จิตเดิมของตนไม่กระจ่างแจ้ง เมื่อเป็นวิญญาณจึงยากบำเพ็ญ

629 Views

หวังกั๋วเปียวเจี่ยงซือ

ขอบพระคุณพระมหากรุณาธิคุณเบื้องบน ขอบพระคุณพระ อาจารย์ชายและพระอาจารย์หญิงที่ให้โอกาสข้าพเจ้าได้แก้ไข ได้ มีโอกาสเข้ามาสู่พุทธสถาน ซึ่งสะอาดสงบและโอ่อ่าสง่างามอีก ครั้งหนึ่ง จะได้มาพูดถึงเหตุที่ก่อขึ้นและผลที่ตามมา เพื่อตักเตือนชี้แนะผู้บำเพ็ญในโลก จะต้องเป็นเจี่ยงซือที่ดี

ข้าพเจ้ารับธรรมะในปีสาธารณรัฐ (หมินกั๋ว) ที่ ๓๘ (ค.ศ. ๑๙๔๙) เป็นศิษย์ธรรมกาลยุคขาวคนหนึ่ง ที่ข้าพเจ้าสามารถรับธรรมะได้เป็นเพราะคุณธรรมของบรรพชน และความเมตตาของ เบื้องบน จึงได้มีโอกาสนี้ ยิ่งโชคดีที่ได้ติดตามนักธรรมอาวุโสไป ผูกบุญสัมพันธ์ในทุกๆ ที่เพื่อเตือนสติชี้แนะศิษย์พี่น้องชายหญิง ทั้งหลาย เนื่องจากครอบครัวยากจนค้นแค้น จึงได้จากบ้านเกิด เมืองนอนไปใช้ชีวิตในต่างถิ่นตั้งแต่ยังเล็ก เนื่องจากได้รับการชักนำพาของอาจารย์แนะนำและอาจารย์รับรองผูกพุทธสัมพันธ์และได้บำเพ็ญธรรม

ตอนอายุ ๑๘ ปี ได้มีโอกาสติดตามเตี่ยนฉวนชือไป บรรยายธรรมทุกที่ เนื่องจากในสมัยนั้นบุคลากรยังมีน้อยมาก โดยเฉพาะข้าพเจ้าซึ่งเป็นผู้ชาย นักธรรมอาวุโส จึงรักและทะนุ ถนอม อบรมบ่มเพาะทำให้ข้าพเจ้าได้ถวายใบฎีกาต่อหน้าเบื้อง พระแท่นแห่งพระแม่องค์ธรรม ให้ได้แบกรับภาระเป็นเจี่ยงซือ ได้ติดตามนักธรรมอาวุโสไปบุกเบิกงานธรรมทุกๆ ที่ โดยไม่เคยมีคำตัดพ้อต่อว่าเลยแม้แต่น้อย

ลำบากมาก็หลายปี แต่เป็นเพราะความสับสนแค่ครั้ง เดียวตอนที่อายุ ๒๗ ปี ทางบ้านเขียนจดหมายส่งข่าวบอกมาว่า สุขภาพของคุณพ่อคุณแม่ไม่สู้ดีนัก ทางบ้านหวังว่าก่อนที่คุณ พ่อคุณแม่จะหมดลมหายใจ จะได้เห็นข้าพเจ้ามีชีวิตครอบครัว และหน้าที่การงานที่ดี คุณพ่อคุณแม่จึงจะสามารถวางใจจากโลกนี้ไปได้ จึงวอนขอด้วยความลำบาก น้ำตาที่หลั่งรินเหมือนน้ำ ค้างหยดไม่ขาดสาย เฉียนเหยิน และเตี่ยนฉวนซือ จึงมาเยี่ยม ที่บ้านของข้าพเจ้า ทั้งคุณพ่อและคุณแม่คุกเข่าวิงวอนขอเฉียน เหยิน และเตี่ยนฉวนซือ ว่าในเมื่อจะพาลูกของตน (หมายถึงตัว ข้าพเจ้า) ไปบำเพ็ญปฏิบัติธรรมะด้วย ทั้งยังเป็นผู้บำเพ็ญในธรรม กาลยุคขาว ธรรมะลงสู่ครัวเรือน ถึงแต่งงานออกเรือนแล้ว สามี ภรรยาก็สามารถบำเพ็ญร่วมกันได้ หวังว่าเฉียนเหยินและเตี่ยน ฉวนซือจะได้ส่งเสริม ทั้งคุณพ่อและคุณแม่คุกเข่าลงวิงวอนขอ นักธรรมอาวุโสนักธรรมอาวุโสก็เมตตาเป็นอย่างยิ่ง ไม่กล้าที่จะ ส่งเสริมให้ข้าพเจ้าบำเพ็ญพรหมจรรย์ เมื่อเห็นกิริยาอาการอย่าง นี้ของทั้งสองท่านแล้ว เฉียนเหยิน และเตี่ยนฉวนซือจึงรีบรับปาก และได้หาลูกสาวของถันจู่ท่านหนึ่งมาแต่งงานกับข้าพเจ้า ใครจะ รู้ว่าหลังจากแต่งงานแล้ว ยังไม่ทันครบสามเดือน ทั้งคุณพ่อและ คุณแม่ก็ตายจากไป ข้าพเจ้าเศร้าใจมาก ทอดถอนใจว่าตนเป็นลูก แต่ยังไม่ได้แสดงความกตัญญูตอบแทนพระคุณของคุณพ่อคุณแม่เลย ยังไม่ได้ตอบแทนที่คุณพ่อคุณแม่ให้การเลี้ยงดูฟูมฟัก ในเมื่อ ทั้งสองท่านจากโลกนี้ไปแล้ว เฉียนเหยินแสดงออกซึ่งความรัก เมตตาอาทร ได้มาปลอบประโลมข้าพเจ้าและภรรยา ทำให้ ข้าพเจ้าและภรรยามีกำลังใจมุมานะ จึงยิ่งบำเพ็ญปฏิบัติตาม ปณิธานเดิมที่ได้ตั้งเอาไว้

