Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
วันจันทร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2524 | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

วันจันทร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2524

453 Views

วันจันทร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2524
ตรงกับแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ปีระกา
พระเจ้านวเวหา(เตา)
เสด็จประทับทรง กล่าวเป็นกลอนว่า
อรุณรุ่งฟ้างดงามเมื่อยามเช้า
มนุษย์เรามีความหวังวันปีใหม่
อาหารดีมีพลังงานสราญใจ
จดจำไว้พระเจ้าเตามีพระคุณ

พระดำรัส: ความกังวลหายไปในความฝัน ปลอดโปร่งในตอนเช้าตื่นนอน ถ้าเจ้ายังคงฝันค้างกลางวันอยู่ เจ้าจะไม่มีวันพรุ่งนี้ตลอดไป ควรเร่งเมื่อเยาว์วัยร่างกายแข็งแรง ทำบุญกุศลภายภาคหน้าจะได้เป็นนายคน จงอย่าสันโดษเป็นอันขาด

หยางเซิง: พระเจ้าเตาดำรัสว่า มีแรงทำงานทั้งวันอยู่ที่กิน ไม่ทราบว่าลาภปากของคนฟ้าประทานให้ใช่หรือไม่ หรือว่าถูกกำหนดแต่ชาติปางก่อน?

พระเจ้าเตา: คนเราเรื่องกินเป็นใหญ่ ถ้าคนไม่ได้กินหรืออดอาหาร ชีวิตก็จะไม่รอด บาปบุญชาติก่อนหักล้างอาหารที่ติดตัวมา ผู้ที่ชาติก่อนทำบุญมาก ก็มีอาหารเต็มยุ้งฉางเมื่อมาเกิดเป็นคนก็จะมีลาภปากหรือ “โชคกิน”

หยางเซิง: แต่ถ้าชาติก่อนทำบาปมากกว่าทำบุญ ก็อัตคัดขัดสนอาหาร ชาตินี้จะต้องถูกสนองกรรมจะต้องอดอยากหรือ?

พระเจ้าเตา: สวรรค์ทรงไว้ซึ่งเมตตาธรรม ชาติก่อนทำบาปมากกว่าทำบุญ “ลาภกิน” จะถูกตัดไป แต่สวรรค์ทรงเมตตา เมื่อจะมาเกิดก็ประทานอาหารให้บ้าง แม้มนุษย์จะไม่มีลาภกินอย่างสมบูรณ์ แต่ถ้ามานะบากบั่น ก็จะไม่อดอยากอย่างแน่นอน

หยางเซิง: คนบางคนอยู่ได้ด้วยการช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ เช่นนี้จะอธิบายอย่างไร?

พระเจ้าเตา: เนื่องจากทำบาปไว้มาก จึงไม่มีลาภกิน แต่เมื่อเกิดมาอยู่ในร่างมนุษย์ สวรรค์จึงยังประทานอาหารมาให้บ้าง แต่เมื่อกิ่งรากไม่งอกงาม ดุจดั่งหญ้าแห้ง ก็ไม่สามารถได้น้ำหล่อเลี้ยง จึงต้องอาศัยแรงงานรดน้ำใส่ปุ๋ย อาศัยบรรเทาทุกข์

ข้าบอกกล่าวมนุษย์ ถ้าหากชาตินี้ยากจนไม่มีจะกินก็จงอย่าอิจฉาคนรวย ควรสำนึกบาปเมื่อชาติก่อน คนเราแม้ 3 มื้อจะกินยังไม่มี ก็เพราะชาติก่อนไม่รู้จักทำบุญ อย่าคิดว่าบุญน้อยนิดไม่สนใจ เสมือนหนึ่งข้าวเม็ดหนึ่งปล่อยให้หล่นหายไป นานๆ เข้าข้าวก็หมดยุ้ง อย่าคิดว่า ทำบาปเพียงเล็กน้อยไม่เป็นไร เหมือนกับเม็ดทรายเม็ดหนึ่งนานเข้าก็กองเป็นภูเขาได้ มิฉะนั้น ลาภกินมีมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับบาปบุญเมื่อชาติก่อนอยู่มากทีเดียว

หยางเซิง: กินอาหารมังสวิรัติกับกินอาหารคาว ลาภกินจะแตกต่างกันหรือไม่?

