ครั้งที่ 9 สัมภาษณ์คนร้ายวางเพลิงในอเวจี

395 Views

พระจี้กงประทับทรง วันที่ 25 มีนาคม 2527

อันยากดี มีจน ผลกรรมแต่ง
ล้วนปลูกแตง ได้แตง อย่าสงสัย
หากยิ้มรับ สภาพตน ดลสุขใจ
อิจฉาไย ทุกสิ่งสรรพ์ อนิจจัง

พระจี้กง: สุภาษิตกล่าวว่า “ชีวิตคนเราการไม่สมหวัง ในสิบมีแปดเก้า” ดังนั้นทุกคนจึงควรสำรวจตนเอง ค้นหา สาเหตุความผิดพลาด แล้วเร่งปรับปรุงตนใหม่ มิใช่ว่าพอ ประสบกับเรื่องไม่สมหวังก็โทษผู้อื่น อะไรหน่อยก็โยนความ ผิดให้ผู้อื่น อย่างเช่น กิจการงานหรือชีวิตสมรสไม่ราบรื่นก็ โทษฝ่ายตรงข้ามหรือคู่สมรสว่าบกพร่อง โดยไม่สำรวจ ตนเองก่อน ว่าบกพร่องอะไรแล้วเร่งปรับปรุงตน มิใช่ปล่อย ให้เลยตามเลย จนหมดหนทางแก้ไข

ชิวเซิง: นั่นซิครับ ถ้าหากทุกคนยอมสำรวจตนเอง ควบคุมตนเอง เรื่องทุกอย่างย่อมทำได้ด้วยความราบรื่นแต่ บางคนไม่เป็นเช่นนั้นยังชอบไปโทษผู้อื่นอยู่เรื่อย

พระจี้กง: เพราะฉะนั้นสันดานมนุษย์จึงน่าเวทนาเช่นนี้ อันวิบากกรรมจากอดีตชาติ ย่อมส่งผลถึงชาติปัจจุบันนี่คือ สัจธรรมอันเที่ยงแท้ ผู้ที่มีปัญญานั้น กลับยิ้มต้อนรับวิบาก กรรมนี้ ดังคำกล่าวที่ว่า “รู้จักเพียงพอย่อมสุขนิรันดร์” เปรียบดังผู้ที่ยากจนหรือพิกลพิการ พวกเขาแม้จะเกิดมา ตํ่าต้อยหรือขาดแคลน แต่พวกเขาก็ยังสามารถจะพอใจใน สภาพของตนได้ ดังนั้นจึงมีภาษิตกล่าวไว้อีกว่า “แม้มิอาจ เทียบชั้นสูง แต่เทียบชั้นต่ำกว่ายังมีเกิน” เปรียบดังคนขี่ ลาเห็นคนขี่ม้าอยู่เบื้องหน้า ย่อมเทียบไม่ติด แต่เมื่อเหลียวดู เบื้องหลังยังมีชายลากรถผู้หนึ่งกำลังพยายามเข็นรถอย่าง เหงื่อไหลไคลย้อย แบบนี้ตนเองยังไม่ใช่ผู้โชคดีกว่าอีกหรือ? ฉะนั้นคนเราจึงไม่ควรยึดมั่นถือมั่นนัก ถ้ายึดถือเกินไปกลับ จะทำให้จิตใจเพิ่มธาตุพิษอันมิพึงประสงค์ได้

ชิวเซิง: นั่นซิครับ

พระจี้กง: ฉะนั้นคนเราจึงควรยึดการทำคุณประโยชน์ แก่สังคมเป็นหลัก การให้ทานโดยไม่หวังผลตอบแทน ย่อม ทำให้สุขใจ ถ้าหากทำน้อยแต่หวังผลมากนั่นแหละคือ “โลภ โกรธ หลง” เอาละ...ได้เวลาเดินทางแล้ว

ชิวเซิง: ครับ...ผมนั่งดอกบัวมั่นดีแล้ว ไปได้แล้วครับ

พระจี้กง: วันนี้จะพาเธอไปชมสภาพของบุคคลร้ายกาจ คนหนึ่ง

ชิวเซิง: ร้ายกาจยังไงครับ ?

พระจี้กง: อีกสักครู่ก็จะรู้เอง

พระจี้กง: ถึงแล้ว..วันนี้ไม่ต้องไปรบกวนเจ้าหน้าที่ยม เราตรงเข้าไปในคุกเลย

ชิวเซิง: ก็ดีครับ...แบบนี้จึงจะได้ดูของจริงกว่า

พระจี้กง: เดินช้า ๆ อย่าทำให้ตื่นตกใจ

ชิวเซิง: ครับ...โอ อาจารย์ดูซิ ข้างหน้านั่นมีกลุ่มลูกไฟ สีเขียวกำลังเต้นขึ้นเต้นลง เดี๋ยวไปซ้ายเดี๋ยวไปขวา เหมือน กับไฟปีศาจรวดเร็วมาก โอ ....นั่นลงไปกลิ้งอยู่กับพื้นแล้ว

พระจี้กง: เดินเข้าไปใกล้อีกหน่อยเธอก็จะได้เห็นชัดเจน อันที่จริงนั่นไม่ใช่ลูกไฟ แต่เป้นวิญญาณบาปตนหนึ่งที่ร่างกาย ลุกเป็นไฟมันกำลังดิ้นรนอย่างสุดชีวิต จึงกระโดดโลดเต้นด้วย ความกลัวสุดขีด

ชิวเซิง: อ้อ...ที่แท้อย่างนี้เอง เสียงร้องโหยหวนแสดง ถึงความเจ็บปวดทรมานมาก อาจารย์รีบไปช่วยเขาทีเถิด

พระจี้กง: เรารีบเข้าไป

ชิวเซิง: โอ...วิญญาณบาปตนนั้นเหลือแต่โครงกระดูก แล้ว น่ากลัวเหลือเกิน

พระจี้กง: ซิวเซิง....ไม่ต้องกลัวนี่คือ ผลลงเอยของคนบาป

ชิวเซิง: ทำไมไฟกลุ่มนั้นจึงมีพลังอำนาจเช่นนี้ ชั่วเดี๋ยว เดียวเท่านั้นก็เผาไหม้จนเหลือแต่โครงกระดูก แล้วไฉนจึงได้ ปรากฏเป็นเปลวไฟสีเขียวเล่าครับ ?

