Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
ยึดมั่นในทิฐิของตนเอง จึงปิดบังจิตญาณอันแท้จริง | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

ยึดมั่นในทิฐิของตนเอง จึงปิดบังจิตญาณอันแท้จริง

578 Views

สวีหมิงติ่งเจี่ยงซือ

ข้าพเจ้าเป็นคนเดิมจากคุกสวรรค์ ข้าพเจ้าละอายแก่ใจ เหลือเกินตอนที่ข้าพเจ้ายังมีชีวิตอยู่ ก็เป็นผู้บำเพ็ญในธรรมกาล ยุคขาวเหมือนกับทุกท่านที่อยู่ในสถานที่แห่งนี้ แต่เป็นเพราะมีนิสัยอารมณ์ที่ไม่ดีอยู่จึงลืมเลือนการบำเพ็ญ ยังโทษบ่นตัดพ้อ หลีกห่างจากความสำนึกคุณไปไกลมาก ตอนที่ข้าพเจ้าละกาย สังขาร คิดว่ามรรคผลของตนพร้อมพูนคงกลับคืนเบื้องบนอยู่ข้างกายพระแม่องค์ธรรมได้อย่างแน่นอน ไม่คาดคิดว่าตนเองต้องผ่าน พบสามด่านเก้าทวาร ได้ถูกตรวจสอบอย่างชัดเจนแต่ก็ไม่อาจ ผ่านพ้นได้ จึงถูกตีเข้าสู่คุกสวรรค์ เมื่อนำบุญกับบาปมาเปรียบ เทียบกันแล้ว จึงไม่อาจหลีกพ้นจากอุ้งมือของเทพฝ่ายตรวจการ ไปได้ ความผิดพลาดแต่ละข้อแต่ละอย่างได้ปรากฏให้เห็นต่อ หน้า จึงถูกลงโทษเพราะความผิดพลาดผิดบาปเหล่านั้น ทุกเวลานาทีจึงต้องกริ่งเกรงระวัง ไม่อาจปล่อยตัวตามสบายได้เลย หาก ปล่อยตัวตามสบายความคิดที่ไม่รอบคอบระวังแม้เพียงน้อยนิด ก็คงต้องติดอยู่ในอุ้งมือของพระพุทธะ โดนตีจนตาลายพร่ามัว ไม่รู้ ว่าเมธียังจดจำกันได้หรือไม่? จดจำพระโอวาทของท่านผู้เฒ่าคุณ ฟ้าได้หรือไม่? ที่ได้กล่าวถึงสภาพความเป็นจริงและการลงโทษในคุกสวรรค์เอาไว้อย่างชัดแจ้ง ข้าพเจ้าจะนำความในใจของข้าพเจ้า บอกกล่าวให้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจแก่เมธีทั้งหลาย ดีหรือไม่ดี?

