Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
ประจักษ์หลักฐาน สภาพความเป็นจริงในคุกสวรรค์ | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

ประจักษ์หลักฐาน สภาพความเป็นจริงในคุกสวรรค์

1,141 Views

มิจฉาเอนเอียงเข้าร่วมบำเพ็ญ ตลอดชีวิตขังคุกสวรรค์

ฉู่เจินคังเตี่ยนฉวนซือ

พูดไปแล้วรู้สึกละอายแก่ใจ ข้าพเจ้ามาจากคุกสวรรค์ ข้าพเจ้าได้คอยอยู่เป็นเวลานาน ได้กราบพระบาทพระแม่องค์ ธรรม สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย และพระพุทธะจี้กงแล้ว รวมทั้ง คารวะต่อเฉียนเหยิน อีกทั้งเตี่ยนฉวนซือทุกท่าน ขอถามไถ่สาร ทุกข์สุขดิบกับเมธีซึ่งนั่งอยู่ที่นี่ด้วย

ข้าพเจ้ามาจากคุกสวรรค์ มีชื่อว่า “ฉู่เจินคัง” เป็นคนเมือง เอวี้ยหยัง ในช่วงปลายราชวงศ์ชิงต่อต้นยุคสาธารณรัฐ (หมินกั๋ว) ตอนยังมีชีวิตอยู่ ได้แบกรับพระโองการสวรรค์เป็นเตี่ยนฉวนซือ แต่เป็นเพราะความคิดผิดพลาดคลาดเคลื่อน จึงต้องรับโทษอยู่ที่ คุกสวรรค์เป็นเวลาหลายสิบปี ได้รับการลงโทษไม่หยุดหย่อน ผ่อนเว้น ข้าพเจ้ารับโทษอยู่ที่ “คุกทิ่มตำเท้า” ทุกวันจะมีเข็ม มาทิ่มตำที่เท้าทั้งสองข้าง ไม่อาจหยุดหรือได้สบายแม้ชั่วขณะ เป็นเพราะตอนมีชีวิตอยู่ ได้นำพาผู้น้อยผิดพลาดเอนเอียง เมื่อ พูดมาถึงตรงนี้ ก็จะขอเล่าย้อนความตั้งแต่ต้นให้ได้ฟังกัน

ข้าพเจ้าละกายสังขารเมื่ออายุ ๗๘ ปี ถึงอายุมากขนาดนี้ แต่ไม่คาดคิดว่าจะตกต่ำลงเอยอย่างที่เป็นอยู่ ข้าพเจ้าเกิดมาใน ครอบครัวชาวนาที่ร่ำรวย บิดามารดาเป็นคนพื้นเพที่นั่น ตั้งแต่เด็กก็ได้ศึกษาตำรับตำราโคลงกลอน และยังรู้ถึงหลักเมตตามโนธรรม ก่อนที่จะพบเจอวิถีธรรม ข้าพเจ้าก็เป็นเหมือนกับคนทั่วๆไป ที่หมุนวนว่ายเวียนอยู่ในอารมณ์เจ็ดและตัณหาหก

เมื่ออายุได้ ๑๗ ปี ก็มีหน้าที่การงานและแต่งงานสร้างครอบ ครัวเสพสุขกับชีวิต มีลูกหญิงชายรวมกัน ๗ คน เมื่ออายุได้ ๔๖ ปี ภรรยาของข้าพเจ้าได้ลาจากโลกไปด้วยเหตุเจ็บป่วย ข้าพเจ้าจึง ได้ตระหนักถึงความเฉียบไวของอนิจจัง ดังนั้น จึงไปแสวงหาสัจ ธรรมที่วัดวาอารามเสมอๆ จนได้พบกับผู้แนะนำ-ผู้รับรองได้ชัก นำให้ข้าพเจ้าเข้าสู่วงการอนุตตรธรรม ข้าพเจ้าได้บริจาคมากมายและก็ตั้งใจพากเพียรในการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม

เมื่ออายุ ๕๒ ปี จึงแบกรับพระโองการสวรรค์เป็นเตี่ยน ฉวนซือในตอนนั้นจิตใจผู้คนน่าหวาดกลัว เป็นยุคที่มีภัยสงคราม เคราะห์ร้ายเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ชีวิตคนมีอันตรายอยู่ทุกขณะ แต่ข้าพเจ้าก็ยังคงฉุดช่วยเวไนยสัตว์ได้ไม่น้อย ข้าพเจ้าดูแลนำพาอาณาจักรธรรมอยู่ที่เมืองซันเจิ้น มณฑลอู่ฮั่น

