คุกสวรรค์ชั้นที่สองยอดวายุสายฝน

401 Views

พระโอวาทท่านผู้เฒ่าคุณฟ้า (๒)

ที่คุกสวรรค์ มีการลงทัณฑ์ หลายหลากวิธี
ธรรมหมื่นวิถี ล้วนเกิดจากใจ ไม่ใช่สิ่งอื่น
หากตัดยึดมั่น ละวางลงไป มรรคผลได้ชื่น
เสรีเริงรื่น ที่แดนนิพพาน หมื่นแปดร้อยปี

ครั้งที่แล้วพูดถึงคุกสวรรค์ชั้นที่หนึ่ง ตอนนี้จะพูดถึงชั้น ที่สอง ฉันน่ารักมากแล้วก็แก่แล้วด้วย ทำไมฉันจึงรักใคร่เอ็นดู พวกเจ้า นี่ย่อมมีสาเหตุ อะไรคือ สาเหตุเหล่านั้น? นั่นเป็นเพราะว่า ฉันเองกับ พระอาจารย์จี้กงของพวกเจ้า เป็นดวงธรรมญาณเดียว กัน ดังนั้นเมื่อฉันได้เห็นพวกเจ้า ก็เหมือนได้เห็นลูกเห็นหลาน ของตนเอง พระแม่องค์ธรรมเมตตาให้ฉันได้ดูแลควบคุมคุกสวรรค์ จึงหวังว่าศิษย์ที่ยังบำเพ็ญไม่ดีของฉันเหล่านี้ ได้ผ่านการตักเตือน กล่อมเกลาจากฉันแล้ว จึงจะเจริญก้าวหน้า มีอนาคตอันสดใสได้ เข้าใจหรือไม่?

ถ้ำวายุสายฝน

“ถ้ำวายุสายฝน” เป็นทัณฑสถานแห่งหนึ่ง ทุกๆ คุก ก็จะ มีถ้ำย่อยๆ พุทธบุตรที่ทำความผิดบาป ล้วนต้องไปเคี่ยวกรำบำ เพ็ญอยู่ภายในถ้ำ หนึ่งคนต่อหนึ่งถ้ำพอดิบพอดี ขนาดของถ้ำไม่ กว้างและไม่แคบเกินไป แต่คนที่อยู่ข้างในต้องถูกลงทัณฑ์อย่าง เจ็บปวดแสนสาหัส

ถ้ำเหล่านี้เอาไว้กักขังนักธรรมอาวุโสเก่าๆ นักธรรมอาวุโส ทั่วไปเตี่ยนฉวนซือ และญาติธรรมเก่าๆ นักธรรมอาวุโสเหล่านี้กลัว ว่านักธรรมผู้น้อยของตนจะถูกคนอื่นแย่งไป ทั้งๆ ที่เป็นเตี่ยนฉวน ซือที่เปิดสถานธรรมเหมือนกัน แต่กลับไม่ให้คนอื่นเข้ามา เนื่องจากกลัวว่าญาติธรรมของตนจะถูกคนอื่นส่งเสริมแล้วแย่งเอาไป แท้ที่จริงแล้ว นี่เป็นความเห็นแก่ตัวและมีทิฐิเอนเอียงนั่นเอง บาง คนอาจจะกลัวอาณาจักรธรรมปั่นป่วน กลัวว่าพระบรรพจารย์ ปลอมหรือพระจี้กงปลอม จะมาสร้างความวุ่นวายในอาณาจักร ธรรม แต่ว่าบางคนกลับมีความยึดมั่นถือมั่นในใจมาก

คนที่มีจิตเมตตากรุณานั้น เบื้องบนย่อมรับรู้ แต่ถ้าในใจ ไร้ความเมตตากรุณา เบื้องบนก็รับรู้เช่นกัน ดังนั้นผู้ที่ต้องมารับโทษที่คุกวายุสายฝนนี้ก็เป็นเพราะว่า กลัวว่านักธรรมผู้น้อยของ ตนจะถูกคนอื่นแย่งเอาไป จึงยื้อแย่งบุญกุศล ในใจคิดว่าตนเองฉุด ช่วยคนหนึ่งมารับธรรมะก็เป็นบุญกุศลของตน นักธรรมผู้น้อยของ ฉันพาคนมารับธรรมะสิบคน ก็เป็นนักธรรมผู้น้อยของฉันอีก เช่นกัน บวกเข้าไปก็เท่ากับได้สิบเอ็ดคนอย่างนี้ถูกต้องหรือเปล่า อย่างนี้ยิ่งบวกก็ยิ่งมาก บุญกุศลยิ่งรวมกันก็ยิ่งเยอะยิ่งใหญ่

ที่จริงแล้ว เบื้องบนไม่ได้จดแค่ผลบุญหรอก เพราะเบื้องบน คำนวณเอาจาก “คุณธรรมในใจ” ความเมตตากรุณาที่มีอยู่ภาย ในจิตใจ สามารถช่วยให้เจ้าหลุดพ้นไปจากพันธนาการของธาตุ ทั้งห้าได้ นี่จึงจะเป็น “กุศลที่แท้จริง” ผู้ที่จิตใจยังถูกธาตุทั้งห้าพันธนาการผูกมัดอยู่ คนประเภทนี้บำเพ็ญธรรมย่อมไม่ประสบ ความสำเร็จ หากพวกเจ้าเจอคนประเภทนี้ต้องรู้จักตักเตือนชี้แนะ อย่าให้เขาทำผิดไปมากกว่านี้ เพราะเมื่อกลับคืนเบื้องบนไปแล้ว ก็จะต้องเอาบุญกับบาปมาเปรียบเทียบกัน เมื่อถึงเวลานั้นก็จะได้แต่ถูกจับไปจองจำกักขัง

