Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
คุกสวรรค์ชั้นที่สามยอดวายุสีทอง | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

คุกสวรรค์ชั้นที่สามยอดวายุสีทอง

535 Views

พระโอวาทท่านผู้เฒ่าคุณฟ้า (๓)

หนึ่งใจนี้ ก่อเกิดซึ่ง หนึ่งวิถี
วิถีมี ก็ก่อเกิด ทิฐิมั่น
เมื่อใจสูญ วิถีนั้น ย่อมสูญพลัน
ทิฐิมั่น ย่อมสูญตาม วิถีไป

วันนี้ฉันจะได้พูดถึงเรื่องที่เกี่ยวกับคุกสวรรค์อีกครั้งหนึ่ง ทำ ไมถึงต้องเปิดเผยความลับของคุกสวรรค์ด้วยล่ะ? นั่นเป็นเพราะผู้บำเพ็ญูมากมายในปัจจุบัน ถึงแม้ว่าจะบำเพ็ญกันมานานแล้ว แต่ยังไม่เข้าใจแจ่มแจ้งในหลักธรรม หรือยังไม่เข้าใจชัดเจนต่อหนทาง การบำเพ็ญ มีทัศนคติความคิดที่ไม่ถูกต้องเที่ยงตรงอีกมากมาย แล้วจะกลับคืนสู่เบื้องบนได้อย่างไร? มีผู้บำเพ็ญบางคนรู้แต่กินเจ รู้แต่บรรยายหลักธรรม รู้แต่ฉุดช่วยผู้คน แต่ทำไปอย่างโง่ๆ เซ่อๆ ฉุดช่วยไปถึงไหนกันล่ะ? หรือจะนำพาไปยังที่ใดกัน? เข้าใจเรื่อง เหล่านี้กันหรือเปล่า? ฉันเองจะค่อยๆสาธยายให้ฟัง คุกสวรรค์ ชั้นที่สามนี้มีชื่อว่า “ยอดวายุสีทอง” พวกเจ้าตั้งใจฟังกันให้ดีๆ นะ

ถ้ำมังกรร้าย

เมื่อเห็นชื่อก็นึกไปถึงว่าเป็นสถานที่กักขังมังกรร้าย ทำไม จึงเรียกว่ามังกรร้าย? แท้จริงแล้วมันไม่ใช่มังกร การลงโทษที่คุก สวรรค์ก็คือหนึ่งคนหนึ่งถ้ำพอดีๆ ไม่ใหญ่ไม่เล็ก หนึ่งคนหนึ่งถ้ำ นั่งอยู่ในนั้นเพื่อรับการลงโทษเคี่ยวกรำ

ทำไมจึงต้องมานั่งเคี่ยวกรำอยู่ในถ้ำนั้นล่ะ? เป็นเพราะเขา มีบุญกุศล แต่ขณะเดียวกันก็มีผิดบาปด้วย เคยได้ยินกัน มาบ้างหรือไม่? พวกเจ้าทำอะไรไป ไม่เพียงมีบุญกุศล แต่ก็มี ผิดบาปติดมาด้วย? เป็นไปได้หรือไม่ว่า คนดีสักคนหนึ่งในชาตินี้ ชีวิตนี้ไม่เคยกระทำผิดบาปเลย? แน่นอนว่าจะต้องมีผิดบาปกัน บ้างไม่มากก็น้อยถูกต้องหรือไม่? ผู้บำเพ็ญที่ทุ่มเทใจในการบำ เพ็ญ แต่ว่าเมื่อกลับคืนเบื้องบนไปแล้วจึงจะรู้อย่างชัดเจน

“ถ้ำมังกรร้าย” นี้ กักขังผู้บำเพ็ญอย่างที่จะกล่าวให้ฟังนี้เช่น ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ แม้ว่าจะเป็นนักธรรมอาวุโสหรือเป็นเตี่ยนฉวนซือหรือเจี่ยงซือ เป็นเพราะต้องการจะพูดแต่ประวัติ การบำเพ็ญของตนเอง หรือไม่ก็เพื่อความคิดเห็นของตนเอง หรือเพื่อหนทางของตนเอง จึงเอาไปเปรียบเทียบถกเถียงแย่ง ชิงกับความคิดของผู้อื่น คิดว่าความคิดของตนเองจึงถูกต้อง และ คิดว่าความคิดของตนเองจึงเป็นสัจธรรม ด้วยเหตุนี้จึงก่อให้ เกิดเวทีประลองฝีมือขึ้น “ก่อให้เกิดเวทีประลองฝีมือ” มีความ หมายอย่างไรรู้หรือไม่? นั่นเรียกว่าต่อสู้กันด้วยฝีปากกับปากกาอย่างไรล่ะใช่หรือไม่ใช่?

ในปัจจุบันมีอาณาจักรธรรมบางแห่ง ใช่หรือไม่ว่าได้ออก หนังสือมามากมาย? มีทั้งที่วิเคราะห์ความและทั้งที่มีทัศนะแต่ ละอย่าง แต่ว่าที่หนังสือแต่ละเล่มเหล่านั้น ได้วิเคราะห์หยิบยก ประเด็นกันถูกต้องกันหรือเปล่า? คำพูดความหมายในนั้นเป็นจริง หรือเปล่า? พวกเจ้ายังไม่จำเป็นต้องแยกแยะ หากเป็นด้วยเหตุนี้แล้วก่อให้เกิดเวทีประลองฝีมือ นำพานักธรรมผู้น้อยผิดพลาด คลาดเคลื่อน คนที่เป็นอย่างนี้ เมื่อกลับคืนเบื้องบนแล้วย่อมได้รับ การกักขังเคี่ยวกรำในถ้ำมังกรร้ายแน่ๆ

นั่นคือ ขณะที่แต่ละคนกำลังนั่งสมาธิบำเพ็ญขัดเกลาอยู่ ด้วยว่าความผิดพลาดบกพร่องของเขา ความผิดบาปนั้นแหละ จะชักนำให้เขาคิดเพ้อฝันไป เป็นเพราะนั่นคือความยึดมั่นถือมั่นของเขา ดังนั้นเขาจึงคิดเพ้อฝันไปเป็นมังกรพิษ-มังกรร้าย มังกรที่ดีเหล่านี้จะมาโจมตีเขา หลังจากนั้นเป็นเพราะความเกี่ยว ข้องจากการที่จิตใจของเขาสั่นไหว ทำให้วิญญาณของเขากลาย เป็นมังกรตัวหนึ่ง ซึ่งจะต่อสู้ขบกัดและโจมตีเข้าใส่กันและกัน แท้จริงแล้ว เมื่อเขากัดฝ่ายตรงข้ามหนึ่งครั้ง ก็เท่ากับกัดตนเอง หนึ่งครั้งนั่นแหละ เพราะว่ามังกรฝ่ายตรงข้ามก็คือรูปเงาของตนเองนั่นเอง ฟังอย่างนี้เข้าใจหรือไม่? นั่นคือเงาภาพมายา ที่เกิดมาจากใจ เมื่อกัดอย่างรุนแรง บาดแผลของตนเองก็จะหนัก หนาสาหัส แท้จริงแล้วที่อยากให้ผู้อื่นตายก่อน ที่สุดนั้นกลับเป็นตนเองนั่นแหละที่จะตายก่อน ฟังอย่างนี้เข้าใจหรือไม่?

แล้วจะลบล้างมลายผิดบาปของเขาได้อย่างไร? เป็นเพราะ ว่าบาปกรรมหรือความผิดพลาดนั้นสะสมมีขึ้น แบ่งเป็นลึกซึ้งกับ ตื้นเขินความผิดพลาดมีใหญ่มีเล็กมีมากมีน้อย ดังนั้นคนทุกคน หากว่าได้ละกายสังขารไปแล้ว แต่จิตวิญญาณยังไม่สามารถสงบ ผ่องแผ้วได้ หากความผิดพลาดของเขามีอยู่เยอะมาก เมื่อเขากำลัง นั่งสมาธิรับการเคี่ยวกรำอยู่นั้น จำนวนครั้งที่มายาภาพจะกลาย เป็นมังกรพิษ-มังกรร้ายก็จะยิ่งมีมาก และก็ได้รับผลกระทบจาก ความคิดนึกของเขาเอง จำนวนครั้งก็จะถูกกำหนดเป็นไปตามนี้

แล้วจะทำอย่างไรจึงจะออกจากถ้ำนี้ได้? ก็ต้องรอจนกว่า เขาจะกำจัดละทิ้งความยึดมั่นถือมั่น หรือความคิดฟุ้งซ่านสับสน เหล่านี้ให้หมดไป ไม่มีการโจมตีต่อสู้กันอีก ไม่เกิดความคิดในทางชั่วทางต่ำอีกจึงจะหยุด และออกจากถ้ำนี้ไปได้ ได้หลีกไกลไปจาก คุกสวรรค์ และได้รับการประทานมรรคผลในที่สุด เข้าใจหรือไม่?

