โอวาทข้อที่ 3 วิธีสร้างความดี

584 Views

โอวาทข้อที่สองนั้น ท่านเหลี่ยวฝานได้สอน วิธีแก้ไขความผิดในชีวิตปัจจุบัน แต่การที่ไม่ทำผิด ในชาตินี้ ยังไม่สามารถที่จะทำให้ชีวิตเสวยผลดีมีสุขได้ตลอดไป เพราะเหตุว่าแม้ชาตินี้จะมิได้ก่อ กรรมทำเข็ญเพิ่มขึ้น แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าชาติ ก่อนๆ นั้นเราทำความไม่ดีอะไรไว้บ้าง ซึ่งจะต้อง มีแน่ๆ เพียงแต่มากหรือน้อยเท่านั้น ที่เราไม่อาจ จะทราบได้ ซึ่งก็จะต้องได้รับวิบากแห่งกรรมใน ชาตินี้ต่อไป ฉะนั้นไม่เพียงแต่เราจะต้องละการทำชั่วแล้ว เรายังต้องสร้างกรรมดีให้เพิ่มพูนยิ่งๆ ขึ้น โอวาทข้อที่สามนี้ ท่านเหลี่ยวฝานจึงสอนให้ลูกท่าน รู้จักวิธีสร้างความดี

ลูกจะต้องอ่านคัมภีร์เอ็กเก็งให้เข้าใจอย่าง ทะลุปรุโปร่ง เพราะเป็นคัมภีร์ที่ดีมากเล่มหนึ่งเพียง หน้าแรกก็ให้กำลังใจแก่ผู้อ่านอย่างมหาศาล โดย กล่าวไว้ว่าครอบครัวที่สั่งสมแต่ความดี ไม่เพียงแต่หัวหน้าครอบครัวจะได้รับผลดีเท่านั้น แม้ลูกหลาน เหลนโหลนก็พลอยได้เสวยผลแห่งความดีนั้นด้วย เพราะเหตุนี้ท่านตาของท่านขงจื่อ นักปราชญ์ผู้ เลื่องชื่อของจีน ท่านจึงยกสูกสาวของท่านให้กับ ท่านพ่อของท่านขงจื่อ เพราะท่านได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วว่า ชายที่จะมาเป็นบุตรเขยท่านนั้น ไม่ เพียงแต่จะเป็นผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบเท่านั้น ยัง ต้องมีบรรพชนที่ประพฤติปฏิบัติชอบมาหลายชั่ว อายุคนด้วย และก็เป็นความจริงตระกูลนี้ได้ให้กำ เนิดนักปราชญ์ ที่ชาวจีนทั้งประเทศต้องสักการบูชา เป็นปูชนียบุคคลที่หายากในโลกผู้หนึ่งคือท่านขงจื่อ ไงล่ะลูก ต่อมาท่านขงจื่อได้สรรเสริญท่าน ตี้ซุ่น ที่ พ่อได้กล่าวให้ลูกฟังไว้ทีหนึ่งแล้ว ว่าท่านตี้ซุ่นเป็นผู้ที่มีความกตัญญูอย่างยอดเยี่ยม หาใครเปรียบได้ ยาก บรรพชนของท่านตี้ซุ่น จะต้องยินดีปรีดาที่มีลูกหลานที่ดีเซ่นไหว้บูชา ส่วนลูกหลานที่กระทำตนไม่ดี นั้น แม้จะเซ่นไหว้บูชาบรรพชน บรรพชนก็ไม่ยินดี ด้วย และไม่ยอมรับการเซ่นไหว้บูชาด้วย ลูกศึกษา ประวัติศาสตร์สมัยชุนชิวแล้ว ลูกก็จะเข้าใจดีว่าลูกหลานของท่านหลายชั่วอายุคนทีเดียว อดีตจึงเป็น ตัวอย่างอันดี ที่ลูกจะได้ศึกษาทำความเข้าใจให้รู้แจ้งเห็นจริงและจดจำมาแต่สิ่งที่ดีงามเพื่อประยุกต์ ใช้ในชีวิตประจำวันของลูกเอง

มีขุนนางตำแหน่งพระอาจารย์ท่านหนึ่ง มีหน้า ที่ถวายพระอักษรฮ่องเต้ เมื่อยังทรงพระเยาว์ท่านผู้ที่มีบรรพชนที่ยึดอาชีพแจวเรือจ้างมาหลายชั่วคน มีอยู่ครั้งหนึ่ง ตั้งแต่พระอาจารย์ยังไม่เกิด ฝนตก นานจนท่วมตลิ่งกระแสน้ำได้พัดพาชีวิตผู้คน และ ทรัพย์สินลอยตามน้ำมามากมาย ชาวเรือจ้างต่าง ก็สาละวนเก็บทรัพย์สินขึ้นเรือเป็นของตน มีแต่ท่าน ทวดและท่านปู่ของพระอาจารย์ท่านนี้เท่านั้น ที่ไม่ ยอมแตะต้องสิ่งของใดๆ เลย ตั้งหน้าตั้งตาช่วยชีวิต คนที่ลอยตามกระแสน้ำอันเชี่ยวกรากมา ใครๆ ก็พา กันหัวเราะเยาะว่าท่านทั้งสองโง่ ไม่รู้จักฉวยโอกาส หาความร่ำรวยใส่ตน แต่การณ์หาเป็นเช่นนั้นไม่ เมื่อท่านปู่ได้ลูกชายคือท่านบิดาของพระอาจารย์ นี้ ความเป็นอยู่ของท่านกลับไม่ลำบากดังแต่ก่อน ครอบครัวมีความสุขสบายขึ้น ท่านทวดสิ้นบุญไป แล้ว ต่อมาท่านปู่ก็ถึงแก่กรรมลง มีเต้าหยินท่าน หนึ่ง ซึ่งเชื่อกันมาว่าเป็นเทวดาแปลงร่างมาปรากฏ ได้แนะนำให้ท่านพ่อของพระอาจารย์ นำศพของ ท่านทวดและท่านปู่ไปฝังรวมกันในที่แห่งหนึ่งใกล้ บ้านซึ่งมีชัยภูมิดีมาก เป็นมงคลแก่ลูกหลานต่อไป ทุกวันนี้ฮวงซุ้ยกระต่ายขาวนี้ เป็นที่เลื่องลือกล่าว ขวัญกันทั่วทุกทิศ สดุดีในเกียรติคุณของคนแจวเรือ จ้างที่เป็นท่านทวดและท่านปู่ของอาจารย์ เมื่อ พระอาจารย์ถือกำเนิดมาพออายุได้ 20 ปี ก็ สอบไล่ได้ตามขั้นตอนทั้งหมด ได้รับราชการเป็น ขุนนาง จนได้เป็นพระอาจารย์ถวายอักษรแก่ฮ่อง เต้ เมื่อฮ่องเต้ทรงทราบถึงคุณงามความดีของท่าน ทวด และท่านปู่ของพระอาจารย์ ก็ได้โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศขุนนางให้กับท่านทวด ท่านปู่ และ ท่านพ่อของพระอาจารย์อีกด้วย เพื่อเป็นการแสดง ให้ปรากฏว่าการทำความดีงามนั้น ย่อมได้รับสิ่ง ที่ดีงาม สมควรเป็นแบบอย่างแก่บุคคลทั่วไป แม้ ลูกหลานของพระอาจารย์ก็ได้รับราชการเป็นใหญ่ เป็นโตตราบจนทุกวันนี้มากมาย

