ไขความลี้ลับของการดำรงชีวิตในภูมินรกเขตแดนสามัญชน

419 Views

หลังจากที่ (กฎนรกไร้ความปรานี) ได้เผยแพร่ออกไปแล้ว ก็มีบางคนคิดว่าหนังสือนี้เขียนด้วยวิธีการประทับทรงของสิ่งศักดิ์สิทธิ์แล้วประคองไม้เขียนออกมาบนกระบะทราย ดังนั้นอาอวี้ขอบอกอีกครั้งนะค่ะว่า อาอวี้ใช้วิธีการนั่งสมาธิเข้าสู่ความสงบนิ่ง จิตไม่คิดฟุ้งซ่านจึงสามารถรวมกายใจเข้าสู่ฌานสมาธิ แล้วอาศัยพลังแห่งพุทธานุภาพช่วยเพิ่มพลังและความสามารถทำให้อยู่ในสภาพที่สมองปลอดโปร่งมีความตื่นแจ้งสามารถมีสติเข้าใจอะไรได้อย่างกระจ่างชัดเจนยิ่งขึ้น จากนั้นจึงขึ้นดอกบัวขาวมาถึงแดนนรกภูมิในชั่วพริบตา ด้วยเหตุนี้บทความที่เขียนลงในหนังสือแต่ละครั้งจึงต้องผ่านการตรวจสอบเนื้อภายในด้วยการเดินทางไปๆมาๆในนรก 3-4 รอบเพื่อตรวจดูว่าเนื้อหาที่เขียนนั้นเป็นความจริง ข้อมูลที่ใช้อ้างอิงในการเขียนล้วนเป็นข้อมูลที่มีคุณค่าเป็นอย่างยิ่ง ถ้าหากมีคำพูดใดในเนื้อหาที่ผิดพลาดไป ทั้งหมดนั้นล้วนเป็นความผิดพลาดของอาอวี้เอง เพราะว่าขีดความสามารถในการบำเพ็ญเพียรปฏิบัติมีจำกัด เลยทำให้ฟังผิดฟังเพี้ยนไป แต่จิตใจของอาอวี้ที่ปรารถนาจะทำงานเพื่อพระพุทธะโพธิสัตว์และเอื้อประโยชน์ต่อเวไนยทั้งปวงนั้น เป็นสิ่งที่จริงแท้แน่นอน

ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นวิธีการปะทับทรงแล้วประคองไม้เขียนบนกระบะทรายก็ดี การประทับทรงแบบเต็มร่างก็ดี หรือการฝันเห็นนิมิตแล้วเขียนออกมาก็ดี วิธีการเหล่านั้นย่อมไม่เหมือนกับวิธีการที่ใช้เขียน (กฎนรกไร้ความปรานี)เล่มนี้อย่างแน่นอน ขอเชิญคุณสุภาพบุรุษคุณสุภาพสตรีและคุณผู้อ่านทุกๆ ท่านโปรดติดตามตอนต่อไปนะค่ะ

สำนึกคุณพลังพุทธานุภาพประทานพร ขึ้นบัวขาวออกเดินทาง

อาอวี้สวัสดีผู้พิพากษาค่ะ!

วันนี้อยากจะถามผู้พิพากษาว่า: “แดนสามัญชนในนรกภูมิเป็นภพภูมิของผีใช่หรือไม่ค่ะ ?”

ผู้พิพากษาพูดว่า: “แดนสามัญชนเป็นภพภูมิผี ที่อยู่ภายใต้การปกครองของนรก ก็คือเวไนยตอนสมัยที่มีชีวิตอยู่ ไม่ได้เป็นคนดีและก็ไม่ได้เป็นคนเลว ไม่ได้ทำอะไรที่เป็นบุญเป็นมหากุศล และก็ไม่ได้ทำความชั่วที่เป็นความผิดบาปร้ายแรง ตลอดชั่วชีวิตผ่านพ้นไปอย่างปุถุชนคนธรรมดา เมื่อสิ้นอายุขัยจะมีอนิจจังขาว-ดำ (ยมทูตขาว-ดำ) นำตัวไปรับการพิจารณาตัดสินคดี เมื่อตรวจสอบบุญบาปในสมุดบันทึกแล้วพบว่าไม่มีกรรมที่จะต้องรับโทษในนรก ก็จะจัดให้ไปอยู่ในแดนสามัญชน หากมีบุญกุศลมากก็สามารถเลื่อนระดับสูงขึ้น หรืออาจจะได้กลับไปเกิดบนโลกมนุษย์อีก”

