Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
พระเจ้าเตาศักดิ์สิทธิ์ช่วยชีวิต | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

พระเจ้าเตาศักดิ์สิทธิ์ช่วยชีวิต

422 Views

จดหมายเปิดผนึกของเฉินเหนี่ยน ตลาดซินเตี้ยน เล่าว่า:

“หนังสือแสงสว่างแห่งชีวิต” ของนิตยสาร “เซินเต๋อ” รับตอบปัญหาในครั้งนี้ ทำให้ข้าพเจ้ามีความยินดีได้มีโอกาสเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ 3-4 ปีก่อน

เมื่อ 3-4 ปีก่อน มีอยู่วันหนึ่ง ข้าพเจ้าเป็นหวัด ลูกชายคนโตบอกว่า “คุณแม่ไม่สบาย ผมหุงหาอาหารเอง” หลังอาหารได้กล่าวกับข้าพเจ้าว่า “พวกผมจะไปโรงเรียนแล้ว” แล้วสามพี่น้องก็ไปโรงเรียน ข้าพเจ้าเรียกลูกมาถามว่า “ได้อุ่นกับข้าวที่เหลือจากเมื่อวานนี้หรือยัง?” ลูกบอกว่า “ยัง” แล้วเขาก็เอากับข้าวไปอุ่น คงเป็นเพราะสายและด้วยความรีบร้อน ก็ผลุนผลันไปโรงเรียนโดยไม่ได้บอกกล่าวข้าพเจ้า เวลาผ่านไปราวครึ่งชั่วโมงในสภาพครึ่งหลับครึ่งตื่น ในห้องปรากฎมีหมอกควัน และมีเทวาอารักษ์องค์หนึ่ง บอกกล่าวข้าพเจ้าด้วยความร้อนรนว่า “รีบไปปิดเตาแก๊สในครัว เร็วเข้า” ขณะนั้นร่างข้าพเจ้ามิได้ไปปิด แต่เหมือนกับฝันไปว่าได้ไปปิดเตาแก๊ส แต่แม้พยายามใช้แรงปิดสุดแรงเกิด แต่ไฟเตาแก๊สก็ไม่ดับ ทันใดองค์เทวาอารักษ์กล่าวแก่ข้าพเจ้าว่า “วิญญาณรีบเข้าไปสิงสู่ร่างของเจ้า”

แล้ววิญญาณของข้าพเจ้าก็มาอยู่หน้าประตูห้อง จึงเห็นร่างของข้าพเจ้าถนัตตา ในใจกล่าวว่า รีบตื่นเถิด แล้วร่างข้าพเจ้าจึงตื่นขึ้น แต่ใจก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง วิ่งเข้าไปดูในห้องครัว ดูว่าจะหมือนตอนที่เห็นสภาพครึ่งหลับครึ่งตื่นหรือไม่ พอเหลือบไปเห็นทำให้ตกใจกลัวเป็นอย่างยิ่ง เพราะหม้อต้มกำลังไหม้จวนเจียนระเบิด จึงกลั้นลมหายใจเขาไปปิดเตาแก๊ส ในใจคิดว่าคงเป็นที่พระเจ้าช่วย จึงคลาดแคล้วภัยพิบัติครั้งนี้ ไม่ทราบว่าใช่พระเจ้าเตาหรือไม่ ขอได้โปรดไขข้อข้องใจลูกช้างด้วย และต่อไปนี้จะกราบไหว้พระเจ้าด้วยความศรัทธา เพื่อทดแทนพระกรุณาธิคุณช่วยปัดเป่าภัยพิบัติให้