ผู้ที่มีความยึดมั่นถือมั่นมากเกินไป หรือเป็นผู้ที่มีบาป กรรมหนักหนา ภายในถ้ำวายุสายฝนนั้นจะมีลมหนาวที่พัด มาทิ่มแทงเข้ากระดูก ลมกับฝนมาเหมือนกับเข็มไม่มีผิดเพี้ยน ได้ทิ่มแทงเข้าไปในทุกๆ อณูขุมขน เจ็บปวดทรมานไปถึงหัวใจ เพื่อให้เขาทั้งหลายได้รู้ตื่นไม่อาจยึดมั่นถือมั่นได้อีก เพราะเขาทำ ให้คนอื่นต้องตกสู่นรกอเวจีตัดรากปัญญาของคนอื่น นี่เป็นบาป มหันต์อย่างยิ่ง

ถ้ำอัสนีสายฝน

วิญญาณบาปทุกดวงที่ถูกลงโทษทัณฑ์ จะต้องนั่งอยู่ในถ้ำ และภายในถ้ำก็จะมีเสียงอัสนีสายฟ้าฟาดดังสนั่น ถ้ำที่ว่านี้ไว้รอง รับคนที่มีอารมณ์ฉุนเฉียว บำเพ็ญมากว่ายี่สิบปีก็ยังมีอารมณ์ร้าย สามสิบปีก็ยังไม่บรรเทา ไม่มีความเมตตากรุณากับนักธรรมผู้น้อย ไม่มีความเคารพยำเกรงต่อเบื้องบน ไม่ว่าคนอื่นจะตักเตือนทัด ทานอย่างไร ก็ทำเป็นหูทวนลม คนประเภทนี้ไม่กระจ่างแจ้งใน หลักธรรม ไม่มีสติปัญญาจะถูกนำมาที่ถ้ำอัสนีสายฝนนี้เพื่อลง โทษทัณฑ์

เสียงสายฟ้าฟาดกระหึ่มกึกก้องกังวาน จนแก้วหูแตก มีเลือดไหลออกจากทวารทั้งเจ็ด ทว่าเขาไม่มีกายสังขารแล้ว จะรู้สึกเจ็บได้อย่างไรเล่า? นั่นเป็นร่างญาณที่เจ็บ เพราะโลกที่ไร้รูปลักษณ์ก็จะเปลี่ยนเป็นมีรูปลักษณ์ได้ แต่นั่นเป็นแค่รูป ลักษณ์จอมปลอม เช่นเดียวกับหลอดไฟฟ้าที่มีแสงไฟออกมา แต่เจ้า ก็ไม่สามารถจับต้องมันได้ ใช่หรือเปล่า ได้แต่สัมผัสถึงความ สว่างเมื่อแสงเหล่านั้นสาดส่องมาถึงเท่านั้นเอง

พวกเจ้าทุกคนที่นั่งอยู่ ณ ที่นี้ ได้ทำผิดในเรื่องนิสัยอารมณ์อย่างนี้หรือไม่? เมื่อสักครู่นี้ที่ได้พูดไปสองอย่าง พวกเจ้าได้ทำผิด กันหรือไม่? ถ้าหากทำผิดอย่างนั้นอยู่ ก็จะโดนพันธนาการและ พาตัวไปกักขังจองจำ เอาล่ะ! จะให้พวกเจ้าได้มีโอกาสอยู่บ้าง เป็น เพราะพวกเจ้ายังมีกายสังขารอยู่ ยังคงมีชีวิตกันอยู่ ยังไม่ได้ตาย ถ้าหากตายไปแล้วก็จบกัน

ถ้ำอมฤตธรรม

ดูตามรูปศัพท์ก็พอคาดเดาได้ว่า หมายถึงตอนที่มีชีวิตอยู่ ชอบยึดติดกับพุทธธรรมหรือคัมภีร์ทั้งหลาย ยึดแน่นในวิถีการบำเพ็ญปฏิบัติของตน โดยคิดว่าวิถีการบำเพ็ญปฏิบัติของคนอื่นไม่ดี ตัวอย่างเช่นการบำเพ็ญทุกรกิริยา ที่ไม่กิน ไม่สวมใส่เครื่องนุ่งห่ม ไม่หลับไม่นอน ใช้ไฟเผาลนตัวเอง ฯลฯ ซึ่งการบำเพ็ญทุกรกิริยา เป็นเพียงการเคี่ยวกรำกายสังขารเท่านั้นเอง แต่หากไม่บำเพ็ญ เคี่ยวกรำจิตภายในไม่ตัดโลภ โกรธ หลงทิ้งไป กลับคิดว่าตัวเอง บำเพ็ญปฏิบัติถูกแนวทาง ถึงคำพูดของคนอื่นจะมีเหตุมีผล แต่ก็ไม่ยอมฟัง คนประเภทนี้ต้องลำบากแน่ๆ

เมื่อถึงเวลาที่ต้องถูกเคี่ยวกรำ คนเหล่านี้จะมารวมนั่งฟัง ธรรมะจากพระพุทธะ แต่ทว่า กลิ่นเสียงกลับแหลมจนทิ่มแทงแก้ว หู!รู้สึกคันๆ และรู้สึกแปลกๆ ไม่สบายไปทั้งตัว นอกจากนี้ยังมีดอก ไม้ทิพย์โปรยปรายลงมาจากเบื้องบน ซึ่งเมื่อมาติดตามตัวแล้วก็จะรู้สึกคันมากๆแต่ก็ต้องนั่งฟังธรรมะต่อไป ไม่เช่นนั้นจะยิ่งทุกข์ ทรมานกว่าเดิม และจะไม่ฟังต่อก็ยิ่งไม่ได้ เพราะว่าเมื่อฟังคำๆ หนึ่ง หูก็จะรู้สึกคันเป็นอย่างมาก คนประเภทนี้ก็เหมือนกับคนที่ ไม่ได้ตั้งใจฟังการบรรยายธรรม และก็ยังนั่งกันตามสบาย หรือไม่ก็นั่งไขว่ห้างนึกคิดเรื่องส่วนตัวอยู่

