Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
คุกสวรรค์ชั้นที่หนึ่ง ยอดเมฆาวายุ | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

คุกสวรรค์ชั้นที่หนึ่ง ยอดเมฆาวายุ

555 Views

ถ้ำเมฆาวายุ

“ถ้ำเมฆาวายุ” มีโทษทัณฑ์อะไรหรือ? ถิ่นนี้จะแตกต่าง จากนรกโดยสิ้นเชิง ไม่มีมีดแหลมมาชำแหละเนื้อให้เลือดไหล ไม่มีการควักไส้หรือผ่าท้องให้เห็น และไม่มีการเอารถมาทับหรือ เอาเครื่องมาบด แต่เป็นทัณฑสถานที่บำเพ็ญจิตบ่มเพาะธรรม ญาณจึงแตกต่างจากนรก ผู้บำเพ็ญที่ยังมีกิเลสความคิดที่ฟุ้งซ่าน สะสมในจิตใจ ยังเป็นผู้บำเพ็ญที่ไม่สมบูรณ์ ไม่สามารถผ่าน สามด่านเก้าทวารได้ จึงถูกส่งมาที่ถ้ำเมฆาวายุแห่งนี้ ต่อจากนั้น “เทพฝ่ายตรวจการ” ก็จะส่งบันทึกบุญบาปของผู้บำเพ็ญแต่ ละคนในแต่ละชาติ ตั้งแต่อดีตชาติจนถืงชาติปัจจุบัน ข้อมูล ทั้งหมดจะถูกรวบรวมส่งมาที่นี่ ต่อจากนั้นก็จะเริ่มพิจารณาไต่ สวน และตัดสินความ ถ้ำนี้จะกักขังคนที่ชอบนินทาให้ร้ายผู้อื่น เมื่อได้เห็นนักธรรมอาวุโส อาจารย์แนะนำ อาจารย์รับรอง เตี่ยน ฉวนซือหรือเจี่ยงซือทำไม่ดีแล้ว นำไปนินทาลับหลัง คอยวิจารณ์ ใส่ร้ายขยายความจนเกินจริง และชอบหลอกลวงผู้อื่น ผู้ที่มีพฤติกรรมแบบนี้ต้องมาลงเอยที่ถ้ำเมฆาวายุแห่งนี้ นี่เอง

หากฟังแต่ชื่อแล้วก็ดูน่าสนใจเพราะมีทั้งเมฆและลม ที่แท้ แล้วหาใช่อย่างที่คิดไม่ นี่เป็นคุกสวรรค์ที่ทรมานเช่นกัน หนึ่งคน ต่อหนึ่งถ้ำนั่งอยู่ภายใน ถ้ำเมฆาวายุนี้ ไม่ว่าจะมีคน มากขนาดไหน ขนาดของถ้ำก็ยังพอเหมาะพอดีตลอดไป

มีลักษณะคล้ายกับถ้ำของพระพุทธะในอดีต ในถ้ำแต่ละถ้ำ ก็จะมีพระพุทธะอยู่หนึ่งองค์ แต่ละองค์ต้องนั่งบำเพ็ญขัดเกลา อยู่ในนั้น หากว่ามีความคิดฟุ้งซ่านเกิดขึ้น ลมนั้นก็จะเหมือนกับมี คนมาตบเข้าที่ใบหน้าของเรา หากความคิดฟุ้งซ่านยิ่งมีมาก ผิด บาปของเขาก็จะทำให้สมองไม่ปลอดโปร่ง คิดสับสนวุ่นวาย ลมนั้นก็จะตบลงมาบนใบหน้าอย่างรวดเร็ว ตบลงมาบนแก้มทั้งสอง ข้าง ตบทั้งแก้มซ้ายแก้มขวาจนกระทั่งใบหน้าบวมช้ำขึ้นมาไม่ เพียงแค่แก้มทั้งสองจะบวมแดง แม้แต่ฟันก็หลุดร่วงด้วย และยัง มีเลือดออก แต่ละคนที่โดนลมตบก็จะวิงเวียน นี่คือ “ถ้ำเมฆา วายุ” เมื่อฟังดูน่าสนใจเหมือนมีสภาวะสูงส่งแต่กลับต้องโดนตบ นั่นเป็นเพราะไม่รักษาคุณธรรมปากให้ดี ไม่ยอมบำเพ็ญ รักหน้า รักตาของตัวเอง จึงต้องโดนตบให้สาสมกับการกระทำของตน

มีผู้บำเพ็ญที่ทุกข์ยากลำบากมากมาย ชั่วชีวิตก็ได้แต่ฉุด ช่วยคนปฏิบัติธรรม จัดตั้งพุทธสถาน บุกเบิกงานธรรมะ ส่งเสริมสนับสนุนบุคลากร แต่มีบุญก็บันทึกบุญเอาไว้ มีบาปก็ บันทึกบาปเอาไว้ ถึงแม้วันนี้เจ้าอาจมีสามพันบุญ แต่ในขณะเดียว กันก็มีเจ็ดร้อยบาปด้วย แล้วเจ็ดร้อยบาปที่ว่านี้จะจัดการอย่าง ไร? แน่นอนว่าก็ต้องว่ากันไปตามความผิดบาปนั้นๆ แล้วจะลบล้าง ความผิดบาปนั้นได้อย่างไร? ต้องสำนึกขอขมา สิ่งใดที่ทำไม่ ถูกต้องไปต้องสำนึกขอขมา ต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลง หากแก้ไข เปลี่ยนแปลงเป็นคนใหม่ได้ พระแม่องค์ธรรมก็ย่อมเมตตากรุณา เบื้องบนย่อมเมตตา พวกเจ้าไม่มีใจชั่วช้าต่ำทราม เบื้องบนก็จะ นิรโทษผ่อนผันให้ ลมในถ้ำเมฆาวายุกับลมบนโลกมนุษย์นั้นไม่ ค่อยเหมือนกันนัก ทุกครั้งที่ตีลงมาบน “ร่างญาณ” รสชาติที่ได้ รับนั้น ก็จะเหมือนกับมีมีดแหลมคมมาเชือดเฉือนบนร่างกายของเรานั่นเอง ยากที่จะทนได้ไหว

ลมนี้เป็นลมที่ไม่แน่ไม่นอน หากเจ้ามีจิตสำนึกขอขมา ลมก็จะพัดเบาลง ความเร็วก็ช้าลง แต่ถ้าหากสำนึกขอขมาแล้ว แต่ใจก็ยิ่งไม่สงบลง เมื่อนั้นลมก็จะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อ ลมตีลงมาบนร่างญาณนั้น ก็จะเจ็บปวดเหมือนกับถูกมีด ชำแหละ ดังนั้นจึงเจ็บปวดทุกข์ทรมานมาก แต่จิตญาณถึงจะโดนลงโทษ อย่าง นี้ก็ไม่มีทางตายหรือดับสูญไปได้ ร่างกายของเรา หากได้รับ บาดเจ็บอย่างมากจนยากที่จะทนได้นั้น ระบบประสาทก็จะ หยุดทำงาน จิตญาณก็จะออกจากร่างไป ก็คือตาย แต่ว่าร่างญาณ ของเรา ไม่ว่าจะลงโทษอย่างไรก็ไม่อาจตายได้ เพียงแค่เจ็บ ปวดทรมานเท่านั้น ดังนั้นเมื่อเรายังมีกายสังขารอยู่ ก็ควรจะยอมให้ร่างกายรับความลำบากมากสักหน่อย ร่างญาณจะได้ไม่ต้องมารับความลำบากที่นี่

เบื้องบนพิจารณาบุญบาปอย่างยุติธรรม หากเราสร้าง บุญกุศลเจริญปณิธาน เบื้องบนก็จะจดบันทึกอย่างชัดเจน แต่ถ้าเรามีผิดบาปเบื้องบนก็จะพิจารณาอย่างถี่ถ้วนเช่นกัน อย่าง นี้จึงเรียกว่า “กฎสวรรค์” เมื่อเป็นเช่นนี้ต่อให้เป็นผู้บำเพ็ญที่มี บุญหนักศักดิ์ใหญ่หากมีความผิดบาป ในที่สุดก็ต้องมารายงานตัวที่นี่เช่นกัน

เมื่อมาถึงที่นี่ก็ยังต้องบำเพ็ญจนกว่าจะบริสุทธิ์ผุดผ่อง จึง จะสามารถกลับคืนสู่อนุตตรภูมิแดนนิพพาน ได้อยู่ข้างกายพระ แม่องค์ธรรม