ข้าพเจ้าเป็นคนในยุคใกล้ปีสาธารณรัฐ (หมินกั๋ว) เพิ่งละ กายสังขารได้ไม่นาน ข้าพเจ้ามีชื่อว่า “สวีหมิงติ่ง” ทุกท่านคงไม่ รู้จักข้าพเจ้า แต่ในอาณาจักรธรรมอีก สายธรรมหนึ่งจะมีคนที่รู้จัก ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าละกายสังขารเมื่ออายุได้ ๖๑ ปี เป็นผู้ชาย ต้นตระ กูลของข้าพเจ้าอยู่ที่เมืองเฉาโจว (แต้จิ๋ว) บิดามารดาเปิดโรงงาน ผลิตกระดาษอยู่ที่นั่น เป็นเพราะมีความเข้าใจต่อธรรมะอย่างลึก ซึ้ง และยังจริงใจศรัทธาในการบำเพ็ญปฎิบัติธรรม จึงได้ปิดกิจการ โรงงานผลิตกระดาษที่เมืองเฉาโจวไป และนำพาครอบครัวติด ตามนักธรรมอาวุโส ไปปฏิบัติแพร่ธรรมถึงไต้หวัน ทั้งบิดามารดา เป็นญาติธรรมเก่าแก่ ที่มีจิตศรัทธาข้าพเจ้าเติบโตอยู่ในวงการ ธรรมตั้งแต่ยังเล็ก บิดามารดาของข้าพเจ้ามีจิตใจที่จงรักภักดีต่อ เบื้องบนมาก คนรู้จักกันก็มีแต่ญาติธรรม ข้าพเจ้าจะทำอะไรก็จะ เป็นเหมือนกับผู้บำเพ็ญทั้งหลาย หลังจากที่ข้าพเจ้าได้รับการส่ง เสริมจากบิดามารดา และนักธรรมอาวุโสเป็นอย่างมาก พออายุ ได้ ๒๓ ปี จึงได้ตั้งปณิธานกินเจ และค่อยๆ เพิ่มพูนความรู้ความ เข้าใจต่อธรรมะมากขึ้นโดยไม่ลดน้อยถอยลง ด้วยความศรัทธา จริงใจต่อธรรมะเป็นอย่างยิ่ง จึงได้เข้าร่วมช่วยงานธรรมะอย่าง จริงจังศรัทธา

ตอนหลัง นักธรรมอาวุโสจึงยกระดับข้าพเจ้าเป็นบุคลากร สำคัญในอาณาจักรธรรม เริ่มจากฝึกหัดบรรยายธรรม จนได้เป็น เจี่ยงซือและเป็นเจี่ยงซือผู้ดูแลพุทธสถาน ในเส้นทางสายนี้ข้าพ เจ้ามานะพากเพียรต่อการศึกษาฝึกฝนเป็นอย่างยิ่ง และรับผิด ชอบต่อการบรรยายธรรมเป็นอย่างมาก ทุกครั้งที่มีการจัดแจงวาง แผนให้ข้าพเจ้าบรรยายธรรม ข้าพเจ้าก็จะไม่บอกปัดหรือปฏิเสธ และยังคงตั้งใจในการเตรียมเนื้อหาบรรยายด้วย ทำให้มีญาติ ธรรมมาฟังกันอย่างล้นหลาม ช่างเป็นแรงใจให้กับข้าพเจ้าเหลือ เกิน เป็นเพราะข้าพเจ้าคุ้นเคยกับการชื่นชมยกย่องของผู้อื่น จึง เริ่มมีความยโสโอหังอวดดื้อถือดี ข้าพเจ้ารู้แต่ว่าทุกๆ วัน ต้องประ ดับประดารูปลักษณ์ภายนอกให้ดูดี จึงลืมที่จะจัดการกับความบกพร่องไปของจิตภายใน ประกอบกับไม่รู้ที่จะย้อนมองส่องตน จึงสร้างความผิดพลาดมากมาย แต่ก็ยังไม่รู้จักอ่อนน้อมถ่อมตนมีแต่อยู่ต่อหน้านักธรรมอาวุโส และบิดามารดาเท่านั้นจึงจะอ่อน น้อมถ่อมตน แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าญาติธรรม ข้าพเจ้าจะวางตัวสูงส่ง ยืนอยู่สูงเกินไปแล้วล่ะ หยิ่งยโส จองหองอวดดี แต่ใจศรัทธา เชื่อมั่นต่อธรรมะนั้นไม่เคยเปลี่ยนแปลง ในด้านการดำเนินปฏิบัติ งานธรรมนั้น ทุกคนได้แต่ยอมรับ เพราะตั้งแต่เล็กมา ข้าพเจ้า ก็ได้เห็นถึงความเสียสละทุ่มเทต่อธรรมะของนักธรรมอาวุโส ข้าพเจ้าจึงยอมรับนับถือ และประทับใจเป็นอย่างยิ่ง โดยความ คาดหวังของบิดามารดา ข้าพเจ้าจึงฮึกเหิมมุ่งมั่นอยู่ช่วงหนึ่ง ได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับอาณาจักรธรรม และอุทิศทั้งชีวิตให้กับอาณาจักรธรรม