ยังมีคนอีกประเภทหนึ่งคือ ไม่ว่าคนอื่นจะพูดอะไร เขาก็ จะไม่ชอบ ซ้ำยังหาว่าผู้อื่นพูดเกินเลยโอ้อวดหรือพูดส่งเดช เรื่อยเปื่อย จิตใจฟุ้งซ่าน เห็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประทับทรงแสดง ธรรมก็ยังไม่ชอบฟัง และไม่ยอมฟังด้วย คิดไปเองว่าหลักธรรม ที่สิ่งศักดิ์สิทธ์พูดนั้น เป็นคำง่ายๆ ไม่ได้ลึกซึ้งอะไรเลย ผู้ที่เย่อ หยิ่ง อวดดื้อถือดี หรือมักใหญ่ใฝ่สูง ผู้ที่ไม่ตั้งใจฟังคำพูดของ นักธรรมอาวุโส หรือผู้ที่นั่งหลับเสมอๆ เวลาที่ฟังธรรมะอยู่ เมื่อเป็นอย่างนี้นานวันเข้า ก็จะยิ่งแปดเปื้อนมากขึ้นๆ คนบำเพ็ญ อย่างนี้จะต้องถูกจับตัวให้ไปบำเพ็ญกันต่อ อย่างนี้แล้วพวกเจ้า กลัวหรือไม่กลัวกันล่ะ? ในวันนี้ก็มีคนนั่งหลับตั้งหลายคน แต่ก็แค่ถูกจดบันทึกเอาไว้เท่านั้น ยังไม่ได้จับตัวไปกักขังในทันที เหมือน กับเวลาที่เจ้าขับรถผิดกฎจราจร ถ้าหากผิดบ่อยครั้ง สะสมกันมากๆ เข้าแล้วจึงจะโดนจับไปลงโทษนั่นเอง

ถ้ำอมฤตคุณ

พุทธบุตรที่อยู่ในถ้ำนี้ เป็นผู้ที่มีอำนาจและฐานะ แต่ว่า กลับไม่ตั้งใจบำเพ็ญธรรม ไม่มีความเมตตากรุณาต่อนักธรรมผู้ น้อย แต่กลับใจไม้ไส้ระกำ ตัวเองคิดอยากจะทำอะไรก็ทำ จิตใจ ไม่เที่ยงตรง แม้จะบำเพ็ญมานาน เมื่อดูภายนอกแล้วเหมือนเป็นผู้มีจิตเมตตา พอลับหลังกลับนินทากล่าวหาว่าร้ายผู้อื่น ซึ่งที่จริงแล้วไม่ได้มีคุณธรรมอย่างที่คิด

หลายคนถูกลักษณะภายนอกของเขาเหล่านั้น หลอก เอา เมื่อผ่านไปนานวันเข้า จึงได้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของเขา ก็ถูกทดสอบจนตกหล่นไป คนประเภทนี้ที่แปลก ๆ ไม่มีคุณธรรม นิสัยอารมณ์ก็ไม่ดีใจคอโหดร้ายต่อผู้อื่น เห็นแก่ตัว ก็ต้องมาถูก กักขังที่นี่ เวลาถูกลงโทษทัณฑ์ จะมีน้ำที่เย็นเฉียบเทลงมา หาก จิตสงบอารมณ์เยือกเย็นอุณหภูมิของน้ำก็จะอุ่นขึ้น แต่หาก จิตยังขุ่นเคืองไม่พอใจ อุณหภูมิของ น้ำก็จะเย็นยะเยือก อุณหภูมิของน้ำก็จะขึ้นอยู่กับภาวะของจิตนั่นเอง เมื่อบาปกรรมมลายไป การเคี่ยวกรำจึงจะหยุด

นอกจากที่กล่าวมาเบื้องต้นแล้ว ยังมี “ถ้ำอมฤตธาตุทอง” “ถ้ำอมฤตธาตุไม้” “ถ้ำอมฤตธาตุน้ำ” “ถ้ำอมฤตธาตุไฟ” และ “ถ้ำอมฤตธาตุดิน” นั่นก็เป็นเรื่องของธาตุทั้งห้า แต่ไม่สามารถ เปิดเผยได้ พระแม่องค์ธรรมได้มีพระบัญชาว่า “ความลับของคุก สวรรค์ในแต่ละชั้นจะต้องปิดไว้บ้างบางส่วน” เพราะอะไรจึงไม่ สามารถเปิดเผยได้ทั้งหมด? เพราะเมื่อพูดให้พวกเจ้าได้ฟังกัน กลับจะไม่รู้จักคุณค่า กลับจะไม่สนใจใยดีกัน

คุกเก็บเมล็ดถั่ว

นั่นก็คล้ายกับเรื่องที่ซินเดอเรลล่า (หรือฮุยกูเหนียง) ต้อง เก็บเมล็ดถั่ว แต่ก็ไม่เหมือนกับซินเดอเรลล่าซะทีเดียว ญาติ ธรรมทั่วไป เตี่ยนฉวนซือ หรือเจี่ยงซือ รวมทั้งทุกคนที่นี่ล้วน เคยกระทำผิด คือเวลาฉุดช่วยคนได้แต่นับหัวกัน โลภในปริมาณ แต่ไม่เน้นที่คุณภาพ ไม่รู้ว่าเขาคนนั้นมีความประพฤติที่ดี หรือ ไม่ดี ถึงจะรู้จักกันแค่ผิวเผินตามท้องถนนก็ฉุดช่วยเขามา คิดแต่ว่า ถ้าฉุดช่วยคนได้หนึ่งร้อยหรือสองร้อยคนก็จะมีบุญกุศลใหญ่ แต่ กลับไม่ไปส่งเสริมสนับสนุนเขาเหล่านั้น หลังจากที่ได้ฉุดช่วยไป แล้ว เที่ยวฉุดช่วยคนไปทั่ว เที่ยวผูกบุญสัมพันธ์กับใครต่อใครไปทั่ว แต่ไม่ไปส่งเสริมคนเหล่านั้น คนประเภทนี้ก็ต้องกลับไปยังคุกสวรรค์เพื่อให้ “เก็บเมล็ดถั่ว”

