มูลเหตุในการเขียนหนังสือ-อาศัยพลานุภาพของพระตถาคตขึ้นสวรรค์

424 Views

          สำนึกคุณพุทธานุภาพปกปักคุ้มครอง! ขึ้นบัวขาวออกเดินทาง!

          อาหมีถัวฝอ! อาอวี้ยกมือไหว้ผู้พิพากษาคดีความในนรกภูมิ!

          อาอวี้ขอเรียนถามผู้พิพากษา: “ตอนที่พญายมราชฟงตูถวายรายงานเง็กเซียนฮ่องเต้ว่าต้องการแต่งหนังสือ (กฎนรกไร้ความปรานี) เพื่อตักเตือนชาวโลกนั้น เง็กเซียนฮ่องเต้มีชี้แนะว่าอย่างไรบ้างค่ะ?”

          ผู้พิพากษาพูดว่า: “เรากำลังมีงานราชการจะขึ้นไปราย งานเง็กเซียนฮ่องเต้บนสวรรค์อยู่พอดี เดี๋ยวจะพาท่านขึ้นบนสวรรค์ไปเข้าเฝ้าเง็กเซียนฮ่องเต้พร้อมกันเลย”

          ข้าพเจ้ารู้สึกเบิกบานใจ และสำนึกคุณผู้พิพากษา พวกเราเหาะไปบนสวรรค์แล้ว ตอนที่ข้าพเจ้าเหาะสูงขึ้นจากพื้นดินประมาณ 6,000 เมตรนั้น รู้สึกถึงความวิสุทธิ์สงบอย่างชัดเจน มองเห็นเทวดาจำนวนหนึ่งเหาะเหินไปมา และมองเห็นพระราชวัง ปราสาทราชวังบนสวรรค์เปล่งแสงได้ด้วย ทั้งยังประณีตงดงาม ต่างจากตึกรามบ้านช่องในโลกมนุษย์ที่ไม่มีสีสันแวววาว

          ตอนนี้มาถึงหน้าประตูทางเข้ามหาราชวังแล้ว บนหน้าปะตูทางเข้ามีตัวอักษรใหญ่ๆ 3 ตัว เขียนว่า“ท้าวสักกะ”(帝釋天ตี้ซื่อเทียน) และมีขุนพลสวรรค์ 2 นาย ถืออาวุธไว้ในมือ รูปร่างสูงใหญ่ลักษณะน่าเกรงขาม ดูเหมือนพวกเขาจะรู้จักพวกเรา 2 คน พวกเขายิ้มให้แล้วต้อนรับพวกเราอย่างมีมารยาท ผู้พิพากษาแจ้งให้พวกเขาทราบว่าพวกเราต้องการเข้าเฝ้าเง็กเซียนฮ่องเต้ ขุนพลสวรรค์ทั้ง 2 นาย บอกว่าเมื่อครู่นี้เง็กเซียนฮ่องเต้กำชับไว้ว่าถ้าหากพวกเรามาถึง ไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ทราบ สามารถเข้าไปด้านในได้ทันที เมื่อขุนพลสวรรค์ทั้ง 2 นายพูดจบก็ไปยืนที่ 2 ฟากข้างของประตู แล้วประตูก็ขยับเปิดเอง จากนั้นพวกเราก็เดินเข้าไปข้างใน