เมื่อสักครู่ที่พูดถึง “ก่อเกิดเวทีประลองฝีมือ” นั้น จริงๆ แล้วพวกเจ้ายังไม่เข้าใจกัน คนในสมัยก่อนเรียนวิทยายุทธ มีการประลองฝีมือกันบนเวที ที่จริงแล้วทำไมอนุตตรธรรมจึง ต้องมีสิบแปดสายธรรมด้วย? นั้นเป็นเพราะในระยะแรกเริ่ม พระพุทธบรรพจารย์เทียนหยานรู้ว่าจีนแผ่นดินใหญ่จะตกอยู่ในกำมือของคอมมิวนิสต์ เมื่อพระอาจารย์ชายและพระอาจารย์ หญิงรู้ถึงชะตากรรมเช่นนี้ กำหนดของฟ้าจึงได้จัดวางให้มีสิบ แปดสายธรรมปฏิบัติกันขึ้นมา เพื่อเป็นที่ระลึกถึงพระพุทธบรรพ จารย์เทียนหยาน ผู้เป็น “พระบรรพจารย์สมัยที่ ๑๘” นั่นเอง นั่นคือสิ่งแทนให้ระลึกถึงที่จริงแล้ว ทั้งสิบแปดสายธรรมนั้นก็เป็น หนึ่งเดียวกัน จึงมีเจตนาเป็นอย่างเดียวกัน แต่ก็มีคนจำนวนมากถึง แม้ว่าจะเป็นนักธรรมอาวุโสในวงการธรรม แต่เป็นเพราะคนเรายังตกอยู่ในอิทธิพลของธาตุทั้งห้า จึงไม่รู้ถึงเจตนาของเบื้องบน

คนที่ตกอยู่ในอิทธิพลของธาตุทั้งห้า ใช่หรือไม่ว่ายังคงถูก ธาตุทั้งห้าพันธนาการอยู่? ใช่หรือไม่ว่าปัญญายังไม่ถึงระดับชั้น ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์? หากว่าธาตุทั้งห้านั้นข่มเหงกัน มีสั้นมียาวใช่ หรือไม่ว่าย่อมก่อให้เกิดความยึดมั่นถือมั่น และความคิดสับสนฟุ้ง ซ่าน? และก็ด้วยเหตุนี้ ตนเองจึงผิดพลาดเอนเอียงในหลักธรรม เมื่อไม่อาจผ่านการทดสอบจากฟ้าและคนได้ ก็ยึดมั่นยึดติดอยู่ว่า ตนเองดีที่สุด จึงเกิดการประลองฝีมือกัน คิดเอาเองว่าพระโองการ สวรรค์ที่อยู่กับตนเองนั้นจึงจะเป็นของจริง

ที่จริงแล้ว พระโองการสวรรค์จะจริงหรือไม่จริงนั้น ยังคง ต้องดูที่เบื้องบน ไม่ใช่ใช้ฝีปากมาถกเถียงแก่งแย่งกัน ใช่หรือ ไม่ใช่?

หากว่าพระโองการสวรรค์ที่มีรูปลักษณ์เป็นของจริง แล้ว ถ่ายทอดไปอยู่ในกำมือของคนชั่ว (มิจฉา) ธรรมะนี้ย่อมถูกทำลายย่อยยับเป็นแน่ เพราะเหตุใดหรือ? เพราะว่าเขาผู้นั้นย่อมทำเรื่องเลวทรามต่ำช้า ปฏิบัติผิดต่อหลักธรรมความดีงาม ถึงแม้จะมีพระ โองการสวรรค์จริงคลุมครอบอยู่บนตัวเขาผู้นั้น แต่ว่าสิ่งที่เขาผู้ นั้นได้กระทำ มันผิดต่อหลักธรรมของฟ้า ผิดต่อพระโองการสวรรค์ ผิดต่อที่เบื้องบนได้มอบหมายให้ ผิดต่อเจตนาของฟ้า และผิดต่อ ปณิธานความตั้งใจของตน เขาเหล่านี้ถึงจะบอกว่าพระโองการ สวรรค์จริง ก็ย่อมกลายเป็นพระโองการสวรรค์ปลอมได้

ตั้งแต่อดีตเป็นต้นมา ทั้งพุทธะทั้งมารต่างก็มีพระโองการ สวรรค์พุทธะมีพระโองการสวรรค์ในการ “ฉุดช่วยชาวโลก” ส่วนมารก็มีพระโองการสวรรค์ในการ “ทดสอบธรรมะ” ในวันนี้ พวกเจ้าอาศัยของปลอมบำเพ็ญของจริงนั้นคือ กายคน “คนจริง ตัวจริง” ก็คือพุทธะ ส่วน “คนปลอมตัวปลอม” ก็คือมาร หากพวกเจ้า ผู้ที่จะเลือกเอาหรือละทิ้ง เมื่อคนจริงตัวจริงปรากฏ ก็จะสามารถกำจัดละทิ้งอุปสรรคจากมารได้ จึงวางได้ลงปลงได้ ตกในคนปลอมตัวปลอมนี้ได้

สิบแปดสายธรรมนั้น ก็เปรียบเหมือนกับอนุตตรธรรมให้ กำเนิดลูกสิบแปดคน พวกเจ้าลองคิดดูว่า เป็นพี่น้องกันจะทะเลาะ วิวาทกันได้หรือ? หากว่าเจ้าทะเลาะเบาะแว้งกับพี่น้องแท้ ๆ ของ เจ้าพ่อแม่จะเศร้าเสียใจเจ็บปวดใจหรือไม่? ใช่หรือไม่ว่าเป็น คนครอบครัวเดียวกัน? วันนี้เจ้าลองพิจารณาดู ที่ไต้หวัน ที่จีน แผ่นดินใหญ่ และมองดูทั่วโลก เจ้าพูดว่าพวกที่มีผิวสีเหลืองคือ คนจีน เมื่อพูดขยายความอีก หรือว่ามีเพียงคนไต้หวันถึงจะเป็น คนจีนใช่หรือไม่? แล้วคนจีนที่อยู่ในรัฐอเมริกา พวกเขาเป็นคน สหรัฐอเมริกาหรือว่าเป็นคนจีนกันล่ะ? ถูกต้อง! เป็นเพราะ เลือดที่ไหลเวียนอยู่ในตัวพวกเขา ก็เป็นสายเลือดของลูกหลานที่สืบทอดมาจากบรรพกษัตริย์เหลืองหวงตี้ อย่างนี้เข้าใจหรือไม่ เข้าใจ? และก็พูดได้ว่า ทั้งสิบแปดสายธรรมนั้นล้วนแต่ร่วมสาย เลือดเดียวกัน ใช่หรือไม่ว่าล้วนแต่เป็นสายเลือดของพระอาจารย์ชายและพระอาจารย์หญิง? ใช่หรือไม่ว่าล้วนแต่เป็นผู้สืบทอดสืบสายพระโองการสวรรค์ของเบื้องบน?