พระเจ้าเตา: การกินอาหารมังสวิรัติเป็นลาภกินที่สะอาดบริสุทธิ์ ส่วนกินอาหารคาว เป็นลาภกินที่แฝงไว้ด้วยคาวเลือด ส่วนจะแยกแยะอย่างไร ก็ดูได้จากน้ำที่แม่บ้านล้างผัก น้ำที่แม่บ้านล้างผัก น้ำที่ล้างผักจะมีดินทราย ไว้นานจะตกตะกอนเป็นน้ำใส ส่วนน้ำที่ล้างเนื้อจะมีสีเลือด ถึงนานก็ไม่เปลี่ยนสีมีกลิ่นคาวเหม็น คนบำเพ็ญธรรมไม่อยากกินเนื้อสัตว์

โบราณถือเป็นประเพณี เตาห้ามเปื้อนเลือดหมู เลือดปลา มีเจตนาเตือนมนุษย์ อย่าฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ลดการกินเนื้อสัตว์รักษาครัวให้สะอาด จะเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษย์

หยางเซิง: คนทั่วไปกินอาหารคาว ประกอบอาหารด้วยปลาและเนื้อสัตว์ กล่าวกันว่า “เทพยดาไม่แตะเลือด” แล้วพระเจ้าเตาจะมีความรู้สึกอย่างไร?

พระเจ้าเตา: เทพยดาไม่แตะเลือด ใช่ว่าจะกลัวเลือด ที่จริงนั้นไม่อยากเห็นมีการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ทำให้เกิดความสังเวชใจแต่มนุษย์ก็เป็นเช่นนี้ เพียงขอความปรานีจงอย่าได้ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเลย ขอให้กรุณาปรานีต่อชีวิตสัตว์ด้วยเถิด

หยางเซิง: การที่สัตว์ได้รับโทษทัณฑ์เช่นนี้ มิใช่เป็นโทษที่พวกมันสมควรได้รับหรอกหรือ?

พระเจ้าเตา: ถูกแล้ว มาเกิดเป็นสัตว์ล้วนแต่ชาติก่อนทำบาปไว้มาก ได้รับโทษจากนรกอเวจีแล้ว มาเกิดในโลกมนุษย์รับโทษอีกทีหนึ่งแต่แม้มนุษย์จะสะใจทำโทษคนอื่น ก็หวังว่าพวกเจ้าจงประพฤติตนเป็นคนดี มิฉะนั้นสักวันหนึ่ง จะเข้าตัวเอง เมื่อนั้นก็จะแค้นใจความโหดเหี้ยมของมนุษย์ เจ้าจะเห็นได้จากหนังสือธรรมะเรื่อง “วงเวียนกรรมของสัตว์โลก”

หยางเซิง: คนเรามักจะประสบกับความผิดหวัง พระองค์เป็นผู้กำชะตาชีวิตมนุษย์ ถ้าประสบปัญหาหรือเจ็บไข้ได้ป่วย จะขอความช่วยเหลือพระองค์ท่านได้หรือไม่?

พระเจ้าเตา: คนเราจะประสบเภทภัย ยากจะคาดเดาได้ ปัญหาหรือเภทภัยที่เกิดขึ้น ส่วนหนึ่งเกิดจากฝืนกฎข้อบังคับ ส่วนหนึ่งเกิดจากบาปที่ทำไว้ในชาติก่อน แต่ด้วยการที่ข้าเป็นผู้กำชะตาชีวิตมนุษย์ ฉะนั้นถ้าประสบปัญหา คนในครอบครัวเจ็บป่วย การค้าฝืดเคือง หน้าที่การงานไม่เจริญสามีภรรยาระหองระแหงชะตาชีวิตมืดมัว ก็สวดอธิษฐานต่อข้าได้ เพราะเหตุใด การที่มีปัญหา ผิดหวัง กลุ้มใจหม่นหมอง ย่อมจะกินข้าวไม่ลง ข้าเป็นผู้คุมอาหาร 3 มื้อ ของมนุษย์เพียงแต่ประทานให้กินได้ ก็เชื่อว่าทุกอย่างจะสมความปรารถนา ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดเพียงจุดธูป 3 ดอก คุกเข่าอธิษฐานต่อพระเจ้าเตาว่า “ลูกช้าง...ป่วย (มีปัญหา)ไม่อาจรักษาได้ (ไม่อาจแก้ไขได้) วันนี้คุกเข่าต่อพระองค์ด้วยจิตศรัทธา ขอสำนึกผิดต่อบาปที่ทำไว้เมื่อ 3 ชาติก่อน จะเพียรบำเพ็ญธรรมแต่บัดนี้มุ่งทำบุญกุศล และจะบริจาคเงินร่วมพิมพ์หนังสือทรงนิพนธ์ “แสงสว่างแห่งชีวิต” เป็นจำนวน .... เล่ม เพื่อพร่ำเตือนมนุษย์เผยแผ่ธรรมะ ขอพระองค์ทรงโปรดลูกช้างหายป่วยโดยเร็ว (ขจัดปัดเป่าเภทภัย) ขอให้สมปรารถนาเทอญ” แล้วคุกเข่า 3 ครั้งๆ ละ 3 กราบ รวมกราบ 9 ที ปักธูปไว้ริมเตาพระเจ้าเตาจะทรงช่วยโดยไว จงอย่ามองข้ามนะ