          พระราชวังแห่งนี้ไม่เพียงแต่ใหญ่โตเท่านั้นยังมีความอลังการสง่างามเป็นอย่างยิ่ง เปล่งแสงเป็นประกาย เหล่านางฟ้าทุกนางก็ล้วนหน้าตางดงามมีลักษณะพิเศษเฉพาะตัวที่ไม่ธรรมดา หญิงสาวที่สวยที่สุดในโลกมนุษย์เมื่อมาถึงที่นี่ก็จะดูหมองมัวหมดราศีลงไปในทันที ร่างของเทวดาก็คือร่างที่ผุดขึ้นเป็นตัวเป็นตน และโตเต็มที่ในทันทีแบบโอปปาติกะ เช่นเดียวกันกับเวไนยในนรก แต่ความรู้สึกนั้นแตกต่างกัน เหล่าเทวดามีความอิสระเสรีดูเพลิดเพลินมีความสุข บนสวรรค์ไม่มีความทุกข์ทรมานใดๆ เสื้อผ้าอาภรณ์ที่สวมใส่ก็เบาหวิว และมองไม่เห็นร่องรอยของการเย็บ เสื้อผ้าอาภรณ์บนสวรรค์ไร้ตะเข็บรอยต่อจริงๆ ตอนที่ข้าพเจ้าขึ้นมาบนสวรรค์รู้สึกว่าความจริงแล้ว โลกมนุษย์ช่างสกปรกเหลือเกิน ส่วนตอนที่ข้าพเจ้าลงไปในนรก ก็รู้สึกว่าความจริงนั้นโลกมนุษย์ช่างดีเหลือเกิน ด้วยเหตุนี้มนุษย์จะต้องยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น ยิ่งสูงขึ้นก็ยิ่งวิสุทธิ์สงบ ยิ่งตกต่ำก็ยิ่งทุกข์ทรมาน

          มีนางฟ้านางหนึ่งเข้ามานำทางให้พวกเรา ตอนนี้เบื้องหน้าปรากฏมหาราชวังสีทองเหลืองอร่ามให้เห็น พระราชวังใหญ่โตมโหฬารจริงๆ เมื่อพวกเราเข้าไปด้านในแล้วนางฟ้าได้กราบทูลเง็กเซียนฮ่องเต้ว่า ผู้พิพากษาคดีความในนรกภูมิพร้อมด้วยหญิงสามัญชนจากโลกมนุษย์ซั่งกวนอวี้ฮว๋ามาขอเข้าเฝ้า

          ที่นั่งอยู่ด้านบนสุดกลางพระราชวังก็คือ เง็กเซียนฮ่องเต้ เง็กเซียนฮ่องเต้ดูสง่างามและมีเมตตา พระเศียรสวมมหามงกุฎจักรพรรดิแบบจีนสมัยโบราณ เป็นมงกุฎสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มีแผงม่านลูกปัดห้อยระย้าประดับลงมาทั้งด้านหน้าและด้านหลัง พระพักตร์ของเง็กเซียนฮ่องเต้มองแล้วทำให้เกิดจิตที่เคารพเลื่อมใส ฉลองพระองค์ของเง็กเซียนฮ่องเต้มีสีสันจางๆ แผ่กระจายออกมาอย่างนุ่มนวลถึงเจ็ดสี ถึงแม้ว่าจะมีถึงเจ็ดสี แต่ว่าไม่ได้ทำให้แสบตาแม้แต่นิดเดียว ทั้งยังรู้สึกมีลำดับขั้นที่เป็นมิติอย่างมาก มองแล้วรู้สึกสบายใจยิ่งนัก แสงอันโชติช่วงชัชวาลที่ออกมาจากดวงจิตอันสว่างไสวของเง็กเซียนฮ่องเต้ปกแผ่ครอบคลุมไปทั่วทั้งสวรรค์

          ผู้พิพากษาถวายบังคมเง็กเซียนฮ่องเต้ ข้าพเจ้าก็คุกเข่าลงแล้วถวายบังคมด้วยเช่นกัน เวลานี้เง็กเซียนฮ่องเต้ทรงตรัสด้วยน้ำเสียงที่เมตตาว่า: “ซั่งกวนอวี้ฮว๋า เธอลุกขึ้นเถอะ เธออยากจะถามเราเรื่องการแต่งหนังสือ (กฎนรกไร้ความปรานี) ใช่หรือไม่?”