ตอนที่ข้าพเจ้ามีจิตศรัทธาที่สุดนั้น เบื้องบนก็ประทาน การทดสอบมาถึงตัว ในพุทธสถานที่ข้าพเจ้ารับผิดชอบดูแลอยู่ ได้รู้จักกับกุลสตรีนางหนึ่ง เป็นเจี่ยงซือด้วยกัน โดยการส่งเสริม เห็นชอบของญาติธรรม และจิตใจของข้าพเจ้าเองก็ไหวหวั่นด้วย ข้าพเจ้ากับเธอจึงได้แต่งงาน สร้างครอบครัวบำเพ็ญธรรมขึ้นมา เดิมคิดว่าจะต้องสมบูรณ์พูนพร้อมแน่ๆ เมื่อมีภรรยาแล้ว ก็ได้ให้ กำเนิดลูกชายลูกสาวตามมา ทำให้ภาวะความเป็นอยู่เกิดความน่า วิตกขึ้น ข้าพเจ้าจะไม่ละทิ้งงานทางธรรมก็ไม่ได้ จึงกลับบ้านไป ทำมาหากินเลี้ยงดูภรรยาและลูกๆ ข้าพเจ้าได้แต่เสียใจที่ไม่ เหมือนแต่ก่อน เพราะมีภาระหนักในการเลี้ยงดูภรรยาและลูกๆ ข้าพเจ้าจึงได้เข้าใจ ถึงว่าการบำเพ็ญที่วิสุทธิ์ผ่องใสสงบนั้นล้ำค่า มาก

ในระหว่างที่ต้องละทิ้งทางหนึ่ง เลือกอีกทางหนึ่ง จึงได้รับ การเคี่ยวกรำอยู่พักหนึ่ง หลังจากนั้น ภรรยาของข้าพเจ้าเจ็บป่วย แล้วจึงลาจากโลกไป ข้าพเจ้ามีความรู้สึกถึงผิดบาปที่มีอยู่อย่างมาก เมื่อเหลือแค่ลูกชายลูกสาว ข้าพเจ้าจึงไม่สนใจทุกสิ่งทุกอย่างอีกและกลับเข้าสู่อาณาจักรธรรมอีกครั้งหนึ่ง เริ่มต้นทุ่มเท กายใจทั้งหมด เข้าร่วมดำเนินงานธรรมกิจ

ตอนที่ข้าพเจ้าอายุ ๓๕ ปี ได้ตั้งปณิธานบำเพ็ญพรหมจรรย์ ตั้งใจที่จะติดตามนักธรรมอาวุโสบำเพ็ญปฏิบัติธรรม และฉุดช่วย ผู้คน เมื่อบิดามารดาได้เห็นข้าพเจ้าตั้งปณิธานใหญ่นี้ก็ปลาบ ปลื้มดีใจเป็นอย่างยิ่ง พวกท่านบำเพ็ญปฏิบัติธรรมกันมาทั้งชีวิต จึงคาดหวังให้ข้าพเจ้าได้ทำตามเช่นกัน โดยทำเพื่ออาณาจักร ธรรมอย่างเต็มกำลังความคิดสักนิด ไม่นานหลังจากนั้น ทั้งบิดา มารดาของข้าพเจ้าได้เจ็บป่วย แล้วจึงละกายสังขารกันไปในเวลา ไล่เลี่ยกัน ข้าพเจ้าจึงตระหนักถึงความทุกข์ ที่เกิดจากการอยู่ กันคนละโลกของข้าพเจ้ากับท่านทั้งสองเป็นอย่างมาก ดังนั้น ข้าพเจ้าเองก็ได้เติบโตขึ้นมากจากความทุกข์ทิ่มตำทั้งสองครั้งนี้จึงทำให้ยิ่งแกร่งกล้ามานะ และบอกกับตนเองว่า ต้องเป็นแบบ อย่างอันดีงามให้ได้ จึงติดตามนักธรรมอาวุโสอยู่ในอาณาจักร ธรรม ยิ่งขยันหมั่นเพียรในการเผยแพร่ธรรมปฏิบัติธรรมและฉุดช่วยผู้คน