เมื่อข้าพเจ้าอายุได้ ๗๒ ปี เป็นปีที่พระอาจารย์ชายกงฉังและ พระอาจารย์หญิงจื่อซี่สนองรับพระโองการสวรรค์ ด้วยเหตุที่นัก ธรรมอาวุโสที่นำพาข้าพเจ้า ได้ละกายสังขารไปด้วยเหตุเจ็บป่วย งานธรรมกิจจึงได้ข้าพเจ้ารับผิดชอบดูแลชั่วคราว ข้าพเจ้านำพา เตี่ยนฉวนซือที่อายุยังไม่มากอยู่หลายคน มีเพียงข้าพเจ้าที่เป็นผู้ นำที่คนอื่นต้องดูทิศทางตาม ในตอนนั้นมีธรรมปริณายกหลาย ท่าน ไม่เชื่อเรื่องที่พระอาจารย์ชายและพระอาจารย์หญิงสนอง รับพระโองการสวรรค์ ข้าพเจ้าเป็นพวกคนหูเบา ไม่รู้ว่าต้องฟัง ใครจึงจะดี? แม้ว่าต่างจะกระจัดกระจายกันไปคนละทาง พระแม่ องค์ธรรมมีพระบัญชาว่า พระโองการสวรรค์อยู่ที่พระอาจารย์ ชาย และพระอาจารย์หญิง แต่ข้าพเจ้าคิดว่าตัวเองอายุทางโลกก็ มาก อายุทางธรรมก็เยอะ และยังมีนักธรรมอาวุโสที่มีบารมีธรรม สูงส่งอยู่อีกหลายท่าน หรือว่าเจตนาของฟ้าจะผิดพลาดคลาด เคลื่อนไป? หรือว่าเป็นการดำเนินไปตามใจคน? เพราะเหตุใด พระโองการสวรรค์จึงตกไปสู่นักธรรมรุ่นหลังกว่าได้? (หมายถึง พระอาจารย์ชายและพระอาจารย์หญิง ที่มีวัยวุฒิและธรรมวุฒิ น้อยกว่า) เสียทีที่ข้าพเจ้าบำเพ็ญจริงขัดเกลาแท้มาหลายปี การทดสอบ ปัญญาเช่นครั้งนี้ยังไม่อาจผ่านได้ ข้าพเจ้าจึงนำพานัก ธรรมผู้น้อยใกล้ชิดติดตามนักธรรมอาวุโส ที่ข้าพเจ้ายอมรับอยู่ใน สายตา บำเพ็ญปฏิบัติอยู่กับนักธรรมอาวุโสท่านนั้นๆ เมื่ออายุได้ ๗๖ ปี โรคร้ายเข้าสู่ร่างกาย และได้ละกายสังขารในเวลาต่อมา เมื่ออายุ ๗๘ ปี

ตลอดชีวิตตรากตรำเพื่อธรรมะ เดิมทีคิดว่าคงได้กลับคืน เบื้องบน ได้เข้าเฝ้าพระแม่องค์ธรรมด้วยจิตที่เกษมเปรมปรีดิ์ จะ ได้ไม่ผิดต่อพระบรรพจารย์ลู่จงอีที่ได้มอบหมายนำพา แต่ว่า ข้าพเจ้ากลับถูกจับตัวไปสู่คุกสวรรค์โดยตรง เบื้องบนจดบันทึก บุญอย่างละเอียด แต่ก็จดบันทึกบาปไว้อย่างถี่ถ้วน ถ่องชัด เช่นกัน ข้าพเจ้าจึงได้รู้ว่าตนเองไม่ได้นำปัญญาออกมาใช้ ดังนั้น จึงนำพานักธรรมผู้น้อยเดินผิดทิศทางไป เพราะข้าพเจ้าเป็น คนดื้อรั้นหัวแข็ง ไม่เชื่อมั่นในเจตนาของฟ้า คิดไปว่าอักษรพระ โอวาท ในกระบะทรายที่กล่าวถึงพระโองการสวรรค์นั้น เป็นการ กระทำตามเจตนาของคนเอง จึงผิดพลาดทั้งต่อตนเองและผู้อื่น ด้วยตัดขาดหนทางเบื้องหน้า ข้าพเจ้าสำนึกขอขมาอยู่ที่คุก สวรรค์ สักกี่คนที่เข้าใจถึงกาลเวลาของฟ้า และเจตนาของฟ้า อย่างถ่องแท้แน่ชัด?

