Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
โอวาทข้อที่ 2 วิธีแก้ไขความผิดพลาด | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

โอวาทข้อที่ 2 วิธีแก้ไขความผิดพลาด

563 Views

ในยุคชุนซิว (ก่อนพุทธศักราช 227 ปี) ก่อน พ.ศ. 227-พ.ศ.67 เป็นระยะเวลาที่อำนาจของราช วงศ์จิว (ก่อนศตวรรษที่ 11 ก่อน พ.ศ.228) เสื่อม ถอยหัวเมืองใหญ่น้อยต่างแข็งข้อ ตั้งตนเป็นใหญ่ จิตใจคนจีนในยุคนี้ เสื่อมทรามโหดเหี้ยมมาก ลูกฆ่าพ่อ ขุนนางฆ่าฮ่องเต้ ท่านนักปราชญ์ขงจื่อก็เกิดในยุคนี้ท่านเห็นว่า เหตุการณ์จะรุนแรงยิ่งขึ้น ไม่เป็นผลดีต่อประเทศชาติ จึงนำหนังสือเล่มหนึ่ง มีชื่อว่าชุนชิว ซึ่งเป็นของแคว้นหลู่ มาแก้ไขปรับปรุง เสียใหม่ส่วนที่ดีคงไว้ส่วนที่ขาดเพิ่มเติม บันทึก ความชั่วร้ายในยุคนั้น ไว้ในหนังสือชุนชิว นี้อย่างละเอียดลออ เพื่อไว้เตือนใจคนไม่ให้นำมา เป็นเยี่ยงอย่าง ขุนนางในสมัยนั้น ช่างดูคนโดย สังเกตจากกิริยาวาจา ก็สามารถคาดคะเนอนาคต ของคนๆ นั้นได้ สังคมขุนนางในสมัยนั้น จึงมักนำ บุคคลิกของใครต่อใคร มาเป็นหัวข้อในการสนทนา พ่อจึงอยากให้ลูกค้นหาส่วนดีส่วนเสียของหนังสือ เล่มนี้ แม้จะเป็นของโบร่ำโบราณ ห่างจากยุคเรา เกือบสองพันปีก็ตาม แต่ลูกก็จะได้ประโยชน์จาก หนังสือนี้อย่างเหลือล้น นอกจากเล่มนี้แล้วก็ยัง มีอีกหลายเล่ม ที่บันทึกประวัติศาสตร์ในระยะสอง พันปีนี้ ลูกอ่านแล้วจะได้เข้าใจชีวิตดีขึ้น รู้จักนำส่วน ดีของอดีต มาเสริมสร้างชีวิตอนาคตของลูกเอง ให้เพียบพร้อมด้วยความเป็นคนที่มีศีลมีธรรมหลุดพ้นจากความเป็นปุถุชนได้ในที่สุด

ธรรมดานิมิตหรือลางสังหรณ์นั้น มักจะเกิด ทางใจแล้วปรากฏให้เห็นทางอิริยาบถ บุคคลิก ลักษณะจึงเปรียบประดุจกระจกเงา ฉายให้เห็น บุญวาสนาหรือเคราะห์กรรมที่บุคคลนั้นๆ จะต้อง ได้รับในอนาคต ปุถุชนมักมองไม่เห็นบุคคลิก ลักษณะอันน่าศึกษานี้ กลับเห็นว่าเป็นการคาดคะ เนที่ไม่แน่นอน

ธรรมชาตินั้นมีความซื่อตรงยิ่งนัก หากเราเอา อย่างธรรมชาติได้ จิตใจของเรานี้ก็จะผสมผสาน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับธรรมชาติ ซึ่งก็คือฟ้าดิน นั่นเอง ฉะนั้นลูกจงสังเกตพฤติกรรมของบุคคล ต่าง ๆ ว่าเขาชอบทำกรรมดีหรือกรรมชั่ว ถ้าเขาชอบ ทำแต่กรรมดี ทำได้ครบตามมาตรการ และสูงถึง มาตรฐานแล้วไซร้ ก็จงแน่ใจเถิดเขาจะต้องได้รับ ผลดีแน่ แต่ถ้าเขาชอบทำแต่กรรมชั่ว ลูกก็จงแน่ใจ เถิดว่าเขาจะต้องได้รับผลเลวร้ายตอบแทน หากลูก ต้องการความสุขและห่างไกลจากความทุกข์ ลูกจะ ต้องรู้จักวิธีแก้ไขความผิดพลาดของตนเองเสียก่อน

