วันพฤหัสที่ 3 กันยายน ปีระกา

384 Views

วันพฤหัสที่ 3 กันยายน ปีระกา
ตรงกับวันขึ้น 5 ค่ำ เดือน 8 ปีระกา
พระเจ้านวเวหา(เตา)

เสด็จประทับทรง กล่าวเป็นกลอนว่า
อันอาหารคุณภาพดีที่ฝีมือ
ตั้งเตาคือใช้กระทะปรุงอาหาร
ประจงแต่งรสชาติชัดจัดใส่จาน
เปรี้ยวเค็มหวานชวนคนกินจินตนา

ข้าพเจ้าเปิดหน้าต่างของห้องมืด เพื่อให้มนุษย์เห็นแสงสว่างได้ และข้าพเจ้าได้เดินเข้าไปในบ้านหลังหนึ่ง ในห้องมีบอนไซอยู่กระถางหนึ่ง ใบของมันยังยื่นออกไปรับแสงตะวัน ต้นไม้ยังต้องการแสงสว่าง แต่เหตุไฉนมนุษย์ชอบอยู่ในห้องมืดๆ กระทำในสิ่งผิดกฎหมาย เสมือนหนึ่ง “เรือล่มในท่อน้ำครำ” กระนั้น

หยางเซิง: ที่ท่านได้พูดเช่นนี้ มิทราบว่า มีสาเหตุอันใดไม่?

พระเจ้าเตา: ในท่อน้ำครำ มีแต่สิ่งโสโครก เต็มไปด้วยหนอนเชื้อโรค มีคนจำนวนมากได้รับเชื้อโรคล้มป่วย ข้าพเจ้าจึงออกไปฆ่าเชื้อโรค กำจัดโรคร้าย แต่ก่อนกล่าวกันว่า “โจรขโมยเพราะอดอยาก” เดี๋ยวนี้จะกล่าวกันว่า “อิ่มหนำสำราญแล้วแก่ตัณหา” เมื่อก่อนถนนเล็กๆ ไม่มีคนหกล้ม ปัจจุบันนี้บนถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ รถชนคนตายเป็นเบือบ้านเมืองสว่างไสวด้วยแสงสีศิวิไลซ์ แต่กลับมีห้องลับมืดทึบอยู่ทั่ว เมื่อดูให้ดี นั่นเป็นพฤติกรรมของสัตว์เดรัจฉาน สร้างบ้านเหมือนไม่ใช่ให้คนอยู่ ดุจดังคอกวัวคอกควาย ชีวิตมนุษย์ต้องมาดับแสงลง ณ ที่นี้ หลังจากหาความสำราญในห้องมืดแล้ว ก็เหมือนคนที่ถูกทรมานหรือเพิ่งหายป่วยอ่อนระโหยโรยแรง พาร่างอันโสโครกเดินออกจากมุมมืด ว่าไปแล้ว การปลดเปลื้องตัณหาราคะ และสิ้นเปลืองเงินทองจะได้ประโยชน์สักนิดกลับบ้านก็ไม่มี เช่นนี้แล้วมิใช่ “เรือคว่ำในท่อน้ำครำ” หรอกหรือ?

หยางเซิง: พระเจ้าเตาทำไมจึงเรียก “เจ้าชีวิต”?

พระเจ้าเตา: วันนี้โต๊ะอาหารขาดไปคนหนึ่ง ถ้าไม่ใช่ออกจากบ้านก็ตายนั่นเอง ฉะนั้นคนที่กินข้าวได้จึงจะมีชีวิต พระเจ้าเตาคือเทพเจ้าแห่งไฟและแสง ถ้าหากร่างกายไม่มีความร้อน นั่นย่อมหมายความว่าตายแล้ว ฉะนั้น พระเจ้าเตาคือเทพเจ้าแห่งชีวิต ร่างกายอบอุ่น ก็เพราะพระเจ้าเตาประทานพลังลม ปราณให้ เมื่อไม่มีลม ชีวิตก็หาไม่ กล่าวโดยพระเจ้าเตาแล้ว ถ้าอาหารไม่สะอาดหรือมีพิษ ล้วนอันตรายต่อชีวิตทั้งนั้น พระเจ้าเตาใช้ไฟหุงต้มอาหารฆ่าเชื้อโรค ยิ่งกว่านั้น เมื่อพระเจ้าเตาเป็นไฟดวงใจของคน เมื่อหัวใจหยุดเต้น ชีวิตล้มตาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพียรบำเพ็ญธรรมต้องใช้ความพยายาม เพื่อให้ไฟพระเจ้าเตาแปรเปลี่ยนเป็นพลังธรรมปกติ ลุแก่โทสะ มิใช่เกิดจากไฟร้อนแต่เป็นไฟเย็น ไฟออกจากเตาไปเผาผลาญบ้านเรือน เรียกว่าไฟไหม้ดงบุญกุศลแม่บ้านหุงข้าว หากในกระทะไม่มีน้ำ ไฟแรงเกินไป หม้อหรือกระทะก็จะไหม้ นี่หมายความว่า การเพียรบำเพ็ญธรรมหากจิตใจไม่สงบ ก็จะเกิดผลเสีย เวลาหุงข้าวไม่รู้จักเอาฟืนใส่เข้าไปในเตา ปล่อยให้เปลวไฟออกนอกเตาจะเกิดไฟไหม้ได้ง่าย จึงกล่าวกันว่า คนเราสามารถควบคุมไฟให้อยู่ในเตาเรียกว่า “ไฟเจ้า” หรือ “ไฟพระ” ถ้าหากเอะอะก็ลุแก่โทสะอย่างนี้เรียกว่า “ไฟเย็น”หรือ “ไฟผี” เกิดเภทภัยได้ง่าย สูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งมนุษย์ควรระวัง