แต่เมล็ดถั่วของคุกสวรรค์นั้นไม่ใช่จะเก็บง่ายๆ อย่างที่คิด ด้วยเหตุที่คนบำเพ็ญบนโลกได้กินเจ และรู้จักที่จะสร้างบุญกุศล แล้ว ดังนั้นเบื้องบนจึงให้รับโทษทัณฑ์ที่เบากว่า ไม่ต้องถูกตัดลิ้น ผ่าท้อง ควักไส้ควักพุง คุกสวรรค์ไม่เหมือนกับนรก และทุกๆ โทษทัณฑ์ที่จัดเตรียมไว้ก็ล้วนแต่แฝงเร้นไปด้วยหลักธรรม

สำหรับผู้ที่มีความผิดบาปหนักหน่อย จะมีเม็ดทรายปะปนกับเมล็ดถั่วเป็นกองๆ บาปยิ่งหนักกองทรายก็ยิ่งใหญ่ หากจิตใจไม่สงบกองทรายก็จะผุดขึ้นเป็นกองๆ ดูซิว่าเจ้าจะเก็บจนถึงเมื่อไหร่? หากว่าจิตใจของเจ้าไม่สงบ เกิดอวิชชาความมืดบอดขึ้นมา คิดว่าตัวเองมีบุญกุศลมากมาย ฉุดช่วยคนเอาไว้ไม่น้อย เมื่อกลับ คืนไปต้องถูกกักขังจองจำอยู่ที่นี่ เพื่อให้คอยเก็บเมล็ดถั่ว แต่ที่แย่ กว่านั้นก็คือ กองเมล็ดถั่วจะมีสีเหมือนกับเม็ดทรายขึ้นมาทันที แล้วจะเก็บกันอย่างไรเล่า? ฉะนั้นพวกเจ้าจึงต้องมีความระมัด ระวัง อย่าได้ฉุดช่วยคนอย่างขอไปที หรือฉุดช่วยมาแล้วก็ไม่ส่ง เสริมสนับสนุน ทำให้เขาให้ร้ายทำลายธรรมะ ไม่เข้าใจหลักธรรม อย่างกระจ่างชัด ปัญหาและการทดสอบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในอา ณาจักรธรรมปัจจุบัน ก็เพราะหลายคนละโมบในบญกุศลฉุดช่วย คนแบบนับหัว เพื่อให้เตี่ยนฉวนซือดีใจ อย่างนี้ไม่ถูกต้อง หลาย คนไม่เข้าใจจึงได้กระทำผิด ฟังเข้าใจหรือไม่? หากเจ้าทั้งหลาย มีจิตใจที่เที่ยงตรงเป็นสัมมา เมล็ดถั่วก็จะใหญ่ขึ้น ตรงกันข้าม หากเจ้ามีจิตใจที่เอนเอียงเป็นมิจฉา เมล็ดถั่วก็จะยิ่งเล็กลง หนำ ซ้ำยังเปลี่ยนสีอีกซึ่งยากแก่การแยกแยะได้ แต่ที่แน่ๆ ก็คือ เจ้า ต้องเก็บถั่วทุกเมล็ดให้หมด บาปกรรมจึงจะมลายไป

ดังคำกล่าวที่ว่า

“หมื่นธรรมวิถีเกิดจากใจ
จากใจเกิดหมื่นธรรมวิถี”

คุกไต่บันได

หนึ่งคนต่อหนึ่งบันได ต้องมีความตั้งใจเริ่มปีนไต่ จากข้าง ล่างค่อยเป็นค่อยๆ ไต่ แต่ไม่ว่าจะปีนจะไต่อย่างไร ก็ยังอยู่ที่เดิม เหมือนกับขึ้นบันไดจะเลื่อนลงไปข้างล่างเรื่อยๆ ในใจจึงหวาด หวั่น คนประเภทนี้เป็นคนที่ “สามวันหาปลาสองวันตากแห” สามปีห้าปีจึงจะบำเพ็ญสักครั้งหนึ่ง มีความกระตือรือร้นต่อ ธรรมะประเดี๋ยวประด๋าว และเดี๋ยวก็เฉื่อยชาเฉื่อยเนือย ครู่หนึ่ง ก็ตั้งปณิธานใหญ่ อีกครู่หนึ่งก็ถดถอยไป อีกเดี๋ยวหนึ่งก็ไม่เชื่อมั่นต่อธรรมะแล้ว

คนประเภทนี้ ย่อมไม่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน แต่ว่าเขาได้บำเพ็ญธรรมอยู่ เขาคิดเห็นแต่เพียงว่าการบำเพ็ญ ธรรมจะช่วยคุ้มครองให้เขาอยู่เย็นเป็นสุขได้ ดังนั้นจึงได้สร้างบุญ กุศลจำนวนหนึ่งเพื่อชดเชยกับความผิดพลาดของตนเอง ที่จริง แล้วเขาก็เข้าใจรู้ว่าต้องบำเพ็ญ แต่ว่าเขาไม่อยากจะบำเพ็ญเอง ดังนั้นจึงถูกกักขังอยู่ที่คุกสวรรค์นี้ เมธีทั้งหลาย! พวกเจ้าจะโดน จับมากักขังที่นี่กันหรือเปล่า?