ดังนั้น จึงไม่ควรเปรียบเทียบว่าใครใหญ่กว่ากัน ไม่ควรแก่ง แย่งชิงดีชิงเด่นกัน ไม่ควรเปรียบเทียบแข่งขันกัน

คุกกรงนก

ถ้าพูดตามชื่อแล้วคุกนี้ก็คือกรง ที่สำคัญที่สุดก็เกี่ยวข้องกับ บรรพบุรุษเจ็ดชั้นและลูกหลานเก้าชั่วคน! ความหมายก็คือลูก หลานได้ฉุดช่วยบรรพบุรุษกลับคืนไปแล้ว จากนั้นก็ไม่ได้บำเพ็ญ ต่อเป็นการหลอกลวงเบื้องบน ลองคิดดูว่าพวกเจ้านั้นมีบุญกุศล มากเท่าไหร่? อดีตชาตินั้นกระทำมาอย่างไร? ชาตินี้พวกเจ้ามี วาสนาตอบสนองหรือไม่? เบื้องบนเมตตาให้เจ้าได้รับวิถีธรรม อันยิ่งใหญ่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากเบื้องบน ให้ฉุดช่วยบรรพ บุรุษของพวกเจ้ากลับคืนไปได้ ผู้ที่ถูกกักขังที่คุกสวรรค์นั้นคือ ผู้ที่ไม่ได้บำเพ็ญ จึงต้องอาศัยบารมีแสงธรรมจากลูกหลาน และ บำเพ็ญเคี่ยวกรำอยู่ที่เบื้องบน เดิมทีสามารถอยู่ที่พุทธาลัยเตรียม ตัวรับมรรคผลในงานประชุมนาคะประภัสสรหลงฮว๋าได้ แต่หาก ลูกหลานบำเพ็ญถึงช่วงสุดท้ายแล้วหมดเรี่ยวแรง จึงไม่บำเพ็ญ กันต่อ ไม่บำเพ็ญอย่างเสมอต้นเสมอปลายถ้าเป็นเช่นนี้ ก็จะต้อง ถูกลดตำแหน่งลงสามขั้น ดูว่าฉุดช่วยบรรพบุรุษมาจากภพภูมิใด ก็ต้องกลับไปอยู่ที่ภพภูมินั้น

แต่ถ้าลูกหลานบนโลกบำเพ็ญอย่างต่อเนื่อง สร้างบุญ สร้างกุศล บำเพ็ญปฏิบัติ บรรพบุรุษที่อยู่เบื้องบนก็จะมีบุญกุศล มีโอกาสได้นั่งบนบัลลังก์บัวด้วย แต่ถ้าลูกหลานไม่ได้บำเพ็ญอย่าง ต่อเนื่องเพียงแค่จ่ายเงินไม่กี่หมื่นเหรียญ ฉุดช่วยคนแค่ไม่กี่คน แล้วก็สามารถฉุดช่วยบรรพบุรุษกลับคืนไปได้ แบบนี้จะสามารถ หมดสิ้นบาปกรรมที่สร้างสมมาหกหมื่นปีได้ไหม? ที่น่าสงสาร คือต้องตกลงไปสามขั้น บางคนต้องถูกกักขังอยู่ในคุกสวรรค์ก่อน ต้องรับบาปแทนลูกหลาน บางคนยิ่งแย่กว่านั้นอีก จิตญาณตน เองก็ไม่สว่างไสวและไม่มีบุญจริงกุศลแท้ ด้วยเหตุนี้ก็ต้องถูกลง โทษให้ไปสู่นรกภูมิ จากเบื้องบนต้องตกไปสู่นรกภูมิ

การบำเพ็ญธรรมไม่เหมือนการค้าขาย เริ่มต้นกระตือรือร้นดีต่อมากลับเฉื่อยชา ได้กำไรจากเบื้องบนแล้ว ก็เลิกทำงานเลย เช่นนี้ก็ยากที่จะคิดถึงผลที่จะได้รับแล้ว ดังนั้นผู้บำเพ็ญทั้งหลาย ต้องเสมอต้นเสมอปลาย บำเพ็ญจากวินาทีแรกจนถึงวินาทีสุด ท้าย แล้วจะบำเพ็ญจนถึงเมื่อไร? ก็คือบำเพ็ญจนกว่าจะหมดลมหายใจนั่นเอง จึงต้องเร่งสร้างบุญกุศลอุทิศให้บรรพบุรุษไป รู้หรือไม่? ถึงจะอยู่ในนรกภูมิก็ได้รับบารมีแสงธรรม หรือที่อยู่เบื้องบนก็จะ ได้รับบารมีแสงธรรมด้วย แล้วเราสามารถแผ่บุญกุศลให้ผู้ที่อยู่ เบื้องบนได้ไหม? ได้แน่นอน! บุญกุศลนั้นไม่กลัวว่าจะมีเยอะ กลัวแต่จะมีน้อยเสียมากกว่า

คุกน้ำหลาก

จากชื่อนี้ความหมายก็คือ ร่างกายอยู่ในท่ามกลางน้ำท่วม แท้จริงแล้ววิญญาณบาปทุกดวงที่ถูกลงโทษ ร่างญาณของเขา จะไม่เคลื่อนไหว การลงโทษที่เกิดขึ้นล้วนเกิดมาจากมายาภาพ ฝันทั้งสิ้น

แท้จริงแล้ววิญญาณบาปทุกดวงนั่งสมาธินิ่งๆ อยู่ในถ้ำ นั่งประจำอยู่กับที่ ตัวเขาเองไม่ได้ขยับเขยื้อน ที่ขยับเขยื้อนคือจิต ใจของพวกเขาเหมือนเกิดมายาภาพลวงตา อยู่ที่คุกสวรรค์นี้จะ ต้องถูกลงโทษอย่างไร? จะมีความรู้สึกเหมือนว่าตัวเองนั่งอยู่ใน สายน้ำที่เชี่ยวกราก อะไรเรียกว่าสายน้ำเชี่ยวกราก? เคยเห็นน้ำที่ไหลโกรกลงมาจากภูเขาไหมล่ะ? ใช่หรือไม่ใช่ว่าทั้งต้นหญ้า ต้นไม้ ดิน ทราย ฯลฯ รวมกันไหลลงมาจากภูเขาด้วย เลยทำให้น้ำสกปรก ในน้ำยังมีก้อนหิน ท่อนไม้ เศษไม้ ฯลฯ เขาจะมีความรู้สึกว่าอยู่ใน ท่ามกลางสายน้ำที่ไหลเชี่ยว ได้รับการกระแทกจากก้อนหินก้อนดินเหล่านั้น ซึ่งเจ็บปวดและทุกข์ทรมานมาก ถ้าหากว่ายังมีความ ไม่พอใจหรือยังมีการตัดพ้อต่อว่า ก็ยังจะต้องรับโทษอย่างนั้นต่อ ไปเรื่อย ๆ

แต่ถ้าหากว่าทำจิตใจให้สงบนิ่งได้ รู้จักสำนึกขอขมา และรู้ จักที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขตัวเอง เมื่อจิตญาณของเขานิ่งสงบได้ แล้ว น้ำก็จะเปลี่ยนเป็นนิ่งใส สิ่งต่างๆ ที่ลอยปะปนอยู่ในน้ำก็จะ มีปริมาณน้อยลง แล้วก็จะย้อนกลับไปสู่วิญญาณเดิมของเขา ได้ ก็จะกลับไปสู่สภาพเมื่อสักครู่นี้ ย้อนกลับไปสู่ตัวเดิมของเขา เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น การถูกลงโทษในคุกสวรรค์คุกนี้ ในท่าม กลางคุกน้ำหลาก ผู้ที่จะถูกลงโทษก็คือ

ประเภทแรก คนที่ทำผิดในเรื่อง “ลูกคนอื่นตายก็ช่างหัวมัน ญาติธรรมตายเราอย่าได้ตายก็แล้วกัน” คนประเภทนี้ไม่ว่าจะมี เรื่องอะไรที่ไม่ดีเกิดขึ้น ก็จะรีบผลักไสออกไปนอกตัว กลัวตัวเองจะรับผลจากเรื่องที่ไม่ดีเหล่านั้นไปด้วย ให้เพื่อนร่วมบำเพ็ญตายก่อนตัวเองก็จะหลีกหนีความตายนั้นไป

เรื่องแค่นี้ก็ไม่กล้ารับผิดชอบ ทุกเรื่องเห็นแต่ตนเองเป็น ใหญ่ คิดแต่ว่าญาติของตนลูกหลานของตนรากบุญดี และบำเพ็ญ ได้ดี อะไร ไม่ดีก็โทษว่าคนอื่นเป็นอุปสรรคขัดขวาง หาว่าคนอื่นมา ทดสอบตัวเรา

ยังมีอีกประเภทหนึ่ง คือตัวเองไม่บำเพ็ญปฏิบัติอย่างจริง จังวันทั้งวันมีแต่ความคิดที่ไม่ดีไม่งาม คิดแต่ว่าคนอื่นเป็นอุป สรรคขัดขวางตัวเอง รู้สึกเหมือนว่าตัวเองได้สร้างบุญกุศลและ เจริญปณิธานแต่ที่คนอื่นๆ ทำนั้นเป็นการทำบุญเอาหน้า ก็เลย สละให้คนอื่นทำตัวเองก็ไม่ทำแล้ว ได้แต่เดินเตร่ไปเตร่มา ทำนิดๆ หน่อยๆ แต่ก็ยังมีความรู้สึกว่าคนอื่นเป็นอุปสรรคขวางกั้นตัว เองอีก ทนไม่ได้กับการกระทบกระทั่งอารมณ์กับผู้อื่น ทนไม่ได้ กับการถูกทดสอบเล็กๆ น้อยๆ ทนไม่ได้กับการถูกเบื้องบนขัด ฝนนิดๆ หน่อยๆ ผลลงเอยของคนประเภทนี้ก็เป็นอย่างที่กล่าว มานี่เอง ในที่สุดก็ต้องถูกกระทบกระแทกและทิ่มตำเสียดแทงที่ มากกว่าเดิมอีก