มีเสมียนอำเภอท่านหนึ่ง แม้จะมีตำแหน่ง เล็กๆ แต่จิตใจนั้นเปี่ยมด้วยเมตตาธรรมเป็นคน รักษาระเบียบวินัยของราชการอย่างเคร่งครัด มี ความยุติธรรมเป็นที่ตั้ง ไม่ทำสิ่งไรที่ผิดศีลธรรม ส่วนนายอำเภอนั้นเป็นคนดุร้าย อยู่มาวันหนึ่ง นายอำเภอสั่งเฆี่ยนผู้ต้องหา ที่ไม่ยอมรับสารภาพ ตีจนเนื้อแตกเลือดไหลนองพื้น ก็ยังไม่หายโกรธ เสมียนอำเภอทนเห็นความทารุณไม่ไหว จึงคุกเข่า ต่อหน้านายอำเภอ ขอให้ปรานีนักโทษ หยุดตี เสียที นายอำเภอตอบว่าปรานีน่ะได้ แต่ผู้ต้อง หาคนนี้ไม่รักษากฎหมาย ไม่มีศีลธรรม จะไม่ ให้โกรธกระไรได้ เสมียนอำเภอจึงโขกศีรษะลง กับพื้น พลางพูดว่า ผู้ที่เป็นขุนนางถ้าไม่ชำระ ความตามเหตุผลข้อเท็จจริง เอาแต่อารมณ์ตน เป็นใหญ่ ราษฎรย่อมไม่มีตัวอย่างอันดีงามให้ ประพฤติปฏิบัติตาม จิตใจของราษฎรหาที่ยึดเหนี่ยว เป็นสรณะไม่ได้ การชำระความนั้น แม้จะสอบสวน ได้ความจริงออกมาแล้ว ก็ไม่ควรดีใจ จะทำให้เกิด ความประมาทเลินเล่อ ไม่ได้ความจริงที่อยู่ลึก กว่าความจริงธรรมดา ทำให้การชำระความผิด พลาดได้ง่าย แม้จะได้ความจริงทั้งหมดออกมา แล้ว ก็ยังไม่ควรดีใจ ควรจะเสียใจและสงสาร ที่เขาทำผิดไปโดยความจงใจก็ดี เพราะรู้เท่าไม่ถึง การณ์ก็ดี ยังต้องนำเมตตาธรรมมาร่วมกับการ วินิจฉัยคดีความด้วย ทางใดที่ผ่อนหนักเป็นเบา ได้ ก็ควรให้โอกาสเขาได้กลับตัวกลับใจเป็นคนดีต่อไป ถ้าแสดงความโกรธมากมายเช่นนี้ ผู้ต้อง หาเกรงอาญา ก็จะรีบยอมรับเสียก่อน ทั้งๆ ที่ตน มิได้ทำผิดดังที่ถูกกล่าวหา จะมิเป็นการปรักปรำ ราษฎรไปหรือ ดีใจยังเป็นการไม่บังควร จักโกรธ ได้ที่ไหน นายอำเภอสำนึกในคำพูดของเสมียนอำ เภอ แต่นั้นมาก็ไม่กล้าแสดงความโกรธความดีใจ ในขณะที่ชำระความอีกเลย

ทีนี้พ่อจะพูดถึงความดีข้อที่สอง คือ ทำความ ดีโดยบริสุทธิ์ใจหรือแฝงด้วยเจตนาใดๆ สมัยนี้คน ส่วนมากชอบคนที่มีนิสัยไม่ดื้อรั้นว่าเป็นคนดี แต่นักปราชญ์ท่านมักจะชอบคนที่เป็นตัวของตัวเอง เพราะคนชนิดนี้มักจะสอนง่าย แต่หาได้ยากมาก คนที่ว่านอนสอนง่าย ชักจูงอย่างไรก็ไปอย่างนั้น ถึงแม้ใครต่อใครพากันชมเชยว่า เป็นคนดีนักหนา ก็ตามที แต่ท่านนักปราชญ์กลับเห็นว่าคนชนิดนี้ เป็นผู้ร้ายในคุณธรรม สอนให้ดีได้ยาก หาความ ก้าวหน้าไม่ได้ เพราะฉะนั้นความดีความไม่ดี ชาว โลกมักเห็นตรงข้าม กับนักปราชญ์เสมอส่วนเทวดา ฟ้าดินนั้น มีความเห็นตรงกับนักปราชญ์เสมอ ดังนั้น การทำความดีจึงมิได้อาศัยที่ตาดู หูฟัง แต่ต้องเริ่ม ที่ใจของตนเองเริ่มไตร่ตรอง สำรวจตนเองอย่าง ระแวดระวัง อาศัยกำลังใจของเราเองซักฟอกจิตใจ ให้ใสสะอาด ไม่ว่าจะทำอะไร ก็ให้คิดถึงประโยชน์ สุขของผู้อื่นก่อน แล้วทำด้วยความบริสุทธิ์ใจไม่แฝง ไว้ด้วยเจตานา ที่จะต้องการการตอบแทนจากใคร จึงจะเป็นความดีโดยบริสุทธิ์ หากเราทำความดีเพื่อ เอาใจผู้อื่นก็ดี หวังการตอบแทนก็ดี ก็ไม่ใช่ความดีที่เกิดจากความบริสุทธิ์ใจแล้ว เป็นการเสแสร้ง เพทุบายเพื่อหวังประโยชน์ตนเป็นที่ตั้ง เป็นเจตนา ที่ไม่บริสุทธิ์ใจถือเป็นความดีแท้ไม่ได้

ส่วนความดีข้อที่สาม คือการทำดีที่มีผู้รู้เห็น และไม่มีผู้รู้เห็น ถ้าเราทำความดี มีคนรู้เห็นมาก ก็กลายเป็นความดีทางโลกไป แต่ทำแล้วไม่มีผู้รู้ เห็น เหมือนการปิดทองหลังพระ นี่เป็นความดีทาง ธรรม ความดีทางธรรมฟ้าดินย่อมประทานผลดีให้ ส่วนความดีทางโลกจะได้รับแต่ชื่อเสียง เกียรติยศ ความมั่งคั่งเป็นผลตอบแทน การมีชื่อเสียงโด่งดัง นั้น ชาวโลกมักจะเห็นว่าเป็นผู้มีบุญวาสนา แต่ทาง ธรรมแล้วเห็นว่าผู้นั้นมิได้ทำความดีมาก พอกับ การมีชื่อเสียง จึงมักจะได้รับผลไม่ดีในบั้นปลาย แต่คนดีที่ได้รับการปรักปรำจนเสียชื่อเสียงนั้น ลูก หลานกลับรุ่งเรืองได้ดีมีสุข เพราะผู้ที่ได้รับการ ปรักปรำสามารถอดทนต่อการถูกประณามเหยียด หยาม หวานอมขมกลืน ก้มหน้ารับ ความขมขื่นด้วย ความสงบเป็นการสั่งสมกุศลกรรมอย่างใหญ่หลวง ลูกกหลานจึงมีโอกาสได้ดี เพราะฉะนั้นลูกจะต้อง เห็นความสลับซับซ้อนอันล้ำลึก ของการทำความ ดีที่ดีแท้ และดีปลอมจึงจะทำความดีได้ถูกต้อง

ความดีข้อที่สี่ คือความดีที่ทำผิดหรือทำถูก ในแคว้นหลู่สมัยชุนชิวนั้น มีกฎหมายอยู่ข้อหนึ่ง กำหนดว่าหากราษฎรในแคว้นหลู่ ถูกจับไปเป็น เชลยในแคว้นอื่น หากมีคนไถ่ออกมาได้ ส่งคืน แคว้นหลู่ไป จะได้รับเงินจำนวนหนึ่งเป็นการตอบ แทน เพราะสมัยชุนชิวนั้น ต่างคนต่างก็ตั้งตัวเป็น อ๋องกัน รบราฆ่าฟันเพื่อชิงเขตแดนกัน จับเชลยศึก ได้ก็นำไปเป็นข้าทาสทั้งหญิงชาย แคว้นหลู่เป็น แคว้นเล็กๆ ไม่ค่อยจะมีกำลังไปสู่รบกับใครนัก จึงมักถูกแคว้นอื่นบุกเข้ามาจับราษฎรไปเป็นทาส เสมอ ใครใจบุญอยากทำความดี ก็นำเงินไปไถ่มา คืนเจ้าผู้ครองแคว้นหลู่ ก็จะได้รับเงินรางวัลทันที ต่อมาท่านจื่อก้ง ซึ่งเป็นศิษย์เอกของท่านขงจื่อ ท่านก็ไปไถ่เชลยศึกคืนมาให้แคว้นหลู่ โดยไม่ยอม รับเงินรางวัล เพราะท่านมีฐานะดีอยู่แล้ว ทำไป โดยมิหวังผลตอบแทนใดๆ แต่เมื่อท่านขงจื่อ ทราบเรื่องเข้า ท่านก็โกรธลูกศิษย์ของท่านมาก ท่านบอกว่าแคว้นหลู่นั้นคนจนมาก คนรวยมีน้อย ต่อนี้ไป คงจะไม่มีใครกล้าไปไถ่เชลยศึกอีกแล้ว เพราะท่านจื่อก้งไปทำตัวอย่างเอาไว้เช่นนี้ ก็มีแต่ คนที่มีฐานะดี จึงจะกล้าเอาอย่างท่านจื่อก้งได้ ส่วนคนที่โลภเงินรางวัลก็ดี คนที่ไม่ค่อยจะมีเงินนักก็ดีต่างก็ไม่ทำความดีอีกต่อไป เพราะไม่ได้เงินก็ดี ต่างก็ไม่ทำความดีอีกต่อไป เพราะไม่ได้เงินรางวัล จะทำไปทำไม ดังนี้จึงเห็นได้ว่านักปราชญ์นั้น ไม่ว่า จะทำอะไร ก็จะเป็นเยี่ยงอย่างแก่ผู้อื่น จึงต้องระมัด ระวังจะทำอะไรผิดไม่ได้ คนก็จะพากันทำตาม อย่างผิดๆ ไปด้วย ความดีก็เลยเป็นความดีปลอม ไป