ข้อที่ 1. ลูกจะต้องมีความละอายต่อการทำ ชั่ว ไม่ว่าจะอยู่ต่อหน้าหรือลับหลังผู้คน ลูกลองคิดดูสินักปราชญ์แต่ครั้งโบราณมา ท่านก็เป็นชายอก สามศอกเช่นลูกนี้ แต่ไฉนท่านเหล่านั้นจึงได้รับ ความเคารพบูชาเป็นปูชนียบุคคล แม้กาลเวลาจัก ได้ผ่านไปแล้วเป็นร้อยชั่วคนก็ตาม ส่วนลูกนั้นเล่า ยังคงเป็นกระเบื้องที่แตกอยู่เป็นเสี่ยงๆ ในชีวิต ยังไม่ได้สร้างอะไร เป็นชิ้นเป็นอันเป็นแก่นเป็นสาร ให้ปรากฏเลย ทั้งนี้ก็เพราะลูกมัวหลงละเลิงอยู่กับความสุขทางโลก เหมือนผ้าขาวที่ถูกสีต่างๆ แปดเปื้อนเสียแล้ว ย่อมหมดความบริสุทธิ์ผุดผ่อง มักจะทำอะไรที่ไม่สมควรทำ แต่คิดว่าผู้อื่นไม่ล่วงรู้ ต่อไปก็ยิ่งเหิมเกริมทำผิดมากขึ้นทุกที โดยไม่มี ความละอายต่อบาป ลงท้ายก็จะเหมือนกับสัตว์เดรัจฉาน ที่ไม่สามารถรู้ว่าตนเองกำลังทำอะไร อยู่ในโลกนี้ จะมีสิ่งไรอีกเล่าที่จะน่าละอายไปกว่า ที่ตนเองไม่รู้ดีรู้ชั่ว ท่านนักปราชญ์เมิ่งจื่อจึงได้ กล่าวไว้ว่า ความละอายและความเกรงกลัวต่อบาป นั้น เป็นความยิ่งใหญ่ของมนุษย์ในโลกนี้ ผู้ใดมีไว้ ย่อมได้ชื่อว่าเป็นปราชญ์ ผู้ใดมิได้มีไว้ย่อมเหมือน สัตว์เดรัจฉาน ลูกจึงต้องเริ่มต้นแก้ไขความผิด พลาดของตนเองด้วยกุศลธรรมข้อนี้ก่อน

ข้อ 2. ลูกจะต้องมีความเกรงกลัวต่อการทำ ชั่วเทพยดาอยู่เบื้องบน ผีสางวิญญาณล้วนมีร่าง โปร่งแสงมีอยู่เกลื่อนกลาด ทุกหนทุกแห่ง ซึ่งนัยน์ ตาของมนุษย์ธรรมดา ย่อมมองไม่เห็น ไม่ว่าลูกจะ ทำผิดอะไรที่คนไม่รู้ ผีสางเทวดาก็รู้หมด ถ้าลูกทำ ความผิดร้ายแรง ลูกก็จะต้องได้รับเคราะห์กรรม ไม่เบาทีเดียวละ ถ้าลูกทำผิดเพียงนิดหน่อย ก็จะทำ ให้ลูกได้รับความสุขที่กำลังให้ผลอยู่ในปัจจุบันลด น้อยลงทันที ลูกจะไม่กลัวได้หรือ