อย่าได้เป็นอย่างข้าพเจ้า ที่บำเพ็ญมาก็นานปี แต่ยังคงเลอะ เลือนอยู่! คิดไปว่าตนเป็นนักธรรมอาวุโส จึงอ่อนน้อมถ่อมใจลง มารับความผิดไม่ได้ ไม่มีผู้ที่เข้าใจถึงเจตนาของฟ้าอย่างชัดเจน แม้ว่าข้าพเจ้าจะไม่ได้ใส่ร้ายทำลายพระอาจารย์ชายและพระอา จารย์หญิง แต่ว่านำพานักธรรมผู้น้อยจนร่วงหลน นั่นก็เป็นความ ผิดของข้าพเจ้าแล้ว เบื้องบนไม่ได้ปกปิดลบล้างความลำบากใน ช่วงสิบปีของข้าพเจ้า แต่เบื้องบนก็ไม่ได้ให้ข้าพเจ้าเป็นอิสระเสรี ในคุกสวรรค์นั้นมีคนมากมายที่เป็นถึงนักธรรมอาวุโส และใน นรกอเวจีเองก็มีคนมากมายที่เป็นนักธรรมอาวุโสอยู่ด้วย เมื่อเป็นนักธรรมอาวุโสของนักธรรมผู้น้อยทั้งหลาย แต่กลับทำร้ายพวก เขาเหล่านั้น ตัวเองย่อมต้องรับเคราะห์ภัยด้วยเช่นกัน

เดิมทีการลงโทษในคุกสวรรค์ไม่อาจเปิดเผยให้รู้กันโดยง่าย แต่ในวันนี้ พระแม่องค์ธรรมได้มีพระบัญชา และพระอาจารย์ หญิงก็ได้กำชับสั่งความไว้ หลังจากนี้ไปจะมีการทดสอบนักธรรม ชั้นผู้นำให้ตกหล่น การทดสอบปัญญาที่เกิดขึ้นนี้ จะมีสักกี่คนที่ เข้า ใจความลับของฟ้า (เจตนาของฟ้า)? อย่าได้คิดว่าบำเพ็ญปฏิบัติ ธรรมกันมานาน ถ้าสอดคล้องกับหลักธรรมก็จะเป็นหัวหน้าเป็นผู้นำจะผิดต่อพระโองการสวรรค์หรือเจตนาของฟ้าไม่ได้

มีนักธรรมอาวุโสในอาณาจักรธรรมที่ไม่อาจถ่อมใจลงต่ำ ได้ คิดว่าสิ่งที่ได้พบที่ได้เห็นนั้นเป็นสิ่งจริง ไม่เชื่อสิ่งที่หูของตน ได้ยินมา ถึงแม้จะมีนักธรรมอาวุโสบางส่วน รู้ถึงความหมายอัน แท้จริงของการฉุดช่วยสามโลก และเรื่องใหญ่ของการฉุดช่วยปรก โปรด อีกทั้งการเก็บงานพร้อมสมบูรณ์ แต่พวกท่านเหล่านั้นยอม รับกันไม่ได้ เริ่มจากตนเองยอมรับไม่ได้ แต่ก็ไม่เสมอไปสำหรับ ผู้อื่น จึงเกิดการใส่ร้ายทำลายกันหรือว่า นี่คือความหมายที่แท้จริง ของการแบกรับพระโองการสวรรค์แบกรับภาระหน้าที่?

ข้าพเจ้าซึ่งอายุมากขนาดนี้ เสียทีที่ได้บำเพ็ญปฏิบัติจน บุคลิกท่าทางสูงส่งภูมิฐาน ไม่คาดคิดว่าไม่ใช่มีผลบุญใหญ่ แต่กลับ มีส่วนอยู่ในคุกสวรรค์ วันนี้ข้าพเจ้าได้วิงวอนขอให้เบื้องบนนิร โทษผ่อนผันข้าพเจ้าไม่อยากรับโทษทัณฑ์ในคุกสวรรค์อีก

ยังมีนักธรรมผู้น้อยอีกมาก ที่ไร้ปัญญาขาดความเข้าใจจึงได้ตกลงสู่นรกภูมิ การทดสอบเกี่ยวกับพระโองการสวรรค์เพียงครั้งเดียวก็ทำให้จิตใจไหวหวั่นได้แล้ว นักธรรมผู้น้อยมองเห็นนักธรรม อาวุโสแก่งแย่งผลบุญกัน แย่งชิงชื่อเสียงผลประโยชน์กัน ด้วยเหตุ นี้จึงถูกทดสอบจนถดถอยจากไป