          ฉลองพระองค์ของเง็กเซียนฮ่องเต้เปลี่ยนสีไปแล้ว! เมื่อครู่นี้ยังเป็นเจ็ดสีอยู่เลย แต่ตอนนี้เปลี่ยนเป็นสีขาว สีเมล็ดข้าว สีเขียวอ่อน สีทอง เสื้อผ้าอาภรณ์ของสวรรค์ไร้ตะเข็บรอยต่อ ประหยัดเวลาตัดเย็บ แถมยังสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามใจ ช่างเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ขาดคิดไม่ถึงเลยจริงๆ

          ข้าพเจ้าตอบว่า: “ใช่ เพค่ะฝ่าบาท! หม่อมฉันอยากทูลถามพระองค์ถึงมูลเหตุในการแต่งหนังสือ (กฎนรกไร้ความปรานี) เพค่ะ”

          เง็กเซียนฮ่องเต้ทรงทอดถอนพระราชหฤทัยด้วยความหดหู่แล้วทรงตรัสว่า: “เวไนยบนโลกมนุษย์รวมทั้งเวไนยทั้งหลายในทุคติภูมิทั้ง 3 ไม่นับรวมเวไนยจำนวนหนึ่งซึ่งเป็นส่วนน้อยนิดที่มีบุญสัมพันธ์กับพระพุทธะโพธิสัตว์จากพุทธภูมิอื่น ซึ่งพระพุทธะโพธิสัตว์เหล่านั้น ก็มีปณิธานลงมายังโลกมนุษย์เพื่อฉุดช่วยเวไนยที่มีบุญสัมพันธ์กับตนเองภายนอกพุทธภูมิของตน นอกจากนั้นเวไนยที่เหลืออยู่ทั้งหมดล้วนเป็นเวไนยที่อยู่ภายใต้การปกครองของสวรรค์ ต่างก็เป็นขุนนางและชาวประชาของเราทั้งสิ้น ภายหลัง หลังจากที่พวกเขาได้ลงไปเกิดยังโลกมนุษย์ด้วยตัวเอง ก็คล้อยตามไปตามกระแสของคนบนโลก เจอสิ่งไม่ดีต่างๆ ทำให้จิตใจแปดเปื้อนจนเกิดเป็นนิสัยความเคยชินที่ไม่ดี ยิ่งนับวันก็ยิ่งทำให้เกิดระยะห่างระหว่างพวกเขากับสวรรค์มากยิ่งขึ้น คนที่จะสามารถกลับคืนสู่สวรรค์บ้านเกิดได้ก็ยิ่งลดน้อยลง ความคิดที่ไม่ดีของเวไนยบนโลกมนุษย์ที่ส่งออกไปภายนอกทุกวันนั้น ทำลายสภาวะแวดล้อม และที่อยู่อาศัยบนสวรรค์อย่างรุนแรง ทำให้มหาราชวังของเรามืดสลัวหมดราศีลง ในช่วงระยะเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ จิตใจคนเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน ดูถูกดูแคลน และไม่เชื่อในกฎแห่งกรรม มองเห็นเรื่องกามตัณหาลามกเป็นพฤติกรรมที่น่ายกย่อง ทำให้เกิดบรรยากาศที่เป็นอัปมงคลอย่างยิ่ง บรรยากาศอัปมงคลจากกามตัณหาลามกเหล่านี้พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าดุจดั่งดาบคม เมฆหมอกที่มีพิษร้ายแรงนี้แผ่ปกคลุมไปทั่วทั้งสวรรค์ เมื่อเป็นเช่นนี้ ต่อไปอีกไม่นานเวไนยบนโลกมนุษย์ก็จะต้องตกนรกกันหมด