ไม่เพียงเท่านั้น แม้เราจะอยู่ในบ้านของ เราเอง ในที่รโหฐานก็ตาม ก็หนีไม่พ้นสายตาของผี สางเทวดาไปได้ แม้ลูกจะปกปิดความผิดไว้ดีเพียง ไรแต่จะปกปิดผีสางเทวดาหาได้ไม่ เพราะแม้แต่ใน ตัวลูกมีไส้กี่ขด ท่านเหล่านั้นก็มองเห็นทะลุปรุโปร่งอยู่แล้ว หากวันใดบังเอิญมีคนแอบรู้เห็นเข้า ลูกก็จะ กลายเป็นคนไร้ค่าไปทีเดียว อย่างนี้แล้วลูกยังจะ ไม่กลัวอีกหรือ

ไม่เพียงเท่านั้น หากลูกยังมีลมหายใจอยู่ แม้จะทำความผิดล้นฟ้า ก็ยังมีโอกาสแก้ตัวได้ ถ้าลูกสำนึกในความผิดนั้นได้ทันท่วงที ในกาลก่อนมีชายคนหนึ่งตลอดชีวิตของเขา ชอบทำแต่กรรมชั่ว ครั้นพอใกล้จะตาย ได้สำนึกผิดเพียงขณะจิตเดียว และจิตสุดท้ายที่รู้จักผิดชอบชั่วดี ก็ยังสามารถทำ ให้จิตที่เกิดต่อจากจิตสุดท้าย (จุติจิต) ได้ปฏิสนธิใน สุคติภพทันท่วงที รอดจากการไปสู่ทุคติภพอย่าง หวุดหวิด และเมื่อเขาได้ไปสู่สุคติภพเสียก่อนเช่นนี้ จิตที่เรารู้จักผิดชอบชั่วดีแล้ว ในวินาทีสุดท้ายนี้ก็ ย่อมเป็นปัจจัยให้เขาประกอบแต่กรรมดี หากเขา สามารถสั่งสมความดีได้มากกว่ากรรมชั่ว ที่เคยกระ ทำมาเป็นหมื่นเท่าพันทวีแล้วไซร้ วิบากแห่งกรรม ชั่วที่มิใช่กรรมหนัก จักติดตามมาให้ผลไม่ทันเสีย แล้ว ดุจในถ้ำที่มืดมิดมานานนับพันปีเพียงแต่จุด ไฟให้สว่างเพียงดวงเดียว ก็สามารถขับไล่ความมืด ที่มีมานานนับพันปีให้หมดสิ้นไป ในพริบตาเดียว ฉะนั้นลูกจงจำไว้ว่า ความผิดที่ลูกกระทำไว้นาน แล้วหรือเพิ่งกระทำ ขอให้รู้สำนึกและแก้ไขเสียทันที จึงจะเอาตัวรอดได้ ไม่ต้องไปสู่ทุกคติภพที่เต็มไป ด้วยความทุกข์ทรมาน