สิ่งศักดิ์สิทธิ์คือบุคลิกลักษณะที่สมบูรณ์ จึงสามารถบรรลุ สภาวะศักดิ์สิทธิ์ได้ เบื้องบนมีเมตตาอย่างล้นเหลือ เปิดเผยความ ลับของสวรรค์ที่ไม่เคยเปิดเผยมาก่อน ความลับสวรรค์ที่ไม่เคย เปิดเผยมาตั้งแต่ผันกู่ เริ่มเบิกฟ้าจนถึงปัจจุบัน วันนี้มีวาสนา พระแม่องค์ธรรมทรงมีบัญชา ให้ทำการเปิดเผยความลับสวรรค์ นี้ได้ เราทุกคนจึงต้องมีจิตสำนึกคุณ ต้องตั้งใจฟังอย่างถี่ถ้วน เพราะทุกๆ คำเป็นความลับสวรรค์ทั้งสิ้น

ผู้ที่ปกติชอบด่าทอว่ากล่าวผู้อื่น ก็จะต้องแก้ไขเปลี่ยน แปลงแม้ว่าอาจจะไม่ได้ขึ้นไปถูกตบแก้มที่เบื้องบน แต่ก็ต้อง บำเพ็ญคุณธรรมปาก เช่นกัน

ถ้ำเมฆาอัคคี

“ถ้ำเมฆาอัคคี” เมื่อพูดขึ้นมาแล้ว ก็เหมือนถูกอัคคีแผดเผาหากเป็นคนที่มีอุปนิสัยอารมณ์ที่ไม่ดี ทำงานใจร้อน จิตใจไม่สงบ เป็นนักธรรมอาวุโส เตี่ยนฉวนซือ ถันจู่ แต่ ทดสอบให้คนอื่นต้องตกหล่นไป ตำหนิด่าว่าคนอื่นอย่างไม่มีต้น สายปลายเหตุ มีอารมณ์ฉุนเฉียว ก็จะต้องถูกกักขังอยู่ที่ถ้ำเมฆาอัคคีนี้

เมื่อ “อวิชชา” ผุดขึ้นมา ก็จะเหมือนกับโดนอัคคีแผดเผา เหมือนหนึ่งอยู่ในเตาหลอมฉันใดก็ฉันนั้น ความรุ่มร้อนเจ็บปวด นั้นทำให้เจ้าต้องครวญครางสำนึกผิด อย่างไรก็ตามการถูกลงโทษ ทัณฑ์ที่ว่านี้ พระแม่องค์ธรรมได้แสดงบุญญาธิการ ร่างญาณ ทั้งหลายจะถูกกำหนดคงที่ เวลาถูกลงทัณฑ์ จึงดูเหมือนไม่มีอะไร ดูจากภายนอก จะเห็นทุกคนนั่งอย่างเรียบร้อย แต่ภายใน อุณหภูมิจะสูงหรือต่ำอย่างไร ก็อยู่ที่อารมณ์ของแต่ละคนแล้ว อย่างนี้ฟังเข้าใจกันหรือไม่? ก็เหมือนกับเจ้าทั้งหลายกำลังนั่ง ฟังธรรมะอยู่ บางคนฟังเข้าใจแปดส่วน บางคนฟังได้ สิบส่วน บ้างก็ฟังได้หกส่วน บ้างก็ฟังได้เจ็ดส่วน แต่บางคนฟังได้แค่ เพียงสองส่วน ก็ว่ากันไปไม่แน่นอน ทั้งนี้ก็เกี่ยวเนื่องกับรากบุญพื้นฐานของแต่ละคน และยังเกี่ยวข้องกับบุญกุศลของแต่ละคน เองด้วย

ผู้ที่มีภูมิธรรมปัญญาสูง เมื่อได้นั่งอยู่ที่นี่ ก็ย่อมฟังเข้าใจได้ อย่างอัตโนมัติ แต่ผู้ที่เจ้ากรรมนายเวรเร่งรัดทวงหนี้อย่างประชิดติดตัว หรือผู้ที่ยังไม่สามารถละวางเหตุปัจจัยสัมพันธ์ต่างๆ ลงได้ ปัญญาก็จะถูกแรงกรรมที่ไร้รูปลักษณ์เหล่านี้ปิดบังครอบงำ เอา ไว้ ไม่ว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะพูดให้โอวาทอย่างไร แต่ก็ไม่อาจฟังให้ เข้าใจได้!

ถ้ำเมฆาสีม่วง

“ถ้ำเมฆาสีม่วง” ฟังดูเหมือนมีสภาวะที่สูงส่ง นั่นก็คือ พระพุทธะที่เคยตั้งมหาปณิธานลงมา แต่เกิดลุ่มหลงไปนั่นเอง ถึงจะสามารถบำเพ็ญกลับคืนไปได้ แต่เนื่องจากได้ตั้งมหา ปณิธานเอาไว้ แต่ว่ามีบุญกุศลอยู่น้อยนิด ซึ่งไม่อาจนำมาเปรียบ เทียบกันได้ เรียกว่าปณิธานยิ่งใหญ่แต่มรรคผลน้อยนิด จึงยากที่จะคืนสู่ตำแหน่งสถานะเดิมได้

เจ้าทั้งหลายจะเป็นเช่นนั้นไหม ที่ตั้งปณิธานยิ่งใหญ่ แต่ มรรคผลน้อยนิด บำเพ็ญจนสามารถกลับคืนได้ แต่บุญกุศลไม่ เพียงพอ จึงถูกกักขังในคุกสวรรค์ ต้องเคี่ยวกรำบำเพ็ญต่อไป ต้องสำนึกขอขมาอีก การลงทัณฑ์ในถ้ำนี้จะเบากว่าถ้ำทั่วๆ ไป เพียงแต่จะรู้สึกอึดอัดใจ นั่งอยู่ในถ้ำจะรู้สึกละอายใจต่อพระ มหากรุณาธิคุณของเบื้องบน คิดอยากจะร่ำไห้ความหวั่นไหว ทางอารมณ์จะประณามตัวเองให้สำนึกเสียใจ ที่ไม่สามารถเจริญ ปณิธานได้ดังที่ตั้งใจไว้

หากเคยเป็นพระอรหันต์อุบัติลงมา แต่กลับบำเพ็ญปฏิบัติ เพียงในหน้าที่ของญาติธรรมทั่วไปเท่านั้น ถ้าเป็นอย่างนี้ก็แย่ แน่นอน เพียงแค่ตั้งปณิธานกินเจเท่านั้น ไม่มีผลงานทางธรรม ใดๆ ทั้งสิ้น เมื่อกลับคืนไป จึงต้องถูกจองจำและลงโทษ เนื่องจาก เคยตั้งมหาปณิธานต่อหน้าพระพักตร์พระแม่องค์ธรรม เคยลั่นสัจ วาจาที่ยิ่งใหญ่แต่สุดท้ายก็เหมือนเดิม หัวเป็นเสือแต่หางเป็นงู (แรงตอนต้นแต่แผ่วตอนปลาย) อย่างนี้ไม่ได้ จะหลอกลวงเบื้อง บนไม่ได้เด็ดขาด

ถ้ำเมฆาโบยบิน

“ถ้ำเมฆาโบยบิน” ที่ว่านี้เป็นอย่างไร? ถ้ำนี้ร้ายกาจกว่า ทั่วไป ร้ายกาจอย่างไร? ร้ายกาจตรงที่มีมีดบินตรงมาทิ่มแทงที่ กลางทรวงอกสร้างความเจ็บปวดเป็นอย่างยิ่ง และสาเหตุใดจึง ต้องถูกลงทัณฑ์เช่นนี้? นั่นก็เพราะคนประเภทนี้อาศัยกลอุบายให้ ร้ายคนอื่น ต่อให้ไม่ถึงกับเข่นฆ่าชีวิตคนอื่น แต่ก็ทำลายชื่อเสียง ทำลายศักดิ์ศรีเกียรติภูมิของคนอื่น คนประเภทนี้ไร้มโนธรรม สำนึก ชอบวางกับดักทำร้ายคนอื่น เจ้าทั้งหลายอาจจะสงสัยว่า ทำไมจึงมีผู้บำเพ็ญอย่างนี้อยู่ในอาณาจักรธรรมอีกใช่ไหม? มีแน่ นอน คนรับธรรมะมีมากมาย แต่ที่มุ่งมั่นบำเพ็ญปฏิบัติธรรม ยัง ต้องรอดูก่อน ฉะนั้น อย่าได้มีจิตคิดร้ายต่อคนอื่นต้องคิดดี ทำดี พูดในแง่ที่ดี คนอื่นเขาทำอะไร เจ้าอย่าเพิ่งไประแวงสงสัยเขา คนอื่นทำผิด เจ้าต้องรู้จักตักเตือนเขา อย่าได้คิดฟุ้งซ่านเพ้อเจ้อ เจ้าทั้งหลายมีความก้าวหน้าหรือไม่ เจ้าทั้งหลายรู้จักให้ทานหรือ เปล่า? เจ้าทั้งหลายก้าวหน้าขึ้นกว่าแต่ก่อนไหม? จะต้องรู้ด้วย ตัวเองจึงจะดี! คนอื่นรู้ก็ไม่มีประโยชน์ ตัวเองรู้ก็เป็นของตัวเอง ถูกหรือไม่ถูก? คนอื่นก็ต้องบอกว่าเจ้าก้าวหน้าอยู่แล้ว มีแต่จะ ก้าวหน้าจริง ๆ หรือไม่ก็ยังไม่แน่ ตัวเองก้าวหน้าหรือไม่ก็ต้อง ถามเอาจากตัวเอง มีอย่างที่ไหนที่ถามเอากับผู้อื่น ตัวเองก้าว หน้าหรือไม่ จะไม่รู้ได้อย่างไรกัน?