คุกต้มน้ำ

หนึ่งคนต่อหนึ่งเตา เอาฟืนไปเผา แต่น่าแปลกประหลาด ตรงที่คนที่สภาวะจิตยังบำเพ็ญได้ไม่ถึงพร้อม เมื่อไปถึงคุกสวรรค์ นี้แล้วต่อให้จุดไฟเผาฟืนอย่างไรไฟก็จุดไม่ติด ต่อให้เผาอย่างไร ก็เผาไม่ไหม้

คนประเภทนี้ เป็นคนที่เห็นงานธรรมเหมือนเป็นการพบ ปะสังสรรค์ เห็นคนอื่นร่วมประกอบพิธี ก็เข้าไปร่วมสังสรรค์ เห็น คนอื่นยื่นผ้าเช็ดมือ ตัวเองก็เข้าไปร่วมสนุกไม่จริงจัง ไม่เห็น งานธรรมเป็นเรื่องสำคัญ เห็นอะไรก็อยากทำอยากศึกษา พอเอา เข้าจริงๆ ไม่มีเรื่องไหนงานไหนที่ทำเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา มีความกระตือรือร้นแค่ห้านาทีในการทำงานเท่านั้น ไม่มีความ คงเส้นคงวา

เดี๋ยวก็ไปอาณาจักรธรรมโน้น เดี๋ยวก็มาสถานธรรมนี้ พัก หนึ่งก็ไปศึกษากับนักธรรมอาวุโสคนโน้น อีกพักหนึ่งก็หันไปศึก ษากับเจี่ยงซือคนนี้ จิตใจวุ่นวายปั่นป่วน ไม่เป็นตัวของตัวเอง ไม่ตั้ง ใจมุมานะที่จะทำการงานใดๆ คนประเภทนี้ต้องถูกจับมา ยังคุกนี้ จับให้ไปต้มน้ำต้มจนน้ำเดือดพล่านและแห้งไปแล้ว บาป กรรมจึงจะมลาย อย่างนี้เข้าใจหรือเปล่า?

คุกครัวฟ้า

“คุกครัวฟ้า” มีความเกี่ยวพันกับพวกเจ้า ผู้ที่อยู่ในคุกครัว ฟ้านี้ก็คือคนที่ตอนมีชีวิตกันอยู่ ได้ไปช่วยงานบริการผู้อื่นอยู่ ตามวัดวาอารามหรือสถานธรรม มีหน้าที่หุงข้าวทำอาหาร ทำอา หารไปด้วยแล้วก็พูดคุยกันไปด้วย ความคิดก็เกิดหวั่นไหวขึ้นมา เกิดความคิดไม่เที่ยงตรงเป็นมิจฉา เกิดความยึดมั่นถือมั่น พูดถึง ความไม่ถูกต้องของคนอื่น จิตใจไม่สงบสำรวม ตัดพ้อต่อว่าว่าคน อื่นสามารถยืนอยู่ที่แท่นบรรยายได้อย่างสง่างาม แต่ทำไมฉันถึง ต้องมายืนเปรอะเปื้อนทำครัวอยู่ในนี้ มีกลิ่นอาหารติดตัวไม่ สะอาด ฯลฯ ยิ่งกว่านั้นบางคนยังคิดว่า “พูดธรรมะได้ไม่เห็นน่า ตื่นเต้นอะไรเลย เพียงแต่ฉันพูดไม่เป็นเท่านั้น ไม่อย่างนั้นฉัน เองก็สามารถขึ้นไปยืนบนแท่นบรรยายได้เหมือนกัน”

บางคนนั้นทำงานโดยไม่ยินยอมพร้อมใจ แต่จะให้ช่วยงาน อย่างอื่นก็ทำไม่เป็นเช่นกัน เชิญเขาไปช่วยงานครัวเขาก็ไม่เอา ถึงจะทำครัวหุงหาอาหารไป ก็จะบ่นโน่นบ่นนี่ไปด้วย ใส่ร้ายป้าย สีคนอื่นระแวงแต่คนอื่น อิจฉาแต่คนอื่น คนประเภทนี้ต้องจับมาขังไว้ที่นี่ ที่จริงแล้วถ้าได้เจริญปณิธานด้วยความตั้งใจทำตาม หน้าที่ของตน ถึงจะช่วยงานธรรมอยู่ในครัวก็เป็นการสร้างบุญ เจริญปณิธานเช่นกัน

คุกนี้มีการลงโทษทัณฑ์อย่างไร? คือให้คนที่หั่นผักก็หั่นผักไปคนที่หุงข้าวก็หุงข้าวไป แต่เวลาหั่นผัก ถ้าจิตใจฟุ้งซ่าน นิ้วของตัวเองก็จะถูกหั่นไปด้วย หั่นไปเรื่อยๆ จนตัวเองได้สติ เมื่อรู้สึกตัว นิ้วของตัวเองก็ถูกเฉือนไปแล้ว เบื้องบนได้เตรียมโทษ ทัณฑ์ดังกล่าวไว้เพื่ออะไร? พวกเจ้ารู้หรือไม่? เพราะแหล่งที่มาของการสร้างกรรมของเจ้าอยู่ที่ไหน เบื้องบนก็จะจำลองสภาพ แวดล้อมอย่างนั้น ให้เจ้าได้มีโอกาสลบล้างความผิดบาป ฉะนั้น ต่อไปเมื่อช่วยงานธรรมในห้องครัวข้างหลัง จงอย่าได้ทำอาหารไปแล้วก็บ่นนั่นบ่นนี่ไป หรือทำอาหารไปก็ครหานินทาคนอื่นไป หรือวิพากษ์วิจารณ์คนอื่นไป หากเป็นเช่นนี้บุญกุศลก็จะไม่กลม พร้อมสมบูรณ์ แต่ต้องถูกบั่นทอนอีกรู้หรือไม่?

