คุยกับท่านผู้อ่าน

454 Views

7 กรกฎาคม ร.ศ. 199 เทียนเล่มแรกได้ถูก จุดขึ้นโดยคุณจรูญ โหราทัย และครอบครัว เป็น ปัจจัยให้เทียนดวงต่อ ๆ มา ถูกจุดสว่างไสว และ ยังไม่ขาดสาย ซึ่งเป็นใครใคร่แจก...แจก ใครใคร่ ขาย..ขาย สบายใจกันดีทุกฝ่าย

คุณจรูญส่งหนังชีวประวัติของท่านเหลี่ยว ฝานและท่านอวิ๋นกุเถระมาให้ จึงได้ย่อมาเป็น อภินันทนาการแด่ท่านผู้อ่าน ในโอกาสปีทองฉลอง ความเป็นเอกราชของชาติไทย ที่ยืนยงคงอยู่ และจะคงอยู่คู่โลกเรา ชาติไทยใฝ่ธรรม ชาวไทย ส่วนมากยังคงประพฤติดีปฏิบัติชอบ คุณงามความ ดีของทุกท่านเมื่อรวมกันแล้ว ย่อมเป็นเกราะป้อง กันผองภัย เป็นพลังกำจัดอธรรม เป็นกุศลวิบากที่จักส่งผลให้ประเทศไทยบังเกิดความผาสุก และไพร่ฟ้าหน้าใสอีกวาระหนึ่งอย่างแน่นอน

ท่านผู้จารึกชีวประวัติของท่านเหลี่ยวฝาน มีนามว่า เผิงซ่าวเซิง ท่านเป็นพุทธศาสนิกที่เคร่งครัดในศีล จริงจังในการฝึกกรรมฐาน ชอบอยู่ตาม ป่าเขาลำเนาไพร และวัดวาอาราม ท่านแต่งตำราทาง พระพุทธศาสนาไว้มากมาย ท่านเกิดและสอบจิ้นซื่อได้ในรัชสมัยพระเจ้าเฉียนหลงฮ่องเต้ระหว่าง พ.ศ. 2275-2338 (ค.ศ. 1732-1795) ท่านมีความ เฉียบแหลมในสรรพวิทยาทั้งหลาย เมื่อท่านอายุ 20 เศษๆ ท่านมีความมุ่งมั่นจะประกอบวีรกรรมให้ชื่อเสียงเกียรติคุณปรากฏในประวัติศาสตร์เหมือน บรรพชนทั้งหลาย ต่อมาท่านกลับเห็นว่าทางธรรมดีกว่าทางโลก หากปฏิบัติได้ตามที่รู้แจ้งเห็นจริงแล้ว ย่อมจักเป็นผู้ที่ไม่ต้องวกกลับ ท่านจึงถือศีลกินเจ กลางคืนนอนวัด กลางวันเขียนหนังสือธรรม วันที่ท่านจะจากโลกไป ท่านสวดมนต์หันหน้า สู่ทิศตะวันตก สวดจนหมดลมไปด้วยอาการนั่ง อย่างสงบ ท่านมีชีวิตอยู่ในโลกเพียง 57 ปี แต่ก็เป็น 57 ปี ที่ ทรงคุณค่า ผลงานของท่านเป็นคุณ ประโยชน์ ต่อชนรุ่นหลังอย่างมหาศาล ผู้ด้อยปัญญา ขอน้อม คารวะต่อท่าน และกราบขออนุญาตย่อประวัติท่าน เหลี่ยวฝาน ณ บัดนี้

