คำอธิบายท้ายเล่ม

513 Views

1. คุณธรรมสัมพันธ์ 5

1.1 คุณธรรมสัมพันธ์ระหว่างเจ้าแผ่นดินกับขุนนาง (ผู้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับบัญชา) เจ้าแผ่นดินใช้ขุนนางด้วยจริยธรรม ขุนนางรับใช้เจ้าแผ่นดินด้วยความซื่อสัตย์ จงรักภักดี

1.2 คุณธรรมสัมพันธ์ระหว่างสามีกับภรรยา สามีทำหน้าที่รับผิดชอบต่อภรรยาด้วยดี ให้ความรักและคุ้มครองภรรยา ภรรยาปฏิบัติต่อสามีด้วยความอ่อนโยน ให้ความเคารพรักต่อสามี สามีภรรยาปรองดองกัน

1.3 คุณธรรมสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูก พ่อให้การอบรมสั่งสอนลูกด้วยความเมตตาปรานี ลูกปรนนิบัติรับใช้พ่อแม่ด้วยความกตัญญู

1.4 คุณธรรมสัมพันธ์ระหว่างพี่กับน้อง พี่ให้ความรักความเอ็นดูน้อง รู้ให้อภัยใจกว้าง น้องเคารพนับถือพี่ มีความอดทน อยู่ร่วมกันด้วยความสมัครสมาน ไม่โลภมากแก่งแย่งสมบัติ

1.5 คุณธรรมสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนกับเพื่อน คบหาเพื่อนให้มีวาจาสัตย์ เพื่อนมีสิ่งใดผิดพลาดต้องช่วยตักเตือน เพื่อนทำสิ่งที่ดีต้องช่วยสนับสนุน คบเพื่อนต้องคบกันที่คุณธรรมไม่คำนึงถึงความร่ำรวยหรือยากจน

ในศาสนาเต๋าบอกว่ามนุษย์มีสามอมตะวิญญาณและเจ็ดมรรตยวิญญาณ (ซันหุนชีพ่อ)

2. สามอมตะวิญญาณ (ซันหุน) มนุษย์มีสามวิญญาณ เมื่อกายสังขารแตกดับ สามวิญญาณนี้ไม่แตกดับตามกายสังขาร สามวิญญาณมีที่ไปดังนี้

วิญญาณฟ้า กลับคืนสู่ฟ้า วิญญาณฟ้าคือปรีชาญาณที่ไม่เกิดไม่ดับ มีความเป็นอมตะ แต่เป็นเพราะตอนที่มีกายเนื้อกายสังขารได้สร้างเหตุต้นผลกรรมพันพัว ทำให้วิญญาณฟ้าไม่สามารถกลับคืนสู่แดนอนุตตรภูมิ ซึ่งเป็นต้นกำเนิดได้ จึงต้องถูกฝากขังไว้ที่คุกสวรรค์

วิญญาณดิน ตกสู่นรก เพราะวิญญาณดินกระจ่างชัดในเหตุต้นผลกรรมทั้งหมด เป็นตัวบงการให้กายสังขารทำความดีหรือความชั่ว ดังนั้นเมื่อกายสังขารแตกดับ วิญญาณดินจึงต้องไปรับการพิพากษาตัดสินโทษ และรับผลกรรม หากทำความดีได้ขึ้นสวรรค์เป็นเทพ วิญญาณดินกับวิญญาณฟ้าก็จะรวมกันเป็นหนึ่งเดียว

วิญญาณมนุษย์ วนเวียนไปมาระหว่างสุสาน เพราะแท้ที่จริงแล้ววิญญาณมนุษย์คือบุญกุศลของบรรพชนแต่ละรุ่นที่สืบทอดมาสู่กายสังขารของทายาทรุ่นหลัง หลังจากที่กายสังขารแตกดับไปแล้ว วิญญาณมนุษย์ก็จะไปอยู่ที่ป้ายวิญญาณในสุสาน ไปๆ มาๆ อยู่ที่สุสานบนโลกมนุษย์

วิญญาณอมตะทั้งสามเป็นตถาตาไม่เกิดไม่ดับ เมื่อวิญญาณเข้าสู่การเวียนว่ายตายเกิด วิญญาณอมตะทั้งสามก็จะมาประชุมรวมกันใหม่อีกครั้ง