ผู้บำเพ็ญต้องมีความมุ่งมั่นยืนหยัดไหม? พวกเจ้าได้พูดคำ อย่างนี้กันหรือเปล่า เช่น คนๆ นั้นพูดจาเข้มงวดเกินไป ทดสอบ จนฉันตกหล่นไปเเล้ว? มาอาณาจักรธรรมก็มาเดินๆ ฟังๆ พูดว่า คนนั้นเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ คราวหน้าฉันจะไม่มาแล้ว พวกเจ้าทั้ง หลายอย่าได้คิดว่าเบื้องบนไม่มีหูแล้วจะฟังไม่ได้ยิน ที่จริงแล้ว เบื้องบนได้ยินทั้งหมด!สิ่งเหล่านี้คือผิดบาปของเจ้า อย่าไปติว่าคน อื่นเป็นอุปสรรคขัดขวางเจ้าเลย อย่าไปโทษว่าคนอื่นไม่ดีกับเจ้า เลย

พวกเจ้าต้องรู้จักย้อนมองส่องตน ดูซิว่าตัวเองมีความยืน หยัดมุ่งมั่นไหม? ดูซิว่าความมุ่งมั่นของตัวเองนั้นยืนหยัดแข็ง แกร่งหรือไม่? ดูซิว่าเป้าหมายของตัวเองชัดเจนไหม? ดูซิว่าตัวเอง เข้มแข็งพอหรือยังจะต้องมุ่งมั่นตั้งใจจริง มีจิตใจทำเพื่อส่วนรวม อย่าให้ปัญหาเล็กๆ น้อยๆ มากระทบถูกแล้วจึงถดถอยไป อย่างนี้ ง่ายหรือไม่ง่าย? ทำกันได้หรือเปล่า?

พวกเจ้าใช่หรือไม่ใช่ว่ามีจิตใจคับแคบ? หวังว่าพวกเจ้า จะไม่เป็นกัน บำเพ็ญธรรมจะต้องฝึกหัดตามอย่างพระศรีอาริย เมตไตรยที่ท้องใหญ่ใจกว้าง โอบอุ้มให้อภัย พวกเจ้าต้องฉลาด อย่างจริง ๆ กันสักหน่อย บำเพ็ญปฏิบัติต้องเร่งรีบฉกฉวยโอกาส ในการสร้างบุญกุศลและเจริญปณิธาน การส่งเสริมสนับสนุน ญาติธรรม ใช่หรือไม่ใช่ว่าก็ต้องฉกฉวยเอา มีใครขัดขวางเจ้าหรือ บอกให้เจ้าไม่ต้องเดินไม่ต้องทำไหม? หรือถ้าเจ้าเห็นคนอื่นเลือก ทำอย่างนั้นอยู่ เจ้าก็เลือกทำอีกอย่างหนึ่งได้ เช่นว่า ไม่มีใครเก็บ ขยะ เจ้าก็ไปเก็บเสียเอง อย่างนี้มันง่ายดายสำหรับเจ้าเหลือเกิน

อย่างการยืนบรรยายอยู่บนเวที ก็มีคนเดียวเท่านั้น ที่ยืน บรร ยายได้ ดังนั้นพวกเจ้าบำเพ็ญธรรม จะต้องให้ความเคารพนับ ถือผู้อื่น โอกาสอย่างนี้ก็ต้องหมุนเวียนสับเปลี่ยนกัน วันนี้เปลี่ยน ให้ คนอื่นได้ขึ้นบรรยาย เขาก็จะได้บรรยาย วันหน้าเปลี่ยนเป็นเจ้า ขึ้นบรรยาย เจ้าจะได้บรรยาย ทุกคนบรรยายไม่เหมือนกัน เพราะ ความเข้าใจตระหนักรู้ไม่เหมือนกัน ระดับจิตใจก็ไม่เหมือนกัน ดังนั้น ระดับจิตมีอยู่ถึงไหนก็ทำไปถึงระดับนั้น จะต้องศึกษาตาม อย่างของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย พวกเจ้าอย่าได้คิดว่าได้ฟังประชุมธรรมครั้งใหญ่มาแล้วสามครั้ง แล้วจะขึ้นสวรรค์ได้ มันคง ไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก จะต้องสร้างบุญจริงกุศลแท้! จะต้องเสีย สละอุทิศเพื่อธรรมะ ต้องเผยแพร่กระจายความดีงาม ดีหรือไม่ดี?

คุกใบไม้ร่วง

เมื่อพูดถึงคุกนี้ พวกเจ้าจะต้องระมัดระวังเพราะว่าพวก เจ้ามักจะผิดร้ายแรง ความคิดของพวกเจ้าเคยตัดขาดบ้างไหม? แม้กระทั่งเวลานอนก็ยังคิดกันอยู่เลย กลางวันก็คิดมาก กลางคืน ก็ฝันฟุ้ง

แท้จริงแล้ว จิตใจของพวกเจ้าไม่ได้พักผ่อนเลย ดังนั้นจึง ต้องเร่งรีบวุ่นวายอย่างนี้ ความคิดจิตใจช่างมากมาย จึงง่ายที่จะ มีพันธนาการผูกมัด ที่จริงแล้วก็เป็นเพราะคิดมาก มีเรื่องราวมากมายที่พวกเจ้าอาจจะได้แต่คิดเปล่าๆ มีเรื่องราวมากมายที่พวกเจ้า ไม่ได้ไปทำยากที่จะจับความคิดได้ จิตใจเหมือนกับลิง ความคิดก็ เหมือนกับม้าปล่อยออกไปได้ง่ายๆ แต่จะเก็บกลับมานั้นมันยาก

บางครั้ง เรื่องที่ไม่ได้สลักสำคัญอะไรก็เอามาคิดสับสนวุ่น วาย ดังนั้นผู้บำเพ็ญจะต้องกำจัดอารมณ์เจ็ด และตัณหาหกทิ้ง จะต้องกำจัดสามใจและสี่รูปลักษณ์ จะต้องกำจัดอกุศลกรรม บถสิบ และมิจฉัตตะแปด และจะต้องปฏิบัติตามอริยมรรค มีองค์แปด ผู้ที่ถูกกักขังอยู่ในคุกสวรรค์นี้มีผิดบาปหนักหนา เพราะกระทำความผิดตามแต่ความคิดของตนเอง เช่นว่า วันนี้ ทะเลาะเบาะแว้งกับคนอื่น เจ้าก็จะคิดไปว่าจะต่อยตีเขาอย่างไร จะเข่นฆ่าเขาอย่างไร นี่เป็นการกระทำผิด เพราะความคิดบำเพ็ญ ธรรมก็เช่นเดียวกัน เช่นเมื่อตั้งปณิธานกินเจก็มีความคิดที่จะ ทุศีลแตกเจ ปากเจแต่ถ้าใจไม่เจ ก็เป็นการทุศีลแตกเจแล้ว

ดังนั้นบำเพ็ญธรรม จึงต้องบำเพ็ญที่ปากของตัวเอง และยัง ต้องบำเพ็ญที่จิตใจของตัวเองอีกด้วย บำเพ็ญความคิดของตัวเอง ต้องพิจารณาว่าความคิดของตัวเองถูกต้องเที่ยงตรงหรือไม่? ดีงามหรือเปล่า? บริสุทธิ์หรือเปล่า? ผู้ที่กระทำผิดเพราะความคิด หรือทุศีลก็จะต้องมารับโทษอยู่ที่คุกแห่งนี้ และยังมีที่ร้ายกว่านี้ อีกตัวอย่างเช่น ผู้ที่มีความเห็นแก่ตัวมากเกินไป หรือผู้ที่มีจิตใจ คับแคบเกินไป