ต่อมาวันหนึ่งท่านจือลู่ ซึ่งเป็นศิษย์เอกของ ท่านขงจื่อเช่นกัน ได้ช่วยคนตกน้ำไว้ได้ ชายคนนั้นให้วัวตัวหนึ่งเป็นการตอบแทนที่ได้ช่วยชีวิตไว้ ท่าน จื่อลู่ก็รับเอาวัวนั้นมา ท่านขงจื่อเมื่อทราบเรื่องก็ดีใจมาก ท่านพูดว่า ต่อนี้ไปในแคว้นหลู่ของเรานี้ จะมีคนชอบช่วยเหลือผู้อื่นเพิ่มขึ้นอีก เพราะเมื่อ ทำความดีแล้ว มีคนเห็นความดีและได้รับการตอบ แทนทันที ใครๆ ก็อยากจะทำความดีเช่นนี้กันมาก ขึ้น แต่ในสายตาชาวโลกแล้วจะต้องมองในทัศนะ กลับกันกับท่านขงจื่อเป็นแน่ ชาวโลกจะต้องเห็นว่าท่านจื่อก้งดีช่วยคนแล้วไม่หวังสิ่งตอบแทน ส่วน ท่านจื่อลู่นั้นไม่ดี ช่วยแล้วก็ไม่ปฏิเสธการตอบแทน แต่นักปราชญ์ท่านมองไกล การทำความดีที่มีคน นำไปเป็นเยี่ยงอย่างให้เกิดประโยชน์ ต่อส่วนรวม ได้จึงจะเป็นความดีแท้ ส่วนการทำความดีที่กลับ ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไป เป็นผลร้ายต่อ ส่วนรวมแล้วไซร้ ก็หาชื่อว่าเป็นความดีแท้ไม่ สมมติว่ามีคนไม่ดีคนหนึ่งเที่ยวเกะกะระรานผู้คน ถ้าไม่มีคนถือสา เห็นว่าการให้อภัยเป็นคุณธรรม ที่ดีนี่เป็นการทำความดีที่ผิด เพราะคนพาลนั้น ก็ยิ่งได้ใจ กล้าทำความผิดหนักยิ่งขึ้น ผู้คนก็จะถูก ทำร้ายหนักขึ้น คนพาลนี้ก็จะต้องถูกกฎหมาย ลงโทษอย่างหนัก แต่ถ้าไม่ปล่อยให้คนพาลเหิม เกริม หาทางกำราบเสียก่อนที่จะสายเกินแก้ ก็จะ เป็นผลดีแก่ทุกฝ่าย เพราะฉะนั้น บางครั้งการไม่ให้ อภัยคนพาลช่วยกันกำราบให้กลับตัวได้ กลับจะ เป็นความดีแท้

ความดีข้อที่ห้า คือการทำความดีแล้วผลทำ ให้ผู้อื่นเป็นอย่างไร แต่ก่อนนี้ มีขุนนางไจเสี่ยงท่าน หนึ่งรับราชการ ในรัชกาลของพระเจ้าอิงจงฮ่อง เต้ (พ.ศ. 1979-1992) ท่านรับราชการด้วยความ ซื่อสัตย์สุจริตไม่มีด่างพร้อย เป็นที่เคารพนับถือ ของคนทั่วไป ต่อมาท่านปลดเกษียณตนเองกลับไปอยู่ภูมิลำเนาเดิมของท่านที่ชนบท ประชาชนก็พากัน มาเคารพท่าน ต่างก็เปรียบท่านดุจขุนเขาอันสูงสุด ในแผ่นดินจีน คือ ท่านซาน และเปรียบดุจดาวเหนือที่สุกใสกว่าดาวใดๆ ในพิภพ แต่มีชายขี้เมาคนหนึ่งมา ด่าท่านซึ่งๆ หน้า ท่านเห็นเป็นคนเมาก็ไม่ถือโกรธ กลับบอกคนรับใช้ว่า อย่าไปเอาเรื่องกับคนเมาเลย ปิดประตูเสียเถิด ต่อมาชายขี้เมาคนนี้ได้รับโทษ ประหารชีวิต เมื่อท่านไจเสียงรู้เข้าก็เสียใจมาก รำพึงว่าถ้าเราเอาเรื่องเสียแต่แรกที่ด่าเรา จับไป ทำโทษสถานเบาเสียที่อำเภอ เขาก็จะไม่ต้องรับ โทษประหารในวันนี้ เพราะเราแท้ๆ กรุณาเขาผิด กาละไป ทำให้เขาเหิมเกริม ทำชั่วจนตัวตาย นี่คือ ตัวอย่างของความใจดี แต่กลับทำให้ผู้อื่นได้รับผล ชั่วตอบแทน

ส่วนการกระทำที่เห็นว่าร้าย แต่กลับเป็น ผลดีนั้น ก็มีตัวอย่างเช่นกัน มีอยู่ครั้งหนึ่งบ้าน เมืองเกิดทุพภิกขภัย ราษฎรต่างแย่งชิงกันกินใน กลางวันแสกๆ เศรษฐีท่านหนึ่ง จึงไปร้องต่อนาย อำเภอให้ระงับเหตุก่อนที่จะเกิดจลาจล แต่นาย อำเภอไม่เอาเรื่อง คนยากจนก็เลยได้ใจพากันยื้อ แย่งกันยิ่งขึ้น เศรษฐีเห็นไม่เป็นการ จึงระดมผู้คน ของตนออกปราบเองเรื่องจึงสงบ การกระทำของ เศรษฐีท่านนี้ แม้จะรุนแรงแต่ก็ทำด้วยความสุจริต ใจ หวังมิให้เกิดจลาจล จึงเป็นการทำความดีแท้อีกวิธีหนึ่ง

ความดีข้อที่หก คือความดีที่กระทำครึ่งๆ กลางๆ และทำอย่างสมบูรณ์ ในคัมภีร์เอ็กเก็ง ได้กล่าวไว้ว่า ผู้ที่ไม่สั่งสมความดี จึงมีความดี ไม่พอที่จะได้รับชื่อเสียงดี ผู้ที่ไม่สั่งสมบาปย่อม ไม่รับเคราะห์กรรมถึงตายได้ ในประวัติศาสตร์ ก็ได้กล่าวถึงราชวงศ์เซียง (ก่อน ค.ศ.ประมาณ ศตวรรษที่ 16-11) (ก่อนพุทธศักราช ระหว่าง 967-467) ว่าติ้วอ๋อง สั่งสมแต่บาปกรรมดุจการร้อยเงิน เหรียญไว้เต็มพวง จึงรักษาแผ่นดินและชีวิตของตน เองไว้ไม่ได้ การสั่งสมความดีความชั่วนั้นดุจนำของ บรรจุลงในภาชนะ ถ้าสั่งสมทุกวันก็จะเต็มเปี่ยม ถ้าสั่งสมบ้างไม่สั่งสมบ้าง หยุดๆ ทำๆ บุญหรือบาป นั้นก็พร่องอยู่เสมอ ไม่มีวันเต็มได้เลย

แต่ก่อนนี้ มีเด็กสาวคนหนึ่งเขาไปในวัดเพราะ อยากทำบุญ แต่มีเงินเพียงสองอีแปะ ความจริง ราคาของเงินนั้นน้อยนิดเดียว แต่ค่าของความมีใจ อยากทำบุญนั้นเหลือหลาย ท่านเจ้าอาวาสจึง กล่าวอนุโมทนาคาถาเอง ให้ศีลให้พรเองต่อมาหญิง นี้ได้เข้าวังเป็นพระสนมของฮ่องเต้ มีเงินมากมายจึงนำเงินหลายพันตำลึงมาที่วัดนั้นอีก เพื่อทำบุญ คราวนี้เจ้าอาวาสให้พระลูกวัด กล่าวอนุโมทนา และให้ศีลให้พรแทน พระสนมเกิดความสงสัย ยิ่งนัก จึงกราบถามท่านว่า เมื่อก่อนนี้ข้าพเจ้า ยากจน มีเงินทำบุญเพียงสองอีแปะ แต่ท่านมา กล่าวอนุโมทนาคาถา และให้ศีลให้พรข้าพเจ้าด้วย ตนเอง มาบัดนี้ ข้าพเจ้าพอจะมีเงินบ้าง จึงนำมา ถวายหลายพันตำลึง แต่ทำไมท่านกลับให้พระลูกวัด ทำหน้าที่แทนท่านเล่า ท่านเจ้าอาวาสกล่าวว่า แต่ ก่อนนี้ แม้ท่านจะทำบุญน้อย แต่ใจท่านนั้นเปี่ยมไปด้วยเจตนาที่เป็นกุศล มาบัดนี้แม้ท่านจะมีเงิน ทำบุญมาก แต่ใจของท่านนั้นไม่เหมือนแต่ก่อน เสียแล้ว จึงไม่จำเป็นที่จะต้องให้อาตมาไปกล่าว เอง นี่คือตัวอย่างของการทำดีที่ไม่จำเป็นต้องอาศัย ราคาของเงินมาวัดความดีนั้น ทำบุญด้วยเงินน้อย นิดกลับเป็นบุญที่เต็มเปี่ยม เพราะจิตใจที่เต็มไป ด้วยกุศลเจตนา แม้ทำบุญด้วยเงินมากมาย หากจิต ใจมีศรัทธาเพียงครึ่งๆ กลางๆ การทำความดีนั้น ก็จะให้ผลเพียงครึ่งๆ กลางๆ เท่านั้น