3. เจ็ดมรรตยวิญญาณ (ชีพ่อ) คือวิญญาณทั้งเจ็ดที่มีวันตาย ได้แก่อารมณ์ทั้งเจ็ด คือ ยินดี โกรธ โศกเศร้า หวาดกลัว รัก ชั่วร้าย ปรารถนา อารมณ์เหล่านี้เกิดขึ้นและดับไปไม่อยู่ยั่งยืน

เจ็ดมรรตยวิญญาณคือเลือดในอินทรีย์ทั้ง 5 หนึ่งคือเลือดของตา เลือดของตามีรสฝาด
สองคือเลือดของหูเลือดของหูจะเย็นและไม่แข็งตัวง่าย
สามคือเลือดของจมูก เลือดของจมูกมีรสเค็ม
สี่คือเลือดของลิ้น เลือดของลิ้นมีรสหวาน
ห้าคือเลือดในกายเลือดในกายจะอุ่นและแข็งตัวง่ายกว่า

นอกจากเลือดในอินทรีย์ทั้ง 5 แล้วก็คือเลือดในอวัยวะภายใน อวัยวะภายในแบ่งเป็นสีแดงกับสีขาว หกคือเลือดในอวัยวะภายในที่มีสีแดง เช่น หัวใจ ปอด ตับ ฯลฯ เลือดในอวัยวะภายในที่มีสีแดงจะมีกลิ่นคาว เจ็ดคือเลือดในอวัยวะภายในที่มีสีขาว เช่น กระเพาะ ลำไส้ใหญ่ ลำไส้เล็ก ฯลฯ เลือดในอวัยวะภายในที่มีสีขาวจะมีกลิ่นเหม็น

เมื่อกายสังขารแตกดับ มรรตยวิญญาณทั้งเจ็ดก็ดับสูญไป

4. คุณธรรมสามัญ 5 ได้แก่ เมตตาธรรม มโนธรรม จริยธรรม ปัญญาธรรม สัตยธรรม

5. คุณธรรมแปด ได้แก่ กตัญญู พี่น้องปรองดอง ซื่อสัตย์จงรักภักดี ความสัตย์จริง จริยธรรม มโนธรรม สุจริตธรรม ละอายต่อความชั่ว

5.1 กตัญญู กตัญญูเป็นคุณธรรมอันดับแรก เป็นต้นกำเนิดของความดีงาม เป็นคุณธรรมสำนึกที่ควรปฏิบัติรักษาเป็นสำคัญ ซึ่งคนจะขาดเสียมิได้ ขาดความกตัญญู เหมือนต้นไม้ไม่มีราก เหมือนน้ำไม่มีต้นน้ำ

พ่อแม่เลี้ยงดูลูกจนเติบใหญ่ บุญคุณลึกล้ำกว่ามหาสมุทร คุณธรรมท่านสูงกว่าขุนเขาไท่ซัน ทุกค่ำทุกเช้า ทุกสิ่งทุกอย่าง พ่อแม่ให้ความรักดูแลเอาใจใส่ลูก จนสุดที่จะ บรรยายได้ ไม่ว่าจะลำบากฝ่าฟันอันตรายอย่างไร ก็ไม่เหนื่อยหน่ายท้อถอย ความรักลูกนั้น ไม่เปลี่ยนผันจนวันตาย

คนที่เป็นลูกจึงควรสำนึกตอบแทนพระคุณ แม้นอยากให้ลูกกตัญญูต่อเรา จงเริ่มที่เรากตัญญูต่อพ่อแม่ เราเป็นลูกเป็นสะใภ้ในวันนี้ ภายหน้าเราก็ต้องเป็นพ่อแม่ของลูกสะใภ้ วันนี้หากเราเป็นลูกสะใภ้ที่ไม่กตัญญู ผลกรรมนั้นย่อมตอบสนองเป็นธรรมดา ลูกกตัญญู ย่อมได้ลูกกตัญญู ลูกอกตัญญูย่อมได้ลูกที่อกตัญญู เพราะตนเป็นแบบอย่างให้ลูกเลียนแบบทำตาม อีกทั้งกรรมชั่วย่อมตอบสนองด้วยกรรมชั่ว อันเป็นกฎแห่งกรรมของฟ้าดิน