วันนี้ไปเยี่ยมชมแดนสามัญชนก็แล้วกัน อ่า! แค่เพียงชั่วพริบตาเดียวก็มาถึงแดนสามัญชนแล้ว รู้สึกว่าที่นี่ช่างดีกว่านรกอย่างมากมายเหลือเกินจริงๆ อย่างน้อยที่สุดก็ไม่ต้องถูกลงโทษ การดำรงชีวิตของเวไนยที่นี่ไม่ค่อยแตกต่างจากบนโลกมนุษย์เท่าไหร่นัก ทุกคนมีอิสระเสรีเป็นอย่างยิ่ง เวไนยในแดนสามัญชนสามารถเคลื่อนไหวหรือทำกิจกรรมได้อย่างเสรี มีอิสระในการทำธุรกิจการค้าแบบเรียบง่าย

ที่นี้มีทั้งผู้ใหญ่และเด็กๆ รวมทั้งร้านค้า ท้องฟ้าของที่นี่เป็นสีเทาไม่มีดวงตะวัน ไม่มีดวงจันทร์และดวงดาว เสื้อผ้าของพวกเขาดูเหมือนมืดๆ พวกเขาไม่มีร่างกายที่เป็นเลือดเนื้อ รู้สึกว่าลักษณะรูปร่างของพวกเขาออกจะดูเบาๆลอยๆ ไม่เหมือนกับเวไนยบนโลกมนุษย์ที่เวลาเดินจะรู้สึกว่ามีน้ำหนักตามแรงโน้มถ่วงของโลก นี่คือสิ่งที่แตกต่างกันระหว่างเวไนยในแดนสามัญชนกับเวไนยบนโลกมนุษย์

ข้าพเจ้าเดินดูๆ เบื้องหน้ามีชาวสามัญชนกลุ่มหนึ่งกำลังชุมนุมกันอยู่ อ๋อ! ที่แท้เป็นเขตพื้นที่ขายปลีกสินค้านานาชนิดที่มีลักษณะเป็นทางเดินยาวๆ ทางเดินนี้ยาวมาก ทั้ง 2 ฟากข้างทั้งซ้ายและขวาเต็มไปด้วยร้านค้าแผงลอยของผู้ค้าเร่ ทุกร้านจะมีเจ้าของร้านประมาณ 2-3 คน แต่คนที่ขายมีเพียงคนเดียว

ที่นี่มีเขตพื้นที่อาหารเลิศรสด้วย มาดูพวกเขากินอาหารกันเถอะ! อ่า! รู้สึกว่าอาหารของพวกเขาช่างไม่มีความอุ่นเอาซะเลย อาหารทั้งหมดเย็นเจี๊ยบและดูเหมือนจะเบามาก ที่จริงแล้วควรบอกว่ามันดูไม่เหมือนอาหารแต่มันดูเหมือนวัตถุสิ่งของซะมากกว่า เมื่อข้าพเจ้าลองหยิบอาหารขึ้นมาไว้ในมือกลับรู้สึกว่ามันเป็นวัตถุสสารที่ไร้น้ำหนัก อยู่บนโลกมนุษย์เมื่อหยิบแก้วน้ำขึ้นมาซักแก้วหนึ่งจะรู้สึกว่ามีน้ำหนักของแก้วน้ำ แต่สิ่งของๆที่นี่กลับไม่มีความรู้สึกแบบนั้น ลองมาดูกันซิว่าร่างวิญญาณของแดนสามัญชนเขากินอาหารกันอย่างไร! พวกเขากินอาหารโดยการสูดกิน และที่สำคัญคือสูดกินได้ไวมาก ฉับพลันข้าพเจ้าก็ได้ยินเสียงแม่ค้าคนหนึ่งเรียกข้าพเจ้า

“สวัสดีค่ะแม่ค้า! นี่คืออะไรเหรอคะ?”

“นี่คือน้ำซุปที่เพิ่งทำเสร็จ เมื่อดื่มหมดแล้วปีหน้าค่อยดื่มใหม่”

อ่าฮ้า! 1 ปีดื่ม 1 ครั้ง? แม้แต่เห็ดหลินจือทั้งหลายก็ยังไม่มีสรรพคุณแบบนี้เลย! ดื่มครั้งเดียวก็พอ รับประกัน 1 ปี นี่เป็นอาหารบำรุงร่างกายที่ยอดเยี่ยมจริงๆ

เวลานี้มือของแม่ค้ามากระทบโดนมือของข้าพเจ้า

แม้ค้าพูดว่า: “คุณน้อง! อุณหภูมิในร่างกายของเธอสูงมากเลยนะ ต้องดูแลรักษาสุขภาพให้ดีๆ มาดื่มน้ำซุปนี่ซักถ้วยเถอะ ดื่มหมดแล้วก็จะทำให้อุณหภูมิในร่างกายเธอลดลง ทำให้รู้สึกเบิกบานใจ”

