โอวาทข้อที่ 1 การสร้างอนาคต

462 Views

พ่อนั้น กำพร้าท่านบิดามาแต่อายุยังไม่ถึง 20 ท่านย่าของลูกในเวลานั้นก็มีอายุมากแล้ว ท่านได้บอกให้พ่อเลิกคิดที่จะเป็นขุนนางเสีย หันมาเรียน แพทย์ดีกว่า ท่านบอกพ่อว่า การเป็นแพทย์นั้น นอกจากจะยึดเป็นอาชีพได้ดีแล้ว ยังจะช่วยคนยาก จนได้อีกด้วย ถ้ามีความสามารถดีก็จะเป็นแพทย์ ที่มีชื่อเสียง ซึ่งเป็นความปรารถนาของท่านบิดาที่ เสียชีวิตไปแล้ว

ต่อมา พ่อพบผู้เฒ่าท่านหนึ่ง ที่วัดฉืออวิ๋นจื้อ ท่านมีเครายาว มีราศีผ่องใสยิ่งนัก รูปร่างสูงใหญ่ สง่างามราวกับเทพยดา พ่อจึงคารวะท่านด้วย ความเคารพ

ท่านพูดกับพ่อว่า เธอจะได้เป็นขุนนางนะ ปีหน้าจะสอบผ่านได้ทั้งสามขั้น ไฉนจึงไม่เรียน หนังสือเล่า

พ่อจึงเล่าสาเหตุให้ท่านฟัง แล้วถามชื่อแซ่ และที่อยู่ของท่าน

ท่านตอบว่า ท่านแซ่ข่ง เป็นชาวอวิ๋นหนาน ได้ เล่าเรียนวิชาโหราศาสตร์อันเป็นตำราดั้งเดิม ถ่าย ทอดกันมาโดยมิได้แก้ไขเพิ่มเติมอันใดให้ไขว้เขวเลย ซึ่งเป็นตำราของท่านบรมโหราจารย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่ง ราชวงศ์ซ้อง พ.ศ. 1503-1670 ท่านผู้เฒ่าข่งต้อง การ จะถ่ายทอดวิชานี้ให้แก่พ่อ พ่อจึงพาท่านมาบ้าน เพื่อมาพบท่านย่าของลูก ท่านกำชับให้พ่อต้อนรับ ท่านผู้เฒ่าให้ดี แล้วทดลองให้ท่านพยากรณ์ดู ปรากฏว่าแม่นยำไปเสียทุกสิ่ง แม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็ไม่ผิดพลาดเลย

พ่อจึงเริ่มเรียนหนังสือใหม่ ก็ท่านลุงของลูก ที่เป็นลูกพี่ลูกน้องของพ่อนี่แหละ ท่านได้แนะนำให้พ่อไปเป็นนักเรียนกินนอนที่สำนักเรียนแห่งหนึ่ง

ท่านผู้เฒ่าข่งได้พยาการณ์พ่อไว้ว่า จะสอบ ผ่านทั้งสามขั้น ขั้นแรกได้คะแนนมาเป็นที่ 14 ขั้น กลางจะได้ที่ 71 และขั้นที่สามจะได้ที่ 9 ปรากฏ ว่าผลออกมาเช่นนั้นจริงๆ

ต่อมาท่านก็พยากรณ์อนาคตของพ่อไว้ว่า ปีใดจะสอบได้เป็นนักเรียนหลวง ได้ข้าวพระราช ทานเป็นจำนวนเท่านั้นถัง ปีใดจะได้สอบขั้นสุดท้าย ปีใดจะได้เป็นนายอำเภอ เมื่อเป็นนายอำเภอแล้ว สามปีครึ่ง ก็ควรลาออกจากราชการ เพราะอายุ 53 ปี ก็จะสิ้นอายุขัยจะนอนตายอย่างสงบในวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 8 เวลาระหว่างตี 1-3 น่าเสียดายจะไม่มี บุตรไว้สืบสกุล พ่อได้บันทึกไว้ทุกคำเพื่อกันลืม

ในกาลต่อๆ มา คำพยากรณ์ของท่านผู้เฒ่า ข่งก็ยังคงแม่นยำเสมอมา มีอยู่ครั้งหนึ่งท่าน พยากรณ์ไว้ว่า จะได้รับพระราชทานข้าวหลวงครบ จำนวนหนึ่งแล้ว จึงจะได้สอบขั้นสุดท้ายเพื่อ เตรียมตัวเข้าเมืองหลวงนั้น ยังไม่ทันที่พ่อจะได้รับ พระราชทานข้าวหลวงครบตามจำนวน ที่ท่าน พยากรณ์ไว้ พ่อก็ได้รับคำสั่งให้ไปสอบ คราวนี้สอบ ตก พ่อเริ่มสงสัยในคำพยากรณ์อยู่ในใจ แต่แล้ว ในปีต่อมา มีอาจารย์ท่านหนึ่ง ที่เคยเป็นกรรมการ ตรวจข้อสอบให้พ่อ ท่านเคยชมพ่อว่า คำตอบทั้ง 5 ข้อของพ่อนั้น เขียนได้ดีเหมือนขุนนางผู้ใหญ่เขียน ทูลเกล้าฯถวายความเห็นต่อฮ่องเต้นั่นเทียว ท่านว่า ถ้าคนไม่มีความรู้จริงย่อมเขียนไม่ได้เช่นนี้ ความ สามารถของพ่อย่อมจักเป็นประโยชน์ต่อแผ่นดิน ไฉนจึงจะถูกทำลายอนาคตเสียเล่า ท่านจึงสั่งให้ พ่อไปทำงานกับท่าน และให้รับพระราชทานข้าว หลวงย้อนหลังจนครบจำนวนที่ขาดไป ปรากฏว่า จำนวนที่ท่านผู้เฒ่าข่งคำนวณไว้พอดี

เมื่อเป็นเช่นนี้ ยิ่งทำให้พ่อเพิ่มความเชื่อถือในคำพยากรณ์ของท่านผู้เฒ่าข่งยิ่งขึ้น เพราะอุปสรรค ที่เพิ่งผ่านพ้นไปนั้น ทำให้เห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่า ชะตาชีวิตนั้นได้ถูกลิขิตมาแล้วอย่างแน่นอน จะช้าจะ เร็ว จะมีใครเป็นอุปสรรคอย่างไรก็หนีไม่พ้น พ่อจึงปล่อยใจให้เป็นไปตามยถากรรม ไม่มีความกระตือ รือร้น ไม่ทะเยอทะยานขวนขวาย ไม่ดิ้นรนที่จะเอาดี ไปกว่านี้อีกต่อไป ทำให้จิตใจสงบดียิ่งนัก