กฎการสนองตอบของฟ้าดินนี้มีอยู่ชัดเจน ไม่อาจไม่เชื่อ คนเรามีลูกไว้เพื่อหวังได้ฝากผีฝากไข้ยามแก่เฒ่า สะสมอาหารไว้ใช้กินเมื่อยามขาดแคลน พ่อแม่เลี้ยงเรา แต่เรามิรู้ตอบแทน ท่านจะเหนื่อยยากเลี้ยงเราเพื่ออะไร ท่านทุ่มเททั้งกายใจ แล้วได้ประโยชน์อะไรจากลูก และจากสะใภ้ที่ไม่กตัญญู คนที่เป็นลูกจึงควรสงบจิตคิดพิจารณา ร่างกายของเรานี้ เราได้มาจากไหน ใครเลี้ยง จนเติบใหญ่ ใครให้การศึกษาวิชาความรู้ จัดการตกแต่งคู่ครองให้ ให้ที่กินอยู่หลับนอนตั้งแต่เกิดจนบัดนี้

เมื่อรู้พระคุณอันสุดคณาแล้ว จงรู้ตอบแทน ทั้งพ่อแม่ตนเอง และพ่อแม่ของสามี หลักใหญ่ของการเคารพกตัญญูก็คือ ไม่ทำให้ท่านโกรธเคือง ไม่ทำให้ท่านเศร้าโศกเสียใจ คับแค้นใจ ปวดร้าว ผิดหวัง ตื่นตกใจ กลัดกลุ้ม หรืออับอาย ฯลฯและมิได้หมายความว่าการซื้อ หมูเป็ด ไก่ ไปให้ท่านกิน จะเป็นความกตัญญู

เรารักลูก รักภรรยามากเท่าใด ยิ่งต้องเคารพรักพ่อแม่ยิ่งขึ้นไปอีก เพราะเหตุว่าร่างกายนี้พ่อแม่เป็นผู้ให้มา ขาดพ่อแม่แล้ว เราหาใหม่ไม่ได้อีก แต่ขาดลูก ขาดภรรยา เรายังหาใหม่ได้ คนที่เป็นลูกสะใภ้ ให้เร่งถามใจตนเองว่าได้กตัญญูต่อพ่อแม่ถึงที่สุดแล้วหรืออย่างไร

คนที่เป็นพ่อแม่ ควรให้ความรักความกรุณาต่อลูก และต่อสะใภ้โดยไม่มีความลำเอียง

โบราณกล่าวว่า ไม่กตัญญูต่อพ่อแม่ บูชาพระไม่เกิดคุณ

กตัญญูเป็นธรรมข้อแรกของคุณสัมพันธ์ ผู้ขาดความกตัญญู จะต้องประสบเคราะห์ภัยในวันข้างหน้า และเคราะห์ภัยนั้นจะตกทอดถึงลูกหลานแห่งตน น่าสงสารสำหรับผู้ไม่รู้ยิ่งนัก

คนเรามิใช่ว่าจะไม่รู้เรื่องกตัญญูเสียทีเดียว คนเป็นสัตว์ประเสริฐ แต่ก็ทำผิดทั้งๆที่รู้ เดรัจฉานเสียอีกที่ยังรู้จักกตัญญู แพะแกะยังรู้จักคุกเข่าลงขอดื่มนมแม่ นกกายังรู้จักคาบเหยื่อมาป้อนแม่แก่ๆ ของมันเป็นการตอบแทนคุณ ไฉนคนจึงไม่กตัญญู

ขอเตือนคนทั้งหลาย จงกตัญญูเมื่อพ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่ ดีกว่าเซ่นไหว้มากมายเมื่อท่านตายไปแล้ว เมื่อท่านยังอยู่ เลี้ยงท่านด้วยถั่วเพียงเมล็ดเดียว ดีกว่าเซ่นไหว้ด้วยอาหารพิเศษสูงค่าราคาแพง เมื่อท่านมีชีวิตอยู่ไม่รู้กตัญญู เมื่อท่านตายแล้วจึงได้ทำบุญสวดมนต์บังสุกุลเลี้ยงพระอุทิศไปให้จะมีประโยชน์อันใด

ในคัมภีร์กตัญญุตาธรรม (เซี่ยวจิง) กล่าวไว้ว่า

เงินทองเป็นของมีค่า แต่บิดามารดามีค่ามากกว่า เหตุใดหรือ ด้วยเหตุว่า เงินทองอาจหามาได้ใหม่ แต่มารดาบิดาสิ้นไป จักหาใหม่มิได้