ถ้ำเมฆาโบยบินนี้ เป็นถ้ำที่เจ้าทั้งหลายได้นั่งอยู่ข้างในเพื่อย้อนมองส่องตน เพื่อฝึกฝนเคี่ยวกรำตน หากในใจยังมีความโลภ ความโกรธ และความหลง พิษทั้งสามนี้ยังหลงเหลืออยู่ พอมา ถึงที่นี่ เมื่อใดที่กิเลสความคิดเช่นนี้ผุดขึ้น เมื่อนั้นมีดก็จะโบยบินแล้วจะพุ่งเข้ามาปักกลางทรวงอก เจ็บปวดอย่างยิ่ง ถึงจะเป็นร่าง ญาณแต่มีดก็ไร้รูปลักษณ์ ปักลงไปเจ็บปวดเหมือนถูกมีดทิ่มแทง จะรู้สึกเจ็บเหมือนจริง จะรู้สึกชาเหมือนจริง แล้วมีดที่ปักอยู่กลาง อกจะหายไปเมื่อไหร่ล่ะ? ก็รอจนเจ้าจิตสงบ อารมณ์เยือกเย็น กิเลสความคิดฟุ้งซ่านหายไป มีดนั้นก็จะหายไปด้วย เมื่ออารมณ์ ความคิดผุดขึ้นมาอีก มีดก็จะโบยบินมาอีก ความคิดยิ่งฟุ้งซ่าน จำนวนมีดที่โบยบินมาก็จะยิ่งมาก หากอารมณ์ความคิดฟุ้งซ่านมี น้อย มีดที่โบยบินมาก็น้อยลง เหตุผลง่ายๆ อย่างนี้เข้าใจไหม?

ส่วนที่เหลือ ก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับปัญหาเดิมของแต่ละคน นั่นก็คือ เมตตาธรรม มโนธรรม จริยธรรม ปัญญาธรรม และ สัตยธรรม

คนที่ขาดเมตตาธรรมนั้น ใช่ว่าจะบกพร่องเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หากแต่เป็นข้อบกพร่องที่ใหญ่โต เช่นว่า วันนี้ฉุดช่วยคนมา ๕๐ คน ช่างประไร ไม่ต้องไปส่งเสริมเขาหรอก และหากเจ้าฉุดช่วยคน ๑๐๐ คน แต่มีเพียง ๑ หรือ ๒ คนเท่านั้นที่ตั้งปณิธานกินเจ เจ้าก็ มุ่งหวังโลภอยากได้หน้า โลภแต่บุญกุศลและยังยึดติดในบุญกุศล

ไม่ตั้งใจไปส่งเสริมคนให้ดี ไม่มีเมตตาจิต คนอื่นเขาตกทุกข์ ได้ยากแต่เจ้าไม่ได้ไปช่วยเขา เห็นเขาหกล้มแต่ไม่ยอมไปพยุง เขาขึ้นมา อย่างนี้เรียกว่าขาดเมตตาธรรม เจ้าทั้งหลายเป็นอย่าง นี้ไหม? อย่าเอาแต่บำเพ็ญจนอะไรก็ไม่ประสีประสา ไม่รู้จักคิด ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ การบำเพ็ญธรรมก็คือ การบ่มเพาะ เมตตาจิตเข้าใจหรือเปล่า?

อย่างที่สอง มโนธรรม เป็นหลักคุณธรรมระหว่างพี่น้อง ชายหญิงทั้งหลาย ต้องร่วมกันรักษาไว้ให้ดี คือ ต้องมีมโนสำนึก รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา อย่าได้ชิงดีชิงเด่น อย่าได้ยื้อแย่งบุญ กุศลกัน หากเป็นเจี่ยงซือด้วยกัน ก็อย่าได้นินทาซึ่งกันและกัน คนอื่นดีเจ้าก็พลอยได้ดีไปด้วย หากเจ้าเก่งแต่กล่าวหาคนอื่น ไม่ดูแลพี่ๆ น้องๆ

ไม่รู้จักเป็นห่วงเป็นใยคนอื่น ในทางตรงกันข้าม กลับคิด ร้ายทำลายล้างคนอื่น และไม่ยอมร่วมงานกับคนอื่น ไม่ยอม อยู่ร่วมกับคนอื่นในสถานธรรม อย่างนี้ไม่ถูกต้อง อย่างนี้ย่อม ไร้มโนธรรมสำนึก

ที่จริงแล้ว การบำเพ็ญธรรมต้องเสมอต้นเสมอปลาย ต้อง รู้จักสนองรับเบื้องสูง และนำพาเบื้องล่างใช่หรือไม่? ต้องเคารพ เทิดทูนอาจารย์ทั้งสาม (พระบรรพจารย์ พระอาจารย์ชาย และพระอาจารย์หญิง) ต้องสำนึกขอบคุณอาจารย์แนะนำ และ อาจารย์รับรอง ทั้งหมดนี้ล้วนครอบคลุมอยู่ในมโนธรรมสำนึกทั้งสิ้น

จริยธรรม ก็คือ จริยะพุทธระเบียบ มาถึงสถานธรรมเห็น เฉียนเหยินหรือเตี่ยนฉวนซือ ก็ต้องรู้จักกราบรับพระโองการ สวรรค์ กราบคารวะ กราบอำลา ถึงจะไม่ได้กราบลาอย่างเป็นทางการแต่ในใจก็ยังต้องมีความเคารพ นอกจากนี้ในสถานธรรม ยังมี รายละเอียดของพุทธระเบียบอีกมากมายที่ต้องฝึกฝน เช่น เวลา กราบไหว้พระก็ต้องช้าๆ ค่อยเป็นค่อยไป อย่ากราบแบบลวก หยาบขอไปทีเหมือนกับการเคาะไม้หัวปลา (บักฮื้อ) เคาะ! เคาะ! เคาะ! ที่ประเดี๋ยวเดียวก็เคาะเสร็จอย่างนี้ไม่ได้ ถึงแม้จะเป็น เรื่องเล็กน้อย แต่เจ้าทั้งหลายต้องนำไปพินิจพิจารณา เสื้อผ้า อาภรณ์ที่สวมใส่ต้องเรียบร้อยและสะอาดสะอ้าน

ต่อไปจะกล่าวถึง ปัญญาธรรม ผู้บำเพ็ญธรรมต้องรู้จักใช้ ปัญญาเป็นเครื่องนำทาง ไม่ใช่เดี๋ยวติดตามคนโน้นบำเพ็ญ เดี๋ยว ติดตามคนนี้บำเพ็ญ เดี๋ยวเห็นชอบกับคนโน้น เดียวมีอคติกับคนนี้ ประเดี๋ยวพอติดตามคนผิด ก็เปลี่ยนไปติดตามคนใหม่อีก อย่าง นี้ไม่นานสถานธรรมทั่วประเทศเจ้าคงไปทั่วหมดแล้ว ถึงกระนั้นก็ ยังไม่ประสบความสำเร็จ ในการบำเพ็ญปฏิบัติอยู่นั่นเอง

ดังนั้น จะทำอย่างนี้ไม่ได้เด็ดขาดเข้าใจไหม? อย่าได้คลาง แคลงใจว่าพระพุทธะที่คนอื่นบูชาใหญ่กว่า ส่วนพระพุทธะ ที่เราบูชานั้นเล็กกว่า ไม่มีเรื่องอย่างนี้หรอก ที่จริงแล้วพระ พุทธะอยู่ที่ใด? ก็อยู่ในพุทธจิตธรรมญาณนั่นแหละใช่หรือไม่? ทุกคนล้วนมีพุทธจิตญาณตน ฉะนั้นเจ้าทั้งหลายพึงเข้าใจว่า การบำเพ็ญธรรม ต้องรู้จักอาศัยปัญญาญาณ จงอย่าบำเพ็ญ โดยอิงคนอื่น คนอื่นเขาบอกว่า “เธอติดตามบำเพ็ญกับฉันต้อง บรรลุธรรมได้แน่นอน” บรรลุจริงอย่างที่ว่าหรือเปล่า? จะ บำเพ็ญให้สำเร็จก็ต้องอาศัยตัวเองเท่านั้น อย่าไปสนใจกับคำ พูดของคนอื่นที่ว่าเปลี่ยนธรรมกาลแล้ว ต้องรับธรรมะใหม่ต้อง เบิกจุดใหม่ เบิกที่ใต้สะดืออย่างนี้ก็จะบรรลุธรรมได้หรือ? เป็น ไปไม่ได้แน่นอน

ไม่ว่าเจ้าจะเคยให้ทานบริจาคทรัพย์มามากเท่าไหร่? ไม่ว่า เจ้าจะได้บำเพ็ญมานานแค่ไหน? หากไม่รู้จักรักษากฎสวรรค์ ขาด ซึ่งปัญญา ไม่สามารถหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดได้ และยิ่ง ไม่สามารถบรรลุสู่ฝั่งพระนิพพานได้เช่นกัน เข้าใจไหม?