ยุคนี้ก็เป็นเหมือนในอดีต เจตนาของฟ้านั้นเดิมทีไม่อาจ แพร่งพรายเปิดเผยได้โดยง่าย พระแม่องค์ธรรมเมตตาสงสาร พุทธบุตรมากมาย หากหลับหูหลับตาโง่งมบำเพ็ญละก็ ย่อมไม่ อาจกลับคืนเบื้องบนได้ อาณาจักรธรรมไต้หวันหลายสิบปีมานี้ ไม่ได้หยุดนิ่งเพียงเพราะนักธรรมอาวุโสละกายสังขาร วงการอนุตตร ธรรมต้องฉุดช่วยเวไนยสัตว์ หากเวไนยสัตว์ไม่ได้รับการฉุดช่วย แล้ว จะกล่าวถึงการเก็บงานพร้อมสมบูรณ์ได้อย่างไร? น่าสงสาร ผู้บำเพ็ญในวงการธรรมมากมาย ด้วยเพราะลุ่มหลงงงงวย จึงเดินผิดหนทาง แต่ยังคิดว่าตนเองทำถูกต้องแล้ว ถ้าไม่เข้าใจ เจตนาของฟ้า ก็จะผิดต่อการบำเพ็ญธรรมได้!

ข้าพเจ้ามีคำพูดมากมายต้องการเตือนสติเมธีทั้งหลาย ใน ตอนนี้มีนักธรรมอาวุโสและเตี่ยนฉวนซือมากมาย ที่ผิดพลาด เหมือนข้าพเจ้ายึดติดอยู่กับว่าตัวเอง มีนักธรรมผู้น้อยมากน้อย เท่าไหร่ สร้างบุญไปแล้วมากน้อยแค่ไหน ถึงที่สุดก็ยังคงยึดมั่นถือมั่นไม่ละวาง แต่ที่จริงแล้วก็ไม่มีอะไรในครอบครองเลย

การดำเนินงานของสามโลกเป็นเรื่องจริง ไม่เช่นนั้นพุทธ บุตรชายหญิงจะกลับคืนสู่เบื้องบนได้อย่างไร? อย่าได้ใส่ร้ายลบ ล้างพระโองการสวรรค์เจตนาของฟ้า ตอนแรกข้าพเจ้าไม่เชื่อ ในพระโอวาทของพระแม่องค์ธรรม ว่าได้มอบหมายพระโองการ สวรรค์ไว้กับผู้ใดแล้ว จึงผิดพลาดต่อตนเอง ข้าพเจ้าไม่เชื่ออักษร พระโอวาทในกระบะทรายเรื่องพระโองการสวรรค์ แต่กลับเชื่อใน ความฉลาดอันน้อยนิดของคนด้วยกันเอง เมธีทั้งหลายต้องอ่อน น้อมถ่อมใจ ต้องทำความเข้าใจให้ถูกชัดต่อเจตนาเดิมของพระ อาจารย์ชายและพระอาจารย์หญิง ไม่เช่นนั้นบำเพ็ญมาชั่วชีวิต กลับจะทำให้ผู้อื่นต้องผิดพลาดอีกมากมาย

วันนี้เวลามีจำกัด ขอบพระคุณพระอาจารย์จี้กงที่ได้นำพา วิญญาณของข้าพเจ้าเข้ามายังพุทธสถานแห่งนี้ หวังว่าเมธีทั้ง หลายจะฟังอย่างรอบคอบ ต้องทำความคิดของตนให้เที่ยงตรงดี งาม สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายตรวจสอบชั้นประชุมธรรมอยู่ การได้ตั้งปณิธานใหญ่นั่นไม่ใช่เรื่องง่าย จึงอย่าได้ละทิ้งไปอย่างง่ายๆ ด้วย เป็นเพราะการลงโทษทัณฑ์ในคุกสวรรค์ ไม่อาจเปิดเผยได้โดย ง่าย คนบนโลกจึงไม่เข้าใจ ชะตาในมนุษยภูมิมีการสิ้นสุดได้ จึง อย่าได้ยึดติดอยู่กับผลบุญของตนเอง

จริยปกรณ์หรือบทถ่ายทอดเบิกธรรม ที่มีรูปลักษณ์ ถึงแม้จะสำคัญ แต่ว่าท่ามกลางฟ้า-ดิน-คน สามคุณนั้น คนเป็น ผู้ประกาศธรรมแทนฟ้า พระโองการสวรรค์นั้นไร้รูปลักษณ์ แต่ เมื่ออยู่ในฟ้าปางหลัง เพื่อให้ผู้คนได้เกิดความเชื่อมั่น จึงต้องมีสิ่ง แสดงให้เกิดซึ่งความเชื่อมั่นนั้น (หมายถึงจริยปกรณ์ที่มีรูปลักษณ์ นั่นเอง)

การปฏิบัติงานสามโลกนั้น จะต้องให้ความเคารพต่อเทพผี เสียก่อน เมธีทั้งหลายต้องจดจำใส่ใจให้แม่นมั่น