ที่จริงแล้ว ผู้ที่มีความเห็นแก่ตัวมากหรือมีใจคนอยู่มาก ก็จะต้องไปยังคุกสวรรค์หลายๆ คุกด้วยกัน ไปยังคุกสวรรค์เพื่อ ค่อยๆฝึกหัดขัดเกลา หากมีความคิดวุ่นวายอยู่มาก ก็จะได้รับ ความทุกข์ยิ่งมาก การลงโทษนี้ก็คือใจเกิดมายาภาพ เช่น ตัวไป อยู่ในท่ามกลางป่าทึบ หากว่าเป็นผู้ที่มีผิดบาปอยู่มาก ใบไม้ก็จะ ร่วงหล่นตลอดเวลาใบไม้ร่วงยังไม่เป็นอะไร แต่ถ้าหากเจ้ายังไม่เก็บกวาดใบไม้เหล่านั้นขึ้นมา มันก็จะกลายเป็นหนอนบิน แล้ว หนอนบินนั้นจะต้องกัดใคร? แน่นอนว่ามันก็จะต้องมากัดเจ้า เป็นเพราะว่าในป่าทึบนั้น มีแค่เจ้าคนเดียวเท่านั้นที่อยู่ภายใน เมื่อเดินครบรอบแล้ว ก็ต้องกลับมาตั้งต้นใหม่ ดังนั้นความเร็วที่ ต้องใช้ในการเก็บกวาดใบไม้ก็จะต้องเร็วมากขึ้น ใบไม้เหล่านี้ก็คือขยะที่อยู่ในใจของพวกเจ้านั่นเอง คนที่มีขยะในใจอยู่เยอะก็จะยิ่งยุ่งวุ่นวาย เพราะใบไม้จะยิ่งร่วงหล่นลงมามาก

ผู้ที่ยิ่งสงบผ่องแผ้วหรือไร้ความคิดที่ไม่ดีงาม เขาก็จะสามารถย้อนกลับสู่โฉมหน้าเดิมแท้ได้ ก็จะไม่มีใบไม้แห้งร่วงหล่น ต้น ไม้แห่งธรรมเหล่านั้นก็จะเปลี่ยนเป็นใบสีเขียว มีลมเย็นพัดโชยมา เมื่อลมเย็นพัดมาแล้ว ร่างญาณก็จะสบาย ก็จะไม่ถูกหนอนบิน เหล่านั้นกัดต่อย

พวกเจ้าได้เจริญปณิธานไปพลาง แล้วก็ตัดพ้อต่อว่าไปด้วยหรือเปล่า? อย่างนี้ไม่ได้! จะต้องถูกลงโทษ เป็นเพราะจิตใจของ เจ้าไม่บริสุทธิ์ดีงาม อย่าได้แปดเปื้อนกันนะ อย่างนี้เข้าใจไหม?

ดังนั้น ผู้ที่ทำผิดในสิ่งที่กล่าวไปแล้วนั้น จะต้องรีบสำนึก ขอขมารีบบำเพ็ญขัดเกลา ใจที่ผ่านมาแล้วในอดีตอย่าได้มี อย่า ได้มีความคิดที่ยึดมั่นถือมั่นในอัตตาตัวตนและเห็นแก่ตัว จะต้อง บำเพ็ญขัดเกลาให้ความคิดนั้นบริสุทธิ์ผ่องแผ้วเป็นหนึ่งเดียว ความคิดใดๆ ไม่ก่อเกิดก็ได้แล้ว นั่นจึงจะเป็น “ความว่างอย่าง แท้จริง” ไม่ใช่ “ความว่างอย่างเท่าเทียม”

คุกถอนตะปู

พวกเจ้าเคยจับจ้องมองคนอื่นอย่างไม่วางตาไหม? อย่าง นี้ก็คือ ตอนมีชีวิตอยู่ชอบวิพากษ์วิจารณ์คนอื่น ยโสโอหัง ชอบ ทำลายชื่อเสียงของคนอื่น มองไม่เห็นความดีของคนอื่น เห็นคน อื่นได้ดีแล้วทนไม่ได้คอยเหยียบย่ำซ้ำเติมคนอื่น และยังชอบจับ ผิดคนอื่น หรือขุดคุ้ยหาข้อด้อยข้อบกพร่องของคนอื่น เพื่อทำให้ ตัวเองได้ประโยชน์ อย่างนี้ล้วนเป็นความผิดบาปที่ยิ่งใหญ่ เบื้อง บนจะบันทึกบาปเหล่านี้เอาไว้

การลงโทษของคุกนี้ก็คือ ในมือของทุกคนจะถือค้อนอัน ใหญ่และก็จะมีตะปูให้ถืออีกคนละหนึ่งด้วยพอมีความคิดใดๆ เกิดขึ้นปุ๊บ ตะปูก็จะตอกตรึงเขาเอาไว้กับพื้น เมื่อตอกไปแล้ว หนึ่งตัว ก็ยังมีตัวที่สองอีกแต่ว่าค้อนเหล็กอันนั้น จะแบ่งตามแต่ ความผิดบาปของแต่ละคน มีทั้งที่เบาและมีทั้งที่หนัก และมีพื้นที่ แข็งหรือพื้นที่นุ่ม เหล่านี้ล้วนเกี่ยวข้องกับความผิดบาปของแต่ละคนเอง ถ้าความผิดบาปหนักหนา พื้นก็จะยิ่งแข็ง ค้อนก็จะยิ่งหนัก นี่เป็นสิ่งที่ไม่มีรูปลักษณ์ แต่เป็นเพราะการกระทำที่ผิดบาปของ ตัวเอง จึงทำให้เกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้น

แต่ถ้าจิตใจนิ่งสงบ ไม่มีความคิดอื่นใดเกิดขึ้น สำนึกขอขมา ต่อเบื้องบน เปลี่ยนแปลงแก้ไขตัวเองเป็นคนใหม่ก็สามารถทำให้จิตวิญญาณของตัวเองใสสงบผ่องแผ้ว แล้วนั่งได้อย่างเรียบร้อย อย่างนี้ก็จะไม่มีความรู้สึกแปลกๆ หรือมายาภาพ ไม่ต้องได้รับ ความทุกข์เข้าใจหรือไม่? ผู้ได้รับโทษเคี่ยวกรำอยู่ในคุกนี้ ล้วนแล้ว แต่เป็นเพราะตัวเองมีสายตาที่สั้นและตื้นเขิน เหมือนนั่งอยู่ในบ่อ แล้วแหงนมองดูท้องฟ้า เป็นเหมือนกบในกะลาอย่างไรก็อย่างนั้น

บางคนจำกัดที่ของตัวเอง บางคนปิดกั้นตัวเอง ถ้าเขาเข้าใจ กาลเวลาของฟ้า เห็นคนอื่นเดินก้าวไปข้างหน้า เขาก็จะเดินก้าว ไปข้างหน้าตาม แต่ผู้ที่ถูกลงโทษเคี่ยวกรำอยู่ในคุกนี้ ก็จะไม่ เหมือนกันเขาเห็นคนอื่นเดินก้าวไปข้างหน้า แต่ตัวเองเต็มใจที่ จะย่ำอยู่กับที่ ไม่เดินก้าวไปข้างหน้าตามคนอื่น แม้จะรู้ถึงความ เปลี่ยนแปลงของกาลเวลาฟ้า แต่ก็ไม่เต็มใจที่จะเดินตามกาลเวลา ของฟ้า ไม่เต็มใจที่จะทำตามคำชี้แนะชี้นำของเบื้องบน

ปัจจุบันนี้ มีนักธรรมอาวุโส เตี่ยนฉวนซือ เจี่ยงซือ และ ญาติธรรมอาวุโสจำนวนมาก ได้ใส่ร้ายทำลายเรื่องของการปรก โปรดสามโลกเพราะเขาไม่ได้เข้ามาร่วมด้วย ได้ยินคนอื่นเขาพูด มาอย่างนี้ ก็พูดตามไปอย่างนั้น ฟังเขาลือๆ กันมาอย่างนี้ น่า กลัวไหมล่ะ? คนอื่นเขาพูดอะไรกันมา ไม่ควรที่จะเชื่อเพราะ อาจจะไม่จริงก็ได้ ปัจจุบันนี้มีนักธรรมอาวุโสมากมายในอาณา จักรธรรม ที่ไม่ได้เข้าใจถึงกาลเวลาของฟ้าใส่ร้ายลบล้างเรื่องของ สามโลก พวกเจ้าลองคิดๆ ดูว่า การปรกโปรดสามโลกนี้ใช่หรือ ไม่ใช่ว่า ตอนที่พระอาจารย์ชายและพระอาจารย์หญิงยังคงมีชีวิตอยู่ได้ปฏิบัติเรื่องใหญ่ที่ว่านี้? ใช่หรือไม่ใช่ว่า ในพระโอวาทของ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้มีการกล่าวถึง “ฉุดช่วยอย่างกว้างขวางทั้งสามโลก” หรือ “ยุคสามวาระท้ายปลายกัป” ใช่หรือไม่ใช่ว่า ได้มีการหยิบ ยกกล่าวถึง “ยุคท้ายปลายกัปเก็บงานพร้อมสมบูรณ์”?