อีกตัวอย่างหนึ่ง มีเซียนท่านหนึ่งชื่อว่า จงหลีท่านเป็นชาวฮั่น (ก่อน พ.ศ. 749-551) เมื่อตายได้สำเร็จเป็นผู้วิเศษ เสวยสุขอยู่บน สวรรค์หลายร้อยปี จนถึงสมัยราชวงศ์ถัง พ.ศ. 1161-1450 ท่านเซียนจงหลีก็รับลูกศิษย์ไว้คน หนึ่งมีชื่อว่าท่านห-ลวี่ต้งปิน ต่อมาจนถึงปัจจุบัน ผู้คนเรียกท่านว่า ลื่อโจ๊ว ท่านลื่อโจ๊วเป็นขุนนาง รับราชการเป็นนายอำเภออยู่สองครั้ง เมื่อมีโอกาส พบเซียนผู้วิเศษ ท่านก็ได้รับถ่ายทอดวิชาต่างๆ ในลัทธิเต๋า รวมทั้งการนั่งสมาธิด้วย ท่านจึงลา ออกจากราชการ ติดตามท่านเซียนผู้วิเศษไปฝึก ฌานสมาธิที่ภูเขาแห่งหนึ่ง จนสำเร็จได้เป็นเซียน เช่นกัน ต่อมาท่านจงหลีได้สอนให้ท่านลื่อโจ๊วรู้จัก ผสมยาวิเศษ เพียงแต่เอายานั้นหยดลงไปที่เหล็ก เหล็กนั้นก็จะกลายเป็นทอง สามารถนำไปช่วย เหลือความยากจนของผู้คนได้ ท่านลื้อโจ๊วจึงกราบ ถามท่านอาจารย์ว่า เมื่อเปลี่ยนไปเป็นทองแล้ว จะกลับเป็นเหล็กดังเดิมอีกไหม ท่านจงหลีบอกว่า เมื่อครบห้าร้อยปีแล้ว ก็จะกลับสภาพเดิมได้ ท่านลือโจ๊วจึงปฏิเสธ ไม่ยอมทำเหล็กให้เป็นทอง เพราะท่านเห็นว่าเมื่อครบห้าร้อยปีแล้ว ก็จะทำ ให้ผู้คนเสียหายมากมาย เพราะอยู่ๆ ทองในมือก็กลายเป็นเหล็กไปเสียแล้ว ย่อมนำมาซึ่งความสูญ เสียอย่างมากมาย เป็นการให้ร้ายผู้อื่นโดยไม่เป็น ธรรม การที่ท่านจงหลีลองใจท่านลื่อโจ๊วครั้งนี้ ทำให้ท่านภูมิใจในลูกศิษย์ของท่านเป็นอย่างยิ่ง เพราะคำพูดเพียงคำเดียว ก็แสดงให้เห็นความเป็น คนของท่านลื่อโจ๊วว่าสูงส่งเพียงไร ท่านจึงกล่าว กับศิษย์รักของท่านว่า การที่จะบรรลุความเป็น เซียนนั้น จะต้องสั่งสมคุณธรรมให้ได้ถึงสามพัน อย่าง คำพูดของเจ้าเพียงคำเดียว ก็เท่ากับได้สร้าง คุณธรรมครบสามพันอย่างแล้วในพริบตาเดียว

การทำความดีนั้น เมื่อทำแล้วก็แล้วกัน อย่าได้ นำมาคิดถึงบ่อย ราวกับว่าการทำดีนั้นช่างใหญ่ยิ่ง นัก ใครก็ทำไม่ได้เหมือนเรา ถ้าคิดเช่นนี้ ความดีนั้น ก็จะเหลือเพียงครึ่งเดียว แต่ถ้าทำแล้วก็ไม่นำ มาใส่ใจอีก คิดแต่จะทำอะไรต่อไป อีกจึงจะดี จึง จะเป็นความดีที่สมบูรณ์ ไม่ตกไม่หล่น เช่นการให้ เงินแก่คนยากจน ในใจของลูกจะต้องอย่าคิดว่า เราเป็นผู้ให้ ภายนอกก็อย่าไปสนใจว่าใครเป็นผู้รับ แม้แต่เงินที่เราบริจาคไปแล้วก็มองไม่เห็นว่าสำคัญตรงไหนให้แล้วก็แล้วกัน ลืมเสียให้ได้ ไม่กลับมาคิด อีกให้เสียเวลาเช่นนี้ เรียกว่าทำความดีด้วยจิตว่าง เปล่า เมื่อไม่ได้บรรจุอะไรไว้ที่จิตเลย จิตนั้นก็ย่อมเต็มเปี่ยมไปด้วยกุศลผลบุญพลังแห่งกุศลธรรมเช่นนี้ใหญ่หลวงนัก สามารถทำลายเคราะห์กรรมได้ถึง หนึ่งพันครั้ง เพราะฉะนั้นการทำความดีจึงมิได้ขึ้น อยู่กับปริมาณของเงินทองหรือวัตถุที่บริจาคแต่อยู่ที่ใจเราเท่านั้นที่จะทำจิตใจให้ว่างเปล่าจนสามารถบรรจุบุญกุศลได้เพียงใดต่างหาก

ความดีข้อที่เจ็ด คือความดีที่ใหญ่หรือเล็ก มีขุนนางผู้หนึ่งมีนามว่าเอว้ยจังต๊ะ รับราชการ อยู่ในกรมประวัติศาสตร์ อยู่มาวันหนึ่งถูกจับ วิญญาณไปยังยมโลก พญายมได้สั่งให้เสมียนในยมโลกนำบัญชีดีชั่วของท่านเอว้ยมาให้ดู ปรากฏ ว่าบัญชีชั่วนั้น ช่างมากมายก่ายกองวางจนเต็ม ห้องไปหมด ส่วนบัญชีความดีนั้นเล็กนิดเดียว มี ขนาดพอๆ กับตะเกียบข้างหนึ่งเท่านั้น พญายม สั่งให้คนเอาตาชั่งมา ปรากฏว่าบัญชีความดีนั้น แม้จะเล็กนิดเดียว แต่กลับมีน้ำหนักมากกว่า บัญชีความชั่วมีรวมกันแล้วทั้งหมด ท่านเอว้ย มีความสงสัยเป็นอันมาก จึงถามพญายมว่า ข้าพเจ้ามีอายุยังไม่ถึงสี่สิบปี ไฉนจึงมีความชั่ว มากมายเช่นนี้ พญายมตอบว่า เพียงแต่จิตคิด มิชอบเท่านั้นก็เป็นบาปแล้ว เช่นเห็นผู้หญิงสาว สวยก็มีจิตปฏิพัทธ์ จิตที่คิดมิชอบ เช่นนี้ก็จะถูก บันทึกในบัญชีความชั่วทันที ท่านเอว้ยถามต่อไปว่า ถ้าเช่นนั้นในบัญชีความดีอันน้อยนิดนี้ ได้บันทึก ไว้ว่าอย่างไร พญายมตอบว่า มีอยู่ครึ่งหนึ่งฮ่อง เต้ทรงดำริจะซ่อมสะพานหินที่เมืองฮกเกี้ยนท่าน เกรงว่าราษฎรจะเดือดร้อน จึงถวายความเห็นเพื่อ ยับยั้งพระราชดำรินั้นเสีย บัญชีความดีนั้นก็คือสำเนาที่ท่านทูลเกล้าฯ ถวายฮ่องเต้นั่นเอง ท่านเอว้ยก็แย้งว่า แม้ข้าพเจ้าจะกระทำดังกล่าวจริง แต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ พระองค์ทรงดำเนินการไปแล้ว ไม่น่าเลยที่บัญชีความดีเพียงอย่างเดียว จะมีน้ำ หนักมากกว่าบัญชีความชั่ว ที่กองอยู่เต็มห้องกองนี้ พญายมจึงพูดว่า การที่ท่านมีเมตตาจิตต่อราษฎร เกรงจะได้รับความลำบากกันมากมาย กุศลจิตนี้ ใหญ่หลวงนัก ถ้าหากท่านยับยั้งได้สำเร็จก็จะยิ่ง เพิ่มความหนักขึ้นอีก พลังแห่งกุศลกรรมนี้จะยิ่ง ใหญ่อีกหลายเท่านัก แม้จะเป็นเรื่องเล็ก แต่ถ้ากระ ทำเพื่อชนหมู่ใหญ่แล้วไซร้ ความดีนั้นก็ใหญ่หลวง ยิ่งนัก หากทำดีเพื่อตนเองแล้วไซร้ แม้จะทำดีขนาด ไหน ก็ได้ผลน้อยมากลูกจงจำไว้ว่า การทำความดีไม่ ว่าจะเป็นความดีมากหรือน้อยเพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับ เมตตาในการทำความดีนั้น เพื่อผู้อื่นหรือเพื่อตนเอง

