห้ามศีลวินัย อย่าได้ ใส่ร้ายทำลายมหาธรรม เพราะมันจะย้อนมาที่ตัวเอง ข้าพเจ้า “เฉาหมิงหวง”ได้รับพระมหากรุณาธิคุณเบื้องบน วันนี้จึงมีโอ กาสมาปรากฏกายที่พุทธสถานแห่งนี้ บำเพ็ญธรรมจะต้องรู้ถูก ผิดดีชั่วจะต้องรักษาศีลวินัยให้เคร่งครัด ถ้าต้องการตอบแทน พระคุณของฟ้าดิน หรือต้องการหลุดพ้นกลับคืนสู่พระนิพพาน ก็จะต้องกำหนดตั้งปณิธาน อย่าได้แค่มีแต่ชื่อปลอมๆ อย่าง ข้าพเจ้าผิดต่อเจตนาของเบื้องบน

ตอนอายุได้ ๓๕ ปี ข้าพเจ้าได้ตามภรรยาไปรับวิถีธรรม พออายุได้ ๓๘ ปี ก็ตั้งพุทธสถานที่บ้าน พวกเราสองคนสามี ภรรยาศรัทธาอย่างเต็มเปี่ยม แต่งานที่ข้าพเจ้าทำเป็นงานหยาบใช้แรงงาน อยู่นอกบ้านจะกินเจก็ไม่สะดวก ข้าพเจ้ามักจะพูดต่อหน้าโต๊ะพระเสมอๆ ว่า “ข้าพเจ้าหมิงหวง วันนี้ต้องทำงานหยาบ อยู่ที่บ้านจะกินเจ แต่เมื่ออยู่นอกบ้านขอกินซอ (อาหารคาว) อย่างคนอื่นเขา ขอพระแม่องค์ธรรมอย่าได้ถือ” ข้าพเจ้าให้ อภัยตนเองอย่างนี้เสมอๆ เมื่อนักธรรมอาวุโสถามข้าพเจ้าว่า กินเจบริสุทธิ์หรือเปล่า ข้าพเจ้าก็จะตอบว่า “กินอยู่ที่บ้าน ก็กินแต่อาหารเจ” แต่ข้าพเจ้าไม่ได้ตอบไปว่า เวลาอยู่นอกบ้าน ก็กินชอกับคนอื่น ตนเองอภัยผ่อนปรนกับตนเอง ไม่ปฏิบัติตาม พุทธระเบียบ ไม่รักษาศีลวินัย และยังหลอกลวงตนเองอีกด้วย

เพราะข้าพเจ้าต้องทำงาน ถ้ากินเจก็กลัวว่าพวกที่ทำงาน ด้วยกันจะหัวเราะเยาะเย้ยเอา ดังนั้นข้าพเจ้าจึงกินชอกับพวกเขา เพียงแต่ไม่ได้กินถูกเนื้อสัตว์ แต่น้ำแกงที่ดื่มก็เป็นน้ำแกง เนื้อหมู ภรรยาของข้าพเจ้าก็เสียใจเป็นทุกข์กับสิ่งที่ข้าพเจ้าทำ เธอพูดว่า “หมิงหวงเอ๋ย!เธอกับฉันตั้งปณิธานกินเจวันเดียวกัน แต่เธอทำอย่างนี้ จะกลับคืนเบื้องบนได้หรือ?” ข้าพเจ้าก็พูดไปว่า “ต้องกลับคืนเบื้องบนได้อยู่แล้วฉันคิดว่าพอแก่ตัวแล้วค่อยมาทำให้สมบูรณ์ไม่บกพร่อง แต่ตอนนี้ยังต้องทำงานอยู่ ภาวะการเงิน ที่บัานก็ยังไม่ค่อยดีนัก ออกไปทำงานนอกบ้านก็ต้องใช้แรงงาน อย่างนี้เบื้องบนก็คงไม่ถือสาหรอก” ด้วยเหตุอย่างนี้เลยให้อภัย กับตนเองมาตลอด ใครจะรู้ว่า บุญกับบาปทุกอย่างนั้นเบื้องบน จดบันทึกเอาไว้อย่างชัดเจน

