จิตใจไร้เมตตากรุณา ยากที่จะสำเร็จในมรรคผล

402 Views

ประจักษ์หลักฐาน สภาพความเป็นจริงในสามด่าน

หวังจี๋เตี่ยนฉวนซือ

กราบขอบพระคุณพระแม่องค์ธรรม พระอาจารย์ และศิษย์ พี่ที่เมตตานำพาข้าพเจ้าเข้ามายังพุทธสถานแห่งนี้ ข้าพเจ้า “หวัง จี่” คิดว่าตัวเองเป็นเตี่ยนฉวนซือ ช่างเป็นเกียรติและโชคดีที่จะ สามารถกลับคืนพระนิพพาน ไฮ! ต้องทอดถอนใจจริงๆ ข้าพเจ้าเคยมีจิตเมตตากรุณาจะฉุดช่วยสามโลก เตี่ยนฉวนซือมากมายภายใต้ การนำพาของเฉียนเหยิน เป็นเพราะงานธรรมกิจยิ่งปฏิบัติก็ยิ่ง กว้างขวาง จึงแบ่งเขตกันรับผิดชอบดูแล เพราะข้าพเจ้ารับพระ โองการสวรรค์ค่อนข้างเร็ว อายุแค่ ๒๗ ปีก็รับพระโองการสวรรค์ เป็นเตี่ยนฉวนซือแล้ว จึงได้ติดตามปฏิบัติแพร่ธรรมกับเฉียน เหยินก่อนผู้อื่น ไปบุกเบิกแพร่ธรรมยังสถานที่ต่างๆ มีบุคลากร จำนวนมาก ด้วยเหตุที่เฉียนเหยินเมตตากรุณา จึงให้ เตี่ยนฉวนซือ ทั้งหลายแบ่งเขตกันรับผิดชอบดูแล จะได้ส่งเสริมสนับสนุนเวไนยสัตว์ได้ง่ายขึ้น

แต่ใจของข้าพเจ้าไม่ราบเรียบเป็นปกติ เพราะเหตุใดนัก ธรรมผู้น้อยที่ข้าพเจ้าส่งเสริมในตอนแรกเริ่ม เฉียนเหยินจึงจัด แบ่งให้ไปอยู่กับเตี่ยนฉวนซือท่านอื่นๆ ผู้ที่เป็นมือซ้ายขวาติดตาม อยู่กับข้าพเจ้านั้น ล้วนแต่เป็นเจี่ยงเอวี๋ยนผู้ฝึกหัดบรรยายใหม่ๆ ทั้งนั้น ข้าพเจ้าจึงเกิดความไม่พอใจ ไม่พอใจที่เหตุใดนักธรรม อาวุโสไม่ยุติธรรม ไม่พอใจเตี่ยนฉวนซือทั้งหลาย ที่เหตุใดจึงมา แย่งชิงเอานักธรรมผู้น้อยของข้าพเจ้าไป ข้าพเจ้าจึงกำชับกับนัก ธรรมผู้น้อยที่ข้าพเจ้าดูแลว่า ไม่อนุญาตให้ไปยังพุทธสถานที่เตี่ยน ฉวนซือท่านอื่นดูแลรับผิดชอบอยู่ ถ้าหากพวกเขาจะไปที่พุทธ สถานเหล่านั้นจริงๆ ข้าพเจ้าก็จะไม่ดูแลพวกเขาแล้ว ข้าพเจ้าใช้ พระโองการสวรรค์ที่มีอยู่ บังคับกดดันนักธรรมผู้น้อยเหล่านั้น ข้าพเจ้าจะตำหนิด่าว่าผู้ที่ค่อนข้างใหม่ ด่าว่าว่าพวกเขาปฏิบัติ หน้าที่กันอย่างไม่มีประสบการณ์ ทำงานอย่างลวกหยาบขอไปที ไม่ได้จัดสรรเวลามาอยู่ร่วมงานกับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงเกิดความ โมโหไม่พอใจอยู่เสมอ ระเบิดอารมณ์อยู่บ่อยๆ ความไม่พอใจ แต่ละอย่างเกิดขึ้นจิตใจมืดมัวไร้แสงสว่าง ผู้ที่เห็นข้าพเจ้า “หวังเตี่ยนฉวนซือ” ในใจก็จะมีความเกรงกลัว