ภรรยาน่ารัก มารดาบิดาน่ารักยิ่งกว่า เหตุใดหรือ ด้วยเหตุว่า ภรรยาอาจหามาใหม่ได้ แต่มารดาบิดาหามาใหม่มิได้เลย

การงานพึงเอาใจใส่ มารดาบิดาพึงเอาใจใส่ยิ่งกว่า เหตุใดหรือ ด้วยเหตุว่า การงานหาใหม่ได้ แต่มารดาบิดาหาใหม่มิได้อีก

ชีวิตของตนต้องรักษา ชีวิตของมารดาบิดาต้องรักษายิ่งกว่า เหตุใดหรือ ด้วยเหตุว่า ชีวิตร่างกายของตนนี้ มีอยู่ได้ด้วยแม่พ่อเลี้ยงดูฟูมฟักมา ไม่มีแม่พ่อจะมีชีวิตเราได้อย่างไร ชีวิตของมารดาบิดาจึงสำคัญกว่าชีวิตตน

ปราชญ์ท่านกล่าวไว้ว่า

หมื่นพันตำลึงทองมากมาย ยากจะซื้อชีพกายพ่อแม่

ท่านยังอยู่ไม่เคารพดูแล ท่านนิ่งแน่ร้องไห้ให้ป่วยการ

พระคุณพ่อนั้นดั่งพื้นพสุธา คุณมารดาดั่งมหาสมุทรใหญ่

รักลูกผูกถวิลจนสิ้นใจ จะหมายใครดั่งพ่อแม่แท้ไม่มี

จะเกิดมีชีวิตอย่างนี้ได้ รู้ไหมแม่ต้องอุ้มท้องสิบเดือน ให้นมสามปี เจ็ดปีที่ฟูมฟัก มิพักอบรม ดูแลรักษาอีกสิบปี ลำบากยากเข็ญ กว่าลูกจะเจริญวัย พระคุณท่านสุดคณาเหมือนฟ้าสูงแผ่นดินกว้าง ไม่อาจทดแทนได้แม้ส่วนเสี้ยว หากเราไม่กตัญญู จะอยู่เป็นคนอย่างสบายใจได้อย่างไร บาปนั้นเราจะหลบเลี่ยงไปทางไหน จะอยู่ร่วมกับคนทั้งหลาย ด้วยความรู้สึกอย่างไร ความกตัญญูเป็นบ่อเกิดแห่งกุศลทั้งมวล พระอริยะเจ้าจึงกำหนดว่ากตัญญูเป็นรากฐานแห่งคุณธรรม

ความกตัญญูตามปกติที่ทุกคนพึงปฏิบัติในจุดหมายแห่งการอบรมนี้ คือ

5.1.1 ไม่นำความเสื่อมเสียมาสู่พ่อแม่ เรียกว่า อัน หมายถึง ให้ความสงบสุขใจ

5.1.2 ช่วยรับภาระความทุกข์กังวลของท่าน เรียกว่า เว่ย หมายถึง ปลอบใจช่วยให้คลายทุกข์

5.1.3 ให้เสื้อผ้าอาหารด้วยกิริยาที่ยินดี เรียกว่า จิ้ง หมายถึง เคารพ

5.1.4 พ่อแม่โกรธว่า ไม่ขัดเคืองโกรธตอบ เรียกว่า ซุ่น หมายถึง โอนอ่อนไม่ขัดใจ

เมธาจารย์ได้กล่าวไว้ว่า

จะนับพระคุณพ่อแม่ แท้ไม่ถ้วน ฟ้าดินล้วนกว้างใหญ่ไม่รู้ได้

เส้นผมฉันนับถ้วนทุกเส้นไป คุณท่านไซร้ให้ไม่อาจนับมากเท่าไร

ลองพิจารณาดูว่า ก่อนที่จะมีเลือดเนื้อตัวเรา กายนี้ใครเป็นผู้ให้ เมื่อเกิดกายนี้แล้ว ใครเป็นผู้เลี้ยงดู ยามหิวใครเป็นผู้ห่อหุ้ม ยามร้องไห้ใครเป็นผู้อุ้ม ขับถ่ายใครเป็นผู้ชำระล้าง ออกหัดอีสุกอีใสใครดูแลรักษา พูดจาดื่มกินใครเป็นผู้สอน