แต่ลูกจะต้องจำไว้ให้ดีว่า แม้ความผิดนั้นเป็นสิ่งที่แก้ไขได้ ก็อย่านอนใจที่จะทำผิดบ่อยๆ อย่านึก ว่าวันนี้เราทำผิดแค่นี้ไม่เป็นไร พรุ่งนี้เราจะแก้ไขไม่ทำอีกก็แล้วกัน ถ้าคิดเช่นนี้ ก็ผิดจากวัตถุประสงค์ที่พ่อพร่ำสอนลูกมา อันความผิดที่เกิดจากรู้ว่าผิด แล้วยังจงใจทำ เป็นมโนกรรมที่มีโทษหนัก แม้ลูก ตั้งใจจะแก้ไขนั้น พรุ่งก็อาจจะสายไปเสียแล้ว เพราะ ในโลกแห่งความวุ่นวายนี้ ใครจะรับประกันได้ว่า เราจะมีชีวิตอยู่จนถึงวันพรุ่งนี้ มนุษย์มีชีวิตอยู่ได้ ด้วยลมหายใจ ถ้าลูกขาดหายใจเพียงครั้งเดียว ชีวิต นี้ก็ไม่ใช่ของลูกเสียแล้ว ทุกสิ่งลูกก็นำติดตัวไปด้วย ไม่ได้ เพราะทุกสิ่งเป็นรูปธรรม มีใครเป็นเจ้าของรูป ธรรมได้ชั่วนิรันดร์ สิ่งที่ติดตามลูกไปได้มีเพียง กรรมดีและกรรมชั่วเท่านั้น อันเป็นนามธรรมที่ มนุษย์ มองไม่เห็น จะสัมผัสได้ด้วยใจเท่านั้น หากบุญ ยังมีเหลือพอได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก ก็จะเป็น คนที่ชื่อเสียงไม่ดีเป็นร้อยปีพันปี แม้จะมีลูกหลานที่ดีก็ไม่สามารถช่วยลูกได้ หากกรรมหนักไม่สามารถ มาเกิดเป็นมนุษย์อีก ก็จะต้องตกนรกหมกไหม้ ทนทุกข์ทรมานไปชั่วกัปชั่วกัลป์ แม้พระพุทธองค์ก็ ทรงโปรดไม่ได้ เพราะผู้ใดทำกรรมไว้ผู้นั้นเองเป็นผู้ได้รับผลแห่งกรรมนั้น ลูกยังจะไม่กลัวได้หรือ

ข้อ 3. ลูกจะต้องมีความกล้าที่จะแก้ไขตน เอง มีกำลังใจที่จะแก้ไขอย่างจริงจังไม่ท้อถอย มีความเพียรอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่ทำบ้างหยุดบ้าง ความผิดเล็กๆ น้อยๆ นั้น เปรียบประดุจหนาม ตำอยู่ในเนื้อ ถ้ารีบบ่งหนามออกเสีย ก็จะหายเจ็บ ทันที หากเป็นความผิดใหญ่หลวง ก็เปรียบประดุจ ถูก งูพิษที่ร้ายแรงขบกัดเอาที่นิ้ว ถ้าลูกไม่กล้าตัดนิ้ว ทิ้ง พิษก็จะลุกลามไปถึงหัวใจ และตายได้ง่ายๆ ลูก จึงต้องมีจิตใจที่เด็ดเดี่ยวกล้าเผชิญ ความจริงรู้ตัว ว่าผิดตรงไหน ต้องแก้ตรงนั้นทันที อย่ารีรอลังเล จะเสียการในภายหลัง ลูกจงศึกษาวิชาโป๊ยก่วย ที่ว่าด้วยความแข็งแกร่งของฟ้า ความอ่อนโยนของ ดิน ความมีพลังของไฟ ความเย็นของน้ำ ความกึก ก้องของเสียงฟ้าร้อง ความแรงกล้าของลม ความ มั่นคงของขุนเขา และความเป็นกระแสของสายธาร แล้วลูกจะเข้าใจถึงธรรมชาติแปดประการนี้ ซึ่งต่าง ก็เป็นปัจจัยให้กันและกัน ในยามที่พายุมา เสียง ฟ้าร้อง ลมก็จะเป็นปัจจัยช่วยให้ฟ้าร้องดังยิ่งขึ้น ฟ้าก็จะช่วยลมให้มีกำลังพัดรุนแรงขึ้น ตัวอย่าง เหล่านี้ ถ้าลูกศึกษาให้เข้าใจแล้ว ก็จะสามารถ นำวิชาโป๊ยก่วยนี้ มาประยุกต์ในชีวิตประจำวันให้ เกิดประโยชน์สุขแก่ลูกเอง ความผิดถูกความดีชั่ว ล้วนเป็นปัจจัยแก่กันและกัน เมื่อรู้ว่าผิดรีบแก้ไข เสีย ความถูกก็จะกลับคืนมา เมื่อทำความดีอยู่ ความชั่วไหนเลยจะกล้ำกราย ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับ ความเด็ดเดี่ยวกล้าหาญของลูกเองเท่านั้นจงจำไว้