สุดท้ายคือ สัตยธรรม คือการที่ต้องรักษาสัจจะ ใช่หรือไม่? หมายความว่าเมื่อพูดคำใดออกจากปาก ต้องทำตามคำพูดนั้น อย่างนี้ใช่หรือไม่? และอย่างเช่นตั้งปณิธานอย่างพร่ำเพรื่อตั้งไป ๑๘ ข้อ แต่ทำแค่ ๕-๖ ข้อเท่านั้น หรือว่าเขาไม่ได้บำเพ็ญเลย? ที่จริงก็มีบำเพ็ญแต่ทำไม่ได้เท่านั้นเอง เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ต้องเร่ง รัดไปกระทำ ไม่ใช่ว่าเวไนยสัตว์ฉุดช่วยไม่สิ้นก็ไม่สามารถบรรลุสู่ความเป็นพุทธะ พระแม่องค์ธรรมไม่ไร้เมตตาถึงขนาดนั้นหรอก เพียงแต่เป็นการเตือนสติตัวเองว่าปณิธานที่ตั้งแล้ว ได้มุ่งมั่น ไปเจริญกันหรือเปล่า? ได้ตั้งใจบำเพ็ญหรือไม่? ได้ทุ่มเทพยา ยามกันหรือเปล่า? ได้เสียสละอย่างแท้จริงหรือไม่? จุดสำคัญ อยู่ตรงนี้ต่างหาก ใช่ว่าการบำเพ็ญธรรมจะลำบากอย่างที่คิด และใช่ว่าบำเพ็ญอย่างลำบากแล้ว กลับไปยังต้องถูกกักขังที่คุก สวรรค์อีกก็หาไม่ หากแต่กรณีที่กล่าวมาข้างต้นนี้ หมายถึงความ ผิดบาปที่หนักหนาสาหัส และอารมณ์อุปนิสัยที่เร่าร้อนอย่างยิ่ง แต่หากเจ้าทั้งหลายตั้งใจบำเพ็ญปฏิบัติ หมั่นพิจารณาย้อนมอง ส่องตน มุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขอุปนิสัยอารมณ์ ไม่ดีของ ตน มีความเคารพนบนอบเฉียนเหยิน เตี่ยนฉวนซือ และผู้ร่วม บำเพ็ญอย่างจริงใจ เช่นนี้ก็เป็นบุญกุศลแล้ว

เมื่อครู่นี้ได้พูดถึงธรรมกาลยุคเขียว และธรรมกาลยุคแดง ในธรรมกาลสมัยที่ผ่านมานั้น ก็มีผู้บำเพ็ญธรรมที่ถูกจองจำ ในคุกสวรรค์มาก่อนหน้านี้แล้ว เพราะเหตุใด? ทั้งนี้ตั้งแต่ธรรม กาลยุคเขียวมา ก็มีผู้บำเพ็ญที่ฝักใฝ่อิทธิฤทธิ์อภิญญา คิดว่าตน มีอิทธิฤทธิ์ต่างๆนานา จึงมีการกดขี่รังแกคนอื่น มิเช่นนั้นก็นิยม ชมชอบการประลองอิทธิฤทธิ์ชอบทำลายล้างคนอื่น อย่างนี้ ก็เป็น การสร้างบาปกรรมเหมือนกัน ตัวเองต่างก็คิดว่าตัวเอง มีอิทธิฤทธิ์เหนือกว่าฝ่ายตรงข้าม ต่อสู้กันไปต่อสู้กันมา ในที่สุด ก็ต้องมีฝ่ายแพ้ ฝ่ายแพ้ก็ต้องหาวิธีใหม่ๆ เพื่อหวังจะแก้แค้น ทำ ให้ยิ่งต่อสู้ก็ยิ่งดุเดือดรุนแรง สุดท้ายความโลภ ความโกรธ และ ความหลง ก็จะปรากฏออกมา ดังนั้นที่คนเราลุ่มหลงกันไปนั้น ก็ เป็นเพราะตอนมีชีวิตอยู่นั้น ทำสิ่งแปลกๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บาง ฝ่ายที่ต้องการปกป้องหน้าตาของตนเอง คนประเภทนี้แย่ที่สุด

จึงเห็นได้ว่า ตั้งแต่อดีตกาลมาก็มีคนบำเพ็ญจำนวนมากที่ ต้องลงเอยที่คุกสวรรค์เพื่อบำเพ็ญเพิ่มเติมให้สมบูรณ์ อีกทั้งยัง เป็นที่ที่ช่วยให้บังเกิดการสำนึกขอขมา

ในธรรมกาลยุคแดงก็เช่นกัน ผู้บำเพ็ญธรรมหลายคนที่เน้น ในการบำเพ็ญอิทธิฤทธิ์อภิญญา จนกระทั่งธาตุไฟแตกซ่าน ทำให้ต้องเข้าสู่เดรัจฉานวิชา หากเป็นอย่างนี้การมีอภิญญาดี หรือไม่? น่าเลื่อมใสหรือเปล่า? ให้มีอภิญญาที่สามารถรู้บาป กรรม ของคนอื่นโดยการรำลึกถึงสามชาติได้เอาหรือไม่? ให้ สามารถรู้ใจคนอื่น สามารถเหาะเหินเดินอากาศดีไหม? หลายคน แสวงหาสิ่งเหล่านี้ในการบำเพ็ญปฏิบัติ แต่เมื่อเวลาผ่านพ้นไป อิทธิฤทธิ์อภิญญาที่ได้มาจริงยั่งยืนหรือเปล่า? ไม่จีรังแน่นอน สุดท้ายทุกอย่างก็ต้องจบสิ้นไป สำคัญอยู่ที่ภูมิธรรมและจริยวัตร ในการบำเพ็ญปฏิบัติ เพราะการมีอภิญญาไม่ได้หมายความว่าเจ้าสามารถกลับคืนสู่อนุตตรภูมิแดนนิพพานได้ก็หาไม่ ต่อให้มี อภิญญา เมื่อถึงเวลานั้น ก็จะสูญสิ้นไปเองโดยปริยาย

กล่าวคือต่อให้เจ้าบำเพ็ญจนได้อภิญญา แต่หากจิตญาณ แปดเปื้อนไม่บริสุทธิ์ อภิญญาก็ย่อมถูกกิเลสบดบัง จึงเห็นได้ว่าผู้บำเพ็ญในอดีตที่ละเมิดพุทธระเบียบ ผิดต่อวินัยแห่งฟ้าล้วนต้องถูกลงโทษ

ในเมื่อทุกคนล้วนมีปัญญาญาณก็ต้องรู้จักนำออกมาใช้ ยังมีบางอย่างที่ฉันไม่ได้กล่าวถึง นั่นเพราะฉันไม่อยากจะพูด พระแม่ องค์ธรรมมีบัญชากำชับว่าให้ฉันพูดอย่างพอเหมาะพอควรก็ได้ แล้ว ฉันจึงพูดอะไรมากไปกว่านี้ไม่ได้ แค่พูดให้ทุกคนเข้าใจก็พอ แล้ว ผู้ที่ถูกกักขังในคุกสวรรค์เป็นนักธรรมอาวุโสในอาณาจักร ธรรมเสียส่วนใหญ่ เนื่องจากนักธรรมอาวุโสมักกระทำผิดได้ง่าย คำพูดเพียงคำเดียวก็เกิดข้อผิดพลาดใหญ่ได้แล้ว เอาล่ะ พูดสิ่ง อื่นๆ ให้เจ้าทั้งหลายได้หูตาสว่างบ้างดีกว่า