หยางเซิง: ในคัมภีร์พระเจ้าเตาระบุว่า “ห้ามใช้ฟืนสกปรกหุงข้าว” มีเหตุผลประการใด?

พระเจ้าเตา: ใช้ฟืนสกปรกหุงข้าว มีโทษ 2 ประการ 1.หากฟืนมีพิษ ผู้ที่อยู่ใกล้อาจได้รับพิษ 2.อาหารอาจปนเปื้อน คนกินอาจได้รับพิษถึงเจ็บป่วย เพราะต้นไม้ในป่าอาจมีพิษร้าย ฟืนบนพื้นดินอาจเปื้อนมูลคนหรือสัตว์ ฉะนั้นใช้ฟืนสกปรก แม้จะว่าไม่เคารพพระเจ้าเตา แต่ที่จริงนั้นเป็นผลร้ายต่อมนุษย์

หยางเซิง: ครัวในสมัยปัจจุบัน ยังมีข้อห้ามอะไรอีก?

พระเจ้าเตา: ครัวสมัยนี้สะอาดถูกสุขลักษณะแล้ว ฉะนั้นข้อห้ามที่สืบทอดมาแต่สมัยโบราณจึงเหลือน้อยที่ยังใช้ได้ แต่ก็ยังมีควรปฏิบัติอยู่ 10 ข้อ ดังนี้

1.ไม่ควรเฆี่ยนตีดุด่าเด็กในครัว เพื่อหลีกเลี่ยงเด็กต้องบาดเจ็บจากมีดพร้าหรือตะหลิว

2.ห้ามเล่นการพนันบนโต๊ะในครัว หรือโต๊ะอาหารเป็นอันขาด

3.เวลารับประทานอาหารห้ามส่งเสียงดังหรือดุด่าเด็ก เพื่อหลีกเลี่ยงอาหารติดในลำคอ หรือเกิดอารมณ์เสียกระทบระบบย่อยอาหาร

4.ส้วมที่ติดกับครัว ควรรักษาความสะอาด เพื่อไม่ให้ส่งกลิ่นเหม็น

5.ไม่ว่ากลางวันหรือกลางคืน ห้ามเปลือยกายเข้าครัว เพื่อไม่เป็นที่น่าเกลียดของผู้พบเห็น หรือกระทบความเย็นล้มป่วย

6.ห้ามใช้วัตถุเคาะตีหม้อข้าว กระทะหรือเตาให้เกิดมีเสียงอันจะก่อความรำคาญผู้อื่น

7.รองเท้าหรือถุงเท้าหรือเสื้อผ้าที่สกปรก ห้ามผิงไฟที่เตา

8.หลังอาหารควรล้างถ้วยชามให้สะอาด ห้ามกองไว้ล้างในมื้อถัดไปหรือวันรุ่งขึ้น

9.อาหารที่เหลือไม่ควรเททิ้ง หรือเทลงท่อน้ำ ควรรวบรวมไว้ให้สัตว์เลี้ยงกิน

10.ก่อนนอนควรตรวจตราที่เปิดปิดเตาแก๊สหรือสวิตช์ไฟฟ้า เพื่อสวัสดิภาพของชีวิตและทรัพย์สิน

ข้อควรปฏิบัติทั้ง 10 ดังกล่าว หากแม่บ้านปฏิบัติตามทุกวัน นับเป็นคุณสมบัติดีงามของแม่บ้าน พระเจ้าเตาจะประทานให้วันละ 1 คะแนน ซึ่งจะลดการเจ็บป่วยของคนในบ้านและหลีกเลี่ยงอุบัติภัย ทั้งจะเสริมความสวัสดิมงคลของครอบครัว ซึ่งก็กล่าวได้ว่าเป็นผลคุ้มครองครัวเรือนของพระเจ้าเตา แต่แท้จริงเป็นคุณงามความดีของแม่บ้าน