ข้าพเจ้าเป็นลูกคนเล็กในบรรดาพี่น้องผู้ชาย ข้าพเจ้าไม่ เคยแย่งชิงทรัพย์สมบัติกับพี่น้อง เพราะว่าเป็นผู้บำเพ็ญธรรม คนหนึ่ง ในตอนนั้นข้าพเจ้าปลงได้ตก คิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างถูก กำหนดไว้แล้วในชีวิตข้าพเจ้าจึงไม่ไขว่คว้าแย่งชิง ได้บอกกับ ภรรยาว่าต้องใจกว้าง อย่าได้ทะเลาะแย่งชิงกัน ทรัพย์สมบัติให้ กับพี่ชายคนโตไปก็ไม่มีปัญหา พวกเราเองก็สามารถสร้างครอบ ครัวได้ด้วยมือเปล่าๆ เชื่อว่าปฏิบัติธรรมเพื่อเบื้องบน ฉุดช่วย กล่อมเกลาเวไนยสัตว์ เบื้องบนคงไม่ให้พวกเราต้องลำบาก ยากเข็ญแน่ๆ วันเวลาผ่านไป ๖ ปี ข้าพเจ้าจึงมีลูกชาย ๒ คน ความเป็นอยู่ก็ลำบากขึ้น เมื่อภรรยาเห็นว่าผู้อื่นมีความเป็นอยู่ดีกว่า สามีภรรยาสามารถอยู่พร้อมหน้ากันได้ ทำไมเมื่อข้าพเจ้า แต่งงานกับเธอแล้ว จึงต้องให้เธอลำบากด้วย อยู่กับข้าพเจ้า อาหารสามมื้อก็ไม่ได้กินอิ่มท้อง ความเป็นอยู่แต่ละวันไม่เหมือน กับคนอื่นๆ ที่ได้สวมใส่เสื้อผ้าดีๆ สวยๆ ทำไมพวกเราถึงสวม ใส่แต่ผ้าเนื้อหยาบๆ ทั้งสามมื้อก็กินแต่ลูกเกด จะให้เธอทนกับ ทุกสิ่งทุกอย่างต่อไปไม่ได้แล้ว เธอจึงเกิดความแค้นเคืองขึ้นในใจ แค้นที่ข้าพเจ้าเป็นคนไม่เอาไหน เคืองที่ข้าพเจ้าเป็นผู้ชายไม่รู้ รักความก้าวหน้า พอโกรธขึ้นมา เธอจึงทิ้งลูกทั้งสองไว้ และหนี ออกจากบ้านไป ทิ้งลูกไว้ให้ข้าพเจ้าเลี้ยงดูแต่เพียงลำพัง นัก ธรรมอาวุโสเมตตามาก จึงได้มาเยี่ยมเยียนที่บ้านข้าพเจ้าอีก ครั้ง ท่านบอกให้ข้าพเจ้ากล้าหาญ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะเบื้องบน กำลังเสริมส่งอยู่