ข้อที่แปด คือความยากง่ายในการทำความดี สมัยก่อนท่านผู้คงแก่เรียนมักจะพูดว่า ถ้าจะเอา ชนะใจตนเองให้ได้ ต้องเริ่มจากจุดที่ข่มใจได้ยากที่สุดเสียก่อน ถ้าสามารถเอาชนะได้ จุดอื่นๆ ก็ไม่ สำคัญเสียแล้ว ย่อมจักเอาชนะได้โดยง่าย ลูกศิษย์ ของท่านขงจื่อ ชื่อฝานฉือ ได้ถามท่านอาจารย์ว่า เมตตาธรรมนั้นเป็นอย่างไร ท่านขงจื่อตอบว่า การทำสิ่งที่ยากที่สุดได้เสียก่อน จึงจะชนะใจตนเองได้ เมื่อชนะใจตนเองได้แล้ว ความเห็นแก่ตัวก็หมด ไปจึงบังเกิดเมตตาธรรม พ่อจะนำตัวอย่างให้ฟัง ลูกจะได้เข้าใจง่ายเข้า ที่มณฑลเจียงซี มีท่านผู้เฒ่า แซ่ซูท่านยังชีพด้วยการสอนหนังสือตามบ้าน อยู่มา วันหนึ่ง มีชายคนหนึ่งเป็นหนี้เพราะความยากจน เมื่อไม่สามารถชำระหนี้ได้ เจ้าหนี้ก็จะยึดภรรยา ของชายผู้นี้ไปเป็นคนใช้ ท่านผู้เฒ่าซูเกิดความสง สารสามีภรรยาคู่นี้ยิ่งนัก จึงยอมเสียสละเงินที่เก็บ ออมไว้ได้จากการสอนหนังสือเป็นเวลาสองปี นำมา ใช้หนี้แทนชายผู้นั้น ทำให้สามีภรรยาคู่นี้ไม่ต้อง แยกจากกัน

อีกตัวอย่างหนึ่ง มีชายคนหนึ่งด้วยความยากจนยิ่งนัก จึงนำภรรยาและบุตรชายไปจำนำไว้ ได้ เงินมาพอประทังชีวิต เมื่อถึงกำหนดไม่มีเงินจะไป ไถ่คืน ภรรยาก็เดือดร้อนคิดจะฆ่าตัวตาย บังเอิญ ท่านผู้เฒ่าจางรู้เรื่องเข้า มีความสงสารเป็นยิ่งนักจึง นำเงินที่เก็บสะสมมาแล้วถึงสิบปี มาใช้หนี้แทนให้ พ่อแม่ลูกจึงได้มีโอกาสกลับมาอยู่ร่วมกันอีกครั้ง

ทั้งท่านผู้เฒ่าซู และท่านผู้เฒ่าจาง ล้วนแต่ได้กระทำในสิ่งที่ทำได้ยากยิ่ง เงินที่ท่านสะสมไว้คนละ สองปีและสิบปีนั้น ท่านก็หวังว่าเมื่อทำมาหากินไม่ ได้แล้ว ก็จะได้ใช้เงินจำนวนนี้ประทังชีวิตต่อไป เป็นเงินที่ต้องใช้เวลาอันยาวนานสะสมไว้วันละเล็ก ละน้อย แต่ท่านทั้งสองก็สามารถตัดใจช่วยเหลือ คนที่ไม่รู้จักกันเลย แม้แต่นิดได้ในพริบตาเดียว นี่คือการทำความดีที่ยากยิ่งจริงๆ

อีกตัวอย่างหนึ่งของผู้ที่ชนะใจตนเองได้ คือ ท่านผู้เฒ่าจินท่านอายุมากแล้ว ยังไม่มีบุตรไว้สืบ สกุล ด้วยความหวังดีของเพื่อนบ้านคนหนึ่ง ได้ยก บุตรสาวของตนให้เป็นอนุภรรยาของท่านผู้เฒ่า แต่ท่านกลับไม่ยอมรับความหวังดีนั้น ท่านให้เหตุผลว่า ท่านนั้นชราภาพแล้ว ส่วนเด็กสาวนั้นอายุยังไม่ถึงยี่สิบ ควรจะได้สามีที่มีอายุไล่เลี่ยกัน ท่านจึงไม่ควรที่ จะไปทำลายความสุขและอนาคตของเด็กสาวนี้เสีย ด้วยความเห็นแก่ตัว เพียงเพื่อจะมีบุตรไว้สืบสกุล เป็นการไม่สมควรอย่างยิ่ง ท่านผู้เฒ่าทั้งสามท่านนี้ ล้วนแต่ทำในสิ่งที่ยากยิ่งจริงๆ ฟ้าดินจึงประทาน ความสุขความเจริญให้กับท่านทั้งสาม ทั้งใน โลกนี้ และโลกหน้าเป็นแน่แท้ ส่วนคนที่มีเงินมี อำนาจนั้น ถ้าจะกระทำความดีก็ย่อมง่ายกว่า ผู้ที่ไม่มีทั้งเงินและอำนาจ แต่พวกนี้ก็ไม่ค่อยชอบ ทำความดี เพราะฉะนั้น ผู้ที่มีโอกาสทำความดี ได้ง่ายเพราะมีทั้งเงินและอำนาจ กลับไม่ยอมทำ ความดี ส่วนผู้ที่ไม่มีเงินมีอำนาจ กว่าจะทำความ ดีได้ก็ด้วยความยากลำบากยิ่ง นี่คือความแตกต่างกันในคุณค่าของความดี

การทำความดีต่อผู้อื่นนั้น ก็จะต้องแล้วแต่ โอกาสจังหวะเวลาก็มีความสำคัญเช่นกัน การช่วย เหลือผู้อื่นนั้นมีวิธีการมากมาย ประมวลแล้วก็ สามารถแยกออกได้ 10 วิธีด้วยกัน คือ
1.ช่วยเหลือผู้อื่นทำความดี
2.รักและเคารพทุกคนอย่างเสมอหน้า
3.สนับสนุนผู้อื่นให้เป็นผู้มีความดีพร้อม
4.ชี้ทางให้ผู้อื่นทำความดี
5.ช่วยเหลือผู้ที่อยู่ในความคับขัน
6.กระทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ
7.ไม่ทำตนเป็นปู่โสมเฝ้าทรัพย์หมั่นบริจาค
8.ธำรงไว้ซึ่งความเป็นธรรม
9.เคารพผู้มีอาวุโสกว่า
10.รักชีวิตผู้อื่นดุจรักชีวิตตนเอง

ข้อ 1. การช่วยเหลือผู้อื่นทำความดีนั้นเป็น อย่างไร

เมื่อครั้งท่านตี้ซุ่นยังมิได้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน จีนสมัยโบราณ (ก่อน พ.ศ.1712-1665) ท่านไป ยังหนองน้ำแห่งหนึ่ง เห็นชาวบ้านกำลังจับปลา กันอยู่ คนที่แข็งแรงก็พากันไปยังที่ๆ มีน้ำลึก ปลาชุม ส่วนพวกที่ไม่แข็งแรงและผู้ชราถูกกัน ให้ไป จับปลายังที่ๆ มีกระแสน้ำไหลเชี่ยว และที่มีน้ำตื้น ซึ่งปลาจะไม่ชอบมาในบริเวณนั้น ทำให้จับปลา ไม่ได้ ท่านตี้ซุ่นเห็นดังนั้น ก็บังเกิดความสงสาร จับใจท่านจึงเข้าไปช่วยคนที่ไม่แข็งแรง และผู้ชรา หาปลา ใครที่เห็นแก่ตัว ชอบแย่งที่น้ำลึกท่านก็นิ่ง เสียไม่ไปว่าเขา ใครที่ไม่เห็นแก่ตัวท่านก็จะนำ พฤติกรรมของเขาไปสรรเสริญจนทั่ว ท่านเองก็ทำ ตัวอย่างอันดีให้เป็นที่ปรากฏอยู่ทุกวันๆ จนกาล เวลาได้ผ่านไปหนึ่งปี ชาวบ้านพากันสำนึกในความ เห็นแก่ตัวของตน ต่างก็ทำดีต่อกันและกัน ในที่นี้ พ่อจะต้องบอกให้ลูกรู้ว่า พ่อไม่สนับสนุนในเรื่อง การจับปลามาเป็นอาหาร เพราะการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต นั้นเป็นบาปอย่างยิ่ง แต่ที่พ่อยกเรื่องนี้มาเป็น อุทาหรณ์ ก็เพื่อให้ลูกเข้าใจว่าการช่วยให้ผู้อื่นทำ ความดีนั้น ต้องใช้ความอดทนพยายามเพียงไร ท่านตี้ซุ่นนั้นเป็นผู้ฉลาดหลักแหลมยิ่งนัก เพียงแต่ท่านใช้คำพูดกล่อมเกลาจิตใจ ผู้คนก็จะเชื่อท่าน เพราะต่างก็มีความเคารพท่านอยู่แล้ว แต่ท่าน อุตส่าห์ใช้เวลาถึงหนึ่งปีเต็ม ก็เพื่อจะให้ทุกคนกลับ ตัวกลับใจได้หมด และจะไม่กลับไปเป็นคนเห็นแก่ ตัวอีก ไม่ว่าในกรณีใด และเป็นไปด้วยความสมัครใจ ไม่ใช่ด้วยบังคับหรือขอร้อง ให้ทุกคนตระหนักถึง ความดีที่ต้องกระทำร่วมกัน เพื่อความผาสุกของ พวกเขาเอง พ่อจึงสรรเสริญในความอุตสาหะของท่านยิ่งนัก