พระเจ้าเตา: จากเรื่องราวที่กล่าวมา แสดงให้เห็นว่า โชคชะตาชีวิตฟ้าเป็นผู้ลิขิต การที่ลูกช้างคลาดแคล้วจากอัคคีภัยในครั้งนี้ ก็ด้วยบุญญาภินิหารของพระเจ้า ซึ่งสืบเนื่องจากลูกช้าง เมื่อปางก่อนเป็นหญิงชาวนา ได้ประดิษฐาน “ซือมิงกุง”(พระเจ้าเตา) บนเตา กราบไหว้ด้วยความศรัทธาทุกวันปฏิบัติตามประเพณีโบราณ โดยไม่เฆี่ยนตีดุด่าเด็กหน้าเตา รักษาความสะอาด กตัญญูต่อพ่อแม่ของสามี ถึงฤดูหนาว จะเตรียมเตาไฟให้ผู้เฒ่าทั้งสองได้รับความอบอุ่น โดยเฉพาะมีความศรัทธาพระเจ้าเตา ไม่ต้มเสื้อผ้าสกปรกบนเตา ชำระล้างเลือดสัตว์ที่เตา หมั่นทำบุญกุศล เป็นที่ประทับใจพระเจ้าเตา จึงได้มาช่วยปลดเภทภัยให้ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ขอมนุษย์จงตื่นเถิด

หวีตู รัชสมัยหมิง พบพระเจ้าเตา

ในสมัยจักรพรรดิซื่อจง ราชวงศ์หมิงที่มณฑลเจียงซี มีบัณฑิตชื่อหวีตู หรืออีกชื่อหนึ่งเรียกว่า “เหลียงเฉิน” เป็นผู้คงแก่เรียนสูงด้วยความสามารถ ได้ร่วมกับมิตรสหายก่อตั้งสมาคม “อุ๋นชัง” ส่งเสริมคนให้ทะนุถนอมตัวอักษร ปล่อยชีวิตสัตว์ ละเว้นกามกิเลส ละเว้นจากการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ละเว้นการก่อวจีกรรมให้ยึดถือศีลห้าเป็นนิจศีล แต่เขาสมัครสอบประจำปี 7 ครั้งไม่ผ่าน มีบุตรชายหญิงรวม 5 คน ในจำนวนนั้นมีบุตรชาย 3 คนเสียชีวิตเมื่อเยาว์วัย บุตรชายคนที่ 3 ที่ขาข้างซ้ายมีไฝคู่ เป็นที่รักดั่งดวงใจของสามีภรรยา เมื่อตอนอายุ 8 ขวบ ได้หายสาบสูญไปในขณะที่เล่นกันอยู่ในหมู่บ้าน ทั้งหมดลูก 5 คน เหลือเพียงบุตรีคนเดียว เป็นครอบครัวที่มีโชคชะตาชีวิตน่าอนาจ ภรรยาร่ำไห้เพราะลูกน้อยจนตาบอด ฐานะยิ่งยากจนข้นแค้นลง แต่บัดนั้น เขาคิดว่าเขามิได้ทำบาปกรรมอะไร ทำไมจึงถูกฟ้าลงโทษถึงเพียงนี้พอเขามีอายุได้ 40 ปีเขาได้ถวายฎีกาต่อพระเจ้าเตาขอได้โปรดทูลต่อองค์เง็กเซียน ฮ่องเต้

ขณะเขาอายุได้ 47 ปี วันสุกดิบปีใหม่ของปีนั้น เขานั่งกับภรรยาตาบอดและบุตรีอย่างทอดอาลัยอยู่นั้น เขาเห็นชายคนหนึ่งสวมหมวกสี่เหลี่ยม เสื้อผ้าชุดดำ ผมสีดอกเลา ว่ามาจากทางไกล ได้ยินเสียงทอดถอนใจด้วยความทุกข์ของหวีตู จึงเข้ามาปลอบโยนหวีตูได้ยินดังนั้นให้รู้สึกประหลาด จึงเล่าสภาพในครอบครัวให้ฟังทั้งกล่าวถึงเรื่องถวายฎีกา

อาคันตุกะจึงกล่าวว่า “ข้าพเจ้ารู้เรื่องราวในครอบครัวของท่านหมดแล้ว ในใจของท่านมีแต่ความแค้นเคืองผู้อื่นอยู่มาก ชอบทำแต่เรื่องฉาบฉวย ฏีกาที่ถวายมีแต่ความแค้นเคืองและคำหยาบ เกรงว่าโทษที่ได้รับจะไม่เพียงเท่านี้ด้วยซ้ำไป!”