เมื่อลูกมีความละอาย มีความเกรงกลัว และมีความกล้าหาญเด็ดเดี่ยว ที่จะแก้ไขความผิด พลาดของตนเองแล้วไซร้ ความผิดนั้นก็ย่อมจะ ลดน้อยถอยลงจนหมดไปในที่สุด เปรียบประดุจสาย น้ำที่รวมตัวกลายเป็นน้ำแข็งในฤดูใบไม้ผลิ เมื่อถูก แสงอาทิตย์ก็ย่อมละลายกลายเป็นดังเดิม แต่ความ ผิดพลาดของมนุษย์นั้นไม่ง่ายดังว่า เป็นเสียทั้งหมด บางสิ่งต้องแก้ที่เหตุการณ์ บางสิ่งต้องแก้ที่เหตุผล บางสิ่งต้องแก้ที่ใจ วิธีการแก้ไขย่อมแตกต่างกัน ออกไป ผลที่ได้ก็ไม่เหมือนกัน ลูกจงฟังให้ดี

เช่นเมื่อวานนี้เราฆ่าสัตว์ วันนี้เราตั้งใจไม่ฆ่า อีกต่อไปหรือเมื่อวานเราโกรธ ผรุสวาทไปมากมาย วันนี้เราตั้งใจไม่โกรธอีกต่อไป นี่คือ การแก้ไขที่ เหตุการณ์ วันนี้เราตั้งใจไม่โกรธอีกต่อไป นี่คือ การแก้ไขที่เหตุการณ์ ทำผิดแล้วจึงได้คิด ซึ่งไม่ ค่อยจะได้ผล เพียงระงับได้ชั่วคราว เผลอเมื่อใด เราก็จะทำผิดได้อีก

การแก้ไขจึงต้องแก้ก่อน ที่จะมีการกระทำ ผิดเกิดขึ้น คือ ต้องรู้เหตุที่ก่อให้เกิดความผิดได้ เสียก่อน เช่นการฆ่าสัตว์ ถ้าเราเข้าใจเสียก่อนว่า ชีวิตใครๆ ก็รัก ไฉนจึงฆ่าสัตว์อื่นเพื่อเลี้ยงชีวิต เราให้ยืนยาวเล่า ถ้ามีใครทำกับเราบ้างอย่างนี้ ลูก จะยอมหรือ อนึ่งการฆ่าสัตว์นั้น ทำให้เกิดความทรมานเจ็บปวดแสนสาหัส นำสัตว์ต้มในกระทะร้อนๆ กว่าจะตายก็แสบร้อนไปทุกขุมขน บริโภคอาหาร สัตว์เอร็ดอร่อยเพียงไร เมื่อเข้าไปอยู่ในท้องเราแล้ว ก็จะเปลี่ยนเป็นปฏิกูลต่อไป ถ้าเราบริโภคแต่พืชผัก ผลไม้ เราก็อยู่ได้อย่างเป็นสุขเช่นกันไม่เดือดร้อน อะไร ไฉนจึงต้องไปทำลายชีวิตผู้อื่น เพื่อความอิ่ม เพียงชั่วยาม แต่ต้องทำลายบุญ ที่มีอยู่แล้วให้น้อย ลง และเพิ่มบาปให้มากขึ้นด้วยเล่า

ชีวิตที่ประกอบขึ้นด้วยเลือดเนื้อนั้น ย่อมมี วิญญาณคือความรู้สึกนึกคิดเช่นเดียวกับเรา ถ้า เราไม่สามารถทำให้สัตว์เหล่านั้น มารักนับถือเรา ไว้วางใจเรา และอยากอยู่ใกล้เราแล้ว เราก็อย่า สร้างความเคียดแค้นชิงชัง จนถึงจองเวรจองกรรม กันขึ้นเลย ถ้าลูกคิดได้เช่นนี้แล้ว ลูกก็จะกลืนเนื้อ สัตว์เหล่านั้นไม่ลงคอ เมื่อสมัยโบราณกาลในยุค หินใหม่ เรามีผู้นำที่ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตากรุณาและทรงปรีชาสามารถยิ่งพระองค์หนึ่ง ซึ่งมีพระ นามว่า ตี้ซุ่น ก่อนเสวยราชย์โดยราษฎรพร้อมใจ กันเลือกท่าน ท่านเป็นชาวนาระหว่างที่ทำนาอยู่ นั้นจะมีช้างมาช่วยท่านไถนา มีนกมาช่วยท่านถอน หญ้า ซึ่งปัจจุบันนี้ ภาพเช่นนี้หาดูไม่ได้อีกแล้ว ก็ เพราะมนุษย์ขาดความเมตตาการุณย์อย่างจริงใจ นั่นเอง