พ่อและลูก ต่างก็มีชีวิตอยู่ในยุคแห่งความ มืดมน ผู้คนไม่ค่อยมีศีลธรรมเหมือนดังยุคก่อนเพราะฉะนั้นลูกจะต้องเจียมเนื้อเจียมตัว อย่าได้ อวดดีว่าวิเศษกว่าผู้อื่น อย่านำความสามารถของลูกไปข่มผู้อื่นที่ด้อยกว่าให้เขาได้อาย จงเก็บความ รู้ความสามารถของเจ้าไว้ในใจ อย่าได้แสดงออกให้ปรากฏแก่สายตาผู้อื่น ใครพลาดพลั้งล่วงเกิน ลูกก็จงรู้จักให้อภัย อย่าได้แพร่งพรายความไม่ดี ออกไป เพื่อให้โอกาสเขากลับตัวกลับใจ และเมื่อ ไม่มีใครรู้ และก็ทำให้เขาไม่กล้ากำเริบสืบสาน เพราะทุกคนย่อมรักหน้ารักตาไม่อยากเป็นคนเสียชื่อเสียง จึงไม่วิจารณ์ให้ความลับของเขาเป็นที่เปิดเผยออกไป เขาจึงไม่กล้าที่จะทำผิดอีก บางคนนั้น เมื่อมีคนรู้ว่าเขาเป็นคนไม่ดีเสียแล้ว เขาก็ทำตัว เหลวแหลกยิ่งขึ้น เมื่อเป็นคนดีไม่ได้ก็ยอมเป็นคน ชั่วเสียเลย คนเช่นนี้ก็มีให้เห็นๆ อยู่ ลูกจะต้องคอย สังเกตว่าผู้อื่นนั้น เขามีความสามารถอะไรบ้าง ถ้าเป็นสิ่งที่ลูกยังไม่มี ก็จงรีบรับเอาความดีนั้นมา ใส่ตนเถิดอย่าได้รีรอเลย ลูกจะต้องรู้จักชมเชยสรร เสริญความดีงามความสามารถของผู้อื่น ให้แผ่ไพ ศาลไป อย่าได้มีจิตริษยา ในชีวิตประจำวันของลูก ไม่ว่าจะพูดสักคำ จะทำอะไรสักอย่าง จงอย่าทำเพื่อ ประโยชน์ตนเอง ต้องถือประโยชน์ส่วนรวมเป็น สำคัญ ลูกจงจำไว้ให้ดี

ข้อ 2. รักและเคารพทุกคนอย่างเสมอหน้า นั้นเป็นอย่างไร

ผู้ดีนั้น คนที่มีคุณงามความดีและกระทำแต่ คุณงามความดีอย่างสม่ำเสมอ ส่วนคนเลวนั้น บางทีก็ซ่อนอยู่ในคราบของผู้ดี ปะปนกันจนบางที ก็ดูไม่ออก แต่ถ้าลูกสังเกตดีแล้ว ก็จะเห็นความ แตกต่างราวกับขาวและดำทีเดียว ผู้ดีที่มีข้อแตก ต่างจากคนทั่วไปนั้น คือมีน้ำใจรักและเคารพทุก คนอย่างเสมอหน้ากัน ธรรมดาคนที่เราได้พบเห็น ในชีวิตประจำวันนั้น บางคนเราก็เคยใกล้ชิดด้วย บางคนก็ห่างเหินกันไป บางคนสูงศักดิ์ บางคน ต่ำต้อย บางคนฉลาดหลักแหลม บางคนโง่เขลา เบาปัญญา บางคนมีคุณธรรมประจำใจ บางคนก็ ร้ายจนได้ชื่อว่าเป็นคนพาล แม้ทุกคนจะมีสถาน ภาพและจิตใจไม่เหมือนกัน แต่ทุกคนก็เป็นเพื่อน มนุษย์ที่ต้องเกิดแก่เจ็บตายด้วยกัน นักปราชญ์ทั้ง ปวงจึงไม่ชอบให้คนเกลียดกันดูถูกกัน ต้องรักกัน เคารพอย่างเสมอหน้าจึงจะมีสันติสุขเกิดขึ้นได้

ข้อ 3. สนับสนุนผู้อื่นให้เป็นผู้มีความดี พร้อมนั้นอย่างไร

หยกนั้นย่อมมาจากหินชนิดหนึ่ง ถ้าเราทิ้ง ขว้างไม่สนใจ ก็เป็นเพียงหินธรรมดาก้อนหนึ่ง แม้ภายในจะมีหยกเร้นอยู่ ก็ไม่สามารถปรากฏ ความมีค่าของมันได้ แต่ถ้ามนุษย์นำมาเจียระไน เอาความเป็นหยกออกมาจากหิน และสลักให้สวย งามก็จะเป็นของมีค่าสำหรับฮ่องเต้ และขุนนาง กลายเป็นสัญลักษณ์ที่จะต้องติดตัวไว้ แสดงถึง ความบุญหนักศักดิ์ใหญ่ ยามที่ฮ่องเต้ออกขุนนางก็ต้องมีหยกไว้แสดงความเป็นใหญ่ในแผ่นดิน ขุนนางเข้าเฝ้าฮ่องเต้ก็ต้องถือหยกพระราชทานไว้ใน มือ เพื่อแสดงความเคารพ และจงรักภักดีต่อฮ่องเต้ หยกยังนำมาใช้ในพิธีกรรมอื่นๆ อีกมากมาย ลูก ต้องอย่าลืมว่าหยกมีความงาม และความสำคัญ ขึ้นมาได้เพราะฝีมือของมนุษย์เอง คนก็เช่นกันถ้ามีคนคอยช่วยเหลือให้คำแนะนำที่ดี คนธรรมดาๆ ก็จะกลายเป็นคนดีพร้อมไปได้ เพราะฉะนั้น ลูกจง ใส่ใจในคนที่รักดี มุ่งมั่นจะเป็นคนดี ลูกจงให้ความ ช่วยเหลือสนับสนุน ให้กำลังใจประคับประคอง เพื่อให้เขาเป็นคนดีพร้อมให้ได้ แม้เขาจะถูกผู้คน ปรักปรำ ก็จงช่วยชี้แจงปกป้อง และยอมรับข้อปรัก ปรำนั้นว่าลูกก็มีส่วนผิดอยู่ด้วย เพื่อผ่อนคลายความ รุนแรงที่จะเกิดขึ้นกับตัวเขา จนกว่าเขาจะยืนอยู่บนขาของเขาเองได้แล้ว ก็นับว่าลูกได้พยายามจนถึงที่สุดแล้ว

คนดีคนเลวนั้น มักจะคบหากันไม่ได้ คนดี ย่อมคบกับคนดี คนชั่วก็ชอบมั่วสุมกับคนชั่ว คนชั่ว มักเกลียดชังคนดี ยิ่งในชนบทที่ห่างไกลความ เจริญด้วยแล้ว คนชั่วมีมากกว่าคนดี ชอบข่มเหง คนดีอยู่เสมอ จนตั้งตัวไม่ติดคนดีมักจะเป็นคนตรง และไม่กลัวตาย ไม่ชอบการแต่งตัวที่หรูหราไม่ชอบ มีความเป็นอยู่ที่ฟุ่มเฟือย จึงมักตกเป็นขี้ปาก คนชั่วที่ชอบวิพากษ์วิจารณ์คนผิดๆ เพราะฉะนั้น เมื่อลูกพบเห็นเหตุการณ์เช่นนี้ ก็จงช่วยปกป้องคนดี และช่วยชี้ทางให้คนชั่วกลับใจเป็นคนดีเสีย นี่เป็น มหากุศลที่ลูกจะต้องทำให้ได้