ตอนนั้นข้าพเจ้ามีความคิดที่ผิดพลาดไป คิดว่าครอบครัว กลายเป็นเช่นนี้ ลูกเล็กๆ ทั้งสองจำเป็นต้องเลี้ยงดูฟูมฟัก แต่ภรรยาหนีออกจากบ้านไปแล้ว ทุกสิ่งจึงต้องอาศัยตนเอง ในใจคิดกลับอยู่ลึกๆ ว่าหากวันใดมีญาติธรรมมาเห็นสภาพซึ่งตกต่ำเช่นนี้ของครอบครัวข้าพเจ้า แล้วเกิดความเข้าใจผิดต่อ นักธรรมอาวุโส หากจัดให้ข้าพเจ้าไปบรรยายธรรมอีก ข้าพเจ้า ก็จะผลักภาระบอกปัดทุกครั้งไป แท้จริงแล้วเป็นเพราะไม่มี แก่ใจที่จะทำ เยื่อใยสัมพันธ์ทางโลกมันหน่วงหนักนัก ทำให้ จิตใจของข้าพเจ้าไม่สงบผ่องแผ้ว พอที่จะไปเข้าใจธรรมะ ชีวิต ยิ่งนานวันยิ่งผิดหวัง จึงตัดสินใจนำพาลูกทั้งสองหลีกห่างจาก นักธรรมอาวุโส และหลีกห่างจากอาณาจักรธรรม ไปหาที่อยู่ใหม่ โดยไม่บอกให้ใครทราบแม้กระทั่งเฉียนเหยิน และเตี่ยนฉวนซือ ข้าพเจ้าต้องเลี้ยงดูลูกทั้งสองด้วยความยากลำบาก แต่นักธรรม อาวุโสก็ยังคงเมตตาสงสารไปถึงไหนๆ ก็ยังให้ญาติธรรมสืบหา ข่าวคราวของข้าพเจ้า แต่ก็ไม่มีใครรู้ถึงที่อยู่ใหม่ของข้าพเจ้า พอ เริ่มหลีกห่างจากอาณาจักรธรรม จึงเริ่มมีความคิดใหม่ ทุกความ คิดทุ่มเทให้กับลูกทั้งสอง จึงมีชีวิตผ่านไปชาติหนึ่ง

เมื่อข้าพเจ้าอายุได้ ๔๘ ปี เป็นเพราะเหน็ดเหนื่อยตราก ตรำร่างกายจึงไม่แข็งแรง มีเลือดออกในกระเพาะอาหาร เลือด ออกรุนแรงมากอยู่ครั้งหนึ่งจึงตายจากไป เบื้องบนยังระลึกถึง ตอนที่ข้าพเจ้ายังอายุไม่มากนัก ที่ได้ทำเพื่ออาณาจักรธรรม แต่ ครึ่งหลังของชีวิต ถึงแม้จะไม่ได้สร้างกรรมปาก แต่ข้าพเจ้าก็ผิด ต่อภาระหน้าที่ของเบื้องบน และปณิธานทั้งหลายที่ได้ตั้งไว้ต่อ หน้าพระแม่องค์ธรรม ซึ่งถือว่าหลอกลวงเบื้องบน ดังนั้นจึงต้อง มาสำนึกขมาอยู่ที่ “ด่านญาณสงบ” ในสามด่านเก้าทวาร

จนถึงบัดนี้เป็นการปรกโปรดสามโลกอย่างกว้างขวาง นัก ธรรมอาวุโสมาเตือนสติตั้งแต่เริ่มแรก แต่เป็นเพราะข้าพเจ้า ด้อยวาสนา จึงตัดขาดละทิ้งหนทางของตนเอง นักธรรมอาวุโส ทุ่มเทใจอย่างหมดสิ้น แต่ข้าพเจ้าเองไม่ได้เข้าใจ คิดถึงตอนที่ อายุยังไม่มาก ได้พากเพียรเพื่ออาณาจักรธรรม ทุกความคิดต้อง การที่จะสงบผ่องแผ้ว แต่เมื่อนักธรรมอาวุโสได้รับการขอร้อง จากคุณพ่อคุณแม่ของข้าพเจ้า จึงได้ส่งเสริมให้ข้าพเจ้าแต่งงาน ข้าพเจ้ารู้ว่าที่พวกท่านทำเช่นนั้น ก็เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ของ ข้าพเจ้าวางใจและเป็นสุข ทุกสิ่งทุกอย่างนั้น ข้าพเจ้าสร้างขึ้นเอง ก่อขึ้นเองทั้งสิ้น รอจนถึงเวลาพิพากษาสามโลก ผู้ที่มีบุญจริงกุศล แท้จริงจะสงบผ่องแผ้ว แล้วกลับคืนสู่เบื้องบนไปได้