ท่านเหลี่ยวฝานเป็นชาวเจียงหนาน (กังหนำ) อายุ 437 ปีในปีนี้หากท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านสอบจิ้นซื่อได้และเข้ารับราชการเมื่ออายุ 37ปี คนสมัย ก่อนมีเวลาร่ำเรียนมากกว่าพวกเราสมัยนี้ ท่านจึง มีความรู้กว้างขวางลึกซึ้งยิ่งนัก เชี่ยวชาญในวิชา การเกือบทุกแขนง นอกจากพุทธธรรมที่ท่านสนใจ มาก จนสามารถเข้าถึงพระพุทธศาสนาอย่าง ถ่องแท้แล้ว ท่านยังเป็นนักปราชญ์ในทางอักษร ศาสตร์ โบราณคดี คณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ โหราศาสตร์ ไสยศาสตร์ เกษตรศาสตร์ อุทก ศาสตร์ ธรณีวิทยา นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ ปรัชญา ฯลฯ แม้ยุทธศาสตร์ท่านก็ช่ำชอง สามารถใช้ ปัญญา เอาชนะโจรสลัดญี่ปุ่นที่โจมตีท่าน ในขณะ ปฏิบัติการทางทหารที่ชายแดน ได้อย่างงดงาม ตำแหน่งหน้าที่ราชการของท่านนั้น ดำรงทั้งฝ่าย บุ๋นและฝ่ายบู๊ ซึ่งน้อยคนนักจักมีความสามารถ เช่นนี้ เมื่อท่านถึงแก่อนิจกรรม แม้จะเป็นเวลาที่มิ ได้รับราชการแล้ว ฮ่องเต้ก็ยังทรงระลึกถึงคุณงาม ความดีของท่านอยู่ จึงทรงสถาปนายศ และทรงประ กาศเกียรติคุณของท่านให้ปรากฏไปทั่วแผ่นดิน

ท่านไม่หวงแหน หรือกลัวจะหลุดจาก ตำแหน่งหน้าที่ในราชการ ใครทำให้ประเทศชาติ เสื่อมเสียเกียรติภูมิ ใครใช้อำนาจโดยไม่เป็นธรรม ใครทำให้ประชาราษฎร์เดือดร้อน ท่านจะต่อสู้ อย่างสุดกำลัง แม้ผู้นั้นจะมีความยิ่งใหญ่เพียงใดท่านก็ไม่ยอมสยบ แต่สำหรับตัวท่านเองแล้ว ใครจะใส่ร้ายป้ายสี ท่านก็ไม่นำพา อิจฉากันนักท่านก็กราบถวายบังคมลา ไปอยู่ถิ่นเดิมของท่าน ท่านแต่งตำรับตำราไว้มากมาย เป็นเพชรน้ำหนึ่ง ในสมัยหมิง

เมื่อครั้งท่านเริ่มรับราชการเป็นนายอำเภอ อยู่ทางเหนือ ซึ่งเป็นท้องที่ที่ประสบอุทกภัยเสมอ ท่านสามารถป้องกันน้ำท่วมได้ ด้วยวิธีการแยกพลัง น้ำออกเป็น 3 ทิศทาง แม่น้ำสายเดียวแต่โบราณ มาก็กลายเป็นสามสาย ด้วยปัญญาของท่านและ ความสามัคคีของชาวบ้าน ที่คิดพึ่งตนเองอย่าง ไม่ย่อท้อ ผนึกพลังอันน้อยนิดของแต่ละคนรวม เป็นพลังมหาศาล ยิ่งใหญ่เหนือพลังน้ำที่น่ากลัว แล้วท่านให้ปลูกต้นหลิ่ว (หลิว) ตามริมฝั่งแม่น้ำ และริมฝั่งทะเลยาวสุดสายตา คราใดที่คลื่นซัดเข้า ฝั่งทรายจะติดอยู่บริเวณต้นหลิ่ว ทับถมกันนานเข้า ก็กลายเป็นเขื่อนธรรมชาติ ป้องกันน้ำท่วมได้เป็น อย่างดี ทางภาคเหนือของประเทศจีน มักจะมีพายุ พัดทรายมาทีละมาก ๆ ก็ได้อาศัยต้นหลิ่ว ทั้งหลายนี้ ปะทะแรงลม และทรายไว้ได้

แม้ท่านจะกลับมาอยู่ถิ่นเดิม ในบั้นปลาย ของชีวิตท่านก็ไม่นั่งดูดาย คอยช่วยเหลือดูแลทุกข์ สุขของชาวบ้านอย่างใกล้ชิด คิดค้นวิธีทำไร่ไถนา ให้ก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้น ให้แผ้วถางพื้นดินที่รกชัฏ จน เกิดประโยชน์แก่ผู้ที่ไม่มีที่ดินของตนเอง นอกจาก ท่านจะสอนให้ชาวบ้านมีความรู้กว้างขวาง มีราย ได้เพิ่มพูนแล้ว ท่านยังสอนให้ชาวบ้านรักกันช่วย เหลือกัน เสียสละและหมั่นบริจาคจนเป็นนิสัย แต่ละ วันท่านจะทำตารางการทำงานส่วนตัว และส่วนที่ จะทำเพื่อผู้อื่นไว้ล่วงหน้า ท่านไม่เคยอยู่นิ่ง ทำงาน ตลอดวันอย่างมีระเบียบ