          ตอนที่เรากำลังครุ่นคิดอยู่ว่า จะแก้ไขปัญหามหันตภัยของโลกนี้อย่างไรดีนั้น พญายมราชฟงตูก็ได้ส่งหนังสือราชการสารด่วนยมโลกถวายรายงาน ขอคำชี้แนะจากเรา อธิบายว่านรกเต็มจนล้นทะลักแล้ว เจ้าหน้าที่ๆ ทำงานก็ขาดแคลนอย่างมาก ดังนั้นจึงกำหนดให้แพร่งพรายความลับสวรรค์ครั้งใหญ่ ต้องการหาชาวโลกที่มีความเหมาะสม มาเข้าเยี่ยมชมนรกแล้วกลับไปเขียนหนังสือชื่อว่า(陰律無情อินลวี่อู๋ฉิง) (กฎนรกไร้ความปรานี) เผยแพร่สู่โลกมนุษย์ อาศัยหนังสือนี้มากอบกู้สภาพสังคมให้สำเร็จลุล่วง ชำระจิตใจคนให้สะอาดบริสุทธิ์ หลังจากนั้นเราก็เชิญพุทธะวาสนาปัญญาสมบูรณ์มา เพื่อสอบถามถึงผู้บำเพ็ญในโลกมนุษย์ที่มีความเหมาะสม พร้อมที่จะแบกรับภาระนี้ แน่นอนว่าคนๆ นั้น จะต้องเป็นคนทีมีสภาวะรู้ตื่นมีสติเข้าใจอะไรๆได้กระจ่าง ลงไปเยี่ยมชมนรกแล้วนำสภาพความเป็นจริงที่ได้พบเห็นกลับมาเขียนเป็นหนังสือบนโลกมนุษย์ ดังนั้นเธอจะต้องแบกรับภาระหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ในส่วนนี้ให้ดี จะได้ไม่ผิดต่อเราที่มอบหมายภารกิจนี้ให้

          ภูมิลำเนาเดิมของเวไนยทั้งหลายล้วนมีต้นกำเนิดอยู่ในสวรรค์ ตอนนี้พวกเธอได้แยกภูมิลำเนาไปเกิดยังโลกมนุษย์ การตกนรกก็เป็นการแยกภูมิลำเนาไปอยู่ในนรก นรกก็เหมือนกับคุกตะรางที่เอาไว้ขังเวไนยที่ทำผิด รอจนกระทั่งเวไนยเกิดจิตสำนึกขอขมาแก้ไขความผิดบาปกลับเนื้อกลับตัวเป็นคนใหม่ จึงได้กลับคืนสู่สวรรค์ (กฎนรกไร้ความปรานี) นรกคือ ยมโลกนรก กฎคือ กฎของของพุทธะ กฎของฟ้า กฎของดิน กฎของมนุษย์ หากเวไนยบนโลกมนุษย์ละเมิดศีลวินัย ฝ่าฝืนกฎหมายก็จะต้องตกสู่ยมโลกนรก ได้รับผลกรรมตอบสนองที่ไร้ความเมตตาปรานีอย่างแน่นอน ด้วยเหตุนี้ยามที่มีชีวิตอยู่ คนที่ทำความดีก็จะไม่ตกนรก คนที่สร้างบาปกรรม กฎนรกก็จะไร้ความปรานีต่อพวกเขา หากต้องการหลีกเลี่ยงผลกรรมตอบสนองที่ไร้ความปรานีของกฎนรก ทุกคนจะต้องทำความดี บำเพ็ญธรรมชำระจิตใจให้สะอาด ก็จะสามารถยกระดับให้สูงขึ้นไปถึงสวรรค์ได้อย่างแน่นอน

          เราได้แต่งตั้งเทวดาให้ไปคอยปกปักคุ้มครองเธอในการเขียนหนังสือเล่มนี้แล้ว หวังว่าหนังสือเล่มนี้จะออกมาเผยแพร่บนโลกมนุษย์ให้ไวที่สุดเท่าที่จะไวได้ เพื่อชำระล้างจิตใจของผู้คนให้สะอาดบริสุทธิ์ ให้เวไนยล้วนสามารถกลับคืนสวรรค์บ้านเดิมได้ตามกำหนดเวลา