เมื่อพ่อสอบได้แล้วเช่นนี้ ก็ต้องเดินทางเข้า เมืองหลวง (ปักกิ่งในปัจจุบัน) อยู่ในมหาวิทยาลัย ของหลวงหนึ่งปี พ่อไม่ได้ดูหนังสือหรือตำรา เรียนใดๆ อีกเลย เอาแต่นั่งสมาธิ ไม่พูดไม่จา ไม่คิด อะไรทั้งสิ้น พอครบหนึ่งปี พ่อก็ได้รับคำสั่งให้ย้าย ไปเข้ามหาวิทยาลัยของหลวงทางใต้ (นานกิงใน ปัจจุบัน) อันเป็นสถาบันสุดท้าย ซึ่งนักศึกษาที่สอบ ไล่ได้ตามขั้นตอนต่างๆ ในภูมิลำเนาเดิมของตนมา แล้ว จะต้องเข้ามาฝึกฝนเตรียมตัวสอบเพื่อออกรับ ราชการต่อไป แต่ก่อนที่พ่อจะเข้าไปยังสถาบันนี้ ได้ แวะไปที่วัดชีเสียซาน เพื่อคารวะท่านอวิ๋นกุเถระเสีย ก่อน พ่อได้นั่งสมาธิกับท่านสองต่อสอง เป็นเวลา นานถึงสามวันสามคืนโดยมิได้หลับนอนเลย

พระเถระกล่าวกับพ่อด้วยความแปลกใจว่า อันธรรมดาปุถุชนนั้น จิตใจว้าวุ่นสับสน จึงไม่ สามารถบรรลุฌานได้ ส่วนพ่อนั้น ไฉนนั่งสามวัน แล้วยังไม่เห็นจิตใจวอกแวกเลย

พ่อจึงเล่าสาเหตุให้ท่านฟังว่า ท่านผู้เฒ่าข่งได้ พยากรณ์อนาคตของพ่อไว้แน่นอนแล้ว คิดวุ่นวาย ไปก็ไร้ประโยชน์ จึงทำใจให้สบายไร้กังวลดีกว่า

ท่านอวิ๋นกุเถระหัวเราะแล้วก็ร้องว่า โธ่เอ๋ย นึกว่าเป็นผู้วิเศษแล้วเสียอีก ที่แท้ก็ยังเป็นปุถุชน อยู่นั่นเอง

พ่อจึงกราบถามท่านว่า ทำไมจึงว่าพ่อเป็น ปุถุชน ท่านตอบว่า อันที่จริงคนเรานั้น ถ้าจิตใจ ไม่ว้าวุ่นทำใจให้สงบได้แล้ว ก็เกือบจะสำเร็จ เป็นพระอรหันต์ พ้นจากความเป็นปุถุชนได้แล้ว แต่คนธรรมดานั้น จิตใจยากที่จะสงบระงับได้ การฟุ้งซ่านนี่เอง ที่ทำให้คนเราถูกผูกมัด ด้วย อำนาจพลังบวกและพลังลบของธรรมชาติ ทำให้ ไม่มีอิสระเสรี ต้องขึ้นกับดวงชะตาราศี และการ โคจรของดวงดาวบนท้องฟ้า ที่โหราจารย์ทั้ง หลายได้คิดค้นทำสถิติกันไว้ โหราศาสตร์จึงมีขึ้น ด้วยเหตุนี้ ก็มีแต่สามัญชนคนธรรมดาเท่านั้นที่จะ ถูกกำหนดได้ตามวิชาโหราศาสตร์ แต่คนที่ทำความ ดีมากๆ แล้ว ชะตาชีวิตจักทำอะไรได้ โหราศาสตร์ นั้นหยั่งไม่ถึงกรรมดีกรรมชั่วของคนเราหรอก วิชา โหราศาสตร์ จึงยึดถือเป็นบรรทัดฐานไปหมดมิได้ เพราะคนดีนั้น ถึงแม้ชะตาชีวิตจะบ่งไว้ว่าไม่ดีอย่าง ไร แต่พลังแห่งกุศลกรรมนั้นใหญ่หลวงนักสามารถ พลิกความคาดหมายของโหราศาสตร์ได้ คนจน ก็กลายเป็นคนรวยได้ คนอายุสั้นก็กลายเป็นคน อายุยืนได้ในทำนองเดียวกัน คนที่สร้างอกุศลกรรม อย่างหนักไว้ชะตาชีวิตก็ไม่สามารถผูกมัดเขาไว้ได้ เช่นกัน แม้จะถูกลิขิตมาว่าจะได้ดีมีสุขอย่างไร แต่พลังแห่งอกุศลกรรมนั้นหนักนัก ย่อมสามารถ เปลี่ยนความสุขเป็นความทุกข์ ความมีลาภยศกลาย เป็นหมดลาภยศ ความอายุยืนก็กลายเป็นอายุสั้น ได้เช่นกัน ท่านว่าพ่อนั้นปล่อยชีวิตให้ขึ้นอยู่กับ ชะตากรรมมายี่สิบปี ไฉนจะไม่ใช่ปุถุชนเล่า

พ่อกราบถามท่านอีกว่า ถ้าเช่นนั้นชะตาชีวิต เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้หรือ

ท่านตอบว่า ชะตาชีวิตนั้นเป็นสิ่งไม่แน่นอน อนาคตเราต้องสร้างของเราเอง คนทำดีชะตาก็ดี คนทำชั่วชะตาก็ชั่ว เมื่อต้องการอนาคตดีก็ต้อง ทำดี ถ้าทำแต่ความไม่ดี แม้ชะตาจะดีก็กลาย เป็นร้ายไปได้ ในพุทธธรรมก็ได้กล่าวไว้ว่า ผู้ใด ต้องการลาภยศ ย่อมได้ลาภยศ ผู้ใดต้องการ บุตรธิดาย่อมได้บุตรธิดา ผู้ใดต้องการอายุยืน ย่อมได้อายุยืน หากประกอบแต่กรรมดีย่อมสม ปรารถนาแล พระผู้มีพระภาคทรงกล่าวไว้เช่นนี้