ตอนที่อายุได้ ๖๕ ปี ข้าพเจ้าเป็นอัมพาต ไม่สามารถลุกขึ้น ยืนได้ ในตอนนี้จึงเสียใจเป็นอย่างยิ่ง ข้าพเจ้าพูดว่า “ฉันอายุ ยังไม่ถึง ๗๐ ปี รอจนอายุ ๗๐ ปีก่อน แล้วจะกินเจอย่างบริสุทธิ์” ใครจะไปคิดว่าข้าพเจ้าเป็นอัมพาตเอาตอนที่อายุ ๖๕ ปี และก็ด้วยความเจ็บป่วยครั้งนั้นจึงละกายสังขาร วิญญาณ จึงไปยังนรก ยังดีที่เบื้องบนเมตตาสงสารในนรกไม่มีชื่อของ ข้าพเจ้าอยู่แล้ว จึงได้นำพาวิญญาณของข้าพเจ้า ไปพิจารณา คดีที่สามด่านเก้าทวาร ข้าพเจ้าจำไตรรัตน์แก้วสามประการ ได้ทุกข้อ ใครคืออาจารย์แนะนำ และอาจารย์รับรองให้รับ วิถีธรรม ข้าพเจ้าก็จำได้ขึ้นใจ ทั้งสามด่านนั้นต้องผ่าน การ ทดสอบทีละด่านๆ ภายในสามด่านเก้าทวารนั้น ด้วยเหตุที่ตอน มีชีวิตอยู่ ข้าพเจ้ารักษาศีลเจได้ไม่บริสุทธิ์ ถ้าพลาดไปอีกนิดเดียว ก็คงต้องไปอยู่ที่คุกสวรรค์ เบื้องบนสงสารที่ข้าพเจ้า เป็นคนซื่อๆ ไม่ใช่มีเจตนากินชอ (อาหารคาว) แต่ว่าหลอกลวงตนเองอยู่บ่อยๆ ถึงแม้จะไม่ได้กินเนื้อสัตว์คำใหญ่ๆ กินแค่ผักข้างเนื้อ สองปีมา นี้ที่ต้องทำงานนอกบ้าน ก็กินผักข้างเนื้อนี่แหละเมื่ออยู่ที่ บ้านจึงกินเจทุกๆ วัน จะกินเจสองมื้อ กินชออีกหนึ่งมื้อ แต่เรื่อง อย่างนี้เบื้องบนก็บันทึกเอาไว้อย่างชัดเจน ข้าพเจ้าคิดว่าที่ทำ เช่นนี้คงไม่เป็นอะไร เมื่อไปเข้าชั้นประชุมธรรมที่พุทธสถาน พอ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประทับทรงก็ไม่ได้พูดว่าอะไรข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึง คิดเอาว่าทำอย่างนี้คงจะได้ เบื้องบนได้เตือนสติข้าพเจ้า ตั้ง นานแล้ว แต่ข้าพเจ้าไม่รู้เอง คิดเพียงว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้พูดตรงๆ กับข้าพเจ้า อย่างนี้คงไม่เป็นอะไรหรอก ภรรยาของข้าพเจ้ายังคงส่งเสริมข้าพเจ้า ยังคงตักเตือนข้าพเจ้าข้าพเจ้าก็บอก กับเธอไปว่า “ไม่มีแรงแล้วจะทำงานได้อย่างไร ใครหาเงินมาเลี้ยงดูเธอล่ะ เธอต้องคิดสิว่า ที่ฉันให้เธออยู่กับบ้าน จะได้ปฏิบัติธรรมอย่าง สะดวกก็ดีแล้ว”