หลังจากนั้น ด้วยความศรัทธาจริงใจของข้าพเจ้า บิดามารดา ของข้าพเจ้าจึงอาศัยร่างสามคุณ เพื่อแสดงบุญญาธิการประจักษ์ธรรมและผูกบุญสัมพันธ์ ทั้งสองท่านมีอริยฐานะ เนื่องจากข้าพ เจ้าเป็นเจี่ยงซือใหญ่ ที่มีความรู้ลึกซึ้งและเป็นผู้อยู่ข้างกายของ นักธรรมอาวุโสกับเตื่ยนฉวนซือ บิดามารดาของข้าพเจ้าจึงได้กลับ สู่เบื้องบนเสวยมรรคผล จึงทำให้ข้าพเจ้าเกิดความหยิ่งยโสและ วางตัวสูงส่ง ในด้านหนึ่งข้าพเจ้าได้รับบารมีคุณจากนักธรรม อาวุโสและบิดามารดา ในอีกด้านหนึ่งก็ด้วยความที่ข้าพเจ้าบรร ยายธรรมได้เก่ง เป็นถึงเจี่ยงซือใหญ่ นักธรรมอาวุโสจึงมอบหมาย ให้มีหน้าที่ฝึกหัดเจี่ยงซือ พูดได้เลยว่าหนทางธรรมที่เดินอยู่นี้ ราบรื่นสวยงามมากเหลือเกิน

เมื่อปืนขึ้นไปยิ่งสูง จึงลืมมองลงไปยังด้านล่าง เคยชินกับการ ยอมรับของนักธรรมผู้น้อย และเจี่ยงซือที่ข้าพเจ้าฝึกหัดขึ้นมา ทุกคนจึงต้องฟังคำชี้แนะจัดการของข้าพเจ้า ต้องคอยดูสีหน้า อารมณ์ของข้าพเจ้าในการปฏิบัติหน้าที่ หากมีเตี่ยนฉวนซือมา เชิญให้เจี่ยงซือเหล่านี้ไปบรรยายธรรม ข้าพเจ้าก็จะพิจารณาถึง การบำเพ็ญปฏิบัติของเตี่ยนฉวนซือท่านนั้นๆ ก่อน หากว่าไม่เป็น ไปอย่างที่ข้าพเจ้าคิด ข้าพเจ้าก็จะปฏิเสธตัดบททันที โดยเฉพาะ ถ้ามีเตี่ยนฉวนซือจากสายธรรมอื่น มาที่อาณาจักรธรรมของ ข้าพเจ้า พวกท่านเหล่านั้นรู้สึกว่าเจี่ยงซือของพวกเราฝึกหัด กันได้เป็นอย่างดี และบรรยายกันได้ยอดเยี่ยมมาก จึงต้องการ ให้ข้าพเจ้าจัดเจี่ยงซือบางคน ไปบรรยายธรรมที่อาณาจักรธรรม ของพวกท่าน แต่ว่าในเรื่องญาติธรรมและสายธรรมนั้น ข้าพเจ้า แบ่งแยกอย่างชัดเจนมาก ข้าพเจ้าจึงไม่ยอมให้เจี่ยงซือของเรา ไปบรรยายที่นั่นรวมทั้งยังบอกกล่าวกับเตี่ยนฉวนซือ และญาติ ธรรมของสายธรรมนั้นๆ ว่าอย่าได้มาฟังการบรรยายที่อาณาจักร ธรรมของเราอีก เพราะว่าข้าพเจ้าแบ่งแยกชัดเจนจริงๆ ด้วยเหตุ นี้จึงผิดพลาดล่วงเกินต่อคนเป็นจำนวนมาก และผิดพลาดต่อ พุทธบุตรเดิมมากมาย ในตอนนี้ข้าพเจ้าจึงได้รู้ถึงความไม่ถูกต้อง ของตนเอง รู้สึกละอายแก่ใจมากที่ในตอนนั้นปัญญาของตนเอง ยังไม่สูงเท่าไร คิดแต่ว่าสับสนสายทองไม่ได้ ดังนั้นจึงผิดพลาด ต่อพุทธ บุตรเดิมมากมาย ด้วยเหตุการณ์อย่างนี้ ข้าพเจ้าผิดพลาด ล่วงเกินต่อเตี่ยนฉวนซือหลายท่าน จนเกิดการวิพากษ์วิจารณ์กันไม่หยุดหย่อน รวมทั้งใส่ร้ายทำลายกันและกันด้วย