ท่านฝึกสมาธิเป็นเวลาและสม่ำเสมอจนบรรลุฌาน และเจริญวิปัสสนากรรมฐานจนบรรลุญาณ

ท่านถึงแก่อนิจกรรมเมื่ออายุ 74 ปี ในขณะที่ บุตรของท่านอายุ 42 ปีแล้ว คือปี พ.ศ. 2166 (ค.ศ. 1623) ผิดจากที่ท่านผู้เฒ่าข่งพยากรณ์ไว้ถึง 21 ปี โดยมิต้องบนบวงต่อฟ้าดินและท่านผู้ศักดิ์สิทธิ์ มิต้องสะเดาะเคราะห์ปล่อยนกปล่อยปลา

อันคุณงามความดีนี้ ช่างมีอานุภาพต่อชีวิต มนุษย์ให้เห็นถึงปานนี้หนอ

ภรรยาของท่านก็ใจบุญสุนทรียะธรรม ไม่ยิ่ง หย่อนกว่ากันเลย เป็นคู่ชีวิตที่คอยส่งเสริมแต่ในทางที่ดีงาม เป็นปัจจัยในการทำดีเพื่อกันและกันตลอดเวลา มีอยู่ครั้งหนึ่งภรรยาของท่านซื้อฝ้ายมาปั่นเพื่อทำเสื้อหนาว ท่านเหลี่ยวฝานท้วงว่า บ้านเรามีเสื้อหนาวอย่างดี ทำด้วยแพรเนื้อดีสอด ใส่ด้วยนุ่น อุ่นดีอยู่แล้ว ไฉนจะให้ลูกใส่เสื้อหนาวที่ทำด้วยผ้าฝ้ายถูกๆ เล่า ภรรยาของท่านตอบว่า ก็เพราะฝ้ายนั้นถูก จึงตัดใจขายเสื้อหนาวดีๆ ของ ลูกเสีย ได้เงินมามากๆ เพื่อทำเสื้อหนาวแจกชาว บ้านที่กำลังหนาวสั่นอยู่นี้ได้ทั่วถึง ท่านเหลี่ยวฝาน ดีใจมาก พูดด้วยความตื้นตันใจว่า ถ้าแม่ใจบุญถึง ปานนี้ ลูกของเราจะไม่มีวันลำบากเป็นแน่แท้

บุตรของท่านก็สอบจิ้นซื่อได้เช่นท่าน และได้ เป็นนายอำเภอที่เมืองกว่างตง (กวางตุ้ง) อีก 21 ปีต่อมา ก็สิ้นแผ่นดินหมิง ในพ.ศ. 2187 (ค.ศ.1644)ประเทศจีนตกอยู่ในเงื้อมมือของชาวแมนจู ที่ สถาปนาราชวงศ์ชิง (เช็ง) ปกครองชาวจีนตามวิสัยเชิงเช่นผู้เป็นนายอยู่นานถึง 267 ปี ท่านซุนจงซาน (ดร.ซุนยัดเซ็น)กับคณะ จึงได้ลบความเป็นเจ้าเข้า ครองออกจากประวัติศาสตร์ได้สำเร็จในปี พ.ศ. 2454 (ค.ศ.1911)

เป็นบุญของเราชาวไทย ที่ไม่ต้องทนถูกเคี่ยว เข็ญเย็นค่ำกรำไปถึง 267 ปี พระคุณของวีรกษัตริย์ และวีรชนของเรานั้นใหญ่หลวงนัก แม้ประวัติศาสตร์ จะได้จารึกความยิ่งใหญ่ไว้แล้ว แต่เราก็จะต้องสำนึก ในพระคุณจดจำไว้ในส่วนลึกของดวงใจ เพื่อเป็นตัว อย่างอันที่จะปกป้องแผ่นดินไทยต่อไปด้วยชีวิตของเราทุกคน