พ่อซักท่านต่อไปว่า ท่านนักปราชญ์เมิ่งจื่อได้ กล่าวไว้ว่า หากปรารถนาสิ่งไร ต้องได้สิ่งนั้น ท่านคง หมายถึงสิ่งที่กระทำได้ทางนามธรรมละกระมัง คุณธรรมความดีงามนั้น เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างได้เอง โดยไม่ต้องลงทุน ไม่ต้องไปแสวงหาจากที่ไหน แต่ ทางรูปธรรรมนั้น ยศถาบรรดาศักดิ์ ชื่อเสียงและ ความมั่งคั่งจะแสวงหาได้อย่างไรถ้าไม่มีผู้หยิบยื่นให้

ท่านอวิ๋นกุเถระตอบพ่อว่า ท่านเมิ่งจื่อกล่าว ไว้ไม่ผิดหรอก พ่อเองที่เข้าใจคำสอนของท่านผิดไป ท่านลั่กโจ๊วเคยกล่าวไว้ว่า ความสุขความเจริญทั้ง มวลเกิดขึ้นที่ใจก่อนทั้งสิ้น การแสวงหาใดๆ ก็ตาม ต้องเริ่มต้นที่ใจก่อน ไม่เพียงแต่จะได้คุณธรรม ความดีงามทางธรรมเท่านั้น ความสุขความเจริญ ลาภยศชื่อเสียงเงินทอง อันเป็นความดีงามทางโลก ก็จะติดตามมาเอง เพราะฉะนั้นการแสวงหาแต่ สิ่งที่ดีงามนั้น ย่อมได้สิ่งที่ดีงามตามปรารถนาใน ทำนองเดียวกัน หากไม่สำรวจตนเอง ไม่เริ่มต้น ทำความดีจากตัวเราเอง กลับดิ้นรนคิดแสวงหา จากภายนอก แม้จะแสวงหามาได้ ก็เป็นเพียง ได้ตามชะตากำหนดไว้เท่านั้น ไม่ใช่ได้เพราะความดี ของเรา เพราะการแสวงหาจากภายนอกนั้น อาจจะ ต้องใช้ความพยายามในทางที่ถูกบ้างผิดบ้าง ไม่ได้ ด้วยเล่ห์ก็เอาด้วยกล ไม่ได้ด้วยมนต์ก็เอาด้วย คาถา แสวงหาด้วยแรงขับกิเลสตัณหา จึงไม่ทันได้ คำนึงถึงศีลธรรม เป็นการสูญเปล่าทั้งสองทาง ทางธรรมก็เสียหายแล้ว ทางโลกก็เสียหายอีก การ แสวงหาจากภายนอกนั้น จึงไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร

ท่านถามพ่อว่า ท่านผู้เฒ่าข่งพยากรณ์ไว้ว่า อย่างไรบ้าง พ่อก็เล่าให้ท่านฟังอย่างละเอียด ท่าน จึงถามพ่อว่าเธอลองทายดูเองสิว่า จะสอบได้เป็น ขุนนางหรือเปล่าจะมีบุตรได้ไหม

พ่อคิดหาเหตุผลอยู่นาน โดยสำรวจตนเอง ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แล้วจึงตอบท่านว่า เห็นทีจะสอบไม่ได้ และก็คงจะไม่มีบุตรอีกด้วย พ่อให้เหตุผลท่านว่า คนที่จะได้เป็นขุนนางจะต้อง มีบุญวาสนา ส่วนพ่อนั้นบุญวาสนาน้อย ตนเอง ก็มิได้สั่งสมกุศลกรรมอันใดไว้ ให้เป็นพื้นฐาน เพื่อเสริมสร้างบุญญาบารมีใดๆ นิสัยของพ่อก็ไม่ดี ไม่มีความอดทน งานหนักไม่เอา งานเบาไม่สู้ ใคร ทำให้ไม่ถูกใจก็โกรธ ไม่ยอมให้อภัย ใจคอคับแคบ บางครั้งยังอวดดี ว่ามีความรู้มากมาย ยกตนข่มท่าน ใจคิดอย่างไรก็จะทำอย่างนั้น คนเช่นพ่อนี้ไม่ สมควรมาสอบเพื่อเป็นขุนนางกับเขาเลย

แล้วพ่อก็สาธยายให้ท่านฟังถึงเหตุผล ที่คิด ว่าตนเองไม่สมควรมีบุตรจริง ดั่งคำพยากรณ์ของ ท่านผู้เฒ่าข่งให้ท่านอวิ๋นกุเถระฟังต่อไปว่า อัน ธรรมดานิสัยของพ่อนั้น ชอบความสะอาดมากเกิน ไป ไม่เป็นไปตามทางแห่งมัชฌิมาปฏิปทา โบราณ ท่านว่าไว้ อันพื้นดินนั้นยิ่งไม่สะอาดเพียงใด ก็ย่อม เจริญด้วยพืชพันธุ์นานาชนิด น้ำที่ใสสะอาดมักจะ ไม่มีปลามาแหวกว่ายฉันใด พ่อนั้นชอบความ สะอาดมากเกินไป จึงย่อมไม่มีบุตรฉันนั้น นี่เป็น เหตุผลประการที่หนึ่ง

ธรรมชาติสรรค์สร้างสรรพสิ่ง ให้มีความ สมดุล เมื่อให้ชีวิตเจริญเติบโตด้วยดี แต่พ่อมักโกรธ ทำให้ร่างกาย และจิตใจเสียดุลอยู่เป็นนิตย์ ย่อมไม่ สามารถมีบุตรได้นี่เป็นเหตุผลประการที่สอง

ความเมตตาเท่านั้นที่ค้ำจุนโลกไว้ แต่พ่อนั้น จิตใจขาดความกรุณาปรานี ไม่ยอมลดตนลง ช่วยผู้อื่น เต็มไปด้วยอัสมิมานะ (การถือเขาถือเรา ถือดีไม่ยอมลงใคร) ไฉนจักมีบุตรได้เล่า นี่คือเหตุผล ประการที่สาม

การพูดมาก ทำให้สูญเสียพลัง พ่ออดพูด มากไม่ได้ทำให้ร่างกายไม่แข็งแรง นี่คือเหตุผล ประการที่สี่