ในตอนนั้น ข้าพเจ้าจึงปิดกั้นตนเอง ปิดขังตัวเองในห้องเล็กๆ ห้องหนึ่ง ได้อ่านหนังสือหลายเล่ม ได้อ่านข้อมูล หนังสือ ข่าวคราว ในการดำเนินการปรกโปรดสามโลกของพระอาจารย์ชาย พระ อาจารย์หญิงหลังจากนั้น ในขณะบรรยายธรรมก็จะนำหลักธรรม สามโลกบรรยายให้ญาติธรรมได้ฟัง เมื่อเตี่ยนฉวนซือของข้าพเจ้า รู้เรื่องนี้เข้า จึงโดนปิดกั้นขัดขวาง เมื่อข้าพเจ้ามีใจที่จะประกาศ เผยแพร่ธรรมอย่างนี้ แต่ถูกปิดกั้นขัดขวาง แล้วจะตำหนิใคร ได้เล่า?

ในตอนหลัง จิตใจของข้าพเจ้าเกิดการตัดพ้อโทษกล่าวใจไม่อาจสงบราบเรียบได้ จึงอาศัยช่วงที่เตี่ยนฉวนซือกำลังปฏิบัติธรรมอยู่นั้น (ถ่ายทอดธรรม) ข้าพเจ้าได้ทำให้เกิดความแตกแยกขึ้นทำตัวเป็นปฏิปักษ์คู่ปรับของเตี่ยนฉวนซือ เวลาอยู่ต่อหน้าญาติธรรม ข้าพเจ้าก็จะลบหลู่หยามเกียรติด่าทอเตี่ยนฉวนซือ จึงเข้ากันไม่ได้ กับเตี่ยนฉวนซือ