คุกปลูกต้นไม้

คนที่รับโทษทัณฑ์อยู่ในคุกนี้ ในมือของแต่ละคนจะมีต้น กล้ากันคนละหนึ่งต้น คนที่จิตใจไม่ดีงาม ต้นกล้านั้นก็จะเติบโตขึ้น และมีหนามงอกออกมาทิ่มตำมือของตัวเอง

เวลาถูกเคี่ยวกรำทุกคนต้องใช้พลั่วขุดดินแข็งๆ แล้วจึงปลูก ต้นกล้านั้นลงไปในดิน ซึ่งต้องเหนื่อยยากลำบากมาก ๆ บางครั้ง ต้นกล้าไม่สามารถอยู่รอดได้ ก็ต้องปลูกกันใหม่ ฉะนั้นหากบาป กรรมไม่ชำระล้างให้หมดสิ้นไป ต้นกล้าก็จะผุดขึ้นในมือของตัว เองตลอดไปปลูกลงไปต้นแล้วต้นเล่าไม่มีวันสิ้นสุด ถ้ามีคนขี้เกียจ จะทำอย่างไร? ก็จะมีทหารฟ้าขุนพลสวรรค์คอยขนาบคุมอยู่ เคียงข้าง ถ้าเห็นว่าขี้เกียจก็จะถูกตี อย่างนี้เข้าใจหรือไม่?

คนเหล่านี้ทำผิดอะไรหรือ? ตัวเป็นถึงนักธรรมอาวุโส แต่ กลับลำเอียงเห็นแก่ตัว ส่งเสริมนักธรรมผู้น้อยอย่างไม่ยุติธรรม มอบหมายพระโองการสวรรค์ให้คนอื่นไปอย่างลวกๆ ใช้ความสัม พันธ์ส่วนบุคคลมาบำเพ็ญธรรม อย่างนี้เข้าใจหรือเปล่า! บางคน ถึงกับหน่วงเหนี่ยวแช่แข็งบุคลากรที่มีคุณธรรมความสามารถ อีก ทั้งยังทดสอบให้บุคลากรเหล่านั้นต้องตกหล่นไป ทำให้คนเหล่า นั้นคิดว่าวิถีอนุตตรธรรมเป็นการบำเพ็ญโดยอาศัยความสัมพันธ์ของคน และไม่ได้อาศัยหลักธรรมของฟ้า พอเห็นใครมีเงินหรือมีฐานะก็ยกระดับให้เขาคนนั้น ได้รับพระโองการสวรรค์เป็นเตี่ยน ฉวนชือ ขณะที่ยังอยู่บนโลก จะมีผิดบาปหรือไม่นั้น พวกเจ้าอาจจะมองกันไม่ออกแต่เมื่อกลับคืนเบื้องบนไปแล้ว ก็จะรู้กันเอง

คุกสร้างบ้าน

ถันจู่บางคนตั้งสถานธรรมที่บ้าน แต่กลับกลัวว่าคนอื่นจะ มารบกวน จึงปฏิบัติต่อญาติธรรมอย่างขอไปที เย็นชาเมินเฉย หรือให้การต้อนรับอย่างไม่เต็มใจ กราบไหว้พระไปได้ไม่นาน เท่าไหร่ ก็คิดว่าไม่มีอะไรแปลกใหม่ จึงหาข้ออ้าง และเหตุผลต่างๆ นานา เช่นว่าต้องย้ายบ้าน ต้องต่อเติมบ้าน ฯลฯ แล้วก็เก็บสถานธรรมไม่กราบไหว้อีก ที่กล่าวมานี้ล้วนมีความผิดบาปทั้งสิ้น

ผิดบาปข้อหาอะไรรู้ไหม? เนื่องจากได้ตั้งปณิธานแล้วแต่ หลอกลวงเบื้องบน พวกเจ้าได้กระทำผิดอย่างนี้กันหรือเปล่า? กลัว ว่าจะมีญาติธรรมไปสถานธรรมที่บ้านหรือเปล่า? หรือกราบไหว้พระจนไม่อยากกราบไหว้อีกแล้วหรือเปล่า ตรงนี้ต้องระมัดระวัง ที่คุกนี้เวลาถูกลงโทษทัณฑ์จะต้องปลูกสร้างบ้านไปเรื่อยๆ มีวัสดุ ก่อสร้างมากมายหลากหลายรูปแบบ ปลูกสร้างไปจนกว่าบาป กรรมจะสิ้นสุด หากจิตใจไม่สงบ กำแพงที่สร้างก็จะทลายลงมา

คุกจอบเหล็ก

คนที่อยู่ในคุกนี้จะมีจอบเหล็กคนละอัน เหมือนกับการขุดถนนขุดไปเรื่อยๆไม่มีวันหยุด ใช้แรงงานไปเรื่อยๆ เพราะคนประเภทนี้ชอบหาโอกาสเอารัดเอาเปรียบคนอื่น คนอื่นเป็นเจี่ยงซือ เขาก็เป็นเจี่ยงซือด้วย คนอื่นรับพระโองการสวรรค์เป็นเตี่ยน ฉวนซือ เขาก็เป็นเตี่ยนฉวนซือเหมือนกัน แต่เวลาที่คนอื่นทุ่มเท ปฏิบัติงานธรรมด้วยความลำบาก กลับเมินเฉยอยู่ข้างๆ เก่งแต่ ปากคอยแต่ชี้โน้นนี่

หลงคิดว่าตัวเองมีบุญกุศลมากมายกว่าคนอื่น ลำบากลำ บน กว่าคนอื่นคนประเภทนี้มีผิดบาป เพราะคิดแต่จะพึ่ง “ปาก” สร้างบุญอย่างนี้มักกระทำผิดได้ง่ายๆ การบำเพ็ญธรรมต้องทำ ออกมาให้คนอื่นเห็น ไม่ใช่สักแต่พูดแล้วจะบรรลุธรรมได้ ด้วยสา เหตุที่คนเหล่านี้ไม่ได้ทุ่มเทลงแรงในโลก ดังนั้น เมื่อกลับคืนไปจึง ต้องให้ใช้แรงงาน เพราะที่ผ่านมาเขาได้แต่อาศัยรัศมีบารมีของ ส่วนรวม อย่างนี้เข้าใจกันไหม? บำเพ็ญธรรมจะทำอย่างนี้ไม่ได้ เด็ดขาด

