ครั้งที่ 14 สัมภาษณ์คนบ้ากามในอเวจี

371 Views

พระจี้กงประทับทรง วันที่ 18 เมษายน 2527

อัสนี ฟาดเปรี้ยง สะเทือนลั่น
กรรมตามทัน ด่าวดิ้น สิ้นชีวา
ส่วนคนดี เทพรักษา สมบุญญา
จำไว้หนา ภูมิทุกข์สุข ตนสร้างเอง

พระจี้กง: ความจริงฟ้านั้นไร้เสียง ทว่ามนุษย์ทำบาป กรรมกันมาก ดังนั้นที่สายฟ้าคำราม เป็นการเตือนสติชาว โลกว่าอย่าก่อกรรมทำชั่ว มิเช่นนั้นภัยพิบัติจะถึงตัว

ชิวเซิง: กราบเรียนถามอาจารย์ มีบางคนปกติก็ไม่ใช่ คนชั่วร้ายแต่อย่างใด แต่ก็ยังประสบเคราะห์กรรมจากฟ้าผ่า นี่เป็นเพราะสาเหตุใดครับ?

พระจี้กง: คนที่ถูกฟ้าผ่าตาย ชาตินี้หรือชาติก่อน ย่อม ต้องมีบาปกรรมที่ยังไม่ได้ชำระแน่นอน

ชิวเซิง: ผู้ที่ถูกฟ้าผ่าตาย ร่างกายไหม้เกรียมจนดำเป็น ถ่าน ทำไมเป็นเช่นนี้ได้ครับ?

พระจี้กง: เนื่องจากประจุไฟฟ้าบวกและลบมารวมตัว กันแล้วแล่นลงมากระทบถูกร่างกายคนโดยตรง ร่างกายจึง ถูกเผาไหม้ในชั่วพริบตา ก็เหมือนแบบเดียวกับท่อนไม้ หลัง ถูกเผาไหม้แล้วเหลือแต่ถ่านไม้สีดำ

ชิวเซิง: แล้วในชั่วเว็บเดียวของฟ้าผ่า แรงอัดของ กระแสไฟฟ้าที่ส่งออกมามีเท่าไรครับ?

พระจี้กง: ประมาณสองหมื่นกว่าโวลท์

ชิวเซิง: โอ้โฮ! ปกติถ้าถูกเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านช็อตเอา ก็ยังไม่อาจทนได้ ถ้าหากถูกฟ้าผ่าซึ่งมีพลังไฟฟ้าตั้ง 20,000 โวลท์ผ่าเอา คงน่าอนาถมาก

พระจี้กง: บุคคลชั่วร้ายถ้าหากก่อกรรมทำชั่วในเวลา กลางวันแสก ๆ เมื่อถูกฟ้าผ่าตาย ตอนอยู่ในขุมนรกจะยิ่งน่า อนาถกว่ามากนัก วันนี้อาจารย์จะนำเธอไปดูวิญญาณบาปที่ ไหม้เกรียมทั้งตัว

ชิวเซิง: ผมนั่งเรียบร้อยแล้ว อาจารย์เดินทางได้

พระจี้กง: ในวันนี้เราจะไปดูชาวเมืองเจ้อเจียผู้หนึ่ง ซึ่งมี ชีวิตอยู่ในสมัยรัชกาลเจียซ่นิ (พ.ศ. 2339-2364) แห่งราชวงศ์ ชิง ตอนมีชีวิตชอบหลอกพร่าความสาวของหญิงชาวบ้านอยู่ เป็นนิจ มีครั้งหนึ่ง ก็ยังคิดจะข่มขืนสาวน้อยอายุไม่เต็ม 16 ปี คนหนึ่ง แต่พฤติการณ์ครั้งนี้เผอิญถูกเทพตรวจการณ์ที่เหาะ ผ่านมาพบเข้า จึงรีบรายงานองค์เง็กเซียนจอมเทวราชเมื่อพระเจ้าเง็กเซียนทราบเหตุ ทรงพิโรธย่งิ นัก จึงทรงบัญชาให้ เทพอัสนีปล่อยสายฟ้าลงมาผ่าผู้บ้ากามนั้นตาย เพื่อเป็นการ เตือนสติชาวโลก

ชิวเซิง: ความชั่วเช่นนั้นยังบังอาจประพฤติ ช่างไม่เกรง กลัวฟ้าดินเสียเลย

พระจี้กง: ชิวเซิง...ถึงแล้ว รีบลงจากดอกบัวหัวหน้า แดนและเจ้าหน้าที่ยมกำลังรอคอยอยู่เบื้องหน้าแล้ว