เรื่องความโกรธก็เช่นกัน ถ้าเรารู้จักคิดสักนิด ว่า คนนั้นแตกต่างกันทั้งนิสัย สติปัญญา กรรมใน อดีตและปัจจุบัน ภูมิหน้าภูมิหลังของแต่ละคนจึง ไม่เหมือนกัน บางอย่างเขาสู้เราไม่ได้ บางอย่าง เราสู้เขาไม่ได้ เมื่อเขาพลาดพลั้งไป ก็ด้วยความรู้ เท่าไม่ถึงการณ์ เป็นความโง่เขลาเบาปัญญา น่า สงสารมากกว่า น่าให้อภัยมากกว่า ถึงแม้เขาจะ ให้ร้ายเรา ก็เป็นเรื่องที่เขาทำผิดเอง เราไม่เดือด ร้อนนัก ก็จะไม่เกิดความโกรธขึ้นมาได้เลย

ลูกจะต้องคิดให้ได้ว่า ในโลกนี้ไม่มีใครเลยที่ ไม่เคยทำความผิด คนที่อวดดีอวดวิเศษนั้น หาใช่ ปราชญ์ที่แท้จริงไม่ คนที่มีความรู้สมเป็นนักปราชญ์ นั้น ท่านมักถ่อมตน คอยจับผิดตนเอง ไม่กล้าโกรธ เคืองผู้อื่น ไม่จับผิดผู้อื่น คอยสำรวจตนเองว่า ได้ล่วง เกินใครอย่างไรบ้างหรือเปล่า ยามที่มีคนล่วง เกินตน ก็จะถามตนเองเสียก่อนว่า ได้เคยล่วง เกินเขาไว้ก่อนหรือไม่ ยามที่มีคนไม่จริงใจต่อตน ก็จะถามตนเองเสียก่อนว่า ได้เคยแสดงความไม่ จริงใจต่อเขาก่อนหรือไม่ เรามัวคิดเสียเช่นนี้ เราก็ จะไม่ทันได้โกรธผู้อื่น ยิ่งถามตนเองแล้ว ปราฏว่า ไม่เคยล่วงเกิน ไม่เคยไม่จริงใจต่อเขามาก่อน เราก็ยิ่งสบายใจ รับเอาความผิดพลาดของผู้อื่น มาเป็นบทเรียนฝึกฝนตนเองต่อไป เราก็จะกลาย เป็นคนดียิ่งๆ ขึ้น เมื่อคิดได้เช่นนี้ ใครทำไม่ดีกับเรา เราก็รับบทเรียนไว้ด้วยความยินดี จิตใจไม่ขุ่นมัว จักมีความโกรธมาแต่ไหน