คุกผูกมัดกาย

ผู้ที่รับโทษทัณฑ์ในคุกนี้ ตอนอยู่บนโลกสามารถละวางเยื่อ ใยพันธนาการทางโลกได้ แต่กลับไม่ยอมทำ ยังอาลัยอาวรณ์ ภรรยา สามี บุตร ธิดา หรือหน้าที่การงาน ฯลฯ แม้ว่าตัวเองจะเป็น เตี่ยนฉวนซือก็ตาม แต่ยังโลภโมโทสันอยู่กับเรื่องของทรัพย์สินเงินทอง ไม่ยอมที่จะบำเพ็ญพรหมจรรย์ ไม่ยอมที่จะสละอุทิศทั้งหมด ที่จริงก็เป็นถึงนักธรรมอาวุโสที่มีตำแหน่งสูงแล้ว แต่เป็นเพราะ เยื่อใยสัมพันธ์ทางโลกยังไม่ได้ละวางลง คนที่เป็นแบบนี้ก็จะต้องมายังคุกแห่งนี้

นอกจากนี้ยังมีคนอีกประเภทหนึ่ง ที่ได้ตั้งปณิธานกินเจแล้ว ได้ตั้งปณิธานบำเพ็ญพรหมจรรย์แล้ว แต่ความคิดยังไม่ถูกต้องดี งามความคิดจิตใจขยับหวั่นไหวตลอดเวลา คนเหล่านี้ก็จะต้องถูก ผูกมัดพันธนาการอยู่ในถ้ำแห่งนี้ หากไม่มีความคิดจิตใจฟุ้งซ่าน อย่างนั้นอีกและจิตใจสามารถสงบลงมาได้แล้วละก็ เชือกเส้นนั้น ก็จะค่อยๆ คลายตัวไม่มัดแน่นอีก ก็จะไม่ค่อยเจ็บปวดนัก แต่ใน ทางกลับกัน หากยังตัดพ้อต่อว่า หากยังมีความแค้นเคือง เชือกก็ จะยิ่งผูกมัดแน่นขึ้น อย่างนี้เข้าใจกันหรือไม่?

เนื่องจากตอนอยู่บนโลก ทั้งกายทั้งใจถูกผูกมัดพันธนาการ เมื่อกลับคืนไปแล้วก็ย่อมต้องผูกมัดด้วยตัวของตัวเอง ดังนั้นพวก เจ้าจึงต้องวางให้ลงปลงให้ตก อย่าได้เน้นหนักทางโลก แต่กลับ บางเบาทางธรรม หรือเห็นความสำคัญของทางโลกมากกว่า ความสำคัญของทางธรรม หากเจ้าสามารถพูดบรรยายธรรมะได้ และยังฉุดช่วยนำคนอื่นได้ด้วย ก็จงอย่ารีรอชักช้าอยู่แต่ที่บ้าน อย่าได้เกียจคร้านปล่อยเวลาให้ผ่านไป อย่างนี้พวกเจ้าเข้าใจกัน ไหม?

คุกโซ่ตรวนเหล็ก

ผู้ที่อยู่ในคุกนี้ เป็นผู้ที่มีความอิจฉาริษยาความรู้ความ สามารถของคนอื่น ไม่ตั้งใจบำเพ็ญอย่างจริงจัง ชอบพูดนินทา ว่าร้ายคนอื่น ชอบพูดให้ร้ายคนลับหลัง ทำงานอะไรก็ไม่เสมอ ต้นเสมอปลาย มีต้นแต่ไร้ปลาย ทำแบบลวกหยาบส่งเดช ไม่มี ผลงาน ทำแล้วเลิกล้มละทิ้งกลางคัน ต้องให้คนอื่นมาเก็บงาน ตามหลัง ทำอะไรก็ไม่จริงใจจึงเป็นเหตุให้เกิดความวุ่นวายทั่ว อาณาจักรธรรม หรือประเภทมือไม่พายแต่เอาเท้าราน้ำคนอื่นบำเพ็ญดีมีคุณธรรม แต่ตัวเองคอยให้ร้ายใส่ร้ายป้ายสี ทำให้คนอื่น เสื่อมเสียชื่อเสียง

คนประเภทนี้ก็ต้องถูกจับกักขังอยู่ที่คุกนี้ และถูกลงโทษ โดยมีโซ่ตรวนเหล็กผูกล่าม และยังมีลูกกลมเหล็กผูกติดไว้ด้วย หลังจากนั้น แต่ละคนก็ต้องแบกกระสอบป่านของตัวเองเอาไว้ ตอนยังมีชีวิตอยู่ก่อบาปสร้างกรรมเอาไว้ขนาดไหน พูดเอา ไว้มากน้อยเท่าไหร่ และมีความผิดพลาดอยู่สักกี่มากน้อย ก็จะ บรรจุเอาไว้ในกระสอบป่านใบนั้นทั้งสิ้น ตัวเองจึงต้องจบสิ้นด้วย ตัวเอง