ในขณะที่พระอาจารย์ชายและพระอาจารย์หญิงยังมีชีวิต อยู่สามารถปรกโปรดสามโลกได้ แล้วทำไมหลังจากที่พระอาจารย์ ชายพระอาจารย์หญิงได้ละกายสังขารไปแล้ว ศิษย์ทั้งหลายจึง ไม่สืบทอดต่อพระปณิธานของพระองค์ทั้งสอง โดยกล้าหาญเด็ด เดี่ยวในการปฏิบัติสืบต่อไปอีก? นี่ก็เหมือนกับว่า ในวันนี้มีอาจารย์ คนหนึ่งถ่ายทอดเคล็ดลับของการรักษาโรคให้กับลูกศิษย์ไป ถ่าย ทอดให้ไปสิบตำรับยา พออาจารย์ได้ตายจากไปแล้ว ลูกศิษย์คน นั้นก็ไม่ได้ถ่ายทอดเคล็ดลับที่ว่านี้ไปให้คนอื่นๆ ต่อ ได้แต่พูด อย่างง่ายๆ เป็นเพียงตำรับยาอย่างง่ายๆ อย่างนี้จะเป็นวิธีการที่ตรงเป้าหรือไม่ตรงเป้า

การปรกโปรดสามโลกนั้น เป็นมหาปณิธานของพระอาจารย์ ชายและพระอาจารย์หญิง พวกเจ้าเองก็เป็นถึงศิษย์ของพระอา-จารย์ชายกงฉังและพระอาจารย์หญิงจื่อซี่ ล้วนแต่เป็นลูกที่ดี ของเบื้องบน ก็ควรที่จะกล้าแบกรับขึ้นมา จะต้องเข้าใจกาลเวลา ของฟ้า อย่าได้ทำอะไรตามอำเภอน้ำใจเพราะไม่เข้าใจหลักธรรม อย่างชัดเจน แล้วก่อให้เกิดการใส่ร้ายทำลาย ดั่งกับนั่งมองฟ้าอยู่ ในบ่อ ขีดเส้นตีกรอบขังตัวเองไม่เต็มใจที่จะก้าวไปข้างหน้าเดิน ไม่ทันก้าวย่างของนักธรรมอาวุโส

ผู้ที่ได้รับการลงโทษเคี่ยวกรำอยู่ในคุกนี้ ก็เป็นเพราะพวก เขาเกิดมายาภาพหลอน เช่น คิดว่าตัวเองอยู่ในบ่อน้ำ เป็นเพราะ ข้างล่างมีสุนัขทองแดง สัตว์ดุร้ายที่ตัวเป็นไฟ และยังมียักษ์ที่รูป ร่างหน้าตาน่าเกลียดอัปลักษณ์ ที่มาคอยหลอกหลอนและลง โทษประหัตประหารพวกเขา ดังนั้นเมื่อพวกเขาเห็นมีเชือกเส้นหนึ่งหย่อนลงมาจากด้านบน ต่างก็พยายามที่จะปีนป่ายเชือก เส้นนั้นให้ได้ แต่เชือกก็จะแตกต่างกันไปตามแต่ความคิดของแต่ละคน บางเส้นมีหนามแหลมขึ้นเต็มไปหมด บางเส้นมีหนอนพิษ บางเส้นมีเดือยแหลม บางเส้นเล็กละเอียดเหมือนเส้นไหม บาง เส้นหยาบใหญ่เหมือนถังใส่น้ำ

เพราะความคิดของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ความผิดบาป ก็ไม่เหมือนกัน ข้อผิดพลาดก็แตกต่างกัน ดังนั้นการลงโทษจึง แตกต่างกันไปไม่เหมือนกันเลย แต่ทุกๆ คนก็จะต้องหนีตายขึ้น ไปข้างบนให้ได้แต่พวกเขาจะมีความรู้สึกแปลกๆ ตรงที่ว่าไม่ว่า พวกเขาจะปีนขึ้นไปได้สูงขนาดไหนแล้วก็ตาม แต่สัตว์ร้ายสุนัข ทองแดง รวมทั้งยักษ์ร้ายเหล่านั้นก็ยังอยู่ใกล้ๆ พวกเขาไม่ได้ หลีกห่างกันไปไหนเลย ก็ยังตามคุกคามตอแยอยู่นั่น ผู้บำเพ็ญ ธรรมเกิดมีจิตใจที่หวั่นกลัวได้หรือไม่? หากจิตใจเกิดความหวั่นกลัวก็จะตกไปสู่อสูรกายภูมิได้ง่ายๆ ก็จะตกไปสู่แดนมารแล้ว เกิดมีภาพมายาเพ้อฝัน หากพวกเจ้าหวาดกลัวหรือหวั่นกลัวเมื่อ ใด ก็จะเหงื่อกาฬแตก ใจฝ่อหวาดผวา หวั่นกลัว และสั่นเทิ้มสั่น เทาด้วยความไม่รู้ ใช่หรือไม่ใช่ นี่ก็เป็นการลงโทษอย่างหนึ่ง

บางครั้งให้พวกเจ้าได้รู้ถึงกาลเวลาของฟ้า ให้ได้รู้ถึงเจตนา ของเบื้องบน แต่พวกเจ้ากลับไม่กระตือรือร้น ไม่ก้าวไปข้างหน้า ได้แต่ยึดติดกรอบของตัวเองตายตัว คิดแค่ว่าฉุดช่วยผู้อื่นได้จำ- นวนหนึ่งแล้วก็จะได้กลับคืนเบื้องบน นี่เป็นความเข้าใจที่ผิด พลาดคลาดเคลื่อนอย่างมหันต์ เพราะมีคำพูดที่พูดกันเสมือนว่า “ผู้ไม่รู้ย่อมไม่ผิด” แต่ถ้ารู้ทั้งรู้แล้วก็ยังกระทำผิด ผิดบาปก็ย่อม หนักกว่าปกติ ถึงแม้จะเป็นผู้ไม่รู้ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีความผิดเลย จริงๆ แต่ว่าผู้ที่รู้ว่าผิดและก็ยังตั้งใจกระทำผิด ก็จะต้องถูกลงโทษเพิ่มทบทวีเป็นสองเท่าตัว

คุกแสงพิฆาต

ตามความหมายของชื่อคุกนี้ก็คือ ภายในถ้ำจะมีแสงพิฆาต ที่เจิดจ้า แสงที่เปล่งออกมานั้นมีพลังแห่งการฆ่าและทำให้บาด เจ็บ ได้เอาไว้ลงโทษผู้ที่ตอนมีชีวิตอยู่ ชอบดูหนังสือที่ไม่ดีงาม สาย ตาไม่ดีงามถูกต้อง สายตาชอบดูสิ่งของสวย ๆ งาม ๆ ชอบสิ่งสวยๆ แต่ไม่ชอบสิ่งอัปลักษณ์ และยังมีอีกประเภทหนึ่งก็คือ ชอบใช้สาย ตาเหยียดหยามคนอื่น เป็นเพราะเขาคิดว่าตัวเองฉลาดปราด เปรื่อง คิดว่าตัวเองเกิดมารูปร่างหน้าตาดี...... จึงได้ดูถูกเหยียด หยามคนอื่นชีวิตอื่น

ยกตัวอย่างเช่น ปัจจุบันนี้ตามเสาไฟฟ้าจะติดภาพวับๆ แวมๆ ติดภาพที่นุ่งห่มเสื้อผ้าน้อยชิ้นเป็นจำนวนมาก หากว่าพวก เจ้าเดินผ่านแล้วก็ยังตั้งใจไปมอง นี่เรียกว่า “ไม่ถูกต้องต่อจริย ธรรมความดีงามแล้วยังไปมอง” สายตาจึงไม่ถูกต้องเที่ยงตรง ฝ่ายหญิงไม่ค่อยเป็นกันเท่าไหร่ แต่ฝ่ายชายจะต้องระมัดระวังกันสักหน่อย ดังนั้นจะต้องตั้งอกตั้งใจในการบำเพ็ญขัดเกลา จะต้องบ่มเพาะการมองสิ่งที่ดีงามของตัวเอง ดวงตาจะต้องมองแต่สิ่งที่ ถูกที่ควร อย่าได้มองในสิ่งที่ไม่สมควรมอง สิ่งใดที่ผิดต่อจริยธรรมความดีงามก็อย่าได้ไปดูไปแล