ชีวิตต้องอาศัยพลังลมปราณ และความมีชีวิต ชีวาอันเกิดจากชีวิตอินทรีย์ที่ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ผสมอิงอาศัยกันอยู่สามสิ่งนี้เป็นปัจจัยซึ่งกันและ กัน คอยผดุงชีวิตไว้ให้ดำรงคงอยู่ พ่อดื่มเหล้ามาก เผาผลาญร่างกายตนเองอยู่เสมอ ทำให้ปัจจัย ทั้งสามนี้ลดน้อยถอยลง จักมีบุตรได้อย่างไร แม้ จะมีได้ บุตรก็จะไม่แข็งแรง และอายุก็คงไม่ยืน นี่คือ เหตุผลประการที่ห้า

ในยามกลางวันคนเราไม่ควรนอน ในยาม กลางคืนก็ควรนอนพักผ่อนให้สบาย แต่พ่อไม่ชอบ นอนกลางคืนชอบนั่งเข้าที่เป็นสมาธิอยู่ตลอดคืนได้เสมอ ไฉนจักมีบุตรได้เล่า นี่เป็นเหตุผลประการที่หก ที่ทำให้พ่อคิดว่าชาตินี้ พ่อจะมีบุตรไม่ได้สมจริงดั่งคำทำนายเป็นแน่แท้ และนอกจากนี้แล้วก็ยังมีสิ่งที่พ่อทำผิดๆ ไว้อีกมากมาย แม้จะพูดต่อไปก็คงไม่รู้ จักหมดเป็นแน่

ท่านอวิ๋นกุเถระฟังพ่อพูดเสียยืดยาว แล้วจึง กล่าวว่า ไม่เพียงแต่พ่อไม่สมควรจะเข้าสอบเป็น ขุนนางเท่านั้น ยังมีอีกหลายๆ สิ่งที่พ่อก็ไม่สมควร จะได้รับด้วย คนในโลกนี้แม้จะอยู่ในภาวะแวดล้อม เดียวกัน ในเวลาที่ไม่ต่างกัน แต่บางคนได้รับแต่สิ่ง ดีมีสุข บางคนกลับได้รับแต่ความยากจนเป็นทุกข์ มีความแตกต่างกันมากมาย ผู้รู้ย่อมเข้าใจดีว่า นั่น ล้วนแต่เป็นผลที่เกิดจากใจตนเอง ทุกคนสร้างเหตุที่จะทำให้เกิดผลดีผลชั่วจากใจตนเองทั้งสิ้น ผู้ไม่รู้ ย่อมถือว่าเป็นชะตาชีวิต ที่ลิขิตมาแล้วอย่างแก้ไข ไม่ได้ หารู้ไม่ว่าก็ทุกสิ่งเกิดจากใจตนเอง แล้วทำไม ตนเองจะแก้ไขไม่ได้เล่า คนที่ทำบุญให้ทานมากมาย นั่นเขากำลังสร้างเหตุปัจจัย เพื่อความเป็นเศรษฐีมีเงินพันชั่งร้อยชั่ง ตามความมากน้อยที่เขาทำแล้ว บางคนจนถึงขนาดอดตาย นั่นก็เพราะเขาสร้างเหตุปัจจัยมาเช่นนั้น มีความตระหนี่เหนียวแน่น ไม่ยอมเกินเลยใคร ทรมานกักขังสัตว์ให้อดอยาก และอดตายมาแล้ว ผลจึงเกิดแก่เขาเช่นนั้น หาใช่ ฟ้าดินเกิดความลำเอียงไม่ ฟ้าดินก็คือธรรมชาติ ย่อมปรานีคนดี ลงโทษคนชั่ว เหมือนดั่งที่ปรานี ต่อพืชพันธุ์ธัญญาหาร คอยหลั่งฝนมาให้ความ ชุ่มชื้น คอยส่องความสว่างมาให้ความเจริญเติบโต และธรรมชาติก็จะดุดันกับความไร้คุณธรรม กระ หน่ำทั้งฝนพายุและสายฟ้า มนุษย์ต้องตายไปท่าม กลางความดุดันของธรรมชาติก็มีไม่น้อย ทั้งนี้ก็ ย่อมขึ้นกับความดีความชั่วในตัวบุคคล ใครดีก็จะ ได้รับการส่งเสริม ใครเลวก็ลงโทษเสียบ้าง เพื่อ ให้เกิดความสมดุลกัน

มีความเชื่อกันมาแต่โบราณกาลว่า การจะมี บุตรหรือไม่นั้น ก็ขึ้นกับเหตุผลเดียวกัน ผู้ที่ทำ ความดีติดต่อกันมาแล้วร้อยชาติ ก็ย่อมมีบุตรหลาน ที่ดีสามารถสืบสกุลให้ยืดยาวได้ถึงร้อยชั่วคน ผู้ที่ ทำดีมาสิบชาติติดต่อกัน ก็ย่อมมีบุตรหลานที่ดี สามารถสืบสกุลให้ยืดยาวได้ถึงสิบชั่วคน ผู้ทำดี ติดต่อกันเพียงสองสามชาติ ก็ย่อมจะมีบุตรหลานสืบ ต่อไปสองสามชั่วคนเท่านั้น ผู้ที่ไม่มีบุตรเลยก็จะ เห็นได้ว่า ไม่เคยสั่งสมคุณธรรมความดีที่เป็นชิ้น เป็นอันมาบ้างเลย

นอกจากบางคนเท่านั้น ที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเหตุ ผลดังที่กล่าวมาแล้ว คือเป็นผู้ที่ไม่มีหนี้กรรมกับผู้ ใดมา

ธรรมชาติแห่งการมีบุตรธิดา ถ้ามองตาม ทัศนะของกฎแห่งกรรมแล้ว ก็คือการเปิดหน้าบัญชี ลูกหนี้เจ้าหนี้ขึ้นมาสะสางกันอีกวาระหนึ่ง บุตรธิดา บางคนเกิดมาทวงหนี้ ก็ทำตัวดื้อรั้นอวดดี ก่อความ เดือดร้อนวุ่นวายเสียหาย จนบิดามารดาไม่มีความสุขตลอดเวลา ส่วนบุตรธิดาที่เกิดมาใช้หนี้บุญคุณที่ติดค้างกันอยู่ในภพก่อนๆ ก็มีความกตัญญูกตเวที ว่านอนสอนง่าย เป็นที่พึ่งทั้งทางกายและทางใจ ของบิดามารดา นำความปลื้มปีติความภาคภูมิใจ มาให้บิดามารดามีความสุขความอิ่มใจอยู่เสมอ