ถ้ามีคนนินทาว่าร้ายลูก ลูกก็จะต้องคิด ให้ได้ว่าเหมือนคนจุดกองไฟเผาฟ้า แม้กองไฟ จะใหญ่มหึมาเพียงใด แต่ฟ้านั้นว่างเปล่าไม่มีเชื้อ ที่จะติดไฟได้ กองไฟจะลุกโชติช่วงสักเพียงใด ก็จะไหม้และมอดไปข้างเดียวในที่สุด คนที่ว่าร้าย ลูก เห็นลูกอยู่ในความสงบไม่โกรธ ไม่ตอบเขาก็ จะหยุดไปเองเช่นกัน เพราะการนินทาว่าร้ายนั้น เหมือนนำสีมาป้ายที่ผ้าขาวนั้น ย่อมยากที่จะขาว ได้ดังเดิม แม้ลูกจะมีเหตุผลดีอย่างไร ก็ไม่สามารถ จะโต้แย้งให้ขาวกระจ่างได้ เปรียบประดุจตัวไหม ในฤดูใบไม้ผลิหลงกินใบหม่อนไปดิ้นไป ยิ่งกระดุก กระดิกมากเท่าไร ใยไหมก็ยิ่งผูกมัดตัวเองมาก เท่านั้น ความโกรธก็เช่นกัน มีแต่โทษหามีคุณไม่ ถ้า ลูกสามารถใช้เหตุผลใคร่ครวญดูแล้ว ทุกสิ่งก็จะ ไม่น่าโกรธ ความโกรธก็จะไม่เกิดขึ้นกับลูกอีกเลย

วิธีแก้ไขความผิดพลาดที่พูดไปแล้ว มีแก้ไข เมื่อเกิดความผิดขึ้นแล้ว และแก้ไขเมื่อยังมิได้ทำ ความผิดวิธีที่ดีที่สุดก็คือ การแก้ที่ใจนั่นเอง โบราณ ท่านว่าไว้กิเลสพันห้าตัณหาร้อยแปด ก็ล้วนเกิด ที่ใจทั้งสิ้น ถ้าเราห้ามใจมิให้เกิดกิเลสตัณหาได้ ความผิดใดๆ ก็เกิดขึ้นไม่ได้ ดุจดั่งดวงตะวันสาด แสงส่องมาคราใด ความมืดก็หมดไป ปีศาจก็ยัง ต้องหลบๆ ซ่อนๆ ไม่กล้าออกมาเพ่นพ่าน เปรียบ ได้กับการโค่นล้มต้นไม้ที่มีพิษ ลูกจะต้องขุดราก ถอนโคนให้หมดสิ้น ไม่ใช่ค่อยๆ ลิดกิ่งปลิดใบ ซึ่ง ไม่ทันการ

สรุปแล้ว การแก้ที่ใจ จึงจะเข้าถึงความ บริสุทธิ์ ผุดผ่องได้อย่างแท้จริง เพียงเกิดความรู้สึกว่า จะทำผิด ก็รู้สึกตัวเสียก่อนแล้วด้วยสติสัมปชัญญะ ความผิดจึงเกิดขึ้นไม่ได้ นี่คือการยับยั้งชั่งใจที่ต้อง อบรมบ่มเพาะ ให้สติประคองใจเราไว้ตลอดเวลา ทั้งหมดนี้ ลูกจะต้องใช้วิจารณญาณให้ถูกต้องว่า คราใดที่ควรจะใช้วิธีใดจึงจะเหมาะจะควร ถ้าลูก นำวิธีมาใช้ไม่เหมาะไม่ควรก็จะไม่ทันการ แล้วลูกก็จะต้องตกอยู่ในความโง่ต่อไปไม่มีทางได้ดี

การตั้งปณิธานอันแน่วแน่ ที่จะแก้ไขความ ผิดพลาดของตนเองก็ดี การอธิษฐานจิตอยู่บ่อยๆ ตลอดวันตลอดคืนก็ดี ล้วนแต่จะช่วยกระชับ ความหนักแน่นให้แก่ลูก นอกจากนี้ยังต้องมี กัลยาณมิตรคอยช่วยเหลือตักเตือน มีผีสางเทวดา คอยช่วยดลใจ จิตใจของลูกต้องเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ ทั้งกลางวันกลางคืน ทุกขณะจิต ทุกลมหายใจเข้า ออก เพียงสักหนึ่งหรือสองสัปดาห์ อย่างช้าก็ไม่ เกินสามเดือน ย่อมปรากฏผลอย่างแน่นอน