คุกตะกร้าไม้ไผ่

อุปมาดั่งการใช้ตะกร้าไม้ไผ่ตักน้ำสุดท้ายย่อมว่างเปล่า ใน คุกสวรรค์นั้นมีทัณฑสถานหลายแห่ง มีคนต่างๆ นานาที่ถูกจอง จำกักขังยกตัวอย่าง เช่น คนที่ผิดต่อปณิธาน คนที่ผิดศีล ฯลฯ คนบำเพ็ญที่ผิดศีลควรทำอย่างไรดี? ก่อนอื่นต้องดูว่ามีจิตสำนึก ขอขมาแค่ไหน? มีความผิดบาปมากน้อยเท่าไหร่? ใช่ว่าฟ้าเบื้อง บนจะละเลยในคุณงามความดีที่เจ้าเคยสร้างสมมาก็หาไม่ บุญ กุศลก็ส่วนบุญกุศล ก็ต้องมอบมรรคผลให้เจ้า แต่ความผิดบาป ต้องชำระสะสางให้สิ้นก่อนเท่านั้นเอง

อะไรคือ “ใช้ตะกร้าไม้ไผ่ตักน้ำสุดท้ายย่อมว่างเปล่า” ก็คือผู้บำเพ็ญที่บำเพ็ญปฏิบัติธรรมมาตลอดชีวิต แต่เป็นการบำ เพ็ญปฏิบัติอย่างหลับหูหลับตา เลอะๆ เลือนๆ ทำไปก็รั่วไหลไป ด้านหนึ่งได้กินเจแล้ว แต่อีกด้านหนึ่งก็ฆ่าไก่ด้วย ด้านหนึ่งฉุดช่วย คนแต่อีกด้านหนึ่งก็ขายเนื้อหมู คนประเภทที่ว่านี้ต้องมาสิ้นสุด ลงเอยที่นี่แน่นอน หากจะถามว่าเขาบำเพ็ญได้ดีหรือไม่นั้น? เชื่อ ว่าเขาบำเพ็ญได้ดีไม่มีข้อโต้แย้ง แต่ก็ยังมีข้อบกพร่องเช่นกัน นี่ เป็นเพียงกรณีตัวอย่างเท่านั้น

โทษทัณฑ์อย่างนี้คือ การมีสระน้ำหนึ่งสระทุกคนจะได้รับ ตะกร้าที่ทำจากไม้ไผ่กันคนละหนึ่งใบ ให้ไปตักน้ำในสระเพื่อถ่ายไปยังอีกสระหนึ่งที่ว่างเปล่า อย่างนี้จะทำอย่างไรดี? ให้เจ้า ทำดูได้หรือเปล่า? ใช้ตะกร้าไม้ไผ่ตักน้ำไม่สามารถรองรับน้ำไว้ ได้ใช่หรือไม่? น้ำในตะกร้าที่ตักจะรั่วไหลออกไปหมดใช่หรือ เปล่า? การบำเพ็ญธรรมก็เช่นกันอารมณ์อุปนิสัยไม่เปลี่ยนแปลง แก้ไข ชอบนินทาว่าร้ายคนอื่น ถึงจะไม่มีความผิดบาปร้ายแรง แต่ก็ได้สะสมความผิดบาปเล็กๆน้อยๆก็ไม่แตกต่างอะไรกัน กรณีอย่างนี้ต้องมาฝึกฝนเคี่ยวกรำที่นี่ แล้วจะฝึกฝนเคี่ยวกรำอย่างไร? ก็เรียกให้เอาตะกร้าไม้ไผ่ไปตักน้ำ ตักจนบาปหนี้เวรกรรมทั้งหมดถูกลบล้างไป เมื่อบาปหนี้เวรกรรมลบล้างจนสิ้นตะกร้าก็จะตักน้ำ ได้เองโดยปริยาย น่าอัศจรรย์จริงๆ ฟังเข้าใจหรือไม่? นั่นก็หมายความว่าบุญกุศลของเจ้าได้ปรากฏแล้วในที่สุด แม้ตะกร้าไม้ไผ่ก็ สามารถรองรับน้ำได้ นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งสำหรับคนที่บาปกรรมไม่มาก ทัณฑสถานที่ว่านี้ไม่ใช่อยู่ในถ้ำแต่อยู่นอกถ้ำ

คุกแบกทราย

“คุกแบกทราย” นี้มีการลงทัณฑ์กันอย่างไร? ดูเหมือนกับ การที่มีบาปกรรมสูงเยี่ยงภูเขา ซึ่งสร้างขึ้นโดยการทับถมของ เม็ดทรายที่มีจำนวนมากมายประมาณไม่ได้ ความผิดบาปของ เจ้าในที่นี้หมายถึงการไม่มีความรับผิดชอบในหน้าที่ เวลาเตี่ยน ฉวนซือบอกว่า “เราจะไปปฏิบัติงานธรรมกี่โมงๆ...” เจ้าตอบ ว่า “ครับ/ค่ะ” แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ไปตามที่รับปากรับคำไว้ คนอื่น ให้เจ้าช่วยทำอะไร เจ้าล้วนตกปากรับคำ แต่สุดท้ายก็เสียสัตย์ ผิดคำพูด อย่างนี้ที่เรียกว่าขาดความรับผิดชอบ เบื้องบนจะคอย จดบันทึกไว้ กลับไปแล้วค่อยๆให้เจ้าได้แบกรับ แบกจนเม็ดทราย บนภูเขานี้หมดไปจึงจบสิ้น เจ้าก็จะได้สวมใส่เสื้อผ้าใหม่ซึ่งสวย งาม รอคอยเวลาไปเป็นเทพเซียน อย่างนี้ฟัง เข้าใจหรือไม่? เรื่อง ราวบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ถูกต้อง เบื้องบนล้วนจดบันทึกเอาไว้ อย่างชัดเจน

คนอื่นเขาว่าเจ้าอย่างไร ทำไมเจ้าจึงไม่ฟัง เจ้าควรจะ เปลี่ยนแปลงแก้ไขซิ คนอื่นเขาว่าเจ้าไม่ถูกต้อง เจ้าก็ต้องสำนึก ขอขมาเข้าใจหรือไม่? วันนี้เจ้าเป็นเจี่ยงซือ ก็ควรบรรยาย ธรรมให้คนอื่นฟัง อย่าได้อำพรางเก็บเนื้อเก็บตัว ถ้าอำพราง เก็บเนื้อเก็บตัว ที่เบื้องบนได้ประทานโองการให้กับเจ้าไป ก็ไม่มี ความหมายแล้ว ใช่หรือไม่ใช่อย่างนี้?

เป็นถึงเตี่ยนฉวนซือแต่ไม่ออกมาปฎิบัติงานธรรม ชอบเก็บ เนื้อเก็บตัวอยู่กับบ้าน เลี้ยงลูกเลี้ยงหลาน กวาดบ้านถูเรือนหรือ ไปหาเงินหาทองนอกบ้าน ไปทำการทำงาน อย่างนี้ไม่ถูกต้อง เจ้าทั้งหลายฟังเข้าใจหรือเปล่า?

เบื้องบนประทานหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ให้เจ้า แต่เจ้ากลับ ไม่ไปกระทำตามหน้าที่ ความผิดบาปนี้ไม่ธรรมดา เข้าใจหรือ เปล่า? เจ้าทั้งหลายได้แบกรับภาระหน้าที่หรือไม่? แบกรับหน้า ที่อะไร? ไม่แบกรับหน้าที่แล้วจะกลับคืนไปได้อย่างไร? สิ่ง ศักดิ์สิทธิ์พุทธะอริยเจ้า ล้วนตั้งมหาปณิธานกันทั้งนั้น เช่นเดียวกัน หากเจ้าไม่ก่อคุณธรรมใหญ่ และยิ่งไม่ได้แบกรับภาระหน้าที่แล้ว จะกลับคืนไปได้อย่างไร? หรือจะเป็นปุถุชนคนธรรมดาต่อไป? นี้เป็นโทษทัณฑ์ที่เหนื่อยหนักมากๆ พวกเจ้าอย่าได้เห็นว่าทราย เป็นแค่ของเล็กๆ ที่จริงแล้วมันหนักมาก แต่จะเบาหรือหนักนั้น ก็ต้องดูที่ใจของพวกเจ้าแต่ละคนเองอีกด้วย

คุกอบฟืน

ต่อไปจะพูดถึง “คุกอบฟืน” อบฟืนละไรหรือ? ก็อบฟืน เปียกนั่นเอง ขังเจ้าไว้ภายในด้วยอุณหภูมิที่ต่ำสุดๆ หนาว เหน็บมากๆ เมื่ออากาศหนาวเหน็บต้องทำอย่างไร? ก็ต้องเผาฟืนจึงจะอบอุ่นใช่หรือไม่? เมื่อจุดไฟติดแล้วจึงจะอบอุ่นได้นะ แต่เนื่องจากในอดีต เคยสร้างความผิดบาป ฉะนั้นฟืนจึงทั้งเปียกและแฉะไปหมด ทำให้ไฟไม่สามารถจุดติดได้ เมื่อไดไฟไม่ติดก็ต้องหนาวไปพลาง สั่นไปพลาง อย่างนี้เจ้าเข้าใจหรือเปล่า? การลงโทษอย่างนี้จะเบา กว่าการลงโทษอื่นๆ เพียงแค่หนาวเหน็บเท่านั้น เมื่อบาปกรรมหมดสิ้นก็สามารถไปเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้ ฟังอย่างนี้เข้าใจไหม? พวกเจ้าชอบอย่างไหนล่ะ? จะเลือกเอาสักอย่างไหม? จะลอง สัมผัสรสชาติดูบ้างหรือเปล่า?

