ครั้งที่ 12 สัมภาษณ์ข้าราชการชั่วในอเวจี

419 Views

พระจี้กงประทับทรง วันที่ 8 เมษายน 2527

เงินเดือน ราชการ ภาษีราษฎร์
มือสะอาด ใจซื่อ คือเป้าหมาย
ทุจริต คอรัปชั่น ตกอบาย
ยังมิสาย กลับตัวใหม่ สร้างความดี

พระจี้กง: การเป็นข้าราชการที่ดี อยู่ที่ใจซื่อมือสะอาด ให้ความรัก ความเมตตาแก่ราษฎร หมั่นออกตรวจเยี่ยมเยียน ถามทุกข์สุข จึงจะรู้ถึงความเดือดร้อนของประชาชนแล้ว ทำการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนนั้น ทว่าข้าราชการ บางคนไม่เพียงแต่ไม่ปฏิบัติเช่นนั้น แต่กลับอาศัยอำนาจ หน้าที่ข่มเหงรังแกประชาชน การประพฤติเช่นนั้น ไม่เพียงแต่ ทำให้ภาพพจน์อันทรงเกียรติของเครื่องแบบเสื่อมเสีย ยังเป็น ภัยแก่สังคมอีกด้วย

ชิวเซิง: ถ้าหากผู้เป็นข้าราชการสามารถหมั่นออก ตรวจเยี่ยม ถามทุกข์สุข บำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่ราษฎรอยู่ เสมอ ข้าราชการเช่นนี้ก็เสมือนเป็นข้าราชการพ่อแม่ ทว่าใน หน้าหนังสือพิมพ์มักจะมีข่าวคราวเกี่ยวกับข้าราชการอาศัย อำนาจหน้าที่ แสวงหาผลประโยชน์ เข้าพกเข้าห่อส่วนตัวซึ่ง เป็นเรื่องน่าละอายจริง ๆ

พระจี้กง: ควรต้องรู้ว่าที่ชาตินี้ได้เป็นข้าราชการนั้น ล้วนเป็นบุญวาสนา อันได้บำเพ็ญมาแต่ชาติก่อน หากไม่รู้จัก รักถนอมวาสนานี้ไว้ แต่กลับก่อกรรมทำเข็ญจะมิเป็นการ สูญเปล่า การสร้างสมบุญบารมีจากชาติก่อนหรือ?

ชิวเซิง: อาจารย์หมายความว่า ถ้าผู้เป็นข้าราชการ ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ หมั่นบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ราษฎร เมื่อ บุคคลผู้นั้นละจากโลกนี้แล้ว ก็สามารถเป็นเทพเทวดาได้ แต่ ถ้าหากว่าเที่ยวข่มเหงรังแก ราษฎร นรกก็มีสิทธิ์ไป แบบนี้ใช่ ไหมครับ?

พระจี้กง: ฮ่าฮ่า เธอพูดถูกต้อง เอาละ....วันนี้ได้เวลา ลิขิตหนังสือแล้ว ชิวเซิงรีบขึ้นดอกบัว

ชิวเซิง: ผมนั่งเรียบร้อยแล้ว อาจารย์ไปได้เลย

พระจี้กง: ชิวเซิงเธอกำลังคิดอะไรอยู่หรือ?

ชิวเซิง: อ๋อ...ผมกำลังคิดว่า การปฏิบัติธรรมจะ สามารถวัดขีดขั้นภูมิธรรมโดยดูจากลักษณะหน้าตาภายนอก ได้หรือไม่?

พระจี้กง: ฮ่าฮ่า ถ้าหากสามารถวัดระดับภูมิธรรมโดย ดูจากหน้าตาภายนอก อาตมาก็ไร้ภูมิธรรมแล้วซิ

ชิวเซิง: ทำไมหรือครับ?

พระจี้กง: ใครไม่รู้ว่าหน้าตาภายนอกของอาตมาเป็น อย่างไร ทำไมต้องอธิบายอีก ยังดีที่พระพุทธองค์ได้หยั่งรู้ ล่วงหน้า จึงได้กล่าวไว้ในพระสูตรกิมกังเก็งว่า “มิอาจเห็น พระตถาคตด้วยรูปกาย อันรูปกายก็คือปราศจากรูปกาย เป็นสักแต่ชื่อว่ารูปกายเท่านั้น” จากข้อนี้ก็จะรู้ว่าไม่อาจถือ เอาหน้าตาภายนอก เป็นที่วัดระดับภาวะธรรมของนักปฏิบัติ เปรียบเสมือนดังวัดซึ่งมีทั้งเล็กและใหญ่ ถ้าหากถือว่าวัดที่ สง่าภูมิฐานก็แสดงว่า ปฏิบัติธรรมได้สูงขั้นกว่า ส่วนวัด ธรรมดาก็ปฏิบัติธรรมไม่ได้ผล แบบนี้ก็ไม่ถูกต้องนัก ดังนั้น การบำเพ็ญธรรมที่ได้ผล จึงมิได้อยู่ที่การอวดอ้าง แต่อยู่ที่ใจ มิใช่อยู่ที่หน้าตาภายนอก