เมื่อพิจารณาแล้วจึงรู้พระคุณของท่าน

แรงใจเลือดในอกของพ่อแม่ทุ่มเททั้งหมดให้แก่ลูก ฉะนั้น สิบเดือนที่อุ้มท้อง อีกสามปีที่ให้นม ท่านต้องเหนื่อยยากลำบากเพียงไร แบกทุกข์หวาดภัยเพียงใด อุ้มเปียกอุ้มแห้งอย่างไร พลีชีวิตเพื่อช่วยลูกได้ทุกเมื่อ มิให้น้ำไฟมีดไม้ สิ่งใดทำอันตรายแก่ลูกได้ ลูกหัวเราะท่านก็เป็นสุข ลูกงอแงกวนใจท่านก็ทนได้ ตนเองยังไม่ได้กิน แต่ห่วงลูกจะหิว ดูแล ให้ลูกได้นอนก่อนที่ตัวเองจะได้นอน ลูกหนาวร้อน อิ่มหรือหิว ก็ดูแลให้พอเหมาะ

เมื่อลูกเจ็บป่วยท่านไม่บ่นว่าลูกเลี้ยงยาก กลับโทษตัวเองที่เลี้ยงลูกไม่ถูกวิธี จะหาหมอหายา หาเจ้าเข้าทรง ขอเพียงให้ลูกหาย แม้นเจ็บป่วยแทนลูกได้ก็ยินดี เมื่อลูกเติบใหญ่ออกเดินทางไกล ก็เป็นห่วงเป็นใย ชะเง้อคอย เมื่อไรลูกจะกลับมา ฯลฯ

ท่านให้กำเนิดเรา เลี้ยงดูเรา อบรมเรา ให้ทุกสิ่งแก่เรา หวังดีมีพระคุณต่อเรา ฯลฯ เหล่านี้ เราจะลืมเสียมิได้เลย

ศาสดาจารย์ขงจื๊อ สอนธรรมะในข้อกตัญญูแก่ศิษย์ไว้ว่า

ลูกกตัญญู พึงปฏิบัติต่อมารดาบิดา คือ เมื่ออยู่กับท่านให้เคารพท่าน เมื่อเลี้ยงดูท่าน ให้ท่านได้รับความสุข เมื่อท่านป่วยไข้ ให้ห่วงกังวล เมื่อท่านสิ้นไป ให้อาลัยโศกเศร้า เมื่อบูชาเซ่นไหว้ ให้ยำเกรงเต็มใจ ทั้งห้าประการนี้ดีพร้อม จึงได้ชื่อว่าปฏิบัติ กตัญญู

ความอีกตอนหนึ่งว่า

ร่างกายตลอดจนปลายเท้าและเส้นผม ได้จากมารดาบิดา มิกล้าทำลาย นี่คือ กตัญญูในเบื้องต้น สำรวมตนบำเพ็ญธรรม สร้างคุณงามไว้ในโลก เกียรติ ปรากฏแก่บิดามารดรนี่คือ กตัญญูในเบื้องปลาย

ฉะนั้น ชายหญิง อย่าลืมรากฐานชีวิตที่ได้มา จงกตัญญูต่อพ่อแม่ จึงจะได้ชื่อว่า เป็นผู้บำเพ็ญธรรม

5.2 พี่น้องปรองดอง

สายเลือดที่สนิทชิดเชื้อที่สุด คือ พี่น้อง เหมือนกิ่งก้านสาขาของต้นไม้ต้นเดียวกัน ให้สำนึกว่าเกิดมาจากแม่เดียวกัน ดื่มนมจากแม่เดียวกัน พี่จึงควรรู้ให้อภัย น้องให้รู้อดทน ความเจริญของครอบครัวเกิดได้เพราะพี่น้องปรองดองกัน

5.3 ซื่อสัตย์ จงรักภักดี

จะทำการใดๆ ต้องถูกต้อง ยุติธรรม ไม่โป้ปดหลอกลวง ไม่ทำสิ่งที่น่าละอายต่อตนเองและผู้อื่น ถูกต้องต่อฟ้าดิน ต่อบ้านเมือง ต่อสังคม ต่อพ่อแม่ ต่อพี่น้อง บุตร และภรรยา ทุกสิ่งที่ทำไปต้องไม่ผิดต่อมโนธรรม