ข้าพเจ้ายิ้มๆแล้วพูดว่า: “ขอบคุณค่ะ แต่วันนี้ยังไม่ดื่มดีกว่า”

อยู่บนโลกมนุษย์ ตั้งแต่ยังเด็ก อุณหภูมิในร่างกายของข้าพเจ้าก็ค่อนข้างจะต่ำอยู่แล้ว แต่เมื่อมาถึงแดนสามัญชนแห่งนี้ คิดไม่ถึงเลยว่าอุณหภูมิของร่างกายต่ำขนาดนี้จะถือว่าสูงมากสำหรับที่นี่

บนทางเดินเส้นนี้พบเห็นวิญญาณทั้งหลายต่างมีอิสระเสรีในการช้อปปิ้งจับจ่ายซื้อของ รู้สึกว่าที่แดนสามัญชนนี้ก็ธรรมดาๆไม่มีอะไรที่ซับซ้อน แต่ก็ยังมีบรรยากาศที่อึมครึมน่าขนลุกอยู่ดี แต่เมื่อเทียบกับนรกแล้วถือว่าดีกว่ามากมายอย่างมากๆเลยจริงๆ

ข้าพเจ้าอยากถามผู้พิพากษาว่า: “เวไนยในแดนสามัญชนมีอายุขัยโดยเฉลี่ยยาวนานประมาณเท่าไหร่? แล้วพวกเขาดื่มกินด้วยการสูดไอธาตุหรือ?”

ผู้พิพากษาพูดว่า: “อายุขัยที่สั้นที่สุดคือ 300 ปี อายุขัยที่ยาวนานที่สุดคือ 1,500 ปี ถ้าหากมีรากบุญได้บำเพ็ญปฏิบัติธรรมก็สามารถสิ้นอายุขัยได้ก่อนกำหนด ได้เลื่อนขั้นไปเกิดบนโลกมนุษย์ หรืออาจจะได้ขึ้นไปเสวยสุขอยู่บนสวรรค์ สำหรับอาหารนั้น พวกเขาไม่ต้องกิน 3 มื้อเหมือนเวไนยบนโลกมนุษย์ พวกเขาจะอาศัยอาหารหยาบที่มีรูปลักษณ์สูดกินส่วนละเอียดที่เป็นโอชารสของอาหารเข้าไป กิน 1 ครั้งสามารถอิ่มไปได้ 1 ปี หากลูกหลานบนโลกมนุษย์เซ่นไหว้ในเดือน 4 วันเชงเม้ง 1 ครั้ง ก็สามารถอิ่มไปได้ 1 ปี แต่ห้ามใช้เนื้อสัตว์หรืออาหารที่ทำจากเนื้อสัตว์มาเซ่นไหว้บรรพชนอย่างเด็ดขาด เพราะจะเป็นการเพิ่มบาปกรรมให้กับบรรพชนที่อยู่ในภพภูมิผี ลูกหลานบนโลกมนุษย์ควรใช้อาหารมังสวิรัติที่ปราศจากเนื้อสัตว์ หรือใช้อาหารเจ รวมทั้งดอกไม้สดและผลไม้ มาใช้ในการเซ่นไหว้ และดีที่สุดควรจะสวดท่องพระสูตร สวดท่องพุทธนามของพระพุทธะโพธิสัตว์ ทำความดีสะสมบุญกุศล เพื่ออุทิศตอบแทนบุญคุณของบรรพชนที่คอยเลี้ยงดูและอบรมสั่งสอน เพื่อให้บรรพชนสามารถไปสู่สุคติในเร็ววัน วันนี้ก็พอเท่านี้ก่อน กลับไปอย่าลืมบอกชาวโลกว่าห้ามใช้อาหารที่ทำจากเนื้อสัตว์มาเซ่นไหว้บรรพชนอีก เพราะมีแต่จะทำให้บรรพชนต้องรับความทุกข์”

ครั้งนี้ได้มาศึกษาเรียนรู้ และเข้าเยี่ยมชมแดนสามัญชนในนรกภูมิ ทำให้อาอวี้ได้เปิดโลกทัศน์จริงๆ ได้เปิดหูเปิดตาเรียนรู้อะไรไปไม่ใช่น้อย คนตายกลายเป็นผี แท้ที่จริงยังมีชีวิตอื่นๆ ที่ตาเนื้อของมนุษย์มองไม่เห็น ดำรงชีวิตอยู่ในภพภูมิต่างๆ รวมทั้งในโลกมนุษย์ ใช้ชีวิตอยู่ในผลกรรมตอบสนองอย่างต่อเนื่องไม่สิ้นสุด

อาอวี้สำนึกคุณผู้พิพากษาที่อบรมสั่งสอน

ขึ้นดอกบัวขาวกลับ