คุกตามืดบอด

ผู้ที่อยู่ในคุกนี้ เป็นผู้ที่คลางแคลงสงสัยในหลักธรรมคัมภีร์ ของศาสนาทั้งห้า ยโสโอหัง มองข้ามทุกสิ่งทุกอย่างไปหมด คลาง แคลงสงสัยในพระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คลางแคลงสงสัย สิ่งศักดิ์ สิทธิ์วิพากษ์วิจารณ์พระธรรมคัมภีร์ วิพากษ์วิจารณ์คุณธรรม บารมีของนักธรรมอาวุโส วิพากษ์วิจารณ์พฤติกรรมคำพูดของ นักธรรมอาวุโสคนอย่างนี้จึงเย่อหยิ่งยโส วางท่าเขื่องใหญ่โต อวดดื้อถือดี ที่จริงแล้วตนเองไม่มีความรู้ความสามารถใดๆ แต่กลับ สร้างแนวคิดที่แปลกใหม่แหวกแนว ออกนอกลู่นอกทาง มีความคิดใหม่ๆ ที่ไม่สอดคล้องกับหลักธรรม จะเป็นคนชอบ ทำอะไรที่แปลกๆ แหวกแนวออกไป ทำให้ผู้อื่นลุ่มหลง ชอบอวด ภูมิธรรมทฤษฎีของตนเอง คิดว่าตนเองแน่กว่าคนอื่น เก่งกว่า คนอื่น จึงดูหมิ่นถิ่นแคลนพระธรรมคัมภีร์ในศาสนาทั้งห้า สงสัย และไม่เชื่อในการดำรงอยู่ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และยิ่งกว่านั้นคือคลางแคลงสงสัยต่อระดับจิตของอริยะปราชญ์เมธี คนประเภทนี้จึงต้อง รับโทษอยู่ที่คุกตามืดบอด

คุกนี้ใหญ่โตถึงหนึ่งแสนแปดพันลี้ เมื่อผู้ที่จะต้องมารับ โทษที่ได้เข้าไปข้างในแล้ว ดวงตาก็จะมองไม่เห็น เหมือนคนตา บอดเดินอยู่บนทางที่ขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อ และยังมีสัตว์ที่ ดุร้ายคอยขบกัด ไฟที่ร้อนแรงแผดเผา ยังมีหน้าผา เหวลึก น้ำที่ไหลอย่างเชี่ยวกรากมีป่าดงดิบรกทึบ ทุกแห่งทุกหนมีแต่ขวาก หนามแหลมคม แถมยังมีหนอนพิษแมลงพิษคอยกัดต่อย และ มังกรพิษคอยพ่นพิษใส่ ฯลฯ และอื่นๆ ที่น่ากลัวอีกมากมาย เมื่อได้เข้ามาอยู่ในวังวนนี้แล้ว ได้แต่ใช้มือคลำหาทาง จนกว่า บาปกรรมของตนเองจะหมดสิ้นไป ดวงตาจึงจะมองเห็นได้อีก ครั้งหนึ่ง และสามารถเดินตามแสงสว่างออกมาจากวังวนขนาด หนึ่งแสนแปดพันลี้นี้ได้

คุกหว่านเพาะเมล็ด

คนที่ต้องมาอยู่ในคุกนี้ เป็นผู้ได้รับธรรมะแล้ว และยังกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ อีกมากมาย พระเยซูก็กราบไหว้ เจ้าแม่ทับทิมกราบไหว้ พระโพธิสัตว์กวนอิมก็กราบไหว้พระองค์กวนอูก็กราบไหว้ และยังกราบไหว้องค์อื่นๆ อีกมากมาย ลัทธินิกายอีกมากมายหลายหลาก ก็เข้าไปกราบไหว้ด้วย เข้าไป บำเพ็ญตามด้วย เหมือนกับเหยียบเรือหลายแคม โดยไม่กลัวว่า เรือจะคว่ำแล้วต้องจมน้ำตาย แบบนี้ก็บำเพ็ญ แบบนั้นก็บำเพ็ญ หากได้ยินใครพูดว่า ที่นั่นที่นี่มีอาจารย์ดีอาจารย์เก่ง ก็จะรีบไป ติดตามบำเพ็ญอยู่กับสำนักนั้น อาจารย์นั้นทันที บำเพ็ญไปได้ยัง ไม่นานเท่าไหร่ พอหมดความอยากแล้วก็เปลี่ยนบำเพ็ญกับคนอื่นๆ ต่อไปอีก ถ้าเห็นใครเข้าใจและคำนวณทายทักเรื่องเหตุต้น ผลกรรมได้ ก็ไปบำเพ็ญติดตามเขา เห็นใครปฏิบัติงานสามโลก ก็ไปปฏิบัติกับเขาด้วย เดินๆ ทำๆ ได้อยู่สองปีก็เบื่ออีกแล้ว จิตใจก็ถดถอยไม่เอาอีก

คนเหล่านี้บำเพ็ญธรรมแต่จิตใจไม่สงบมั่นคง ไม่เข้าใจหลัก ธรรมตามที่เป็นจริง ไม่บำเพ็ญปฏิบัติด้วยความตั้งอกตั้งใจ ไม่ ศรัทธาจริงใจต่อธรรมะเท่าที่ควร ไม่ได้เคารพเทิดทูนเบื้องบน กลัวแต่ว่าถ้าบำเพ็ญแค่อนุตตรธรรมอย่างเดียว แล้วจะไม่ได้กลับ คืนเบื้องบนไป คนอย่างนี้จะถูกจับให้มายังคุกแห่งนี้ ต้องนำเมล็ด พันธุ์ไปหว่านโปรยต้องไปคราดไถพรวนดินเอาเอง ต้องไปรด น้ำเอาเอง จนกว่าเมล็ดพันธุ์เหล่านั้นจะแตกหน่อ และเติบโตขึ้น จนกระทั่งออกดอกและตกผลในที่สุด แต่ที่ทำอย่างนี้นั้นมัน ลำบากมาก เพราะเมล็ดพันธุ์ที่ได้หว่านโปรยไปนั้นไม่แน่เสมอไปว่าจะเติบโตงอกงามได้ ก็จะต้องหว่านโปรยเมล็ดพันธุ์กันอยู่นั่น ต้องไถกลบกันอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งบาปกรรมมลายไปได้