5.4 ความสัตย์จริง วาจาสัตย์ เป็นบรรทัดฐานแห่งมนุษยธรรมอันล้ำค่า กิจการใดจะรุ่งเรืองล้มเหลวอย่างไร เริ่มต้นได้ที่วาจาสัตย์ ดังคำที่กล่าวว่า

กัลยาณชนเอ่ยวาจาใด ต่อให้ม้าฝีเท้าไวก็ไม่อาจตามคืนมา กัลยาณชน เมื่อลั่นวาจาไป คำไหนเป็นคำนั้น การใดที่ได้พูดจานัดหมายกับใคร จะเป็นซื้อขาย หรือการงานก็ตาม หากคำนึงถึงแต่ผลประโยชน์แห่งตนแล้ว ผิดสัญญาคำสัตย์ หลอกลวงเหลวไหลล้วนถือเป็นการขาดความสัตย์จริง

ฉะนั้น เมื่อพูดให้คิดถึงการกระทำ เมื่อจะกระทำให้คิดถึงที่พูด ปากกับใจเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ซื่อสัตย์ต่อการกระทำตามสัจวาจา

5.5 จริยธรรม

คนประเสริฐกว่าสรรพสัตว์ใดๆ หากไม่มีจริยธรรมก็จะไม่ต่างอะไรกับเดรัจฉาน และจะไม่ได้รับการยกย่อง จริยธรรมแสดงให้เห็นถึงคุณสมบัติของตน ด้วยอาการที่อ่อนน้อมถ่อมตน ท่าทีสุภาพสง่างาม อยู่ในระเบียบแบบแผนอันดีงาม มีสัมมาคารวะต่อผู้ใหญ่มีความกรุณาปรานีต่อผู้น้อยทั่วไป เรามีจริยธรรมต่อเขา เขาย่อมตอบสนองต่อเราด้วยจริยธรรม

ศาสดาจารย์ขงจื๊อกล่าวไว้ว่า

ผิดจริยธรรมจงอย่ามอง ผิดจริยธรรมจงอย่าฟัง ผิดจริยธรรมจงอย่าพูด ผิดจริยธรรมจงอย่าทำ

เราจะไม่ทำสิ่งซึ่งทำให้ประเพณีอันดีงาม ต้องเสื่อมทรามลง จริยธรรมเป็นอัญมณีล้ำค่า ที่ต้องติดตัวอยู่เสมอ หากไม่รักษาจริยธรรม ระเบียบแบบแผนก็จะยุ่งเหยิง เราจะมักเห็นเรื่องที่ผิดประเวณี เสียจริยาทำอนาจาร ฉุดคร่าใช้กำลังต่างๆ ในหน้าหนังสือพิมพ์อยู่เสมอ ผู้กระทำความผิดเหล่านี้จะแตกต่างอะไรกับเดรัจฉาน หากใบหน้าเป็นคน แต่ใจเป็นสัตว์ ยังจะเป็นคนได้อย่างไร ในที่สุดชีวิตชื่อเสียงก็จะย่อยยับ ไม่มีหน้าจะพบกับพ่อแม่พี่น้อง และเพื่อนฝูงได้เลย เพราะเสียจริยธรรมอันดีงามไปทีเดียว

ฉะนั้น จึงต้องให้ความสำคัญของแบบแผนจริยธรรม รักตัวสงวนตัว รักผู้อื่นเคารพให้เกียรติผู้อื่น เช่นนี้ จึงเป็นผู้มีคุณสมบัติสูงส่ง ไม่ละอายต่อจริยธรรม

5.6 มโนธรรม เป็นคนไม่ควรทำทุจริต ทรัพย์สินเงินทองแม้เป็นของน่ายินดี แต่ควรให้ได้มาอย่าง เป็นธรรม หากแข็งขืนช่วงชิงมา ทำให้ผู้อื่นเสียหาย เพื่อตนจะได้ประโยชน์ เช่นนี้ ภายหลัง ย่อมได้รับภัยพิบัติเสียหาย

ฉะนั้น กัลยาณชนผู้มีมโนธรรม ไม่เพียงแต่ไม่โลภ ยังจะต้องสละทรัพย์ เพื่อมนุษยธรรม ช่วยเหลือผู้คน และงานธรรมต่างๆ เป็นที่ชื่นชมต่อเทพยดา เป็นที่เคารพของคนทั้งหลาย ไว้ชื่อเสียงเกียรติคุณแก่ลูกหลาน และบรรพบุรุษคงอยู่ชั่วกาลนาน