ลูกจงคอยสังเกตถึงจิตใจที่จะสงบขึ้น สติ ปัญญาแจ่มใสสมองโปร่งไม่ปวดศีรษะ ทำอะไรก็ดู จะง่ายขึ้นเร็วขึ้น ไม่มีผิดพลาด ไม่เครียด จนหงุดหงิด ถ้าลูกพบคนที่ไม่ถูกโรคกันมาก่อน กลับรู้สึกเฉยๆ แทนที่จะเกิดความอิดหนาระอาใจ อย่างที่เคยเป็น มา กลางคืนอาจจะฝันว่าตนเองได้อาเจียนของดำๆ ออกมา บางทีก็จะฝันเห็นนักปราชญ์โบราณมาสั่งสอนแนะนำ บางทีก็จะฝันว่าได้บินไปเที่ยวบนท้องฟ้า บางทีก็จะเห็นเครื่องบูชาพระพุทธเจ้าล้วนเป็น นิมิตดี เพื่อให้ลูกรู้ว่า บาปกรรมนั้นได้ลดน้อยถอยลง แล้ว แต่ลูกอย่าได้ลำพองใจเป็นอันขาด มิฉะนั้นความเพียรของลูกจะหยุดก้าวหน้าได้ทันที

แต่ก่อนนี้สมัยชุนชิว มีขุนนางในแคว้นเอว้ย ท่านหนึ่งเมื่ออายุได้ยี่สิบปี ท่านก็รู้สึกตัวว่าตนเองได้ทำผิดอะไรมาบ้าง และสามารถแก้ไขได้หมดสิ้น ครั้นเมื่อท่านอายุได้ 21 ปี ท่านก็รู้อีกว่าที่คิดว่า แก้ไขหมดแล้วนั้น ที่แท้ยังไม่หมดจนดี ครั้นเมื่อท่าน อายุได้ 22 ปี ท่านก็ยังเห็นอีกว่ายังเหลือความผิดอะไรอยู่บ้างเช่นนี้ทุกปีมา จนเมื่อท่านอายุ 50 ปี ก็ยังรู้ว่าเมื่อท่านอายุ 49 ปีนั้น มีความผิดที่ยังไม่ ได้แก้ไขอะไรบ้าง ลูกจงดูไว้เป็นตัวอย่างว่าคน โบราณนั้น ท่านมีความจริงใจต่อการแก้ไขเพื่อพัฒนาตนเองเพียงไร

พวกเราสมัยนี้ล้วนแต่เป็นคนหยาบ มีความ ผิดติดตัวกันมากมาย ราวกับตัวเหลือบที่เกาะ เต็มไปหมด แต่เราก็ไม่เห็นไม่รู้สึกว่าอดีตนั้น เราได้ ทำอะไรผิดพลาดมาบ้าง นี่ก็เพราะความหยาบของจิตมีดวงตาก็หามีแววไม่นั่นเอง

ลูกจงสังเกตคนที่บาปหนา มักจะปรากฏ บุคคลิกภาพที่อาภัพให้เห็นได้ง่ายๆ เช่นเป็นคนขี้ หลงขี้ลืม ปวดหัวมึนงง ง่วงเหงาหาวนอน แม้จะ ไม่มีเรื่องร้ายแรงอะไรเกิดขึ้น ก็มีจิตใจที่หงุดหงิด เศร้าซึมเลื่อนลอย ขึ้หวาดกลัวหาความสุขความร่า เริงไม่ได้ เห็นคนก็ไม่กล้าสบตาด้วยไม่ชอบฟังเทศน์ ฟังธรรม บางทีทำดีกับใครก็กลับได้ผลในทางตรง กันข้าม กลางคืนนอนก็ฝันร้าย พูดจาเลอะเลือน จิตใจท้อแท้ เหล่านี้ล้วนเป็นนิมิตของคนบาปหนา ทั้งสิ้น ถ้าลูกรู้สึกตัวว่าเป็นเช่นนี้ ก็จงรีบหาทางแก้ ไขโดยด่วนอย่าได้รั้งรออยู่เลย