ข้าพเจ้าชอบอยู่ลำพังคนเดียว และยังมีนิสัยอารมณ์แปลกๆ

ดังนั้นคนที่อยู่ข้างกายข้าพเจ้า ต่างจึงหลีกห่างหนีหายจาก ข้าพเจ้าไปหมด ถึงแม้ว่าข้าพเจ้าจะบรรยายได้เก่ง แต่ก็ยัง บำเพ็ญได้ไม่ดี ไม่มีบารมีคุณให้คนอื่นศรัทธาเลื่อมใสได้ ทุกข์ เรื่องที่ข้าพเจ้าทำ ก็จะยึดติดอยู่ว่า เรื่องนั้นๆ ทำไปแล้วได้บุญ กุศลหรือเปล่า? หากว่ามีบุญกุศลน้อยมาก ก็จะเกียจคร้านไม่ อยากทำ และยังยึดติดอยู่อีกว่า บำเพ็ญติดตามผู้ใดแล้วจะบรรลุ ธรรมสำเร็จเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้ ยิ่งบำเพ็ญนานวัน ก็ยิ่งยึดติดว่า บุญกุศลมากหรือน้อย รวมทั้งเมื่อรับปากกับญาติธรรมว่าจะ ไปฉุดช่วยคน ข้าพเจ้ายังไม่สามารถทำได้ เมื่อรู้ว่าญาติธรรมจะ ให้ข้าพเจ้าไปฉุดช่วยคนแก่ที่ไม่ได้เรียนหนังสือหรือคนยากคนจน ข้าพเจ้าก็จะบอกปัดไป เพราะข้าพเจ้าคิดว่าตัวเอง เป็นถึง เจี่ยงซือใหญ่ มาตรฐานความรู้ของข้าพเจ้าสูงกว่าคนเหล่านั้น ข้าพเจ้าไม่เต็มใจ ที่จะไปฉุดช่วยผู้เฒ่าผู้แก่ ลูกเด็ก เล็กแดง และ พวกผู้หญิง ข้าพเจ้าดูถูกดูแคลนคนเหล่านั้นและคิดไป ว่าตัวเอง ควรที่จะทำความเกี่ยวข้องกับพวกผู้ดีมีสกุล หรือพวกข้าราชการ จึงจะสมกับตำแหน่งของข้าพเจ้าที่เป็นถึงเจี่ยงซือใหญ่

ในด้านหนึ่ง ข้าพเจ้าก็คิดว่าทั้งชีวิตอยู่ในอาณาจักรธรรม บุญกุศล และผลงานของข้าพเจ้าย่อมมีไม่น้อย ได้ทุ่มเทอุทิศให้ เบื้องบน และนักธรรมอาวุโสมาโดยตลอด เพราะเหตุใดเบื้อง บนและนักธรรมอาวุโส จึงไม่รู้ว่าข้าพเจ้ากำลังคิดอะไรอยู่? นัก ธรรมผู้น้อยของข้าพเจ้า ล้วนแต่ปีนป่ายขึ้นมาบนหัวของข้าพ เจ้าแล้ว ปีนป่ายขึ้นไปสูงกว่าข้าพเจ้าแล้วจะไม่ให้ข้าพเจ้าร้อนรน ได้อย่างไร? ดังนั้นความคาดหวังที่มีต่อลาภยศชื่อเสียง ข้าพเจ้า เองยังวางไม่ลงปลงไม่ตก แต่ข้าพเจ้าก็ยังไม่กล้าบอกกับ นักธรรม อาวุโส ข้าพเจ้ายึดติดเป็นอย่างมากจริงๆ เหตุใดข้าพเจ้าบำเพ็ญ มาทั้งชีวิต แต่เบื้องบนและนักธรรมอาวุโสก็ยังไม่ยกระดับให้เป็น เตี่ยนฉวนซือ เสียที และเมื่อยิ่งยึดติดมาก จิตใจก็ยิ่งเลวร้ายนิสัย อารมณ์ก็ยิ่งแปลก จึงล่วงเกินผิดใจกับญาติธรรมเป็นจำนวนมาก

หลังจากนั้น ลูกชายของข้าพเจ้าได้เป็นถันจู่เจ้าตำหนักพระข้าพเจ้าจึงบรรยายธรรมอยู่แต่ที่พุทธสถานของลูกชาย หากมีอา ณาจักรธรรมอื่นหรือพุทธสถานอื่น มาเชิญให้ข้าพเจ้าไปบรรยาย ข้าพเจ้าก็จะตอบปฏิเสธไม่ไปบรรยายแน่ๆ จึงปิดกั้นตนเอง ด้วย เหตุอย่างนี้รวมทั้งที่นักธรรมอาวุโสกับเตี่ยนฉวนซืออยู่ ข้าพเจ้า ก็ไม่ไปทั้งสิ้น มีเพียงบางครั้งบางโอกาสที่จะไปนั่งที่บ้านญาติ ธรรม แต่ว่าใจธรรมของข้าพเจ้าเองนั้นก็ยังมั่นคงยืนหยัดอยู่