5.7 สุจริตธรรม ผู้มีสุจริตธรรมจะต้องปฏิบัติตนด้วยความจริงใจ ทำการใดๆให้เสมอต้นเสมอปลาย ไม่ฉวยโอกาสเมื่อใกล้เงิน ไม่หลงใหลเมื่อใกล้อิสตรี มีจิตใจสงบเยือกเย็น ละกิเลสความอยาก คุณค่าเหล่านี้อยู่ที่ใจกาย มิได้อยู่ที่เสื้อผ้าที่สวมใส่ ใจกายที่มีความบริสุทธิ์ชัดเจน 3 สถาน คือ

5.7.1 บริสุทธิ์งานทางโลก งานทางธรรม

5.7.2 บริสุทธิ์ทางการเงิน

5.7.3 บริสุทธิ์สำรวมมารยาทระหว่างหญิงชาย

สี่เที่ยงตรง คือ กายเที่ยงตรง ใจเที่ยงตรง วาจาเที่ยงตรง ความประพฤติเที่ยงตรง

เหล่านี้เป็นเครื่องประดับกายให้ขาวสะอาด จิตใจที่สุจริต แม้ฐานะจะยากจนก็ไม่ โลภอยากได้แต่ผลประโยชน์อันไม่ควรได้ เจียมตัวรักษาตน รักษาหน้าที่การงานด้วยความ สุจริต ไม่เปลี่ยนแปลง

5.8. ละอายต่อความชั่ว

ความรู้สึกละอายต่อความชั่ว มีอยู่ในใจของทุกคน

เมื่อรู้ละอาย จึงรู้การอันควรกระทำที่ถูกต้อง ชัดเจน

ตรงกันข้ามหากมิรู้ละอาย ใจกายจะไม่สำรวม สวมใส่เสื้อผ้าไม่สุภาพ ไม่ระวังความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิง ก่อให้เกิดข้อครหาน่าอับอายต่างๆ เหล่านี้ล้วนเกิดจากไม่รู้ละอายต่อความชั่วทั้งสิ้น

6.คุณธรรมสตรี (ซันฉงซื่อเต๋อ) คุณธรรมของสตรีที่พึงปฏิบัติมีสามคล้อยตามและสี่คุณธรรม

6.1 สามคล้อยตาม ( ซันฉง )

6.1.1 ยังไม่แต่งงานต้องเชื่อฟังพ่อแม่ ไม่โต้เถียง

6.1.2 แต่งงานแล้วโอนอ่อนผ่อนตามสามี ให้เกียรติสามี

6.1.3 เป็นหม้ายต้องยืนหยัดอยู่ในสถานภาพเดิม เลี้ยงดูลูกจนเติบใหญ่ และเคารพในทัศนคติของลูก

6.2 สี่คุณธรรม (ซื่อเต๋อ)

6.2.1 งามด้วยคุณธรรมความประพฤติ

6.2.2 งามด้วยวาจาคำพูด รู้จักสงวนคำ พูดให้น้อย รู้จักพูดเมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่เหมาะสม วาจาไพเราะ รู้จักพูดให้กำลังใจผู้อื่น ไม่พูดคำหยาบ ต้องรู้ว่าควรพูดอะไรและไม่ควรพูดอะไร ฯลฯ

6.2.3 งามด้วยรูปลักษณ์ งามด้วยรูปลักษณ์ในที่นี้ไม่ใช่ความงามจากหน้าตาหรือการแต่งหน้าแต่งตัว แต่เป็นความงามจากกิริยามารยาท ลุกนั่งยืนเดินต้องเรียบร้อย เสื้อผ้าหน้าผมต้องเรียบร้อย และรู้จักรักษาความสะอาดของตัวเอง รู้จักควบคุมอารมณ์ดีใจโศกเศร้า ให้แสดงออกมาอย่างพองาม ฯลฯ

6.2.4 งามด้วยการงาน รู้จักการปฏิบัติตัวต่อสามี มีความเคารพผู้ใหญ่ ปรนนิบัติพ่อแม่สามี อบรมเลี้ยงดูสั่งสอนลูก ขยัน ทำงานเก่ง มีฝีมือในการบ้านการเรือนเช่นงานเย็บปักถักร้อย มีเสน่ห์ปลายจวัก ฯลฯ