ข้อ 4. ชี้ทางให้ผู้อื่นทำความดีนั้นอย่างไร

เกิดมาเป็นมนุษย์ ทุกคนย่อมมีศีลธรรมประจำ ใจอยู่บ้าง มากบ้างน้อยบ้าง ที่จะไม่มีเลยนั้นคงหา ยาก นอกจากมนุษย์จะมัวสาละวนอยู่กับการ แสวงหาลาภยศ เงินทอง ชื่อเสียง โดยไม่คำนึงถึง ศีลธรรม ทำให้ต้องตกอยู่ในความหายนะ ถ้าลูก พบคนเช่นนี้ ลูกจงพยายามช่วยเขา ฉุดเขาให้พ้น จากความหายนะให้จงได้ ดุจคนฝันร้าย ลูกปลุก เขาให้ตื่นจากความฝัน ให้ความรู้ความคิดที่ดีงาม แก่เขา เขาก็จะตื่นจากฝันร้ายกลายเป็นคนดีได้ เมื่อครั้งราชวงศ์ถัง (พ.ศ. 1161-1450) มีขุนนาง ท่านหนึ่ง ท่านเขียนหนังสือสอนใจคนได้ดีมาก เป็นที่แพร่หลายไปทั่วประเทศจีน ชาวจีนมีความ เคารพนับถือท่านมาก เมื่อท่านถึงแก่อนิจกรรม ยังได้รับเกียรติยศอันสูงส่ง ได้รับการสถาปนาจาก ฮ่องเต้ให้เป็นที่ “เอวิ๋น” เป็นการเชิดชูผลงานอันมี ทั้งร้อยแก้วร้อยกรองที่เยี่ยมยอดนั่นเอง ชาวบ้าน พากันเรียกท่านว่า “หานเอวิ๋นกง” ท่านเคยกล่าว ไว้ว่า การตักเตือนผู้อื่นด้วยคำพูดนั้น ไม่ช้าก็จะถูก ลืมเลือนไป ผู้อยู่ไกลก็ไม่สามารถได้ยินคำเตือน นั้นได้ หากบันทึกไว้เป็นหนังสือแม้สักร้อยชั่วคน คำสอนนั้นก็ยังคงอยู่ สามารถแพร่ไปไกลกว่าพัน หมื่นลี้เสียอีก ข้อที่หนึ่งพ่อได้ยกตัวอย่างให้ช่วยเหลือผู้อื่น ด้วยการทำตนเป็นเยี่ยงอย่างแก่ผู้อื่น นานวันเข้าก็จะมีคนตามอย่างโดยไม่รู้ตัว ส่วนข้อนี้ พ่อขอยกตัวอย่างให้ใช้คำพูด ใช้หนังสือเป็นตัวอย่าง ลูกก็จะต้องใช้ให้เหมาะสมมิฉะนั้นก็จะไม่ได้ผลเลย ดุจดั่งคนป่วย ถ้าได้ยาตรงกับโรคก็จะหายวันหาย คืน เหมือนคนที่มีนิสัยแข็งกระด้าง ถ้าเราใช้คำพูด ตักเตือนเขาจะไม่เชื่อโดยง่าย พูดไปก็เสียเวลา เปล่า ถ้าเป็นคนที่มีนิสัยอ่อนโยน การตักเตือน ด้วย คำพูดมักจะได้ผล ลูกไม่ควรพลาดโอกาส อันดีนี้เสีย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลูก ต้องดูคนเป็น ต้อง อ่านนิสัยได้ถูกต้อง แล้วจึงจะวินิจฉัยได้ว่าคนเช่นไร สมควรตักเตือนด้วยคำพูด คนเช่นไรสมควรให้เขา อ่านหนังสือเพื่อแก้ไขตัวเขาเอง

ข้อที่ 5. จะช่วยเหลือผู้ที่อยู่ในความคับขันได้อย่างไร

เคราะห์กรรมย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ ไม่ว่ากับ ใครๆ หากลูกพบเห็นคนที่กำลังตกทุกข์ได้ยาก ลูกจะ ต้องเข้าช่วยเหลือให้ทันท่วงที และจะต้องช่วยแก้ไข สถานการณ์ด้วยสติปัญญาของลูก อย่างรอบคอบ เพื่อให้การช่วยนั้นประสบความสำเร็จ ท่านซุยจื่อซึ่งเป็นขุนนางในราชวงศ์หมิง ในปลายสมัยพระเจ้า เซี่ยวจงฮ่องเต้ (พ.ศ. 2031-2048) ท่านกล่าวไว้ว่า การช่วยเหลือนั้น ไม่ควรคำนึงว่าจะได้บุญได้คุณ สักเพียงไร ขอให้ช่วยให้ได้ทันท่วงทีจึงจะควร ช่าง เป็นคำพูดที่เปี่ยมไปด้วยเมตตาการุณย์เสียนี่กระไร

ข้อที่ 6. กระทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อ สาธารณะอย่างไร

ไม่ว่าลูกจะอยู่ในชนบทเล็กๆ หรือในเมือง ใหญ่ๆ หากเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับประโยชน์สุขของ ส่วนรวมแล้ว ลูกจะต้องไม่ท้อถอยในการเป็นอาสา สมัคร เช่น ขุดคูส่งน้ำ เพื่อไว้ใช้ในนายามหน้าแล้ง หรือสร้างทำนบเพื่อป้องกันน้ำท่วม หรือซ่อมสะพาน ที่ชำรุด เพื่อให้การสัญจรไปมาสะดวกและปลอดภัย ยิ่งขึ้นหรือให้ทานอาหารแก่คนอดอยาก หรือให้ น้ำแก่คนกระหายแล้ว ลูกก็ควรชักชวนชาวบ้านให้ ร่วมแรงร่วมใจกันกระทำความดีร่วมกัน ใครมีเงิน ก็ออกเงิน ใครมีแรงก็ออกแรง ผนึกกำลังให้เข้มแข็ง จะได้ช่วยเหลือคนได้มากขึ้น หากใครมาว่าร้ายลูก ก็จงอย่าใส่ใจ ถ้าเราทำดีโดยสุจริตแล้ว ใครๆก็ย่อม เข้าใจ และช่วยป้องกันลูกเสียอีก ลูกจงอย่าท้อถอย ไม่ว่าจะประสบอุปสรรคใดๆ ก็อย่าได้วางมือเป็น อันขาด

ข้อที่ 7. ไม่ทำตนเป็นปู่โสมเฝ้าทรัพย์หมั่น บริจาคอย่างไร

คำสอนในพระพุทธศาสนานั้นมากมาย พระ ผู้มีพระภาคทรงแนะนำให้รู้จักให้ทานเสียก่อน การ ให้คือ การเสียสละ ท่านที่บรรลุธรรมแล้ว ท่าน เสียสละได้หมด ทั้งอายตนะภายใน (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) และอายตนะภายนอก (รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธัมมารมณ์) ก็สิ่งที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นชีวิต ท่านยังเสียสละได้ เรื่องทรัพย์สิน เงินทองของนอกกาย ไฉนจักเสียสละไม่ได้ ถ้าเรา สามารถเสียสละได้ทุกอย่างเช่นนี้แล้ว เราก็จะรู้สึก ว่าเรามิได้แบกภาระอันใดไว้ ทำให้จิตใจปลอดโปร่ง ไม่ห่วงหน้ากังวลหลังใครทำของเราเสีย ใครขโมย ของเราไปก็ไม่เดือดร้อนเลยแม้แต่นิด เพราะเราเสีย ลสะได้หมดจริงๆ ผู้ที่ไม่สามารถเสียสละได้ทั้ง หมด ก็ต้องเริ่มต้นด้วยการให้ทานบริจาคทรัพย์ เสียก่อน คนในโลกนี้เห็นว่าปัจจัยสี่นั้นเป็นสิ่ง สำคัญของชีวิต และเงินเท่านั้นที่จะบันดาลให้ได้ มาซึ่งปัจจัยสี่ เพราะฉะนั้นคนส่วนมากจึงให้ความ สำคัญแก่เงินเท่าชีวิต หาได้คิดสักนิดไม่ว่า หาก ยังมีลมหายใจก็ดีอยู่หรอก ถ้าหมดลมเมื่อใดมี ใครเคยเอาอะไรติดตัวไปได้บ้าง ผู้ที่รักเงินยิ่งชีวิต จึงควรฝึกตนให้รู้จักการบริจาคทรัพย์ให้ทานเสีย บ้าง ใหม่ๆ ก็จะเกิดความเสียดาย เพราะคนรักเงิน ยิ่งชีวิตมักเป็นคนตระหนี่ ใจคอคับแคบ แต่ถ้าหมั่น บริจาคก็จะเกิดเป็นนิสัยอันดีงามขึ้น สามารถ บริจาคได้มากขึ้น และไม่นึกเสียดายดังแต่แรก