กุศลกรรม และอกุศลกรรม ในอดีตล้วนเป็น เหตุปัจจัยให้ชีวิต ต้องเวียนว่ายมาพบกันอีกตาม กระแสของวิบากกรรม มาเป็นพ่อแม่ลูกกันตาม กรรมดีกรรมชั่ว ที่แต่ละคนได้ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ กันมาแต่อดีต ผู้ใดมิได้ก่อหนี้กรรมไว้กับใครเลย ก็ย่อมไม่มีผู้ใดตามมาทวงหนี้หรือมาใช้หนี้ ก็ทำให้ ไม่มีบุตรธิดาในชาติปัจจุบัน

ซึ่งในกรณีเช่นนี้มีน้อยมาก ท่านเหลี่ยวฝาน จึงมิได้กล่าวไว้ (ผู้ถอดความ)

แล้วท่านก็บอกพ่อว่า เมื่อพ่อรู้ตัวเองว่าไม่ดี อย่างไรบ้างเช่นนี้แล้ว และเข้าใจความเป็นไปของ ฟ้าดินแล้วไซร้ ก็จงรีบเร่งสั่งสมคุณธรรมความดี งามทันที ไม่คอยแต่จับผิดผู้อื่น สามารถให้อภัยได้ แม้ความผิดนั้นจะเทียบเท่าภูเขาก็ตาม มีขันติอดทน ต่อความไม่พอใจ ไม่โกรธง่าย มีแต่ความเมตตา กรุณา ไม่พูดมาก ไม่ดื่มสุรา รักษาสุขภาพ ให้ดีทั้ง กายและใจ สิ่งที่แล้วมาแล้ว ก็ให้คิดว่าตายไปแล้ว เมื่อวานนี้ แล้วเริ่มต้นสร้างสิ่งที่ดีงามขึ้นมาแทนที่ เหมือนเกิดใหม่ในวันนี้ มีชีวิตใหม่เพื่อสร้างสมคุณ ธรรมที่ดีใหม่ ไม่ใช่ชีวิตเก่าที่มีแต่เลือดเนื้อและ เต็มไปด้วยความเป็นปุถุชน สร้างชีวิตให้หลุดพ้นจาก ความครอบงำของกิเลสตัณหาอุปาทาน สามารถ พัฒนาตนเองให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง แล้วชีวิตก็จะมีคุณ ค่าผิดแผกแตกต่างจากชะตาชีวิต ที่ได้กำหนดไว้ แล้วในคำพยากรณ์

ก็ร่างกายที่กอปรด้วยเลือดเนื้อนี้ ยังเป็นไป ตามลิขิตของดินฟ้า ทำไมกับชีวิตที่กอปรด้วยคุณ ธรรมความดีงาม ฟ้าดินจะไม่หยั่งรู้ได้หรือ โชคชะตา ที่ฟ้าดินลิขิตมา มนุษย์ยังพอหลีกเลี่ยงได้บ้าง แต่ เคราะห์กรรมที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์เอง ก็ จะหนี้ไม่พ้นเลย มีผู้เขียนโคลงบทหนึ่งไว้ว่า

มนุษย์ต้องคอยสำรวจตนเองเสมอ เพื่อจักได้ดำเนินชีวิตไปตามครรลองคลองธรรม

เมื่อกระทำแต่ความดีงามแล้วไซร้ ไฉนจัก ไม่ได้ความดีอันเป็นผลเล่า

ความดีความชั่วจึงล้วนแต่ขึ้นอยู่กับพฤติกรรม ของมนุษย์เองทั้งสิ้น การที่ท่านผู้เฒ่าข่งพยากรณ์ไว้ ให้นั้นเป็นเพียงชะตาชีวิตที่ลิขิตจากฟ้าดิน ย่อมมี ทางแก้ไขได้ จงรีบสร้างคุณธรรมความดีงาม เริ่มด้วย การช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่เห็นแก่ตัว เสียสละเพื่อผู้อื่นโดยไม่หวังการตอบแทน อย่ามุ่งหวังแต่ชื่อเสียง ทำอย่างเงียบๆ การปิดทองหลังองค์พระปฏิมานั้น กลับได้บุญมากกว่า ถ้ามีคนรู้เห็นกันมาก พากัน สรรเสริญอนุโมทนาสาธุการ ความมีชื่อเสียงก็จะ แบ่งความดีงามไปเสียมาก บุญก็จะน้อยลงเพราะได้ผลในปัจจุบันไปเสียแล้วบ้าง แต่ถ้าทำแล้วไม่โอ้ อวดในความดีนั้น ผลบุญก็จะเต็มดุจวารีที่เปี่ยมฝั่ง ใครเล่าจะแย่งหรือแบ่งบุญของเราไปได้ การทำดี เช่นนี้มีหรือจะไม่ได้เสวยผลแห่งความดีนี้

คัมภีร์โบราณเชื่อว่า เอ้กเก็ง ก็ได้เน้นถึงความ ดีความชั่วไว้อย่างละเอียดลออ สอนคนดีให้รู้จักหลบหลีกจากความชั่ว สั่งสมแต่กรรมดีเพื่อจักได้ ผลดีตอบแทน หากว่าลิขิตของชะตาชีวิตเป็นสิ่ง แน่นอนแล้วไซร้ จักหลีกเลี่ยงกรรมชั่วสั่งสมแต่ กรรมดีได้อย่างไร ในหน้าแรกของคัมภีร์ก็กล่าว ไว้ว่า ครอบครัวใดสั่งสมแต่ความดีงาม ไม่เพียงแต่ หัวหน้าครอบครัวเท่านั้น ที่จะได้เสวยผลแห่งความ ดีนั้น แม้แต่ลูกหลานเหลนโหลนก็จะพลอยได้เสวย ผลแห่งกรรมดีนั้นด้วย วิเคราะห์ดูให้ดีแล้วจะเห็นได้ ว่าชะตาชีวิตไม่สามารถควบคุมมนุษย์ไว้ได้เสมอไป จิตใจมนุษย์สำคัญกว่า จิตใจที่ดีงามย่อมกระทำ แต่สิ่งที่ดีงาม และได้รับผลที่ดีงาม ผู้มีจิตใจทราม ย่อมกระทำแต่สิ่งที่เลวทราม และได้ผลที่ทราม ท่านถามพ่อว่า เชื่อท่านหรือไม่เล่า