          หากชาวโลกได้อ่านหนังสือ (กฎนรกไร้ความปรานี)เล่มนี้แล้ว สามารถกลับตัวเป็นคนใหม่อีกทั้งพิมพ์หนังสือนี้เผยแพร่ ทุกสิ่งที่เขาปรารถนาจะวอนขอหากเป็นสิ่งที่ดี เราจะส่งเทวดาที่มีบุญสัมพันธ์กับเขาไปช่วยทำให้ความปรารถนาของเขาสมบูรณ์ หวังว่าเวไนยจะไปสัมผัสรู้และเข้าใจถึงเจตนาลึกๆ ของเรา ซั่งกวนอวี้ฮว๋า! ผลไม้นี่เธอกินหรือยัง!”

          ข้าพเจ้ารู้สึกเบิกบานใจ มือทั้งคู่รับผลไม้ไว้แต่ยังไม่ได้กิน ภายในใจกำลังคิดว่าควรถวายอะไรเป็นของขวัญให้เง็กเซียนฮ่องเต้ดี

          ได้ยินเง็กเซียนฮ่องเต้ถามว่า: “ทำไมเธอไม่กิน?”

          ข้าพเจ้าตอบด้วยจิตที่สำนึกคุณว่า: “พระมหากรุณาธิคุณ ของฝ่าบาท หม่อมฉันจะขอนำกลับไปให้คุณพ่อที่อยู่บนโลกมนุษย์เพค่ะ”

          เง็กเซียนฮ่องเต้ทรงตรัสว่า: “ จิตที่กตัญญูของเธอนี้ ช่างน่ายกย่องสรรเสริญ แต่บุญวาสนาของพ่อเธอในตอนนี้ ยังไม่เพียงพอที่จะสามารถกินผลไม้นี้ได้ ผลไม้เซียนนี่เธอยังจะกินอยู่รึป่าว! ต่อไปภายหน้าเมื่อ (กฎนรกไร้ความปรานี)เขียนเสร็จ และออกเผยแพร่สู่โลกมนุษย์ ก็พูดได้ว่านี่คือของขวัญที่ดีที่สุดสำหรับเราแล้ว”

          ข้าพเจ้ากินผลไม้เซียนนี้แล้ว ผลไม้เซียนนี้นอกจากจะดูสดใหม่ ยังหวานสดชื่นในปาก ทำให้ร่างกายสะอาดและเบาสบาย อยู่บนโลกมนุษย์ไม่เคยได้กินผลไม้ที่งดงาม หวาน และสดสะอาดเช่นนี้มาก่อนเลยจริงๆ ร่างกายของอาอวี้เปี่ยมไปด้วยพลังในทันที กลับไปแล้วจะต้องเอาสิ่งที่ได้พบได้เห็น ได้ยินได้ฟัง ไปเขียนออกมาอย่างจริงจัง ขอสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่เง็กเซียนฮ่องเต้คอยดูแลเอาใจใส่ ให้ความเป็นห่วงเป็นใย

          “อาหมีถัวฝอ! หม่อมฉันซั่งกวนอวี้ฮว๋า ขอบพระทัยฝ่าบาท หม่อมฉันขอทูลลา”

          หลังจากที่ผู้พิพากษาให้ข้าพเจ้ายึดเวลาของเขาไปใช้ซะนาน ในที่สุดผู้พิพากษาก็สามารถเริ่มถวายรายงานของเขาได้ซะที

          ขอสำนึกคุณผู้พิพากษา อาอวี้พนมมือลา

          สวรรค์วิสุทธิ์สงบเช่นนี้ ถ้าหากไม่ใช่ว่าจะต้องรีบกลับไปเขียนหนังสือแล้วล่ะก็ ใจจริงก็อยากจะนั่งบำเพ็ญฌานสมาธิอยู่ที่นี่ แต่เวลาก็เร่งกระชั้น คงต้องขึ้นบัวขาวกลับไปก่อน