ชิวเซิง: กระผมขอคารวะท่านหัวหน้าและทุกท่าน

หัวหน้า: ตามสบาย พวกเรารออยู่ที่นี่นานแล้ว รีบตาม เราเข้าไปข้างใน

ชิวเซิง: ขอบคุณครับ

หัวหน้า: สานุศิษย์สำนักเซิ่งเทียนล้วนแต่มีมหาปณิธาน ในการโปรดผู้คนให้พ้นทุกข์อุดมการณ์เช่นนี้น่าเลื่อมใสจริงๆ

ชิวเซิง: ท่านหัวหน้าเยินยอมากไปแล้ว ปัจจุบันนี้ วัฒนธรรมอันตํ่าทรามนับวันจะระบาดมากขึ้น ถ้าหากไม่มี หนังสือธรรมะมาเตือนสติและเหนี่ยวรั้งจิตใจกันบ้าง สังคม อาจจะปรากฏบรรยากาศแห่งความเศร้าสลดขึ้นได้ ดังนั้น สานุศิษย์สำนักเซิ่งเทียน จึงมีอุดมการณ์เดียวกัน โดยได้รับ การสนับสนุนจากเทพเบื้องบน แม้ว่าตอนเปิดสำนักใหม่ ๆ เพื่อนร่วมบำเพ็ญ ต้องประสบกับอุปสรรคต่าง ๆ แต่ผมหวังว่าความเสียสละของพวกเรา คงได้รับการสนองตอบจาก เพื่อนร่วมโลกในการสนับสนุน กิจกรรมธรรมะนี้ยิ่งขึ้น เท่านี้ ผมก็พอใจแล้ว

หัวหน้า: น่าเลื่อมใสจริง

ชิวเซิง: ท่านยกย่องเกินไปแล้ว

หัวหน้า: เข้าไปพักผ่อนข้างในกันเถิด

พระจี้กง: ชิวเซิงรีบตามท่านเข้าไป

ชิวเซิง: โอ้โฮ! เป็นห้องปฏิบัติงานที่กว้างใหญ่อะไรเช่น นี้ ภายในห้องสะอาดสะอ้าน คล้ายกับสถานที่ราชการใน เมืองมนุษย์ไม่ผิดเพี้ยน ขอท่านหัวหน้าอธิบายให้ทราบอย่าง คร่าว ๆ ได้ไหมครับ?

หัวหน้า: ขอเชิญท่านจี้กงและคุณชิวเซิงดื่มนํ้าชา...ที่นี่ เป็นเรือนจำที่อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของผม ผู้ที่ถูกคุมขัง อยู่ในคุกล้วนแต่เป็นผู้ทำบาปทำชั่วอย่างร้ายแรง เชิญท่านทั้ง สองตามผมเข้าไปดู ขณะนี้พระจี้กงเอาดวงแก้ววิเศษจาก กล่องออกมาฉับพลันสว่างไสวไปทั่ว)

ชิวเซิง: โอ้โฮ! เป็นนรกอเวจีสมชื่อจริง ๆ ผมว่าหากคน ใดมาที่นี่สักครั้ง ต่อไปคงไม่กล้าทำชั่วอีกแน่

หัวหน้า: พวกนี้ตอนเป็นมนุษย์ ได้ทำความชั่วช้า สามานย์ ซึ่งทำแต่ในที่ลับที่มืด วันนี้พอเห็นความสว่างจึงดีใจ เหมือนได้แก้ว

ชิวเซิง: อาจารย์ครับ ถ้าหากว่าชาตินี้ได้กระทำชั่วโดย ไม่ตั้งใจ หรือถูกเพื่อนชักนำไปประพฤติผิดครรลองคลอง ธรรม แล้วจะทำอย่างไรดีครับ?