คุกกบร้อง

จะพูดต่ออีกสักอย่างก็คือ เจี่ยงซือ เตี่ยนฉวนซือ หรือนัก ธรรมอาวุโสบางส่วน ทั้งนี้ไม่ว่าจะสามารถบุกเบิกงานธรรมออกไปได้หรือไม่ หรือว่าจะมีนักธรรมผู้น้อยสักเท่าไร ล้วน เหมือนกันทั้งสิ้น คือที่ชอบนินทากล่าวหาสายธรรมอื่น ชอบ ตำหนิติเตียนคนอื่น ศาสนิกชนในศาสนาทั้งห้าที่ชอบวิพากษ์ วิจารณ์คนอื่น หรือศาสนาอื่นๆ กรณีที่ว่านี้อย่าให้ฉันจับได้ หากจับได้เจ้าก็จะตกที่นั่งลำบากแน่นอน เพราะจะจับคนประเภท นี้ทั้งหมดมาไว้รวมกันในสระน้ำขนาดใหญ่ ถึงแม้จะรู้สึกเหมือน ว่าตัวเองอยู่เพียงลำพัง แต่แท้ที่จริงแล้วได้กลายเป็นกบตัวหนึ่ง ได้แต่ร้องๆ เคยได้ยินเสียงกบร้องหรือเปล่า? กบได้แต่ร้อง ร้องอย่างไม่หยุด ร้องจนเจ็บไปทั้งปาก ร้องจนลำคอแสบ แต่ก็ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ ต้องร้องต่อไปเรื่อยๆ ร้อง จนปากฉีก ลำคอก็เลือดออก ถึงกระนั้นก็ยังต้องทนความเจ็บ ปวดร้องต่อไป นี่เป็นโทษทัณฑ์อย่างหนึ่งทั้งนี้เป็นเพราะชอบ วิพากษ์วิจารณ์คนอื่น บาปกรรมนี้หนักกว่าทั่วๆ ไป เหตุใดจึง เป็นเช่นนี้? ถึงเขาจะมีบุญกุศลก็ตาม ถึงเขาจะส่งเสริมคนก็จริง แต่ทว่าเขาส่งเสริมเฉพาะนักธรรมผู้น้อยของเขา ส่งเสริมเฉพาะ คนที่เขาได้ฉุดช่วยมาเท่านั้น ส่วนญาติธรรมที่คนอื่นส่งเสริม กลับไปลบล้างทำลายเขา ญาติธรรมที่เตี่ยนฉวนซืออื่นถ่ายทอด ธรรมให้ เขาจะบอกว่าเตี่ยนฉวนซือนั้นไม่มีพระโองการสวรรค์ งานธรรมที่นักธรรมอาวุโสคนอื่นดำเนินปฎิบัติ ก็จะไม่ยอมให้นักธรรมผู้น้อยของตนมาใกล้ชิด หรือศึกษาธรรม อย่างนี้ใม่ได้

เหมือนกับสมัยก่อนในยุคของพระศาสดาทั้งห้า ที่สาวก ของพุทธศาสนากับศิษย์ของศาสนาเต๋า ต่างแข่งขันซึ่งกันและกัน อย่างนี้ก็ไม่ได้ ทั้งหมดนี้ต้องไปสำนึกขอขมาที่คุกสวรรค์กันทั้งสิ้น ปัจจุบันทุกคนล้วนมีกายสังขาร จึงไม่รู้ว่าจะพิจารณา บาปบุญคุณโทษอย่างไร? แต่รอดูเมื่อเจ้าละกายสังขารซิ บางคน ก็ตั้งปณิธานลงมาในโลก ได้เจริญปณิธานต้านภัยกลับคืนขึ้นไป ฉะนั้นทุกคนต้องปฏิบัติงานธรรม โดยอิงมโนธรรมสำนึก หากชอบนินทากล่าวหาคนอื่น ว่าไม่มีพระโองการสวรรค์ งาน ธรรมที่คนอื่นปฏิบัติไม่มีผล พูดแต่ว่าตนเองดีที่สุด และพูดว่า คนอื่นไม่ถูกต้องอย่างนี้ก็แย่แน่ๆ รอเมื่อเจ้ามาที่คุกสวรรค์นี้ บาปก็ชำระล้างไม่หมด ต้องไปเที่ยวเยี่ยมเยียนทีละถ้ำทีละคุก ค่อยๆ รับกรรมทีละอย่างๆ อย่างนี้เจ้าทั้งหลายฟังเข้าใจหรือ เปล่า?

คำพูดของฉันเหล่านี้ ต้องถ่ายทอดออกไป เพื่อให้ ญาติธรรมนักธรรมอาวุโส เตี่ยนฉวนซือ เจี่ยงซือทั้งหมด ทั้ง มวลนั้นได้เข้าใจ และนำไปพูดบอกกล่าวคนอื่นต่อ ๆ ไปอีก นี่จึงจะ เป็นเจตนาของพระแม่องค์ธรรม อย่างนี้พวกเจ้า เข้าใจหรือเปล่า ถ้าเข้าใจ เมื่อกลับบ้านไปแล้วก็ต้องไปตักเตือน คนอื่นๆ มีญาติ ธรรมเก่าๆ หลายคนที่ตั้งปณิธานกินเจไปล้วนกลับ ทุศีลแตกเจ หรือผิดต่อปณิธานบำเพ็ญพรหมจรรย์ที่เคยตั้งไว้ หรือผู้ที่ถดถอย ออกจากอาณาจักรธรรม ผู้ที่เมื่อก่อนอุทิศตนเพื่องานธรรม แต่ ปัจจุบันกลับไม่ได้อุทิศตนนั้น หรือผู้ที่ในอดีตเคยฉุดช่วยคนอื่น มา และได้ปฏิบัติงานธรรมมาบ้าง แต่ปัจจุบันตัวเองกลับแอบอยู่ ที่บ้านไม่ยอมออกมา พวกเจ้าจะต้องไปตามหาพวกเขา ให้พวก เขาได้ออกมาช่วยงานอีก อย่างนี้ฟังเข้าใจหรือไม่? ถ้าหากตอนนั้น ไม่ทำไม่ปฏิบัติเมื่อกลับคืนไปแล้วย่อมต้องทุกข์แน่ๆ

มีวิญญาณเดิมของผู้บำเพ็ญจำนวนหนึ่ง ที่ถูกตีเข้าสู่คุก สวรรค์แล้ว แต่ว่ากายสังขารของเขาคนนั้น ยังคงมีชีวิตอยู่บนโลก เขาเองไม่รู้แต่ว่าจะมีอาการคือ เหม่อลอย ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว คือไร้ซึ่งสติปัญญา และยังมีอีกอาการหนึ่งคือ นอนไม่หลับ หมายถึง ความไม่ปกติของเส้นประสาท ไม่เป็นตัวของตัว เองบ้าง มีคนมากมายที่มีอาการเหล่านี้ แต่เขาไม่รู้เรื่อง กลับเข้า ใจผิดคิดไปว่าตัวเองตรากตรำทำงานมากเกินไป ซึ่งที่จริงแล้ว ไม่ใช่เช่นนั้น อย่างไรก็ตามไม่ใช่ทุกคนที่มีอาการอย่างนี้ แล้วจะ ต้องถูกตีไปยังคุกสวรรค์ ดังนั้นเจ้าทั้งหลายอย่าได้นำไปพูดตาม อำเภอใจ! ต้องระมัดระวังคำพูด นี่เป็นเพียงตัวอย่างอาการที่ให้ พวกเจ้าได้เห็น เจ้าจะต้องรู้จักแยกแยะพินิจพิจารณา ผู้บำเพ็ญ ธรรมทุกๆ คน ก็เหมือนกัน ในตอนนี้ไม่มีปัญญาและไม่เป็นตัว ของตัวเอง เจ้ากรรมนายเวรก็จะอาศัยโอกาสตามติดประชิดตัว เข้ามา คนที่เป็นแบบนี้ก็จะน่าสงสาร อย่างนี้พวกเจ้าฟังกันรู้เรื่องไหม? จะวิเคราะห์แยกแยะกันได้หรือเปล่า?