ชิวเซิง: คำกล่าวของอาจารย์สูงส่งจริงแท้ จากข้อนี้ก็ จะรู้ว่าการปฏิบัติธรรมคือการขัดเกลาจิตภายใน มิใช่การ ขัดเกลารูปภายนอก แต่เป็นการขัดเกลา “จิตเดิมแท้” ให้ บริสุทธ์ิผ่องแผ้ว มิใช่การขัดเกลา “รูปร่าง หน้าตา” ให้ สวยงาม

พระจี้กง: ฮ่าฮ่า ใช่แล้ว

ชิวเซิง: หวังว่าอาจารย์คงให้โอวาทชี้แนะอีก

พระจี้กง: ถึงนรกอเวจีแล้ว เบื้องหน้าที่เห็นคือสถานที่ จองจำพวกข้าราชการทุจริตคอรัปชั่นโดยเฉพาะ ซึ่งเป็น ข้าราชการที่มุ่งแต่หาความสุขสำราญใส่ตน ทำให้ประชาชนมี ความเป็นอยู่ลำบากยากแค้น ชิวเซิง...ลงจากดอกบัว

ชิวเซิง: อาจารย์ครับ อากาศที่นี่ร้อนระอุจริง ผมเหงื่อ ท่วมตัวอีกแล้ว

พระจี้กง: ที่นี่เป็นทางระบายของเปลวไฟ ฉะนั้นเธอจึง รู้สึกเช่นนี้ กิน “นํ้าทิพย์” นี่ซิ

ชิวเซิง: กินแล้ว ร่างกายไม่ร้อนอีกเลย อาจารย์...มี เสียงร้องโหยหวนดังแว่วมาจากเบื้องหน้า โอ....ทำไมมีคน กลุ่มหนึ่งเบียดกันอยู่เป็นกลุ่ม ผมไหม้เกรียมจนหัวโล้นตัวก็ ดำสนิท

พระจี้กง: ชิวเซิง...ทำไมไปหลบอยู่นั่นล่ะ?

ชิวเซิง: ภาพอันน่าสยดสยอง ทำให้ผมอกสั่นขวัญหาย ไปหมด

พระจี้กง: นั่น...หัวหน้าแดนกำลังเดินมาแล้ว เธอรีบไป คารวะ

ชิวเซิง: กระผมขอคารวะท่านหัวหน้า

หัวหน้า: ชิวเซิง..ตายสบาย วันนี้พัศดีได้รายงานว่า ท่านจี้กงจะมาเยือนนรกขุมนี้ จึงได้รีบมาต้อนรับ

ชิวเซิง: คนข้างหน้านี้ หน้าตาดำเหมือนถ่าน เผยให้เห็น แต่ดวงตา ไม่ทราบว่าตอนเป็นมนุษย์ได้สร้างบาปกรรมใดไว้

หัวหน้า: เขาไม่สามารถพูดจาได้แล้ว

พระจี้กง: เดี๋ยว...อาตมาจัดการเอง

ชิวเซิง: อาจารย์อิทธิฤทธิ์สูงส่งจริงแท้ วิญญาณบาป ฟื้นคืนชีพขึ้นมาแล้ว จากร่างที่ดำเหมือนถ่าน บัดนี้ได้กลาย มาเป็นคนที่มีรูปร่างอ้วนท้วนสมบูรณ์

หัวหน้า: เจ้าคนบาป...จงรีบเล่าการก่อกรรมชั่วของ เจ้าครั้งอดีตมาให้หมด เพื่อบันทึกลงในหนังสือเป็นอุทาหรณ์ แก่ชาวโลก

วิญญาณบาป: โอ...คิดไม่ถึงว่าผมจะต้องมีสภาพเช่น วันนี้ หวนรำลึกถึงสมัยเป็นมนุษย์ผมเป็นข้าราชการชั้นสูง เพียบพร้อมสมบูรณ์ด้วยเกียรติยศ มี 3 เมีย และเมียบำเรอ อีก 5 คน