หวีตูกล่าวว่า “ข้าพเจ้าตั้งปณิธานทำแต่ความดี ปฏิบัติตามข้อบังคับอย่างเคร่งครัด เป็นเรื่องฉาบฉวยหรือ?”

อาคันตุกะผู้นั้นกล่าวว่า “ข้อห้ามที่ท่านปฏิบัตินั้น ให้ทะนุถนอมตัวอักษร เมื่อท่านเห็นนักเรียนใช้หนังสือ หรือหนังสือพิมพ์เก่าปิดหน้าต่างหรือห่อสิ่งของ ก็ไม่ห้ามปรามหรือตักเตือน ในเรื่องปล่อยชีวิตสัตว์ ท่านทำไปมิใช่เกิดจากความเมตตาอย่างแท้จริง ทั้งยังนำกุ้งปูมาทำอาหารในครัว มันไม่มีชีวิตหรือไง ถ้าพูดถึงบาปทางปาก ยิ่งยากต่อการห้ามปราม เพียงท่านเถียงฉอดๆ ก็ทำให้ผีสางเทวดาหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์บันดาลโทสะเสียแล้ว เรื่องที่ท่านแอบประกอบความชั่ว ที่ถูกบันทึกไว้มีไม่รู้เท่าไหร่แล้ว ส่วนเรื่องประพฤติผิดในกาม ถึงแม้ไม่เห็นได้ลงมือปฏิบัติจริง แต่พอเห็นสาวสวย ก็มองตาเป็นมัน เพียงแต่ยังไม่มีโอกาสสัมผัสเท่านั้น พอพระเจ้าเง็กเซียนฮ่องเต้ได้รับฎีกาของท่าน ท่านก็ส่งเทวทูตมาสำรวจความประพฤติของท่าน เป็นเวลาหลายปี ยังไม่มีความดีพอจะบันทึกได้แม้แต่น้อย ในจิตใจของท่านมีแต่ความโลภ ตัณหา ความริษยา เย่อหยิ่งจองหอง ดูถูกความคิดเห็นของคนอื่น มุ่งร้ายแก้แค้นตลอดเวลา ฉะนั้นจึงไม่สามารถแก้ปมได้ หนีภัยยังไม่พ้นไหนเลยจะมีบุญวาสนา”

เมื่อถูกกล่าวโทษออกมาเช่นนั้น หวีตูก็ได้กราบลงและร่ำไห้กล่าวว่า “เมื่อท่านหยั่งรู้ได้ถึงเพียงนี้ ท่านจะต้องเป็นเทวาอารักษ์อย่างแน่นอน จึงขอพระองค์ทรงโปรดข้าพเจ้าด้วยเถิด”

ท่านกล่าวว่า “ท่านก็ทราบว่าทำความดีจิตใจผ่องแผ้ว แต่จิตกุศลของท่านยังไม่ศรัทธาพอ ขาดความมุ่งมั่น ฉะนั้นการทำความดีของท่าน จึงเป็นเรื่องจอมปลอม แต่บัดนี้เป็นต้นไป จงขจัดความโลภ ตัณหา ความจอมปลอม และความฟุ้งซ่านให้หมดสิ้นในจิตใจ ให้คิดแต่ในทางที่ดีด้านเดียว สิ่งที่ตนสามารถทำได้ จงตั้งใจทำลงไปโดยไม่หวังตอบแทน ไม่ต้องการชื่อเสียง ไม่ว่าเรื่องยากหรือง่าย ต้องพยายามทำในสิ่งที่ตนทำไม่ได้ ก็ต้องตั้งใจทำให้บรรลุเจตนารมณ์ทั้งก่อเกิดความพยายามมุ่งมั่น จะทำอะไรให้เสมอต้นเสมอปลาย การฏิบัติตน จงอย่าหลอกตัวเอง แล้วท่านจะประสบผล อย่างคาดไม่ถึง เนื่องจากบ้านของท่านมีความเคารพศรัทธาต่อข้าอย่างจริงใจ และรักษาความสะอาดได้ดีมาก จึงนำสิ่งเหล่านี้มาบอกกล่าวแก่ท่าน เป็นการตอบแทน” พูดแล้วก็เดินหายตัวเข้าไปในครัว