ข้อ 8.ธำรงไว้ซึ่งความเป็นธรรมได้อย่างไร

ธรรมะคือประทีปที่ส่องวิถีทางแห่งชีวิต เมื่อ หนทางข้างหน้าสว่างไสว ชีวิตย่อมดำเนินไปตาม ทิศทางอันถูกต้อง ดุจดั่งคนที่มีนัยน์ตาดี ย่อม สามารถเลือกทางเดินที่สะดวกที่สุด และดีที่สุดได้ โบราณท่านจึงว่า ธรรมะคือ การธำรงไว้ซึ่งฟ้าดิน และมนุษย์ ให้เกิดความสมดุลผสมผสานกลมกลืน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จะขาดไปแม้แต่สิ่งหนึ่งสิ่ง ใดก็หามิได้ ต้องเป็นปัจจัยอิงอาศัยซึ่งกันและกัน ทำให้เกิดสรรพสิ่งด้วยธรรมะ ธรรมะทำให้ชีวิตหลุด พ้นจากห้วงแห่งความทุกข์ มีอิสระเสรีที่จะอยู่ใน โลกต่อไปก็ได้ จะไปให้พ้นโลกเสียก็ได้ ฉะนั้นเมื่อ ลูกเห็นศาลที่บูชานักปราชญ์ราชบัณฑิต หรือเห็น คัมภีร์โบราณที่เป็นธรรมะอันสูงส่ง ลูกจะต้อง ถนอมด้วยความเคารพ หากมีสิ่งขาดตกบกพร่อง ลูกจะต้องซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพดีดังเดิม เพื่อเป็น ประโยชน์แก่อนุชนรุ่นหลังต่อไป ลูกจะต้องเผยแผ่ ธรรมะธำรงไว้ซึ่งธรรมะ ปฏิบัติตนด้วยธรรมะ สอน ให้ผู้อื่นรู้จักธรรมะ จึงจะเรียกว่าเป็นพุทธศาสนิก ที่รู้ซึ้งในพระกรุณาคุณ พระปัญญาคุณ และพระ บริสุทธิคุณของพระผู้มีพระภาคเจ้า ถ้าลูกทำได้ เช่นนี้ จึงจะได้ชื่อว่าเป็นผู้รู้พระคุณของพระผู้มีพระ ภาคอย่างแท้จริง และได้ถวายความกตัญญูกตเวที แด่พระองค์อย่างถูกต้องแล้ว

ข้อ 9. เคารพผู้มีอาวุโสกว่าอย่างไร

ในครอบครัว ย่อมมีบิดามารดา พี่ชายพี่สาว ที่มีอาวุโสกว่าเรา เราต้องเคารพรัก รู้จักปรนนิบัติ เอาใจใส่ดูแลทุกข์สุข ให้ความสุขความสำราญแก่ ท่าน ให้ความสนิทสนมกลมเกลี่ยว ยิ้มแย้มแจ่ม ใสเข้าหากัน พูดจากันด้วยวาจาอันไพเราะ นานไป ก็จะเป็นผู้มีนิสัยอันดีงาม

ในประเทศย่อมมีฮ่องเต้เป็นประมุข ที่เราจะ ต้องแสดงความจงรักภักดี รับราชการด้วยความ ซื่อสัตย์สุจริต รักษากฎหมายยิ่งกว่าชีวิตของลูก เอง อย่าอวดดีทำผิดโดยคิดว่าพระองค์จะไม่ทรง ทราบ การลงโทษคนโดยอาศัยอำนาจของกฎหมาย ก็อย่าเมาอำนาจจนตัดสินโทษด้วยอารมณ์ อย่านึก ว่าพระองค์ไม่ทรงทราบ แล้วทำไปด้วยความลำ พองใจ โบราณท่านว่าการรับใช้ฮ่องเต้ ก็คือการรับ ใช้สวรรค์ สวรรค์ย่อมประทานความเจริญความสุข สมบูรณ์ให้ถ้าลูกทำดีพอ

ข้อ10. รักชีวิตผู้อื่นดุจรักชีวิตตนเองอย่างไร

มนุษย์จักทรงความเป็นมนุษย์อยู่ได้ ก็ด้วยจิต ที่มีเมตตากรุณา การเอาชนะสิ่งที่ยากที่สุดคือใจ ของตนเอง ต้องเริ่มปลูกฝังจิตให้มีเมตตากรุณาก่อน การสั่งสมคุณธรรมใดๆ ก็ต้องเริ่มที่จิตอัน กอปรด้วยเมตตากรุณาเช่นกัน ในสมัยราชวงศ์โจว นั้น (ก่อน ค.ศ.1100-ก่อน ค.ศ.771) ท่านโจวกงซึ่ง เป็นไจเสียงของพระเจ้าเฉิงอ๋อง ได้แต่งหนังสือขึ้น เล่มหนึ่งให้ชื่อว่า โจวหลี่ อันเป็นต้นตำรับที่ราชวงศ์ ต่อๆ มา ถือเป็นแบบฉบับว่าด้วยการบริหารประ เทศ หน้าที่ความรับผิดชอบของข้าราชการ กฎหมาย และจารีตประเพณี รวมทั้งพิธีกรรมต่างๆ มีอยู่ข้อ หนึ่งที่ท่านกำหนดไว้ว่า เดือนแรกของปี เป็นเวลา ที่พืชพันธุ์ธัญญาหารมีโอกาสเจริญเติบโต ง่ายแก่ การตั้งครรภ์ของสรรพสัตว์ ฉะนั้นการเซ่นสรวงบูชา ในเดือนนี้ จึงห้ามฆ่าสัตว์ตัวเมีย เพราะเกรงว่าอาจจะกำลังตั้งครรภ์อยู่ นี่ก็เป็นความเมตตากรุณาของท่านโจวกง ท่านนักปราชญ์เมิ่งจื่อได้กล่าวไว้ว่า ผู้ดีย่อมอยู่ห่างไกลจากโรงครัวที่มีการฆ่าสัตว์ เพราะ เพียงแต่ได้ยินเสียงผู้อื่นฆ่าสัตว์ ก็ทำให้จิตใจหดหู่ เศร้าหมองได้ ท่านผู้ใหญ่แต่กาลก่อนจึงไม่ยอม บริโภคเนื้อสัตว์สี่ประเภท คือ

1. สัตว์ที่ได้ยินเสียงเขาฆ่า
2.สัตว์ที่เห็นเขากำลังฆ่า
3.สัตว์ที่เลี้ยงอยู่เอง
4.สัตว์ที่เขาจงใจฆ่าเพื่อให้เราบริโภค

ลูกเห็นใครที่ไม่อยากบริโภคเนื้อสัตว์ แต่ยังทำ ไม่ได้ทันที ก็จงแนะนำเขาให้เริ่มไม่แตะต้องเนื้อสัตว์สี่ประเภทนี้ให้ได้เสียก่อน

เริ่มฝึกเสียแต่เดี๋ยวนี้ ความก้าวหน้าในการ ปฏิบัติธรรมย่อมติดตามมา เมื่อกระแสจิตได้ถูก ฝึกฝนให้เจริญด้วยเมตตาธรรม และกรุณาธรรม แล้วไซร้ ก็จะไม่นึกอยากฆ่าสัตว์ สัตว์ทั้งมวลล้วน มีชีวิตจิตใจเช่นเราเหมือนกัน การนำตัวไหมลงไป ต้มในน้ำร้อนๆ เพื่อทำเครื่องนุ่งห่ม ที่นิยมกันว่า สวยงามมีค่ามาก ที่แท้เป็นบาปกรรมโดยไม่รู้ตัว ความจริงผ้าไหม มิใช่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิต มนุษย์เราน่าจะใช้ผ้าฝ้าย ที่ไม่ต้องเบียดเบียนสัตว์จะมิดีกว่าหรือ แม้กระทั้งการถางดินฆ่าหนอนก็ ล้วนแต่เป็นบาปกรรมทั้งสิ้น ดูดูมนุษย์เกือบทั้ง หมดล้วนแต่เบียดเบียนชีวิตผู้อื่น เพื่อความมีชีวิต ของตนเอง ต้องทำปาณาติบาตอยู่ตลอดเวลา ที่มี ชีวิตอยู่ แม้กระทั่งมือที่ตบยุง บี้มด เท้าที่เหยียบ ลงไปบนตัวสัตว์โดยไม่เจตนา ก็ไม่รู้ตัวว่าวันหนึ่งๆ ได้ทำไปกี่ครั้ง ลูกจงระวังให้ดี ป้องกันให้ได้ นอก จากจะสุดวิสัยจริงๆ มีโคลงโบราณอยู่บทหนึ่ง ซึ่ง เป็นที่ประทับใจพ่อจนบัดนี้ ท่านว่าไว้ว่า เพราะ รักหนูจึงเก็บข้าวไว้ให้กิน เพราะสงสารแมลงจึงไม่ จุดตะเกียงในยามค่ำคืน ดูเถิดว่าคนโบราณนั้นท่าน มีเมตตากรุณาเพียงไร

การทำความดีนั้นไม่มีที่สิ้นสุด อธิบายเท่าไร ก็คงไม่หมด จงถือหลักสิบประการนี้แล้วลูกก็จะแผ่ขยายการทำดีให้กว้างขวางออกไปเอง การสั่งสม คุณธรรมให้ครบหนึ่งหมื่นครั้ง ก็จะอยู่เพียงแค่ เอื้อม