ข้าพเจ้าอายุยังไม่มาก ในใจก็ไร้ซึ่งความเมตตาแล้ว เหมือนกับปีศาจร้ายที่ใครเห็นใครก็กลัว มีแต่คนถอยห่างไม่กล้าเข้าใกล้ ตอนแรกข้าพเจ้าไม่รู้ว่าคนอื่นๆ กลัวข้าพเจ้า แต่คิดไปว่าที่คน อื่นๆ มีกิริยาอาการเช่นนั้น คงเป็นเพราะเคารพในความยิ่งใหญ่ ของข้าพเจ้า “หวังเตี่ยนฉวนซือ” แน่ๆ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่กล้า เข้าใกล้ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงได้แต่กระหยิ่มใจอยู่เงียบๆ ในที่สุดข้าพ เจ้าก็ได้ฟังคำบอกกล่าวของมือซ้ายขวาของข้าพเจ้าว่า นักธรรม ผู้น้อยมากมายพูดกันว่า “หวังเตี่ยนฉวนซือเข้มงวดเคร่งครัดเกิน ไป” พวกเขาจึงไม่กล้าเข้าใกล้ ข้าพเจ้าจึงได้พูดกับมือซ้ายขวาไปว่า “ไม่เป็นไร ขอให้เชิญผู้ที่มีปัญหามาพบกับข้าพเจ้าได้” มือซ้าย ขวาของข้าพเจ้าไม่กล้าพูดตรงๆ ว่า นิสัยอารมณ์ของข้าพเจ้าไม่ดี ใบหน้าไม่มีแววแห่งความเมตตากรุณาอยู่เลย จึงทำให้นักธรรมผู้ น้อยไม่กล้าเข้าใกล้ ทุกครั้งที่ทำงานอะไรก็ตาม ข้าพเจ้าจะตำหนิ ข้อผิดพลาดของนักธรรมผู้น้อยอย่างรุนแรง ทำให้นักธรรมผู้น้อยต่างหวาดกลัวไปตามๆ กัน ที่ข้าพเจ้าไม่พอใจเป็นที่สุดก็คือ บุคลา กรในอดีตของข้าพเจ้าติตตามอยู่กับเตี่ยนฉวนซือท่านอื่นๆ ข้าพ เจ้ายังสั่งนักธรรมผู้น้อยว่า ข้าพเจ้าไม่อนุญาตให้ไปศึกษาหลัก ธรรมที่พุทธสถานที่เตี่ยนฉวนซือท่านอื่นดูแลรับผิดชอบอยู่ ความยึดติดยึดมั่นแต่ละอย่างจึงทำให้ผู้อื่นพลาดโอกาสแต่ละครั้งๆ ไป

จนกระทั่งอายุได้ ๗๓ ปี ข้าพเจ้าจึงละกายสังขาร พระแม่ องค์ธรรมรู้อยู่แล้วว่า ในขณะที่ข้าพเจ้ามีชีวิตอยู่นั้น ในใจมีแต่ ความแบ่งแยกเธอเขาเราฉัน ไม่มีใจปฏิบัติธรรมเพื่อส่วนรวม มักจะเกิดความโมโหไม่พอใจอยู่บ่อยๆ ไม่พอใจที่เฉียนเหยิน ไม่ยุติธรรม ในตอนนั้นเป็นเพราะนักธรรมอาวุโสจะเสริมส่งข้าพเจ้า แต่ข้าพเจ้าไม่รู้ จึงเกิดความไม่พอใจขึ้นเสมอๆ เมื่อ สะกายสังขารตอนอายุ ๗๐ กว่าปี เบื้องบนก็ยังเมตตาให้ร่าง กายของข้าพเจ้าอ่อนนุ่มดั่งสำลี เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของนัก ธรรมผู้น้อยของข้าพเจ้าเอง เมื่อพวกเขาเห็นเช่นนั้น ต่างก็ดีใจ กันใหญ่และพูดกันว่า “หวังเตี่ยนฉวนซือร่างกายอ่อนนุ่มดั่งสำลี กลับคืนสู่เบื้องบน เป็นที่ประจักษ์ให้เห็นถึงความสูงส่งล้ำค่าของ วิถีธรรม” พวกเขาคิดว่าหนึ่งร้อยวันให้หลัง วิญญาณของข้าพเจ้าจะมาผูกบุญสัมพันธ์ในกระบะทราย จึงได้กราบขอให้เฉียนเหยิน ได้เมตตา ให้เรียนเชิญวิญญาณของข้าพเจ้ามาผูกบุญสัมพันธ์ด้วย