พ่อเชื่ออย่างมาก เพราะท่านพูดมีเหตุผล พ่อจึงคุกเข่าลงกราบท่าน เพื่อแสดงว่ารับคำสั่ง สอนด้วยความเคารพอย่างสูง แล้วพ่อไปนั่งลง ณ หน้าที่บูชาพระรัตนตรัย สารภาพบาปในอดีตต่อ พระพักตร์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างหมด เปลือก แล้วอธิษฐานขอให้ได้เป็นขุนนาง ต่อนี้ไป จะเริ่มกระทำความดีให้ครบสามพันครั้ง เพื่อตอบ แทนพระคุณฟ้าดิน และบรรพชนของพ่อ

ท่านอวิ๋นกุเถระ เห็นพ่อมีความตั้งใจทำความ ดีถึงปานนี้ จึงเอาตัวอย่างบัญชีกรรมดีกรรมชั่วมา ให้พ่อดู แล้วสอนพ่อให้จดบัญชีพฤติกรรมของ ตนเองแต่ละวันอย่างละเอียดถี่ถ้วน โดยไม่เข้าข้าง ตนเอง ถ้าเป็นกรรมดีก็จดไว้ข้างหนึ่ง ถ้าเป็นกรรม ชั่วก็จดไว้อีกข้างหนึ่ง เหมือนบัญชีรับจ่าย ต้องนำ กรรมชั่วไปลบกรรมดี ให้เหลือกรรมดีสามพันครั้ง โดยไม่มีกรรมชั่วที่ไม่ได้หักลบกลบหนี้แล้ว จึงจะนับว่าทำความดีได้ครบสามพันครั้ง ต้องนำบัญชี มาทบทวนดูทุกวัน เพื่อเตือนใจให้รู้ว่าในวันหนึ่งๆ เราได้ทำอะไรไปบ้าง ดีมากกว่าชั่ว หรือชั่วมากกว่า ดี อะไรผิดอะไรถูก จักได้แก้ไขปรับปรุงตนเอง ไม่ ทำความผิดซ้ำแล้วซ้ำอีก กรรมชั่วเบาๆ ก็ต้องนำ มาลบกรรมดีออกเสียหนึ่งครั้ง กรรมชั่วหนักๆ ก็ต้องลบความดีออกหลายๆ ครั้ง จนกว่าความดี จะครบสามพันครั้งดังที่ได้อธิษฐานไว้ แล้วสอนพ่อ สวดมนต์บริกรรมคาถา เพื่อช่วยให้มีจิตมั่นคงโดยอาศัยอำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยเป็นสรณะ เพื่อให้ คำอธิษฐานหนักแน่นสัมฤทธิ์ผลเร็ววัน

ท่านยังเล่าให้พ่อฟังต่อไปว่า ผู้ที่ชำนาญการ วาดฮู้ (ลงเลขลงยันต์) ได้กล่าวไว้ว่า หากมนุษย์ไม่ รู้วิธีวาดฮู้ได้ถูกต้องแล้วไซร้ จะถูกผีสางเทวดาหัว เราะเยาะเอาได้ เพราะฉะนั้นการวาดฮู้ก็ต้องหัด ให้เป็นไว้ เคล็ดลับของวิชานี้ อยู่ที่ต้องทำใจให้เป็น เอกัคตาให้ได้เท่านั้น เมื่อเริ่มจับพู่กัน ก็ต้องหยุด ความรู้สึกนึกคิดใดๆ ให้หมด ไม่วอกแวก ทำจิต ให้นิ่ง รวมพลังจิตทั้งหมดพุ่งตรงไปยังปลายพู่กัน แล้วจรดปลายพู่กันลงไป ที่กระดาษผ้าหรือแพรก็ ได้ ทิ้งน้ำหนักปลายพู่กันให้แน่นิ่งเป็นการเบิกทวาร ฟ้าดินด้วยพลังจิตที่พุ่งกระทบอย่างแหลมคม ฮู้จะศักดิ์สิทธิ์หรือไม่ก็อยู่ที่จุดเริ่มต้นนี้เอง เมื่อเริ่มต้น แล้วก็ต้องเขียนให้จบขบวนการ โดยไม่หยุดชะงัก ไม่ต่อเติมไม่ยกพู่กันขึ้น ต้องวาดให้ต่อเนื่องเป็น เส้นเดียวกัน จิตเป็นเอกัคตาตลอดแนวทางที่พู่กัน ตวัดไปมา ฮู้นี้ก็จะศักดิ์สิทธิ์ไม่ว่าจะอธิษฐานใดๆ ต่อฟ้าดิน ก็จะสัมฤทธิ์ผลอย่างแน่นอนและรวดเร็ว

ผู้ที่มีกิเลสธุลีหนาแน่นในใจ เหมือนตกอยู่ใน ความมืดดั่งอยู่ในครรภ์มารดา ไม่สามารถมองเห็นอะไรอื่นเมื่อจรดปลายพู่กันลงไปครั้งแรก ก็เท่ากับได้เจาะความมืดให้แสงสว่างส่องเข้าไปได้ และเมื่อตวัดพู่กันไปด้วยจิตอันแหลมคมเป็นสมาธิอยู่นั้น ก็ เป็นการพุ่งพลังจิตไปตามพู่กันนั้น โดยมีแสงสว่าง และชาดในพู่กันเป็นสื่อนำพลังจิตไป พลังจิตประ ทับอยู่ตรงไหนความศักดิ์สิทธิ์ก็เกิดที่นั่น

การบริกรรมก็ต้องทำสม่ำเสมอ ขาดไม่ได้ เช่นกัน ต้องบริกรรมจนแม้ปากไม่บริกรรมแล้ว แต่ใจยังคงบริกรรมอยู่ บริกรรมจนไม่รู้สึกว่า ตัวเรา เป็นผู้บริกรรมเพราะมนต์ก็ดี การบริกรรมก็ดีตัวเรา ผู้บริกรรมก็ดี ได้ผสมผสานเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เสียแล้ว จนแยกไม่ออกเมื่อใด เมื่อนั้นการบริกรรม ก็ศักดิ์สิทธิ์