ยังมีอีกอย่างหนึ่ง นั่นคือเดรัจฉานที่มีทั้งเขาทั้งขน ประเภท นี้จะทำอย่างไร? ประเภทดังกล่าวนี้วิญญาณเดิมไม่ได้เปลี่ยน เป็นรูปลักษณ์คน แต่เมื่อกลับไปสู่พระนิพพานแล้ว ก็จะเปลี่ยน กลับมาเป็นรูปลักษณ์เดิม และก็คือรูปลักษณ์เดิมของดวงดาว เทพสถิตต่างๆ คุมขังเอาไว้

ในปัจจุบันนี้เป็นยุคสามปลายกัป มีพุทธะอุบัติลงมา และ ก็มีมารมาจุติเช่นกัน ไม่ได้บอกว่าพวกเจ้าเป็นมาร แต่ฉันพูดถึง มารที่อยู่ในวงการธรรม ฉันกำลังพูดถึงบางคนที่มีอารมณ์อุป นิสัย ที่ก้าวร้าวเวลาทำงานก็ไม่ต่างอะไรกับสัตว์เดรัจฉาน อย่างนี้เจ้า เข้าใจไหม?

อย่าได้รับผลกระทบจากผู้อื่น ปัจจุบันนี้มีนักธรรมอาวุโส หลายๆ ท่าน ค่อยๆ ทยอยกันกลับคืนเบื้องบนไปแล้ว ข้างหลังก็ยังมีนักธรรมผู้น้อยจำนวนหนึ่ง ได้เริ่มต้นแย่งชิงพระโองการ สวรรค์กัน เคยได้ยินเรื่องของท่านเว่ยหล่าง พระสังฆปริณายกสมัยที่ ๖ ของจีนหรือไม่? ใช่หรือไม่ใช่ว่าผู้คนจำนวนมาก ต้องการแย่งชิง พระโองการสวรรค์ไปจากพระองค์ (สัญลักษณ์คือ บาตร และ จีวร) แต่ว่าคนเหล่านั้นสามารถแย่งชิงเอาไปได้หรือไม่? ในปัจจุบันนี้วง การธรรมกำลังวุ่นวายสับสนกันอยู่ แถมยังมีคนพูดว่า “ไม่ต้อง ปฏิบัติงานธรรมแล้ว มนุษยภูมิสิ้นสุดการถ่ายทอดเพียงเท่านี้ อนุตตรธรรมถ่ายทอดถึงแค่นี้เท่านั้น ไม่มีพระวิสุทธิอาจารย์ แล้ว....” อย่างนี้เจ้าทั้งหลายเชื่อหรือไม่?

ในสมัยก่อน พระอาจารย์ชายและพระอาจารย์หญิงของพวกเจ้าได้กล่าวว่า “ยุคสามวาระท้ายปลายกัป ปรกโปรดฉุด ช่วยทั้งสามโลก” ฉุดช่่วยปรกโปรดใครบ้าง? (เบื้องบนฉุดช่วยเทพ เทวาชั้นเทวภูมิ เบื้องกลางฉุดช่วยคนบุญในมนุษยภูมิ และเบื้อง ล่างฉุดช่วยวิญญาณในนรกภูมิ) ในเมื่อพวกเจ้าพูดได้ก็ต้องรู้จักไปตักเตือนคนอื่นเช่นกันได้ไหม?

ในปัจจุบันนี้ มีพุทธบุตรคนเดิมได้ตั้งปณิธานจากคุกสวรรค์ลงมายังโลกโลกีย์ เพื่อบำเพ็ญมรรคผลอีกครั้ง พวกเจ้าได้ร่วมบุญสัมพันธ์กับฉันมาก่อนหรือเปล่า? บางคนในที่นี่มาจากคุกสวรรค์ ฉันรู้จักพวกเจ้าดี แต่ว่าพวกเจ้าไม่รู้จักฉันเองต่างหาก ตอนนี้เพียง แค่มาบอกกล่าวตักเตือนพวกเจ้า จงอย่าเสียทีที่ได้เกิดมาอีก ครั้งหนึ่ง ไม่เช่นนั้นเมื่อกลับคืนไป ก็จะถูกกักขังยิ่งนานกว่าเดิมอีก ถึงเวลานั้นคงยุ่งแน่ๆ หนทางกลับคืนสู่เบื้องบนจะผ่านด่านของฉันไปคงลำบากแน่ๆ ฉันดีดลูกคิดเป็น (คิดเล็กคิดน้อย) และคิด ได้อย่างละเอียดถี่ถ้วนเสียด้วย พวกเจ้าไม่เหมือนกับฉัน พวก เจ้าต้องทำมาหาเลี้ยงชีพ ต้องคอยกังวลเรื่องปากเรื่องท้อง จาก นั้นจึงค่อยหันมาสนใจพระพุทธะ ก็เป็นเรื่องธรรมดาของชาวโลก นั่นเอง นอกจากนี้ยังต้องดูแลภรรยาและลูกๆ รักษาทรัพย์ของ ตระกูลและยังต้องหางานหาเงิน ถึงสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องจำเป็น แต่เจ้าก็ต้องรู้จักสร้างบุญกุศล รู้จักให้ทรัพย์เป็นทาน อย่างนี้ดีไหม? เพียงแต่พวกเจ้าบำเพ็ญฝึกฝนตนอย่างสม่ำเสมอก็เพียงพอแล้วฉันได้เปิดเผยความลับสวรรค์มามากต่อมากแล้ว หากเปิดเผย ความลับสวรรค์มากไป ก็ต้องถูกกักขังที่คุกสวรรค์เหมือนกัน ตัวเองยังต้องถูกขังเลยน่าขำไหม? ที่จริงแล้วไม่น่าขำเลย เพราะก็มีพุทธะที่ตั้งปณิธานลงมาหนุนนำงานธรรม ลงมาผูกบุญสัมพันธ์ ซึ่งเป็นพระบัญชาของพระแม่องค์ธรรม แต่หากอริยกิจที่ได้รับ มอบหมายมาทำได้ไม่ดี เมื่อกลับคืนไปก็ต้องถูกกักขังเช่นกัน ต่อให้เป็นพุทธะก็เถอะ

อุโมงค์จองจำเทพเซียน

“อุโมงค์จองจำเทพเซียน” มีไว้กักขังจองจำเทพเซียนในคุกสวรรค์ก็มีสถานที่กักขังสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วยเหมือนกัน เช่น แปดเซียนมหาเทพอื่นๆ พระโพธิสัตว์ หรือพระอรหันต์ บางองค์ ถูกผูกมัดเอาไว้บางองค์ทำความผิด ด้วยความไม่ระมัดระวัง พุทธะบางองค์รับประกันแทนคนบนโลก รับประกันอย่างไร? พระองค์บอกว่า “เขา (คนบนโลกทำความผิดมาสามครั้งแล้ว)” พระองค์จึงวอนขอให้พระแม่องค์ธรรม ประทานโอกาสอีกครั้งให้ กับคนคนนั้น พระองค์จะขอรับประกันเองถ้ารับประกันไม่สำ เร็จจะต้องเป็นอย่างไร? มีเพียงกักขังเท่านั้นพระองค์ต้องรับผิด แทนคนคนนั้นเอง อย่างนี้พวกเจ้าเข้าใจหรือไม่?พวกเจ้าลงมายังโลกโลกีย์ ก็มีพระพุทธะมากมายรับประกันแทนพวกเจ้าเหมือน กัน! ฟังเข้าใจหรือไม่? ก็เหมือนกับเป็นผู้ค้ำประกันนั่นเอง บนโลกก็ นิยมเรื่องอย่างนี้ ตัวอย่างเช่น ถ้าเจ้าเป็นลูกศิษย์ของคนคนหนึ่ง อาจารย์ของเจ้าก็รับประกันแทนเจ้าแล้ว ถ้าหากไม่ได้กลับคืน ไปจะทำอย่างไร? ไม่มากก็น้อย ย่อมมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์รับประ กันให้กับพวกเจ้าใช่หรือไม่? เมื่อมีใจบำเพ็ญธรรมก็จะมีสิ่งศักดิ์ สิทธิ์ฉุดช่วย ปลดปล่อยให้พวกเจ้า ช่วยให้พวกเจ้ากำจัดความทุกข์ ยากลำบากอย่างนี้เข้าใจหรือไม่? ดังนั้นไม่ใช่ว่าทำดีตอนยังมีกาย เนื้ออยู่บนโลก เมื่อกลับคืนไปแล้วจึงค่อยถูกกักขัง ถ้าสิ่งศักดิ์ สิทธิ์ทำผิด ก็ต้องถูกกักขังตามนี้ เช่นนี้พวกเจ้าคิดว่าฉันโหดร้าย หรือไม่? ที่จริงแล้วไม่ใช่ว่าฉันโหดร้ายหรอก นี่คือพระแม่องค์ ธรรมที่เอาจริง หากว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำผิด พระแม่องค์ธรรมก็จะมี พระบัญชาออกมาแล้ว จึงมีการนำตัวสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ทำผิด มายัง คุกสวรรค์ที่ฉันดูแลอยู่ พระองค์เหล่านั้น เต็มใจที่จะถูกกักขัง นี่ไม่ใช่กำลังฤทธิ์ของฉัน ทุกๆ พระองค์ล้วนเท่าเทียมเสมอกัน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างเคารพกันและกัน ต่างยอมรับเลื่อมใสกันและกัน ต่างเรียนรู้กันและกัน ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นไปทำไปด้วยกัน และกัน