มีอยู่ครั้งหนึ่ง พระอาจารย์ได้ประทับทรงมาบอกว่า ให้ช้า อีกสักหน่อย ให้ถัดออกไปก่อน สาเหตุเพราะข้าพเจ้า “หวังจี๋” ยังอยู่ “ด่านสอบอารมณ์” ของสามด่านเก้าทวาร บุญภายนอกและกุศลภายในยังไม่สมบูรณ์พูนพร้อม ไม่กล้าที่จะบอกกล่าวให้กับนักธรรมผู้น้อยได้รับรู้ ด้วยความเมตตาของพระอาจารย์ที่ ได้ให้ข้าพเจ้ายังเหลือหน้าเหลือตาอยู่บ้าง ตอนนี้ข้าพเจ้ารู้แล้ว ว่าบำเพ็ญศึกษาธรรม อย่าได้บำเพ็ญความสัมพันธ์ของคน จะต้อง อาศัยใจที่เมตตากรุณา และยุติธรรมดีงามมาปฏิบัติช่วยงานสาม โลก เบื้องบนจึงจะช่วยเหลือ นักธรรมผู้น้อยจึงจะได้ก้าวเดินตามพวกเราไปในมหาธรรมอันสว่างไสว อย่าได้มีความไม่พออกพอใจ พุทธสถานอาณาจักรธรรมเป็นของพระแม่องค์ธรรม จงอย่าได้ แบ่งแยกเธอเขาเราฉัน นั่นเป็นเพราะเฉียนเหยินเมตตา จึงได้แบ่ง เขตกันเพื่อให้ง่ายแก่การรับผิดชอบดูแล และยังได้กล่อมเกลา นำพาผู้ลุ่มหลงได้มากขึ้นอีก จะต้องมีเมตตา และปัญญาเห็นธรรม ส่งเสริมธรรม อย่าได้แบ่งเราแบ่งเขา ทุกสิ่งทุกอย่างมีเหตุปัจจัย หนุนนำทั้งนั้น ให้พวกเขาได้เข้าใจชัดเจนในหลักธรรมจะได้ อุทิศเพื่อธรรมะ จะได้ปฏิบัติธรรมให้เบื้องบน จะได้เป็นสะพาน เชื่อมให้เวไนยสัตว์เหยียบย่างกลับคืนสู่เบื้องบนได้ ทุกสิ่งก็เพื่อส่งเสริมสนับสนุนพวกเขาเหล่านั้น อย่าได้ขัดขวางการบำเพ็ญ ปฏิบัติธรรมของผู้อื่น แต่จะต้องส่งเสริมดูแลพวกเขาให้ดีๆ

ศิษย์พี่เมตตาให้ข้าพเจ้า ได้มาบอกเล่าความจริงทุกสิ่งทุก อย่างจึงขอให้พระอาจารย์เมตตา นำพาข้าพเจ้าไปบำเพ็ญขัด เกลาที่พุทธาลัยได้ในเร็ววัน รอคอยกันให้ดีๆ เอาเฉียนเหยินเป็น แบบอย่างให้ดีๆ ขอให้เตี่ยนฉวนซือเมตตา ขอให้เมธีน้องพี่ชาย หญิงทั้งหลายเมตตา