ท่านนักปราชญ์เมิ่งจื่อได้กล่าวไว้ว่า อันว่า อายุยืนหรืออายุสั้น หามีความแตกต่างกันไม่ ให้ หมั่นฝึกฝนตนเองไปจนกว่าจะถึงวันนั้น วันนั้นคือ วันที่เราจะได้พบความจริงว่า ใดๆ ในโลกนี้หามี ความแตกต่างกันไม่ ล้วนแต่เป็นสภาวะธรรมที่ มนุษย์สมมุติกันขึ้นมา ผู้ที่ฝึกฝนตนเอง จนไม่เห็น ความแตกต่างของสภาวะธรรมเมื่อใด ผู้นั้นก็เข้าถึง สภาวะธรรมเมื่อนั้น และไม่ถูกความไม่รู้ไม่เข้าใจ หลอกหลอนเบียดเบียน หลุดพ้นจากความร้อยรัด ของกิเลสตัณหาอุปาทานได้หมดสิ้น

ถ้าคิดโดยผิวเผิน ก็จะรู้สึกแปลกใจ เพราะ ความอายุสั้นและอายุยืนนั้น แตกต่างกันอย่างตรง กันข้ามทีเดียว แต่ถ้าคิดให้ลึกซึ้งแล้ว ก็จะเห็นได้ว่า ท่านพูดไว้ไม่ผิดเลย ทุกสิ่งในโลกนี้ล้วนเป็นสภาวะ ธรรมหนึ่งๆ เท่านั้น มนุษย์มักจัดเข้าพวกกันบ้าง แยกประเภทให้บ้าง จนดูสับสนสลับซับซ้อนไปหมด ธรรมดาทารกที่เกิดมาใหม่ๆ นั้น หารู้ไม่ว่าอายุสั้น อายุยืนมีความหมายอย่างไรกัน ต่อเมื่อเติบโตแล้ว จึงสามารถแยกแยะความหมาย เลือกคุณค่าของ สรรพสิ่งโดยคำสอนของผู้ใหญ่บ้าง จิตดั้งเดิมเป็น เช่นนั้นบ้าง ตอนนี้เองผลแห่งกรรมดีกรรมชั่วของ เด็กนั้น ก็จะเริ่มมาให้ผล จึงได้เห็นความอายุสั้นบ้าง อายุยืนบ้าง ความแตกต่างจึงบังเกิดขึ้น ด้วยประการ ฉะนี้

ฉะนั้น ถ้าเราไม่ให้ความแตกต่างระหว่าง ความรวยกับความจน ความสุขกับความทุกข์ ความตกต่ำกับความรุ่งเรือง หรือความมีอายุยืน กับอายุสั้น ก็จะสามารถสร้างสรรค์ชีวิตให้เป็นไป ตามความต้องการของเราได้

ถ้าเราไปให้ความแตกต่างกับสิ่งเหล่านี้เสีย ก่อนแล้ว เราจะไม่สามารถสร้างชีวิตให้ดีตามความ ต้องการของเราได้เลย

จะยกตัวอย่างให้ดู เด็กสองคน คนหนึ่งเกิด มาเป็นลูกคนรวย อีกคนเกิดมาเป็นลูกคนจน ถ้า เด็กรวยคิดว่าตนเองวิเศษกว่าผู้อื่น เพราะความรวย กว่าผู้อื่นแล้วไซร้ ก็จะเกิดความลำพองถือเงินเป็น อำนาจบาตรใหญ่ เที่ยวระรานข่มเหงเอาแต่ใจตน เอง ส่วนลูกคนจนนั้น ถ้าคิดว่าตนเองยากจนไม่มี เงินเหมือนลูกคนรวย ก็จะมีความน้อยเนื้อต่ำใจ เมื่ออยากได้อะไรไม่ได้ดั่งใจ ความกดดันก็จะเป็น แรงขับ ให้เริ่มฉกชิงวิ่งราว ลักเล็กขโมยน้อย จนถึง ปล้นจี้ฆ่าเจ้าทรัพย์รุนแรงขึ้นทุกที แม้จะต้องโทษ ก็ไม่กลัว ได้กินข้าวหลวงสบายไปเสียอีก

ถ้าเราแยกแยะความรวยความจนเช่นนี้ ก็จะ เป็นคนดีไปไม่ได้เลย แต่ถ้าไม่คิดว่าเรารวย จะทำ อะไรก็ระมัดระวัง ไม่ให้กระทบกระเทือนถึงผู้อื่น คิด แต่จะช่วยเหลือเจือจานไปทั่วหน้า ใช้เงินที่ตนเอง มีมากให้เป็นประโยชน์แก่ผู้ที่น้อย อาศัยความรวย ที่ตนเองได้เปรียบผู้อื่นโดยสภาวะธรรม มาเกื้อกูล ผู้อื่นที่มีน้อยถึงกับขาดแคลน ตามสภาวะธรรม ความเมตตากรุณา ที่เกิดจากความรู้จริงในสภาวะ ธรรมนี้ ก็จะหล่อหลอมให้ช่องว่าง ระหว่างความรวย ความจนนั้นปิดสนิท ไม่สามารถเกิดความแตกต่าง ได้เลย ส่วนเด็กที่เกิดมายากจนอันเป็นสภาวะ ธรรมหนึ่งนั้น ถ้าไม่ให้ความแตกต่างในความรวย ความจนแล้ว ก็จะไม่มีความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ รู้จักขยันหมั่นเพียร สันโดษในความเป็นอยู่ ซื่อตรง ในความประพฤติ รู้จักใช้แรงกายช่วยเหลือผู้อื่น แทนแรงเงินที่ตนขาดแคลน ไม่คอยคิดที่จะให้ผู้อื่น มาช่วยตน แต่ไม่รังเกียจที่จะช่วยผู้อื่น ตั้งหน้าทำมา หากิน หนักเอาเบาสู้ อดออมถนอมตน ไม่นานนัก คนจนก็จะกลายเป็นคนรวย คนรวยก็จะไม่จน ถ้ามีนิสัยเหมือนเด็กทั้งสองคนนี้ เมื่อถึงวันนั้นความ แตกต่างจักมีได้อย่างไร