ยังมีอีกประเภทหนึ่งที่ต้องถูกกักขังในคุกนี้ นั่นก็คือ ผู้ที่ชอบเข้าฌานนั่งสมาธิ เป็นเพราะคิดอยากจะเห็นอิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ เมื่อนั่งสมาธิก็อยากจะเห็นทิวทัศน์ความเป็นไปของ สวรรค์ คนที่เป็นแบบนี้นั้น จิตใจไม่เที่ยงตรง ใจมารก็จะเข้า แทรกได้ ถึงแม้ว่าคนเหล่านี้จะได้สร้างบุญสร้างกุศล แต่ก็ยังมี ความเอนเอียงของความคิด อย่างนี้ก็ต้องถูกลงโทษ บำเพ็ญขัด เกลา อยู่ที่ข้างในนี้ ก็ต้องลำบากลำบนสักหน่อย เพราะเมื่อแสง เจิดจ้าได้สาดส่องมาแล้ว ดวงตาก็จะกลัวแสงจนน้ำตาไหล ดวงตา ก็จะแสบและอ่อนกำลัง นี่ก็เป็นความทุกข์ทรมานอย่างหนึ่ง ดังนั้น ในสมองก็จะผุดเกิดความชั่วในอดีตออกมา การลงโทษที่นี่ ไม่มีเยื่อใยสัมพันธ์ใดๆ ทั้งสิ้น

คุกเติมดอกไม้บนผ้าดิ้น

ตามความหมายของชื่อคุกนี้ก็คือ ผู้ที่ชื่นชอบให้เปลือก นอกนั้นดูดี (ข้างนอกสุกใสข้างในเป็นโพรง) ชื่นชอบความหรูหรา โอ่อ่าแต่เพียงเปลือกนอก ได้แต่ประดับประดาให้ภายนอกดูดี ชอบประจบสอพลอกับผู้มีอำนาจ มีคำพูดหนึ่งที่ว่า “แตงโมอร่อย เลือกชิ้นใหญ่” ดังนั้นพวกเราบำเพ็ญธรรม จิตใจต้องราบเรียบ ต้องมีความยุติธรรม เห็นคนอื่นยังไม่สมบูรณ์ก็ต้องช่วยเหลือเกื้อกูลเขา อย่าได้มองว่าใครกำลังประสบความราบรื่นในชีวิตหรือได้ดีมีวาสนา ก็เลยไปประจบประแจงอาศัยอิทธิพลของเขา

มีอีกประเภทหนึ่งคือ ชอบอาศัยความสัมพันธ์ของคนมา บำเพ็ญประจบสอพลอผู้ที่มีอิทธิพล เหมือนกับผ้าดิ้นที่สวยงาม อยู่แล้วก็ยังจะปักดอกไม้ลงไปอีก ยังมีอีกประเภทหนึ่งก็คือ ตลอดชีวิตเป็นคนพูดจาปากหวาน แต่ไม่จริงใจ ก็จะกลายเป็น คำพูดสอพลอ ถ้าเป็นคนประเภทนี้ คำพูดที่เขาพูดออกไปจะถูก บันทึกเอาไว้ที่ “คลังเก็บคำพูดสอพลอ” เพราะเขาพูดสอพลอ เรื่องไม่จริงเอาไว้มากมาย บนฟ้าก็จะมีดอกไม้โปรยปรายลงมา มากมาย กลิ่นของดอกไม้เหล่านั้น เมื่อได้ดมแล้วก็จะทิ่มแทงจมูก และเมื่อสัมผัสกับผิวหนังก็จะทำให้คันด้วย เกสรดอกไม้ปลิวมาก็จะทำให้น้ำตาไหล จาม คันหู ทั้งตัวก็จะคันไปหมดเหมือนเป็น โรคภูมิแพ้ อย่างนี้น่ากลัวไหม?

นี่เป็นเรื่องที่น่ากลัวมากอย่างหนึ่ง แต่ว่าผู้ที่ถูกเคี่ยวกรำอยู่ ที่นี่ต้องทำจิตใจให้สงบและอารมณ์ต้องเยือกเย็น ต้องเก็บจิตใจ ให้สงบ ต้องสำนึกขอขมา สำหรับพวกที่รุนแรงหน่อย หูของเขาก็จะได้ยินเสียงหัวเราะของเทวบุตรมารด้วย เป็นเพราะผู้บำเพ็ญ จะต้องบำเพ็ญปฏิบัติอย่างจริงจัง หากไม่มีจิตใจอย่างพุทธะ ก็จะมีจิตใจอย่างมาร ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า ถ้าต้องการให้จิตใจของ เราเที่ยงตรงดีงามได้ ก็จะต้องย้อนมองส่องตนทุกๆ ขณะจิต จะ ต้องพิจารณาตนตลอดเวลา

คุกล้างใจแปลงโฉม

ก็คือต้องชะล้างใจและแปลงโฉมหน้า ตอนยังมีชีวิตอยู่ ถึงจะมีใจบำเพ็ญธรรม แต่อดทนต่อคำพูดของคนอื่นไม่ได้ ซ้ำยังไม่รู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่รู้จักบำเพ็ญจริงขัดเกลาแท้ คิดแต่ว่าสิ่งที่ตัวเองคิดนั้นถูกต้องทั้งหมด ถึงแม้จะไม่ได้ไป ให้ร้ายทำลายใคร ก็ยังได้ชื่อมีบุญปัจจัยภายนอก แต่ว่ากุศล จิตภายในมีไม่เพียงพอ ไม่ได้ชะล้างใจและแปลงโฉมหน้าอย่าง แท้จริง ไม่ได้แก้ไขความผิดพลาดในอดีตอย่างแท้จริง เวลาอยู่ ต่อหน้าคนอื่น ได้แต่แสดงความจอมปลอมออกมา ชอบให้คน อื่นยกยอปอปั้น และไม่ชอบฟังคำวิพากษ์วิจารณ์ของคนอื่น ดังนั้นจึงมีคำกล่าวที่ว่า “ร่วมมือช่วยกันแสวงความเจริญก้าว หน้า” ดังนั้นบำเพ็ญธรรมจึงต้องอ่อนน้อมถ่อมตน ศึกษาอย่าง จริงจังขันแข็ง แก้ไขสิ่งผิดให้เป็นสิ่งถูก ไม่พาลโกรธ ไม่ทำผิด ซ้ำสอง ถ้าหากกระทำความผิดแค่เล็ก ๆ น้อยๆ พวกเจ้าก็คงขัด เกลาได้หมดสิ้นไปแล้วตั้งแต่ตอนอยู่ที่พุทธาลัย

แต่ถ้าอยู่ที่พุทธาลัยแล้ว ก็ยังไม่สามารถขัดเกลาได้หมดสิ้น ก็จะต้องเชิญพวกเจ้ามาเป็นแขกที่คุกสวรรค์แห่งนี้แล้ว ดังนั้นจึง กล่าวว่าแม้จะเป็นเพียงความผิดพลาดผิดบาปเล็กน้อย ก็ต้อง รู้จักตัดไฟตั้งแต่ต้นลม ต้องรู้จักล้อมคอกเสียก่อนที่วัวจะหาย (คือ ต้องรู้จักป้องกันเอาไว้ก่อนที่ผลเสียจะเกิดขึ้น) ขณะที่ถูกลง โทษนั้นก็คือ ต้องล้างกายชำระคุณธรรม ใครก็ตามที่ยิ่งรักหน้ารัก ตาของตัวเอง ผิวหน้าของเขาก็จะยิ่งบางลง มีคนพูดว่าคนหน้าหนา ไม่กลัวปล่อยไก่ บำเพ็ญธรรมจึงต้องหน้าหนาเข้าไว้