ตัวอย่างเช่น ฉันเองเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์แก่ๆองค์หนึ่ง ก็ไม่อาจ ดูถูกดูแคลนสิ่งศักดิ์สิทธิ์องค์น้อยๆได้ สิ่งศักดิ์สิทธิ์องค์น้อยๆ เหล่านั้น ถ้าได้บำเพ็ญอีกก็ย่อมสำเร็จเป็นพระพุทธะได้เช่นกัน ด้วยว่าทิพยญาณนั้นเหมือนกัน ล้วนแบ่งญาณมาจากพระแม่องค์ ธรรมทั้งนั้น ทุกคนทุกองค์ต่างเป็นพี่น้องร่วมพระแม่องค์ธรรม เดียวกัน อย่าได้มัวเปรียบเทียบว่ากำลังฤทธิ์ของใครผู้ใดแกร่ง กล้ามากมายกว่ากัน หรือว่าบำเพ็ญมานานกว่า เจ้าเป็นนักธรรม อาวุโส เมื่อสำเร็จธรรมแล้วพวกเจ้ามากมายหลายคน ก็มีเขา สองเขางอกออกมา ถ้าเป็นเช่นนี้ก็ไม่วิเศษแล้ว ดังนั้นยิ่งบำเพ็ญ ธรรมนานวัน ยิ่งไม่ควรที่จะมีความผิดพลาดโทษบาปมาก ยิ่ง บำเพ็ญยิ่งต้องสว่างไสว ยิ่งบำเพ็ญจิตใจยิ่งต้องดีงาม ยิ่งบำเพ็ญ ยิ่งต้องมีเมตตากรุณา ยิ่งบำเพ็ญใบหน้ายิ่งต้องผ่องใส

หากรู้ว่าตนเองบำเพ็ญได้ไม่ดี ยังพอเยียวยาได้ผล หยูกยา ยังพอใช้ได้ผล แต่ถ้าคิดว่าตนเองบำเพ็ญได้ดีแล้ว ผู้ที่อวดอ้างวางท่ายโสอวดดีเช่นนี้ ก็ไม่อาจช่วยได้แล้ว ทุกคนล้วนมีรากบุญในการ สำเร็จเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พวกเจ้าจึงต้องเรียนรู้ฝึกฝนให้ดี อย่างนี้เข้า ใจหรือไม่?เจ้าอย่าได้พูดว่า “ใบหน้าของฉันถูกแสงแดดแผดเผาจึง หมองคล้ำไปไม่ใช่เช่นนี้แน่ ฉันดูที่แสงญาณของพวกเจ้าต่างหาก ไม่ใช่ดูที่ผิวหน้าหากว่าใครก็ตามผิวหน้าหมองคล้ำ ก็ไม่ใช่ว่าคน คนนั้นบำเพ็ญได้ไม่ดีหย่าได้ดูถูกดูแคลนเขา! บำเพ็ญธรรม หากว่างได้ปลงได้ตกสักนิด ก็ย่อมบำเพ็ญได้อย่างไม่มีการทด สอบและอุปสรรคแล้ว เป็นไปตามเหตุปัจจัยธรรมชาติ ไม่ใช่บำ เพ็ญได้ง่ายกว่าหรอกหรือ? หากว่าอันนี้ก็จะเอา อันนั้นก็ต้องการ ไม่ต้องพูดเลย เพราะคงบำเพ็ญอย่างยากลำบากแน่ๆ จะบำเพ็ญ ธรรมด้วยและจะดูแลครอบครัวด้วย จะดูแลทั้งทางโลกและทาง ธรรมไปพร้อมกันนั้นเป็นเรื่องยาก เรื่องใหญ่ของชีวิตจิตญาณจึง จะเป็นเรื่องสำคัญ ส่วนการทำมาหากินนั้นก็สำคัญเช่นกัน

เวลาเคลื่อนไปอย่างรวดเร็ว เปรียบแค่ชั่วกระพริบตา แค่ชั่ว พริบตาเดียวคนก็ลาจากโลกไปแล้ว ต้องเปลี่ยนร่างใหม่กันแล้ว ถ้าไม่บำเพ็ญกลับคืนเบื้องบน ก็ต้องเวียนว่ายตายเกิดไม่จบไม่ สิ้น มีพุทธบุตรเดิมมากมายถูกกักขังอยู่ที่คุกสวรรค์ มีความเป็น อยู่ที่ยากลำบากที่นั่นมีบางส่วนต้องแบ่งญาณลงมายังโลก มีร่าง กายบำเพ็ญปฏิบัติอยู่ในโลก พวกเจ้าต้องไปฉุดช่วยพวกเขา ต้อง ไปสนับสนุนส่งเสริม มีบางคนเดินผิดพลาดเอนเอียงแล้ว พวกเจ้าจึงต้องไปฉุดช่วยนำพาพวกเขา ทำให้พวกเขาเดินมาสู่หนทางที่ดี งามให้ได้ ฉันไม่หวังให้พวกเจ้าเดินเข้าไปสู่คุกสวรรค์ แต่ต้องสำเร็จ ในบุญกุศลและได้รับมรรคผล มีอริยฐานะจึงจะถูกต้อง

อุโมงค์ก้อนหิน

ขอพูดถึงอีกสถานที่หนึ่ง ผู้ที่จิตใจไม่ค่อยบริสุทธิ์ ถ้าไม่ เพราะนิสัยอารมณ์ที่ไม่ดีมีอยู่มากมาย ก็เป็นเพราะไม่ผ่องแผ้ว วิสุทธิ์ในอารมณ์เจ็ดตัณหาหก นั่นคือ ความสัมพันธ์ระหว่างชาย หญิงยังละวางไม่ได้ เยื่อใยระหว่างสามีภรรยาก็หลีกหนีกันไม่ ได้ ใครที่เป็นอย่างที่กล่าวมานี้เมื่อกลับคืนไปก็ต้องถูกอบ ถูกอบ อย่างไร? นั่นคือ ใช้ไฟอุ่นๆ ค่อยๆ สุมอบ วิญญาณที่นั่งอยู่ในอุ โมงค์ก้อนหิน จิตใจจะต้องวิสุทธิ์ผ่องใสหากสงบลงมาไม่ได้ ก้อนหินนั้นก็จะร้อนขึ้นจนลวกพองเข้าให้ อุโมงค์ทั้งอุโมงค์ก็จะร้อน ระอุขึ้นมา อบอ้าวมาก ร้อนจนเหงื่อกาฬแตกอยากจะหนีก็หนีไปไม่ได้ ก้อนหินทั้งหมดนั่นร้อนมาก หากว่าความคิดสงบลงได้แล้ว ไม่มีความคิดเหลืออยู่อีกแล้ว ก้อนหินนั้นก็จะเย็นขึ้นมาได้เอง ถ้ามีความคิดเกิดขึ้นมาอีก ไม่ผ่องแผ้วดีงามอีก ก็แย่แล้วล่ะ!

ในคุกสวรรค์ของเบื้องบนนั้น จะมีมายาภาพแปรเปลี่ยนไปมาตัวอย่างเช่น สาวงามหรือเทพธิดามาแกล้งยั่วยวนวิญญาณ เหล่านั้นล้วนเป็นมายาภาพไม่ใช่สิ่งจริง เป็นสิ่งมาทดสอบวิญ ญาณเหล่านั้นจะหยุดก็ต่อเมื่อไม่มีจิตใจเกิดขึ้นมาอีก จะเป็นผู้ชาย หรือผู้หญิงก็จะโดนทดสอบเหมือนกัน พวกเจ้าจะไม่รีบเร่งบำเพ็ญ กันหรืออย่างไร? ไม่เช่นนั้น เมื่อกลับคืนไปก็จะโดนเหมือนกันจะ บำเพ็ญเพิ่มเติมนั้นก็ยากที่จะรับไหวได้

นี่คือพวกที่ผ่านสามด่านเก้าทวารกันไม่ได้ เมื่อไปถึงคุก สวรรค์ยิ่งลำบากกว่าอีก อย่างนี้เข้าใจหรือไม่? ดีแล้ว ฉันคงต้อง ลาจากไปแล้ว ฉันจะรอคอยพวกเจ้าอยู่บนพระนิพพาน เอาล่ะ พวกเจ้าแต่ละคนรีบเร่งก้าวเดินกันเถิด สร้างบุญเจริญปณิธาน กันให้ดีๆ นะ