แม้อายุสั้นอายุยาวก็เช่นกัน ถ้าเราไม่เชื่อว่า ชะตาชีวิตได้ลิขิตให้เรามีอายุสั้น เราก็จะไม่พะวง ถึงความตายตั้งหน้าประกอบกรรมดี ไม่ใช่อยู่รอ ความตายไปวันหนึ่งๆ ผู้ที่ไม่เชื่อว่าชะตาชีวิตได้ลิขิตมาให้อายุยืน ก็จะไม่ทะนงตนว่ายังมีชีวิตอยู่ อีกยาวนาน เกิดความประมาทเกียจคร้านที่จะ ประกอบกรรมดี ผัดวันประกันพรุ่ง ดื่มสุราหานารี เล่นพาชีกีฬาบัตร เผาผลาญชีวิตไปทุกวันๆ อายุ จักยืนนานไปได้อย่างไร

ความเกิดความตาย เป็นสิ่งสำคัญที่สุดของ มนุษย์ ถ้าเราไม่ให้ความแตกต่างกับสิ่งที่กล่าวมา แล้วไซร้ เราจะเกิดในสภาวะธรรมใดก็ตาม ย่อมจัก ดำรงชีวิตอยู่ได้ ด้วยจิตใจที่ปราศจากความกดดัน รู้จักดำรงชีวิตด้วยดี ตายดี และไปเกิดในสภาวะ ธรรมที่ดีต่อไป

ทำไมหรือ

เพราะความชั่วร้าย มิได้อยู่ที่ความรวย ความจน มิได้อยู่ที่ความมีอายุสั้นหรือยาว ความสุข ความทุกข์นั้น ย่อมขึ้นอยู่ที่เราจะสามารถประกอบ คุณงามความดีได้มากน้อยเท่าใดต่างหากเล่า

การฝึกฝนตนเองให้รู้จักประกอบกรรมทำดี นั้น ย่อมเป็นการสั่งสมบุญบารมีโดยแท้ เราจะต้อง หมั่นสังเกตพฤติกรรมของเราเอง มีสิ่งใดผิดพลาด ก็พยายามแก้ไข เหมือนดั่งหมอที่พยายามรักษา คนไข้ให้หายจากโรค ฉะนั้นการสั่งสมบุญบารมีต้อง พยายามอยู่ทุกขณะจิต ค่อยทำค่อยไปไม่หวังผล จนเกินกำลัง ไม่หย่อนยานจนไม่ก้าวหน้า เมื่อจิต ได้รับการอบรมที่ดี บ่มใจจนได้ที่แล้วนั่นคือความ สำเร็จที่จะได้รับในการประพฤติปฏิบัติธรรม

ท่านบอกกับพ่อว่า จิตนั้นเกิดดับอยู่ทุกขณะ ขอให้หมั่นบริกรรมอย่าได้หยุดยั้ง จะขาดการสืบ ต่อ เมื่อบริกรรมจนเกิดความชำนาญแล้ว ก็จะ กลายเป็นนิสัยไม่ว่าปากจะบริกรรมหรือไม่ จิตก็จะ ทำไปเองโดยอัตโนมัติ เมื่อจิตดิ่งเป็นเอกัคตาแล้ว ไซร้ ย่อมรวมมนต์คาถาที่บริกรรม ตัวคนบริกรรรม และจิตที่บริกรรมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่แยก ออกจากกัน เมื่อนั้นการบริกรรมก็จะประสบความ สำเร็จทันที อธิษฐานไว้เช่นไรก็จะสมปรารถนาเช่นนั้น

พ่อนั้น แต่ก่อนมีชื่อว่า “เสวียห่าย” ในวันนั้น พ่อเปลี่ยนชื่อใหม่ว่า เหลี่ยวฝาน เพราะพ่อรู้ซึ้ง แล้วว่า การสร้างอนาคตนั้นจะต้องเริ่มที่ตนเอง มิใช่รอคอยโชคชะตามาผลักดัน ให้เป็นไปตามยถา กรรม พ่อจะต้องหลุดพ้นจากความเป็นปุถุชนให้ได้ ไม่ยอมตกอยู่ในอิทธิพลของคำพยากรณ์อีกต่อไป นี่คือความหมายในชื่อใหม่ของพ่อ ตั้งแต่นั้นมาพ่อ สำรวมระวังบทบาทของกายวาจาใจอยู่ตลอดเวลาที่ตื่นอยู่ ทำให้ผิดแผกไปกว่าแต่ก่อนมาก ความมัก ง่ายตามใจตนเอง ความไม่สำรวมอินทรีย์ได้ลดน้อย ลง มีแต่ความระแวดระวังตั้งสติไม่ประมาท ดุจดั่ง เตรียมพร้อมตั้งรับภยันตราย ที่กำลังคืบคลาน มาหาพ่อ ฉะนั้นแม้จะอยู่ในที่มืดหรือในที่รโหฐานก็ยังเกรงว่าผีสางเทวดา คอยจ้องจับตามองพ่ออยู่ ต่อหน้าและลับหลังคน จึงประพฤติตนไม่ต่างกัน หากมีผู้ใดแสดงความไม่พอใจพ่ออย่างไร วิพากษ์ วิจารณ์รุนแรงเพียงใด พ่อกลับรับฟังได้โดยดุษณีไม่ เคยต่อล้อต่อเถียงกับผู้ใดอีกเลย

เมื่อกาลเวลาผ่านไปอีกหนึ่งปี พ่อได้โอกาส เข้าทำการสอบไล่อีกครั้ง คราวนี้ได้ที่หนึ่ง พลิก ความคาดหมายของท่านผู้เฒ่าข่ง ที่พยากรณ์ไว้ว่า จะสอบได้ที่สาม ท่านว่าหลังจากสอบครั้งนี้แล้ว ต่อไปจะสอบไม่ได้อีก แต่เมื่อพ่อไปสอบก็สอบได้อีก เป็นอันว่าคำพยากรณ์ไม่สามารถกุมวิถีชีวิตของพ่อได้อีกต่อไป

แต่การทำความดีนั้น มิได้ง่ายอย่างที่นึกไว้ สำรวจดูแล้วก็พบข้อบกพร่องมากมาย เช่น ไม่มี ความอาจหาญพอ ที่จะเสี