ท่านหานซานต้าซือ ศิษย์ของท่านอวิ๋นกุเถระ เขียนประวัติเมื่อท่านอาจารย์ได้จากไปแล้ว

ผู้ด้อยปัญญาขอกราบคารวะท่านหานซานต้าซือกราบขออนุญาตท่านจารึกประวัติของท่านอวิ๋นกุ เถระผู้พลิกชีวิตของท่านเหลี่ยวฝาน ดังต่อไปนี้

ท่านอวิ๋นกุเถระเกิดเมื่อ ค.ศ. 1500 (พ.ศ. 2043) ในราชวงค์หมิง ท่านเกิดก่อนท่านเหลี่ยวฝาน 49 ปี ท่านคิดบวชตั้งแต่ยังเป็นเด็ก สมัครเป็นศิษย์ กับอาจารย์ท่านหนึ่งที่วัดต้าอวิ๋นจื้อ อายุ 19 ปี เริ่มฝึกฌานอายุ 25 ปี บวชเป็นภิกษุได้พบอาจารย์ ที่ทรงคุณวิเศษ ณ วัดเทียนหมิง จึงฝากตัวเป็น ศิษย์ ได้ตัดขาดจากกิจนิมนต์ทั้งหมด นั่งเข้าสมาธิ อยู่เป็นระยะๆ จาก 7 วัน เป็น 14 วันครั้ง จนถึง หนึ่งปีเต็ม ไม่เคยก้าวล่วงธรณีกุฏิของท่านไปเลย จิตท่านใสใจสว่าง แต่ท่านอาจารย์อธิบายว่าการ ฝึกจิตเช่นนี้ ไม่สามารถบรรลุมรรคผลนิพพานได้ แล้วสอนให้ท่านฝึกมหาสติปัฏฐาน 4 ติดตามการ เกิดดับของจิตให้ได้ทุกขณะ ไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบถ ใดจงตั้งกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ณ ที่นั้น เมื่ออยู่ ในความรู้สึกอย่างไร จงตั้งเวทนานุปัสสนาสติปัฏ ฐาน ณ ความรู้สึกนั้น เมื่ออยู่ในสภาพจิตอย่างไร จงตั้งจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ณ สภาพนั้น เมื่อเผชิญกับสภาวธรรมใด จงตั้งธัมมานุปัสสนา สติปัฏฐาน ณ สภาวะนั้น ฝึกให้สติ และสัมปชัญญะ คอยกำกับบทบาททุกขณะของปัจจุบัน ให้รู้เท่า ทันให้รู้ท่วงที ให้รู้อย่างไม่ยินดียินร้าย ให้รู้อย่าง หมอที่กำลังตรวจคนไข้ ให้รู้อย่างผู้พิพากษากำลัง วินิจฉัยคดีว่าขณะนี้เรากำลังทำอะไรอยู่ กำลังรู้สึก อย่างไรอยู่ กำลังมีสภาพจิตเป็นเช่นไร กำลังเผชิญ กับสภาวะธรรมอะไร เมื่อกระแสแห่งกิเลสตัณหา อุปาทาน กำลังเกิด-ดับอยู่ตลอดเวลา วันแล้ววันเล่า คืนแล้วคืนเล่า ชีวิตก็ล่วงไปๆ จงเพียรพยายาม อย่าท้อถอยแม้แต่ก้าวเดียว แม้แต่ขณะจิตเดียวที่จะ สำรวจตรวจดูสติสัมปชัญญะ ว่าได้เจริญงอกงามมีประสิทธิภาพเพียงพอ แก่การปฏิบัติธรรมหรือยัง จนกว่าความรู้ความเข้าใจจะถึงจุดอิ่มตัว ก็จักหลุด พ้นจากอิทธิพลของกิเลสตัณหาอุปาทานได้เอง