หวีตูจึงรู้ว่าพระเจ้าเตามาเยือนถึงบ้าน จึงได้จุดธูปกราบไหว้ วันรุ่งขึ้นเป็นวันซิวอิ้ด (วันตรุษจีน) ได้กล่าวปฏิญาณต่อฟ้าว่าจะละเว้นกระทำความผิด ได้ตั้งชื่อตัวเองว่า “สุจินต์” เพื่อขจัดความคิดชั่ว

เมื่อแรกเริ่มมีความคิดฟุ้งซ่าน มิใช่ฉงนสงสัยก็เป็นความคิดเกียจคร้าน จนได้ไปโขกศีรษะต่อหน้าเทวรูปพระโพธิสัตว์กวนอิมจนเลือดไหล ปฏิญาณตนขอกุศลจิตความจริงใจบริสุทธิ์

หากมีการให้อภัยตนเองแม้แต่น้อย ก็ขอได้ตกนรก และทุกเช้าจะกล่าวพระนามพระโพธิสัตว์กวนอิม “นะโมไต่ซื้อไต่ปุย กิวโค่วกิวหลัง ก๋วงไต่เล้งก้ำกวงซีอิมผู่สัก” ร้อยจบ ขอพระโพธิสัตว์คุ้มครองความประพฤติของเขาเสมือนมีผีสางเทวดาอยู่เคียงข้าง ไม่กล้าหลอกลวง ในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น ก็ยินดีทำด้วยความเต็มใจ ทั้งยึดหลักกฎแห่งกรรม และพยายามชักชวนผู้อื่นทำความดี ด้วยเหตุนี้จิตใจของเขามีแต่เมตตาและกุศล จิตเพียงคิดเท่านั้นผลบุญต่างๆ ก็จะหลั่งไหลตามมา เมื่อจิตสงบจะไม่ฟุ้งซ่านอีกต่อไป

ประพฤติปฏิบัติเช่นนี้ได้ 3 ปี พอดีจางเจียงหลิงได้ขึ้นเป็นอัครมหาเสนาบดี ได้เชิญเขาไปเป็นครูอบรมบุตร และต่อมาไปสมัครสอบได้เป็นจิ้นซือ

อยู่วันหนึ่ง เขาเห็นบรรดาบุตรของหยางเน่ยเจียน มีอยู่คนหนึ่งอายุย่าง 16 ปี จำได้คลับคลายคลับคลา พอถามบ้านเกิดก็รู้ว่าเป็นชาวเจียงอิ้ว เมื่อตอนเด็กได้พลัดหลงลงไปในเรือข้าว บัดนี้ยังพอจำชื่อแซ่และหมู่บ้านได้ พอถอดรองเท้า ก็พบไฝ 2 เม็ดหวีตูร้องขึ้นว่า “ลูกชายของข้าพเจ้าเอง” หยางเน่ยเจียนจึงคืนบุตรชายแก่เขา ภรรยาหวีตูกอดบุตรชายร้องไห้น้ำตานองหน้าฝ่ายบุตรชายกอดแม่แล้วใช้ลิ้นเลียดวงตา และแล้วดวงตา 2 ข้างก็หายเป็นปกติ

หวีตูได้ออกจากราชการ ได้รับปูนบำเหน็จรางวัลจากอัครมหาเสนาบดีจางเจียงหลิงอย่างงาม ภายหลังบุตรชายเติบโตมีภรรยาให้กำเนิดบุตรชาย 7 คนติดต่อกัน ได้เป็นบัณฑิตตามวงศ์ตระกูล ส่วนหวีตูอายุยืนยาว ถึง 80 ปี จึงลาจากโลกนี้ไปเขาได้เขียนหนังสือสอนบุตรเล่มหนึ่งชื่อว่า “บันทึกเมื่อพบกับเพระเจ้าเตา”