7. บุญคุณอันยิ่งใหญ่ทั้ง4 (ซื่อจ้งเอิน) อ้างอิงข้อมูลตามพระสูตรในพุทธศาสนาฝ่ายมหายานต้าเซิ่งเปิ่นเซิงซินตี้กวนจิง บทเป้าเอินผิ่น 大乘本生心地觀經。报恩品 บุญคุณอันยิ่งใหญ่ทั้ง 4 คือ บุญคุณของพ่อแม่ บุญคุณของมนุษยชาติ (บุญคุณของเวไนย) บุญคุณของประเทศชาติและแผ่นดิน บุญคุณของพระรัตนตรัย

7.1 บุญคุณของพ่อแม่

7.2 บุญคุณของมนุษยชาติ (บุญคุณของเวไนย) เกิดเป็นคนอยู่ในสังคมหนึ่งๆ ก็ต้องพึ่งพาอาศัยกัน ไม่ว่าจะเป็นอาหารการกิน การสวมใส่ เครื่องอุปโภคบริโภคทั้งหลาย บริการต่างๆ ไม่มีสิ่งไหนเลยที่ไม่มาจากเวไนย ชีวิตของเรากับชีวิตของคนอื่นๆ ย่อมต้องมีความเกี่ยวข้องกันไม่ทางตรงก็ทางอ้อม อย่างเช่น ถ้าหากไม่มีชาวนาปลูกข้าว เราจะลงไปปลูกข้าวเองหรือ? ถ้าไม่มีพนักงานเก็บขยะ เราจะจัดการกับขยะเองงั้นหรือ? ไม่เพียงแต่คนด้วยกันเท่านั้น แม้แต่สัตว์ก็มีบุญคุณต่อเราเช่นกัน อย่างเช่นควายช่วยชาวนาไถนาตลอดทั้งชีวิต ทำให้เราได้มีข้าวกิน ลองคิดๆดูว่ามันเป็นการสมเหตุสมผลหรือไม่ ถ้าหากควายตัวหนึ่งไถนาทั้งชีวิตจนวันหนึ่งควายแก่จนไม่สามารถไถนาได้อีกต่อไปแล้ว ก็ถูกขายเข้าโรงฆ่าสัตว์ เราจะกล้ากินเนื้อของผู้มีพระคุณงั้นหรือ? นอกจากนี้เรากับเวไนยทั้งหลายต่างก็มีความผูกพันกันมาตั้งแต่อดีตในอสงไขยกัปที่ไม่อาจประมาณได้ เกิดๆ ตายๆ หลายภพชาติเคยเกิดเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน เกิดเป็นพ่อแม่ลูกกัน เป็นพี่น้องกัน เป็นเพื่อนกัน เคยยังประโยชน์ต่างๆ ให้แก่กัน เราจะต้องเคารพให้เกียรติซึ่งกันและกัน ดูแลเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน ให้ความสำคัญซึ่งกันและกัน

7.3 บุญคุณของประเทศชาติและแผ่นดิน (บุญคุณของพระเจ้าแผ่นดิน) พวกเราสามารถดำรงอยู่รอดในผืนแผ่นดินได้ เพราะผืนแผ่นดินไม่มีความเห็นแก่ตัว มีผืนดินผืนน้ำ มีพืชพันธุ์ธัญญาหาร มีทรัพยากรธรรมชาติ ให้พวกเราได้ใช้สอย นอกจากนี้เรายังมีราชาผู้ปกครองประเทศทำให้เรามีประเทศชาติที่มั่นคง มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งไม่ต้องระเหเร่ร่อน ประเทศชาติและผืนแผ่นดินได้ให้อะไรกับพวกเรามากมาย การทำให้ประเทศชาติเป็นระเบียบเรียบร้อยเกิดความสงบสุขและสง่างามน่าอยู่ จึงเป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคน เราจะต้องเคารพปฏิบัติตามกฎหมาย ทำหน้าที่ของประชาชนที่พึงกระทำ

7.4 บุญคุณของพระรัตนตรัย (บุญคุณของอาจารย์) พระรัตนตรัยในศาสนาพุทธได้แก่ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คืออาจารย์ของมวลมนุษยชาติที่ทำให้พวกเราได้รับปัญญา ได้ประจักษ์ในโพธิ ได้รับวิมุตติ (ความหลุดพ้น) ด้วยเหตุนี้พระรัตนตรัยจึงมีบุญคุณที่ยิ่งใหญ่