ข้าพเจ้ามีชื่อว่าเป็นถันจู่คนหนึ่ง เวลาที่นักธรรมอาวุโสให้ ข้าพเจ้ากลับไปประชุมหารือกันที่พุทธสถาน ถึงมีคำถามมา แต่ ข้าพเจ้า ก็ไม่รู้ไม่ตอบเสียอย่างนั้น นั่งฟังไปก็หลับไป แต่ละคน ก็บอกว่าข้าพเจ้าเป็นคนซื่อๆ คงไม่มีความคิดความเห็นอะไร พอกลับถึงบ้าน ภรรยาก็ถามว่าวันนี้ประชุมถันจู่ได้ความว่าอะไรบ้าง ข้าพเจ้าก็จะตอบแต่ว่าไม่รู้ๆ ข้าพเจ้าลบหลู่นักธรรมอาวุโส ข้าพเจ้าพูดว่า “โธ่เอ๋ย! แต่ละคนยังเด็กๆ กันอยู่เลย พวกเขา จะทำอะไรกันเป็น ฉันก็เลยหลับของฉันไปตามเรื่อง” ข้าพเจ้า ลบหลู่พวกท่านเหล่านั้น ตัวเองไม่ก้าวหน้า ไม่พัฒนากินชอด้วย และลบหลู่นักธรรมอาวุโสด้วย จากผิดบาปเหล่านี้ ถ้าพลาด ไปอีกนิดเดียว ก็จะถูกจับไปอยู่ที่คุกสวรรค์แล้ว แต่ยังโชคดี ที่เบื้องบนเมตตาสงสาร ในปีที่ข้าพเจ้าละกายสังขารนั้น เป็น เพราะมีเงินเก็บสะสมอยู่บ้าง ภรรยาของข้าพเจ้าจึงนำเงินสอง แสนเหรียญสร้างบุญให้กับข้าพเจ้า โดยนำไปร่วมพิมพ์หนังสือ ธรรมะอุทิศบุญกุศลให้กับข้าพเจ้า เป็นการชดเชยโปะเสริมกับ ความผิดพลาดผิดบาปที่ข้าพเจ้าทำ ดังนั้นเบื้องบนจึงเมตตาให้ ข้าพเจ้าได้บำเพ็ญขัดเกลาอยู่ที่ “สถานบำเพ็ญขัดเกลา” บำเพ็ญ ขัดเกลาจิตญาณของข้าพเจ้า ให้มีแต่ความเบาใสไม่มีความหนัก ขุ่น อีกด้านหนึ่งก็เป็นเพราะข้าพเจ้าไม่เคารพนักธรรมอาวุโส ไม่รักษาพุทธระเบียบ เลิกงานกลับมาถึงพุทธสถานที่บ้าน ถ้าเป็น เวลาถวายธูปเย็นพอดี ภรรยาก็จะเรียกให้ข้าพเจ้ามากราบไหว้ ด้วยกัน ข้าพเจ้าก็จะตอบไปว่า “ยุ่งเหลือเกิน ทำงานมาเหนื่อยๆ อยู่ ท้องหิวแล้วขอกินก่อนก็แล้วกัน” ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าบุญกับบาป นั้นจดบันทึกเอาไว้อย่างชัดเจน เมื่อไปถึงสามด่านเก้าทวาร จึงต้องถูกตรวจสอบทุกประการ จึงเพิ่งได้รู้ว่าข้าพเจ้าผิดพลาด ทุกสิ่งอย่างพลาดวาระบุญที่มี และยังผิดพลาดต่อภาระหน้าที่ของ ฟ้าด้วย

แต่ข้าพเจ้าก็มีข้อดีอยู่บ้าง หากสิ่งไหนที่ข้าพเจ้าทำได้ ข้าพเจ้าก็จะอุทิศบริจาคให้ เวลาที่ภรรยาทำบุญ ข้าพเจ้าไม่เคยที่จะคิดเสียดายหรือคิดเล็กคิดน้อยหยุมหยิม มีก็แต่ว่าข้าพเจ้าศีลเจไม่บริสุทธิ์ ลบหลู่นักธรรมอาวุโส และไม่รักษาพุทธระเบียบ ทั้ง สามประการนี้ก็เพียงพอที่จะให้ข้าพเจ้ารับการลงโทษแล้ว

ข้าพเจ้าบำเพ็ญขัดเกลาอยู่ที่สถานบำเพ็ญขัดเกลา ในวันนี้ ได้รับความเมตตาจากเบื้องบน และพระอาจารย์จี้กงได้เมตตา นำพาข้าพเจ้ามาถึงพุทธสถานแห่งนี้ ข้าพเจ้าจึงได้มีโอกาสบอก เล่าทุกสิ่งอย่างให้ได้ฟังกันอย่างชัดเจน ขอให้ศิษย์พี่น้องชายหญิง ทั้งหลาย ได้ช่วยกันเผยแพร่บอกกล่าวเรื่องราวของข้าพเจ้า ให้ รับรู้กันทั่วด้วย เพื่อให้ศิษย์พี่น้องชายหญิงที่กำลังบำเพ็ญกันอยู่ ได้เข้าใจ คนที่ต้องทำงานใช้แรงงานอยู่ จะได้ไม่คิดว่ากินเจแล้ว ไม่มีคุณค่าสารอาหารหรือร่างกายจะไม่มีเรี่ยวแรง แล้วจึงให้อภัย ตนเอง และหวังเอาเองว่าเบื้องบนจะไม่ถือสาเราอย่าลืมว่าเบื้องบนไม่มองที่ความสัมพันธ์ส่วนบุคคล เบื้องบนไม่เห็นแก่หน้าใคร ทั้งสิ้น มีแต่พิจารณากันที่บุญกุศลเท่านั้น มีแต่บุญกุศลจึงจะ สามารถช่วยเหลือเราได้ ในวันนี้ข้าพเจ้าได้บอกเล่าอย่างชัดเจน แล้วหวังว่าศิษย์พี่น้องชายหญิงทั้งหลายจะได้เข้าใจกัน