พระจี้กง: ถ้าหากสามารถกลับตัวใหม่ โดยหันมาทำแต่ ความดี หมั่นสร้างบุญสร้างกุศล ชดใช้ความผิดที่แล้วมาหรือ ว่าออกทุนทรัพย์สนับสนุนพิมพ์หนังสือ “ท่องอเวจี” เล่มนี้ อย่างจริงใจ แล้วอุทิศส่วนกุศลให้แก่เจ้ากรรมนายเวร เป็นการไถ่ถอนบาปกรรมต่อไปภายหน้า เมื่อละจากโลกแล้ว ก็จะสามารถลดโทษทัณฑ์ของนรกให้เบาบางลง ส่วนผู้มี ความผิดเล็กน้อยโทษนั้นก็เป็นอันระงับไป

ชิวเซิง: นี่เป็นโอกาสอันยอดเยี่ยมในการสร้างกุศลโดย แท้

หัวหน้า: ผมได้นำวิญญาณบาปที่ถูกฟ้าผ่าตายมาคน หนึ่ง คุณชิวเซิงสัมภาษณ์เขาได้เลย

ชิวเซิง: นี่คุณคนนี้...คุณเป็นคนชาวเมืองเจ้อเจียงที่ ชอบลวนลามหญิงชาวบ้านใช่มั้ย?

วิญญาณบาป: ท่านเป็นใคร? ทำไมรู้เรื่องประวัติผม ครั้งเป็นมนุษย์

ชิวเซิง: ผมคือชิวเซิง คนทรงแห่งสำนักเซิ่งเทียน เมื่อ ครู่นี้พระอาจารย์จี้กงได้เล่าให้ผมฟังแล้ว

วิญญาณบาป: ฮือ ๆ....เมื่อคิดถึงกรรมชั่วที่ได้ก่อครั้ง เป็นมนุษย์ สำนึกได้ก็สายเสียแล้ว

ชิวเซิง: เพียงแต่คุณเล่าตามความเป็นจริง ให้เราบันทึก ลงในหนังสือ เชื่อว่าอาจลดโทษของคุณให้เบาลงได้บ้าง

วิญญาณบาป: ครับ...ผมจะเล่าให้ท่านฟัง ตอนเป็น มนุษย์ผมเป็นคนหยาบช้า ชอบใช้อำนาจบาตรใหญ่ มีชื่อลือ กระฉ่อนทางชั่วร้าย ใคร ๆ ก็รู้โดยเฉพาะพวกผู้หญิง ผมมัก จะลวนลามกระทำมิดีมิร้ายต่อหญิงชาวบ้าน ตามตรอกตาม ซอยอยู่เสมอ เสร็จแล้วผมก็แสดงอาการข่มขู่ จนพวกหล่อน ไม่กล้าปริปากบอกใคร ได้แต่เจ็บแค้นอยู่ในใจ เมื่อลวนลาม หญิงสาวครั้งใด ผมมีความรู้สึกว่าเป็นสุดยอดแห่งความสุข ความจริงไม่ได้คิดถึงเรื่องกรรมตามสนองอะไรนั้นหรอก มี ครั้งหนึ่งขณะที่กำลังจะข่มขืนเด็กสาวผู้อายุยังไม่เต็ม 16 ปี คนหนึ่งอยู่ ฉับพลันเมฆสีดำก็แผ่ปกคลุมไปทั่วท้องฟ้าชั่วเวลา ไม่กี่นาทีเท่านั้น ฟ้าแลบและฝนก็กระหนํ่าลงมา เนื่องจากผม หาที่หลบไม่ทัน จึงถูกฟ้าผ่าตาย ทั้งร่างไหม้เกรียมดำเป็นตอ ตะโก ศพนอนตายอยู่นอกเมือง

ชิวเซิง: โอ้โฮ! กรรมตามสนองโดยแท้ แล้วตอนนี้ตัว คุณไหม้เกรียมดำสนิท มีความรู้สึกอย่างไรบ้าง?

วิญญาณบาป: โอ ทุกข์ทรมานเหลือเกิน ทั่วทั้งตัวแข็ง ทื่อเคลื่อนไหวไม่ได้เลย ท่านรีบช่วยผมทีเถิด

ชิวเซิง: ขอโทษด้วย ผมทำไม่ได้

พระจี้กง: ชิวเซิงดึกมากแล้ว ทำกรรมใดย่อมรับกรรม นั้น กฎนรกนั้นเคร่งครัดนัก เรากลับสำนักกันเถอะ รีบอำลา ท่านหัวหน้าแดน

ชิวเซิง: กระผมขอลาท่านหัวหน้าก่อน

หัวหน้า: ขอส่งท่านจี้กงและคุณชิวเซิง

พระจี้กง: ชิวเซิงรีบขึ้นดอกบัว

ชิวเซิง: ผมนั่งเรียบร้อยแล้ว อาจารย์กลับได้

พระจี้กง: ถึงสำนึกเซิ่งเทียนแล้ว ชิวเซิงลงจากดอกบัว วิญญาณกลับเข้าร่าง