ท่านอวิ๋นกุเถระ จึงเริ่มฝึกมหาสติปัฏฐาน 4 อย่างจริงจังทันที บางครั้งไม่ฉันไม่จำวัด ก็มีชีวิต อยู่ได้อย่างเป็นสุข อยู่มาวันหนึ่งขณะที่ท่านอิ่มจาก การฉันอาหาร ท่านเผลอตัวเพียงขณะจิตเดียว ชามข้าวก็ตกลงบนพื้น ทันใดนั้นท่านก็เข้าถึงความ หมายของสติ และสัมปชัญญะอย่างสมบูรณ์ ท่าน รีบไปกราบเล่าให้ท่านอาจาย์ฟัง ท่านอาจาย์ผงก ศีรษะรับรองวาระจิตของลูกศิษย์ว่าได้เข้าถึงสภาวะ ธรรมแล้วจริง ตั้งแต่นั้นมา จิตของท่านอวิ๋นกุเถระ ได้รับการพัฒนายิ่งขึ้นเป็นลำดับ จนหลุดพ้นจาก กามฉันทะ คือ ความพอใจในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสทางกาย และกระทบทางใจ หลุดพ้นจาก ความพยาบาท อันเป็นความคิดให้ร้ายคนหรือสัตว์ เสียได้ หลุดพ้นจากถีนมิทธะอันทำให้จิตมืดมัวกาย ง่วงโงกเสียได้ หลุดพ้นจากอุทธัจจกุกกุจจะ อันยัง ความตื่นเต้น ฟุ้งซ่านหวาดหวั่น รำคาญใจเสียได้ หลุดพ้นจากวิจิกิจฉา อันยังความเคลือบแคลงสงสัย ไม่แน่ใจ ในการประพฤติปฏิบัติธรรมตามคำสอน ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสียได้ การล่วง พ้นนิวรณ์ทั้ง 5 นี้ เป็นปัจจัยให้ท่านเข้าถึงความ หมายของอุปาทานขันธ์ 5 เห็นความเกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไปของรูป เห็นความไม่คงทน ต้องทรุดโทรม แปรปรวนไปตามเหตุปัจจัยของรูป ของเวทนา ของสัญญา ของสังขาร และของวิญญาณ (กระแส จิตที่รู้บทบาทของรูป เวทนา สัญญา สังขาร เมื่อ เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป)

ท่านละสัญโญชน์ อันเป็นเครื่องจองจำชีวิตให้ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสาร คอยเชื่อมโยง อายตนะภายนอกและภายใน ทั้ง 6 ทวาร ให้เกิด ความประมาทติดใจใหลหลงในรูปธรรมเสียได้

เมื่อท่านอวิ๋นกุเถระมีสติ และสัมปชัญญะ ต้องอยู่เฉพาะหน้าเช่นนี้แล้ว กิเลสตัณหาอุปาทาน และความเห็นผิด ย่อมอาศัยนอนเนื่องอยู่ในจิตใจ ของท่านไม่ได้อีกแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือองค์ธรรม อันยิ่งใหญ่ คือ โพชฌงค์ 7 อันเป็นกลุ่มธรรมสามัคคี ที่เกิดขึ้นด้วยกัน อิงอาศัยให้คุณต่อกันและกันนำไป สู่องค์ปัญญาแห่งการตรัสรู้ กลุ่มธรรมอันประเสริฐ ยิ่งนี่เอง ที่ทำให้ท่านอวิ๋นกุเถระเห็นแจ้งในอริยประ เสริฐยิ่งนี้เอง ที่ทำให้ท่านอวิ๋นกุเถระเห็นแจ้งในอริย สัจ 4 ทุกแง่ทุกมุม อย่างหมดจด ข้ามพ้นความโศก และความร่ำไร ดับได้ซึ่งความทุกข์และโทมนัส มีแต่ ความกระปรี้กระเปร่าชื่นบาน สงบสบายทั้งกายและ ใจอยู่อย่างเป็นกลางในทุกสิ่ง แม้จะมีใครขอให้ ท่านขนสัตว์ให้หมดโลกเสียก่อน ก็เป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ เพราะเมื่อจิตได้หลุดพ้นจากกระแสแห่งการเวียน

ว่ายตายเกิดเสียแล้ว ย่อมไม่มีทางที่จะห่วงหน้ากังวลหลังได้อีก พระพุทธศาสนาจึงมิใช่สอนให้ชาวพุทธ ตัดช่องน้อยแต่พอตัว ดังที่หลายท่านเข้าใจกันอยู่