เมื่ออายุได้ ๖๑ ปี จึงป่วยหนักแล้วลาจากโลกนี้ไป เมื่อ ละกายสังขารแล้ว ข้าพเจ้าคิดว่าตนเองคงมรรคผลพร้อมพูน แน่ๆ พระอาจารย์จี้กงคงมาพาวิญญาณกลับสู่พระนิพพาน และ ได้เข้าเฝ้าพระแม่องค์ธรรมแต่เมื่ออยู่ที่ด่านตรีเทพพิทักษ์มหาราช กลับไม่ผ่านการทดสอบ จึงถูกตีให้ไปยังคุกสวรรค์

ในวันคารวะเคลื่อนศพของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้เห็นนักธรรม อาวุโสและเตี่ยนฉวนซือ นำพาญาติธรรมมากมาย มาปักธูปคารวะ ศพ ข้าพเจ้าละอายใจเป็นอย่างยิ่ง และก็ซาบซึ้งเป็นอย่างมากด้วย เพราะตอนยังมีชีวิตอยู่ ข้าพเจ้ายังบำเพ็ญนิสัยอารมณ์ได้ไม่ดีพอ ยังคงมีนิสัยอารมณ์ร้ายๆ แปลกๆ อยู่ แต่ก็ยังตำหนิโทษกล่าวนักธรรมอาวุโสและเตี่ยนฉวนซือ ยังคงไม่พอใจกับสภาพรอบตัว รวมทั้งไม่พอใจต่อการวางแผนจัดการของคนอื่น รู้สึกละอายใจ เป็นอย่างมาก รู้ว่าตัวเองยังบำเพ็ญได้ไม่ดี ยังปฏิบัติได้ไม่ดี ตอนมีชีวิตอยู่ยังบำเพ็ญได้ไม่สมบูรณ์

ที่คุกสวรรค์นั้น รอคอยพวกเราไปรายงานตัวทุกเวลา ตอนนี้ข้าพเจ้าได้ลิ้มรสความทุกข์ทุกอย่างของคุกสวรรค์แล้ว อยู่ ที่คุกสวรรค์บำเพ็ญได้ยากกว่าในขณะที่ยังมีกายสังขารอยู่ ดังนั้น ทุกท่านควรคิดให้รอบคอบชัดเจน ในตอนนั้นข้าพเจ้าคิดว่าได้รับ วิถีธรรมและบำเพ็ญธรรมแล้ว เมื่อละกายสังขารคงสามารถกลับ คืนสู่พระนิพพาน และเสวยมรรคผลได้แน่นอน ไม่คาดคิดว่า บำเพ็ญยังไม่ดี ระดับจิตใจยังไม่สูงส่งพอ จึงต้องถูกทดสอบเคี่ยวกรำอยู่ในคุกสวรรค์ ยังดีที่ข้าพเจ้าสามารถรักษาปณิธานสองข้อ ใหญ่ (ชิงโข่วและชิงซิว) เอาไว้ได้ ไม่เช่นนั้นผลลัพธ์คงไม่อาจคาดคิดได้เลย ดังนั้นบำเพ็ญธรรมจะไม่ระมัดระวังไม่ได้