ขอเตือนเจี่ยงซือทั้งหลายว่าต้องเข้าใจธรรมะให้ชัดแจ้ง ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นการเสริมส่งจากเหตุและปัจจัย จะต้องนำปัญญาที่มีอยู่อย่างพร้อมมานำพาฝ่ายตรงข้าม อย่าได้เลอะเลือน แล้วต่าง ก็พากันร่วงหล่นเลย โอกาสที่ดีอย่างนี้ ต้องนำร่างกายนี้มาใช้ให้ เป็นประโยชน์ในการประกาศธรรมแทนฟ้า ไปผูกบุญสัมพันธ์ ในทุกๆ ที่จะได้เป็นทูตสวรรค์ของธรรมกาลยุคขาวจริงๆ เป็นตัว แทนของเบื้องบนเผยแพร่กระจายข่าวอันประเสริฐ (ธรรมะ) ตั้งแต่ต้นจนถึงปลาย ต้องมีความเสมอต้นเสมอปลาย อย่าได้ เหมือนกับข้าพเจ้า เป็นเพราะข้าพเจ้าได้ละทิ้งภาระหน้าที่ไปใน ตอนอยู่บนโลก ดังนั้นจึงต้องสำนึกขมาอยู่ที่ด่านญาณสงบ

ในวันนี้ได้อาศัยโอกาส มาบอกกล่าวเตือนสติศิษย์พี่น้อง ชายหญิงทั้งหลาย พระนิพพานก็คือแดนสุขาวดีอันสะอาดบริสุทธิ์ จึงต้องฉุดช่วยนำพาผู้บำเพ็ญที่วิสุทธิ์ผ่องแผ้วกลับคืน เบื้องบนไป ไม่ว่าบุญกุศลของเราจะมีมากขนาดไหน หากว่าจิตญาณไม่สว่าง กระจ่างแจ้ง สุดท้ายก็ต้องโดนพาตัวมายังสามด่านเก้าทวาร และไม่สามารถกลับคืนพระนิพพานได้ เมื่อสูญสิ้นร่างกายคนแล้ว จะบำเพ็ญร่างวิญญาณนั้น ทุกข์ยากลำบากมาก หวังว่าเมธีทั้ง หลายจะได้รอบคอบระมัดระวังทุกๆ ก้าวย่าง ทุกๆ คำพูดวาจา ในเมื่อนักธรรมอาวุโสเมตตา นำพาให้พวกเราได้ขึ้นสู่เรือธรรม จึงอย่าได้คืนตั๋ว (ขึ้นเรือ) ของตนเองเป็นอันขาดเรือธรรมของ ธรรมกาลยุคขาวกำลังเทียบท่าอยู่ เวลาก็มีแค่เพียงจำกัดหากว่า ตัวเราเองได้มาพิจารณาวางแผนอนาคต ผลอะไรที่จะเกิดขึ้นก็ ย่อมต้องรับด้วยตนเอง การจะช่วยงานอริยกิจธรรมกิจให้สำเร็จ นั้น ก็ต้องอาศัยความพยายามของทุกคน อย่าได้ละทิ้งจิตเมตตา กรุณา แต่จะต้องมีความใจกว้างอารีอารอบเป็นสำคัญ ปฏิบัติต่อศิษย์พี่น้องชายหญิงทั้งหลายเหมือนกับที่ปฏิบัติต่อตนเอง ในสายตามีแต่ความเมตตามองทุกคนเป็นดั่งญาติมิตร

ผู้ที่เป็นนักธรรมอาวุโสก็จะต้องมีเป้าหมายแนวทาง และ ทัศนคติความคิดความอ่านที่ชัดเจนถูกต้อง เพื่อนำพานักธรรมผู้ น้อยทั้งหลายได้ ส่วนผู้ที่เป็นนักธรรมผู้น้อยก็ต้องเข้าใจถึงความ ลำบากเหนื่อยยากกายใจของนักธรรมอาวุโสตลอดเวลา จะต้อง ร่วมช่วยงานอย่างเต็มกำลังความสามารถ อาณาจักรธรรมจึงจะ เจริญรุดหน้าได้

เบื้องบนไม่หลอกลวงคนเรา มีแต่คนเราที่หลอกลวงเบื้อง บนการขัดเกลาลงโทษทุกๆ อย่าง ในสามด่านเก้าทวารนั้น เป็น สิ่งที่ทุกข์ทรมานจริงๆ จึงหวังว่าศิษย์พี่น้องชายหญิงทั้งหลายจะ ได้รอบคอบระวังกัน และต้องบำเพ็ญปฏิบัติให้ดีๆ ด้วย