มีอยู่วันหนึ่ง ขณะที่ท่านอวิ๋นกุเถระกำลังนั่ง เข้าสมาธิจนกายไม่ไหวติงอยู่นั้น ได้มีผู้ทรงอิทธิพลมาเที่ยววัดเห็นท่านนั่งเฉยไม่ลุกขึ้นต้อนรับ ก็โกรธ หาว่าท่านไม่มีสัมมาคารวะ ผรุสวาทอย่างไม่กลัว บาปกรรม ท่านจึงย้ายไปอยู่ที่วัดซีเสียซาน อันเป็น สถานที่ๆ ท่านเหลี่ยวฝานไปกราบนมัสการท่าน ในเวลาต่อมา และท่านก็ได้สอนให้ท่านเหลี่ยวฝาน ฝึกมหาสติปัฏฐาน 4 เช่นเดียวกับท่าน

เมื่อท่านหานซานต้าซือไปกราบลาท่านเพื่อออกธุดงค์ ท่านให้โอวาทว่า โบราณท่านเดินธุดงค์เพื่อมองเห็นตนเอง ขัดเกลาตนเอง พัฒนาตนเอง เพื่อความหลุดพ้น เจ้าจงสำเหนียกอยู่เสมอว่า จะมีหน้ากลับมาพบพ่อแม่พี่น้องครูบาอาจารย์ญาติ สนิทมิตรสหายได้อย่างไร ถ้าเดินธุดงค์โดยรองเท้า สึกเสียเปล่า ไม่ได้ปรับปรุงแก้ไขตนเองให้ดีขึ้น เป็นการสิ้นเปลืองเงินทองของผู้ที่ถวายรองเท้าเจ้ามา ท่านหานซานต้าซือประทับใจในโอวาทจนสะ อื้นไห้

ลูกศิษย์ของท่าน มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกที อุบาสกอุบาสิกามาฟังธรรมจากท่าน เนืองแน่น ท่านพูดน้อย พูดแต่ที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ฟัง เสียง ท่านชัดเจนก้องกังวาน ก่อนที่ท่านจะจากโลกนี้ไป ท่านกลับไปยังบ้านเกิด โปรดผู้คนเป็นจำนวนหมื่น จำนวนแสน

อยู่มาคืนหนึ่ง เป็นคืนขึ้น 5 ค่ำ เดือนอ้าย ปี ค.ศ. 1575 (พ.ศ.2118) ชาวบ้านเห็นบนหลังคากุฏิที่ท่านอยู่สว่างไสว เหมือนไฟกำลังลุกโชติช่วง ฉะนั้น ครั้นรุ่งเช้าชาวบ้านพากันไปที่วัด ปรากฏว่าท่านได้ดับขันธ์ไม่ไหวติงเสียแล้ว ทุกคนจึงลงความเห็นว่า ท่านดับขันธ์ด้วยเตโชกสิณนั้นเอง

ขณะนั้น ท่านอายุ 75 ปี พรรษา 50

ท่านหานซานต้าซือรำพึงรำพันว่า ตั้งแต่ท่าน ออกธุดงค์ได้พบพระเถรมากมาย แต่จะหาใครสัก รูปหนึ่งที่ทรงคุณวิเศษเช่นท่านอวิ๋นกุเถระไม่มีเลย แม้ต่อมาท่านหานซานต้าซือพรรษามากขึ้น ก็ไม่ สามารถลืมคำสอนของท่านได้ แม้ปฏิปทาในศีลา จารวัตรของท่าน ก็ได้นำมาประพฤติปฏิบัติตาม อย่างเคร่งครัด

ที่หลุมฝังศพของท่านอวิ๋นกุเถระ มีศิลาจารึก คุณธรรมอันสูงส่งของท่าน โดยท่านเหลี่ยวฝาน ท่านหานซานต้าซือ เห็นว่าควรมีประวัติจารึกไว้ให้ชนรุ่นหลังได้ประพฤติปฏิบัติตาม จึงเขียนประวัติ และคำสั่งสอนของท่านไว้เป็นหนังสือเล่มหนึ่ง เสียดายผู้ด้อยปัญญาบันทึกไว้ได้เพียงนี้

ขอความหลุดพ้นจงเกิดแก่ท่านผู้อ่านเทอญ

เจือจันทน์ อัชพรรณ(มิสโจ)