เมธีทั้งหลาย พวกท่านเป็นพวกที่โชคดีที่สุด มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มาสอนสั่งกล่อมเกลาชี้แนะตักเตือนได้ทุกเวลา แต่ในสมัยของข้าพเจ้านั้นการที่จะกราบขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ มาประทานอักษร พระโอวาทในกระบะทราย หรือแสดงบุญญาธิการ ไม่ใช่เรื่อง ที่จะทำได้ง่ายๆ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาประทับทิพย์ญาณ แสดงธรรม ดังนั้นพวกท่านจะต้องสำนึกในพระคุณ ด้วยเหตุ ที่ข้าพเจ้าละอายแก่ใจ จึงไม่ควรจะพูดอะไรมากนักและก็ไม่รู้ว่าจะอธิบายอย่างไรจึงจะสมบูรณ์ดีงาม ในตอนนี้ข้าพเจ้าระมัด ระวังต่อคำพูดคำจาของตนเองมาก นั่นเป็นเพราะตอนมีชีวิตอยู่ไม่ได้ระมัดระวังคำพูดคำจามากนัก มักจะพูดจาผิดพลาดเสมอๆ ดังนั้นตอนนี้จะพูดจาอะไร ข้าพเจ้าก็จะคิดก่อนว่า มันถูกต้อง หรือไม่ถูกต้อง?ดังนั้นคำพูดที่ข้าพเจ้าได้พูดไป หากมีสิ่งไหนท่อน ใดไม่ชัดเจนแจ่มแจ้งก็ขอให้เมธีทั้งหลายโปรดอภัยให้ด้วย

เฮ้อ! ประตูเปิดประตูตายของเรา สักกี่คนที่รู้แจ้ง สักกี่คน ที่เข้าใจ พวกท่านควรที่จะรู้ว่าบำเพ็ญธรรมนั้น จะต้องยึดหลัก ธรรมบำเพ็ญจริง การจะนำบุญกุศลมาปูลาดหนทางกลับคืนสู่ เบื้องบนนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ทุกคนล้วนแต่พูดถึงการผู่ตู้ แต่การผู่ตู้ที่แท้จริงนั้นไม่ใช่แค่ตีเกราะเคาะระฆัง หรือพร่ำบ่นสวดมนต์หรือแค่ตั้งมณฑลพิธีวอนขอโชควาสนา หรือแค่ฉุดโปรดวิญญาณผี แต่ ต้องฉุดช่วยปลดปล่อยเวไนยสัตว์คนเดิมทั้งสามโลก ให้หลุดพ้น จากการเวียนว่ายตายเกิดพ้นจากทะเลทุกข์ได้สิ้นเชิง ฉุดช่วยให้ได้ เข้าสู่วิถีแห่งการพ้นเกิดพ้นตายอุทิศบุญกุศลอันแท้จริงให้กับเว ไนยสัตว์คนเดิมทั้งสามโลก ให้สรรพชีวิตเหล่านั้นได้รับบุญกุศล จริงเพื่อพ้นจากความทุกข์ได้

หวังว่าเมธีทั้งหลาย จะกริ่งเกรงรอบคอบในการบำเพ็ญของ ตนเปลี่ยนแปลงแก้ไขนิสัยอารมณ์ของตนให้ดีๆ กำจัดจิตใจที่ไม่ดีของตนทิ้งไปให้ได้ ข้าพเจ้ากลัวว่าจะพูดผิดพลาดอีก กลัวว่าเบื้อง บนจะลงโทษผู้บำเพ็ญต้องบำเพ็ญคุณธรรมปาก รวมถึงข้อปลีก ย่อยเล็กน้อยก็ต้องรอบคอบระวังด้วย ข้าพเจ้าจะไม่ขอรบกวน เวลาของสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกขอบพระคุณเบื้องบนที่เมตตา ขอบคุณ เฉียนเหยินนักธรรมอาวุโสที่เมตตา อนุญาตให้ข้าพเจ้ามาปรากฏ กายที่พุทธสถานแห่งนี้ ขอบพระคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย รู้สึก ละอายใจเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้บอกเล่าถึงความไม่ดีของตนเองใน ขณะมีชีวิตอยู่ ให้ทุกท่านได้ฟังกัน หวังว่าทุกท่านจะรู้ตื่นเตือนตน ประพฤติปฏิบัติตนและบำเพ็ญตนให้ดีๆ