หยางเซิง: พระเจ้าเตาเสด็จกลับสวรรค์รายงานตัว เหตุใดต้องเป็นวันที่ 24 เดือน 12

พระเจ้าเตา: ตามประเพณี จะมีการส่งเสด็จพระเจ้าเตา ในวันที่ 23 และ 24 เดือน 12 เนื่องจากเป็นช่วงปลายปี ชาวบ้านกำลังเตรียมรับเทศกาลปีใหม่ มีการปัดกวาดบ้านเรือน จึงเลือก 2 วันดังกล่าวเป็นวันส่งเสด็จพระเจ้าเตา และเทพเจ้าครัวเรือน เพื่อปรับปรุงสิ่งแวดล้อม ล้างถ้วยโถโอชาม จึงจำเป็นส่งเทพเจ้าออกไปก่อน เพื่อเวลาชำระชะล้างเกิดสิ่งสกปรกปฏิกูล เพื่อจะได้ไม่เหยียบย่ำต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์

การฉลองปีใหม่ เพื่อฉลองอยู่ได้ครบรอบปี เนื่องจากหุงหาอาหารในครัวตลอดทั้งปี ทำให้เกิดสิ่งปฏิกูล เวลานั้นไหนจะต้องทำขนมหุงข้าว เพื่อสมาชิกในครอบครัวจะได้อยู่พร้อมหน้าในวันปีใหม่ กินข้าวพร้อมกันบนโต๊ะอาหาร ฉะนั้นจึงต้องชำระเช็ดถูโต๊ะอาหาร กำจัดขี้เถ้าในเตา ฉะนั้น การเก็บกวาด ทำความสะอาดตอนปลายปีก็เท่ากับการกำจัดโรคภัยไข้เจ็บ หอบเอาความทุกข์ในใจตลอดทั้งปีไปทิ้งเสีย เพื่อต้อนรับปีใหม่ ส่วนพระเจ้าเตาก็ถือโอกาสเสด็จกลับสวรรค์ชำระร่างกาย

หยางเซิง: การที่มนุษย์เซ่นไหว้พระเจ้าเตาด้วยขนมหวาน เพื่อหวังให้กลับสวรรค์ทูลแต่สิ่งดีงาม และปีหนึ่งมีถึง 365 วันมนุษย์มีการกระทำมากมาย จะไปทูลหมดได้อย่างไร?

พระเจ้าเตา: พระเจ้าเตามีอำนาจล้นฟ้า มนุษย์ไม่ว่าอยู่ในบ้านหรือออกไปนอกบ้าน จะต้องกินอาหาร 3 มื้อ ไม่ว่าอาหารอะไรเมื่อผ่านการหุงต้ม ก็จะมีวิญญาณสถิตอยู่ข้างในเมื่อวิญญาณเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ ไม่ว่ามนุษย์จะอยู่ที่ไหนข้าฯ ก็จะอยู่เคียงข้าง มีอะไรจึงรู้หมด การกลับสวรรค์มิใช่นำเรื่องทั้งหมดของเจ้าไปรายงาน เช่นนักเรียนเข้าสอบเพียงแต่รายงานคะแนน แต่ไม่ต้องระบุคำตอบ ข้อสอบทุกข้อส่วนเรื่องกินบัวลอยแล้ว รายงานแต่ความดี เป็นเพียงความคิดโง่ๆ ของมนุษย์ เพราะเทวดาอารักษ์มิใช่พวกตะกละกิน ถึงจะกินบัวลอยแต่ก็รายงานตามข้อเท็จจริง ปีหนึ่งกินบัวลอยเพียงครั้งเดียว ก็หวังจะได้ประโยชน์ มันก็ง่าย เกินไปนะซิ ถ้าได้กินทุกวันก็ว่าไปอีกอย่าง แต่ถ้ามนุษย์จะให้รายงานความดี ง่ายนิดเดียว บอกให้ก็ได้ เวลาเซ่นไหว้ส่งเสด็จพระเจ้าเตา ไหว้ด้วยบัวลอยสีแดง 3 ถ้วย คนในบ้านทุกคนคุกเข่าที่หน้าพระเจ้าเตา แล้วสารภาพความจริง ว่าทั้งปีทำผิดอะไรไปบ้าง แล้วกล่าวปณิธานว่า ต่อไปนี้จะกลับเนื้อกลับตัวไม่ทำผิดอีก ถ้าเห็นว่าพูดจริงทำจริง ได้สารภาพบาปหมดละก็ รสหวานของบัวลอยก็จะขจัดรสอันขื่นขมไปหมด แล้วจะเอาบัวลอยทั้ง สามถ้วยไปพิสูจน์บนสวรรค์ ถ้าบาปส่วนใหญ่ได้สารภาพองค์เง็กเซียนฮ่องเต้จะยินดีพระทัย ข้าฯ ก็จะถือโอกาสล้างบาปให้มนุษย์มันถึงจะดี มิฉะนั้น ข้าฯ นำบัวลอยกลับไปสามถ้วย คดีบาปทั้งแฟ้มถึงกินก็ไม่อร่อยหรอก!