หากจะพูดว่ามายังคุกนี้เพื่ออาบน้ำแล้วละก็ แต่ยิ่งอาบก็ยิ่ง เจ็บปวด เมื่อน้ำราดลงมาครั้งหนึ่งนั้น ก็จะมีความรู้สึกคันเขยอไป ทั้งตัวและยังเจ็บปวดเหมือนถูกทิ่มแทงด้วย นี่ก็เพื่อให้เขาได้ชะ ล้างใจและแปลงโฉมหน้า เปลี่ยนแปลงเป็นคนใหม่ หากเป็นผู้ที่ จิตใจไม่ค่อยดี เขาก็จะมีความรู้สึกชาตัวเองแช่อยู่ในบ่อน้ำสีดำ สีของน้ำในบ่อจะไม่เหมือนกัน ซึ่งจะเปลี่ยนไปตามแต่ความผิด บาปของแต่ละคน และยังแบ่งเป็นใสกับขุ่นอีกด้วย เป็นเพราะผิด พลาดผิดบาปไม่เหมือนกัน บ่อน้ำจึงลึกจึงตื้นไม่เหมือนกันด้วย และยังแบ่งได้เป็นน้ำร้อนหรือน้ำเย็นน้ำร้อนมีไว้สำหรับผู้ที่มีนิสัยอารมณ์ร้อน ส่วนน้ำเย็นมีไว้สำหรับผู้ที่เย็นชาไร้ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น แล้งน้ำใจต่อผู้อื่น ดังนั้นจะเร่าร้อนเกินไปหรือจะเย็นชา เกินไปก็ไม่ดีด้วยกันทั้งสองอย่าง

คุกฆ้องสวรรค์

ตามความหมายของชื่อคุกนี้ก็คือ หูได้ยินเสียงฆ้อง แต่ว่า กลับไม่ใช่เสียงฆ้อง แต่มันเป็นเสียงของฟ้าร้อง ในขณะที่เขาถูก เคี่ยวกรำอยู่นั้น จะมีความรู้สึกเหมือนตัวเองอยู่ในภาชนะที่มิดชิดเหมือนกับอยู่ในที่ที่ปราศจากอากาศ แต่ก็ยังมีเสียงของฟ้า ร้องและเสียงฆ้อง เป็นเพราะแรงสั่นสะเทือนสูงมาก เสียงที่ สะท้อนกลับมาจึงดังมาก ทุกๆ ครั้งที่มีเสียงดัง วิญญาณก็จะสั่น กระเพื่อมไปตามคลื่นเสียงนั้นๆ แล้วก็มีอาการมึนหัวและสมอง ขยายตัว อยากจะอาเจียน ถ้าอาการรุนแรงหน่อย ก็จะมีเลือด ไหลออกจากทวารทั้งเจ็ด อวัยวะภายในทั้งห้ารวมทั้งตับทั้ง ม้ามก็จะแตก และยังมีปัญหาเกิดขึ้นที่หูด้วย ชอบฟังอย่างนั้น ชอบฟังอย่างนี้ ชอบฟังเรื่องถูกผิดสั้นยาวของชาวบ้านชาว ช่องเขา ชอบฟังเรื่องไม่ดีๆ ของใครต่อใคร พอตัวเองได้ฟังเรื่องเหล่านี้ มาแล้ว ก็นำไปพูดบอกเล่าให้คนอื่นๆได้ฟังด้วย

ดังนั้นผู้บำเพ็ญธรรม กรรมทั้งสามจากกาย วาจาและใจนั้น จะต้องสงบผ่องแผ้ว วันนี้หากเจ้าบำเพ็ญธรรม แต่ยังชอบฟังเรื่อง ถูกผิดนินทาว่าร้าย และนำเรื่องถูกผิดนินทาว่าร้ายนี้ไปถ่าย ทอดต่อกระจายข่าวลือ พูดคำที่ไม่สมควรพูด พูดเรื่องที่ไม่จริง แล้วทำให้ผู้อื่นเกิดความเข้าใจผิด ส่งผลกระทบถึงผู้อื่น เช่นว่า วันนี้เจ้ากับเพื่อนบ้านซ้ายมือพูดเรื่องไม่ดีของเพื่อนบ้านขวามือ พอ ถึงวันพรุ่งนี้ เพื่อนบ้านซ้ายมือกับเพื่อนบ้านขวามือก็ไม่แยแสกัน ไม่มองหน้ากันอีกแล้ว ดังนั้นคำพูดเป็นสิ่งร้ายกาจมาก จะพูดจะจาอะไรจึงต้องกริ่งเกรงระมัดระวังจะต้องรอบคอบให้มาก ๆ

ในคุกฆ้องสวรรค์นั้น มีผู้ที่แฝงไว้ด้วยความคิดที่จะก่อ กรรมทำเข็ญ ผู้ที่เล่นเล่ตีสองหน้า ผู้ที่ต่อหน้าอย่างหนึ่งลับหลัง อีกอย่างหนึ่ง และผู้ที่ยุแยงตะแคงรั่ว นั่นก็คือเมื่อเห็นคนอื่นเขา มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ก็ไปยุแหย่ให้เขาแตกคอกัน เห็นคน อื่นได้ดีมีแต่ความก้าวหน้า ก็หาเรื่องทำร้ายทำลายเขา...... เป็น เพราะว่านี่คือมารในใจและมารภายนอก ที่ถูกชักนำมาจากโจรหู นั่นเอง จึงปิดกั้นขัดขวางตัวเอง ตาก็มีรากของตา หูก็มีรากของหู (ชึ่งก็คือ จักขุนทรีย์และโสตินทรีย์นั่นเอง) ดังนั้นพระพุทธศาสนา จึงมีคำกล่าวที่ว่า “ผู้บำเพ็ญปฏิบัติจะต้องทำให้อินทรีย์ทั้งหก วิสุทธิ์สะอาด” จึงอย่าได้กระทำผิดในเรื่องของกาย วาจา และใจ รวมทั้งอกุศลกรรมบถสิบ และมิจฉัตตะแปดด้วย

พูดมาตั้งมากมาย ฟังเข้าหูกันหรือเปล่า? ดังคำกล่าวที่ว่า “ยาดีย่อมขมปาก คำพูดที่ดีย่อมขัดหู” ยิ่งเป็นคำพูดที่ขัดหู ยิ่งต้องฟังอย่างละเอียด และต้องยอมรับด้วย หากว่าวันนี้เจ้า ไม่สามารถยอมรับมันได้ วันหน้าจะเป็นอย่างไร? ก็คงต้องไปหา ถ้ำนั่งอยู่ ภายในอย่าได้เป็นคนที่ไม่มีความมุ่งมั่นเลย! บำเพ็ญ ธรรมต้องมี ความกระตือรือร้น ไม่ใช่พูดว่าได้รับแล้วก็ไม่ต้อง บำเพ็ญมันไม่ง่าย อย่างนี้หรอกเจ้าอย่าได้เป็นว่า รับธรรมะไป แล้ว แต่ก็ยังสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า แทงม้าเล่นการพนัน ฯลฯ แล้วก็ ทำเรื่องชั่วช้าอีกมากมาย ถ้าเป็นอย่างนี้ย่อมไม่อาจบรรลุธรรมได้แน่

หลักธรรมเหล่านั้นก็ต้องการให้พวกเจ้าได้เข้าใจ อย่าได้พูด ว่าฉันเป็นญาติธรรมเก่าแล้ว อายุก็ไม่น้อยแล้ว แต่ว่าบุญกุศลอยู่ เสียที่ไหนกันล่ะ? เจ้าพูดว่าเจ้าตั้งปณิธานกินเจแล้ว แต่ว่าใจ บริสุทธิ์ด้วยหรือไม่ละ? อย่างนี้เข้าใจกันหรือไม่? เบื้องบนให้ฉัน ได้มาที่นี่เพื่อบอกเล่าถึงคุกสวรรค์ ก็เพื่อให้พวกเจ้าได้เข้าใจ บำเพ็ญธรรมจะลวกหยาบไม่ได้ บำเพ็ญธรรมจะสุกเอาเผากิน ไม่ได้ หากว่าเจ้ามีความเห็นแก่ตัวอยู่มาก แบ่งพรรคแบ่งพวกเก่ง เบื้องบนก็จะแยกออกจากเจ้าแต่ถ้าหากเจ้า มีใจเพื่อส่วนรวม เบื้องบนก็จะไม่แยกออกจากเจ้า

เอาล่ะ! หวังว่าพวกเจ้าจะบำเพ็ญกันให้ดีๆ อย่าได้ผิดต่อ ความลำบากใจของเบื้องบนที่มีต่อพวกเจ้า หากว่าผิดต่อความลำบากใจของเบื้องบนแล้วจะเป็นอย่างไร? วันหน้าก็จะต้องมีถ้ำสัก ถ้ำหนึ่งเตรียมเอาไว้ให้เจ้า ได้ไปบำเพ็ญเคี่ยวกรำกันอย่างไรล่ะ! หวังว่าพวกเจ้าจะมาหาฉันเพื่อดื่มชากัน แต่ไม่ใช่มาหาฉันเพื่อราย งานตัวเข้ารับโทษล่ะ