หัวหน้า: ข้าไม่ใช่ถามเรื่องความมั่งมีศรีสุข แต่จะให้เล่า เรื่องที่ เจ้าใช้อำนาจหน้าที่ ประทุษร้ายผู้คนอย่างผิดกฎหมาย

วิญญาณบาป: โอ...เรื่องผิดกฎหมายมีมากนับไม่ถ้วน แต่ที่ทำให้ผมอยู่ไม่เป็นสุขก็คือ ครั้งหนึ่งผมพบผู้หญิงที่สวย มากคนหนึ่ง ผมอยากได้ตัวหล่อนมาก แต่หล่อนไม่ยอมสนใจ ผมเลย ต่อมาผมใช้วิธีการข่มขู่พ่อของหล่อนบีบบังคับให้ยก ลูกสาวเป็นเมียบำเรอคนที่ 6 ของผม แต่พ่อของหล่อนดื้อดึง บอกว่าถึงตายก็ไม่ยอมทำตามประสงค์ ในที่สุดผมจึงจำใจ ต้องให้ลูกน้องไปจับเขามัดใส่กระสอบ แล้วนำไปทิ้งลงเหว ตอนเที่ยงคืน เรื่องนี้ผมคิดว่าไร้คนรู้เห็น คิดไม่ถึงว่าเมื่อมา ถึงเมืองนรก ถูกนำตัวไปอยู่ต่อหน้ากระจกส่องบาป ภาพ การกระทำแต่หนหลังทุกอย่าง ปรากฏออกมาหมดดุจจอ หนังหมดหนทางแก้ตัว เลยจำต้องรับสารภาพ

ชิวเซิง: แล้วต่อจากนั้นล่ะ?

วิญญาณบาป: ต่อจากนั้นท่านยมบาลได้ด่าประณาม ผมด้วยเสียงอันดังเสียพักใหญ่ ว่าผมเป็นข้าราชการไม่รู้จัก ประพฤติตนให้ใสสะอาด แต่กลับใช้อำนาจหน้าที่ข่มเหงรังแก ราษฎรผู้บริสุทธ์ิ แล้วตัดสินลงโทษผมสถานหนัก ซึ่งนอกจาก ต้องรับโทษทัณฑ์จากนรกขุมต่าง ๆ แล้ว ยังต้องถูกส่งต่อมา จองจำยังนรกอเวจีนี่ ไร้โอกาสผุดเกิดอีก

ชิวเซิง: แล้วตอนนี้รู้สึกเป็นไงบ้าง

วิญญาณบาป: โอ....ถ้ารู้แต่แรกว่า กฎบัญญัตินรก รุนแรงเช่นนี้ ผมคงไม่กล้าโอหังเช่นนั้น ทว่าตอนนี้สายเกินไป แล้ว

หัวหน้า: คนใจเยี่ยงสัตว์ รู้แต่การใช้อำนาจหน้าที่ ข่มเหงรังแกชาวบ้านเช่นนั้น ถ้าไม่ได้ลิ้มรสกับความเจ็บปวด ทุกข์ทรมานของนรกอเวจีเสียบ้างย่อมไม่รู้สึก

ชิวเซิง: น่าเวทนาจริง ตอนเป็นมนุษย์ถ้ารู้จักประพฤติ ปฏิบัติตามตัวบทกฎหมาย เอาใจใส่ดูแลทุกข์สุข ประชาราษฎร์ก็คงไม่ต้องเป็นเช่นนี้

หัวหน้า: ตอนนี้พูดกับเขาเรื่องนี้ก็ไร้ประโยชน์คนใจ ทมิฬหินชาติ ไร้เมตตาธรรมเช่นนี้ ทำกรรมใดไว้กรรมนั้นย่อม สนองก็สมควรแล้ว

พระจี้กง: เอาละ....การลิขิตหนังสือในวันนี้ยุติเพียงเท่า นี้ก่อน

ชิวเซิง: ขอลาท่านหัวหน้าก่อนครับ

หัวหน้า: ขอส่งท่านจี้กงและคุณชิวเซิง

พระจี้กง: ชิวเซิง...รีบขึ้นดอกบัว กลับกันเถอะ

ชิวเซิง: ผมนั่งเรียบร้อยแล้ว อาจารย์กลับได้

พระจี้กง: ถึงสำนึกเซิ่งเทียนแล้ว ชิวเซิงลงจากดอกบัว วิญญาณกลับเข้าร่าง