พระจี้กง: เพราะว่าไฟนี้คือ ไฟโลกันตร์ ซึ่งเป็นไฟที่รวม ตัวกันขึ้นจาก “ธาตุยม” ดังนั้นจึงปรากฏเป็นสีเขียว แต่อย่า ดูแคลนว่าเป็นเพียงไฟโลกันตร์นะ เพราะว่าพลังอำนาจของ มันรุนแรงกว่าไฟธรรมดาถึงร้อยเท่าทีเดียว

ชิวเซิง: แล้ววันนี้จะทำการสัมภาษณ์ได้อย่างไรล่ะครับ

พระจี้กง: อาจารย์จะเสกน้ำมนต์ให้เดี๋ยวเขาก็จะค๋อย ๆ ฟื้นคนชีพขึ้นมา

วิญญาณบาป: โอย...เจ็บตายแล้ว เจ็บตายแล้ว

ชิวเซิง: นี่คุณ....สวัสดี...ขอให้คุณเล่าถึงกรรมที่ได้สร้าง ครั้งเป็นมนุษย์ได้มั้ยครับ?

วิญญาณบาป: ท่านเป็นใคร...ผมอยู่ที่นี่ก็ทุกข์ทรมาน พออยู่แล้ว ยังจะให้เล่าอะไรอีก

ชิวเซิง: นี่คุณ....ผมคือคนทรงแห่งสำนักเซิ่งเทียนเมือง ไถจุง ได้รับเทวโองการให้มาท่องนรกอเวจี ถ้าหากคุณยอม เล่าถึงเรื่องที่ได้กระทำครั้งเป็นมนุษย์ เพื่อเป็นอุทาหรณ์เตือน สติชาวโลก เชื่อว่าพระอาจารย์จี้กง คงจะรายงานให้ท่าน ยมบาลทราบ ซึ่งอาจจะลดความทุกข์ทรมานของคุณให้ เบาบางลงได้บ้าง

วิญญาณบาป: ขอเพียงแต่สามารถลดความทุกข์ทรมาน ลงได้ ผมก็ยินดีจะเล่า

ชิวเซิง: งั้นคุณก็รีบเล่ามา

วิญญาณบาป: ผมเป็นคนที่เติบโตท่ามกลางความ ยากจนในสลัมแห่งหนึ่ง พ่อแม่ก็อายุมากและเจ็บป่วยบ่อย ๆ เมื่อสมัยเป็นเด็ก ไม่ว่าอาหารการกินหรือเครื่องนุ่งห่ม ล้วน แต่สู้ใครอื่นเขาไม่ได้ เหตุนี้จึงก่อให้เกิดความรู้สึกมีปมด้อย พอผมโตขึ้นก็ไปหางานทำที่ต่างถิ่น โดยได้ทำงานที่โรงงาน แห่งหนึ่ง การได้เห็นอาหารการกิน และเสื้อผ้าที่สวมใส่ของ คนงานด้วยกันซึ่งล้วนแต่ดีกว่า ทำให้คิดถึงสภาพของตนเอง อันเทียบกับคนอื่นไม่ได้ ทำให้เกิดความรู้สึกน้อยใจว่าสังคม ช่างอยุติธรรม ปล่อยให้ผมโดดเดี่ยว ผมจึงมักจะหาเรื่อง วิวาทอยู่เนือง ๆ ดังนั้นผู้คนจึงเริ่มปลีกตัวออกห่างไม่มายุ่ง กับผมอีกต่อไป ทำให้ผมยิ่งทวีความคั่งแค้นโทษฟ้าโทษดิน พอมีเรื่องไม่สบอารมณ์สักหน่อย ก็หาเรื่องทะเลาะวิวาทก่อ เป็นเรื่องเป็นราวขึ้น ผู้จัดการโรงงานเห็นผมร้ายกาจเช่นนั้นก็ พยายามตักเตือนด้วยความหวังดี แต่ผมหาใส่ใจหรือเชื่อฟัง ความหวังดีนั้นไม่ จนผู้จัดการโรงงานเห็นว่าหมดหนทางอื่น แล้ว จึงปลดผมออกจากงาน ผมไม่เพียงแต่ไม่สำรวจความ ประพฤติของตนเอง ยังกลับเพิ่มความร้ายกาจยิ่งขึ้นโดยแอบ วางแผนปฏิบัติการแก้แค้น คืนวันหนึ่งผมได้ลอบเข้าไปใน โกดังโรงงาน เอานํ้ามันเบนซินถังหนึ่งราดไปที่ซึ่งติดไฟง่ายแล้วจุดไม้ขีดไฟ ฉับพลันโรงงานทั้งหลังก็ตกอยู่ท่ามกลาง ทะเลเพลิง คนงานสิบกว่าคนที่นอนหลับอยู่ในนั้นต่างก็หนี ออกไม่ทัน คนทั้งหมดถูกเผาทั้งเป็นอยู่ในกองไฟนั่นเอง

ชิวเซิง: โอ...โหดเหี้ยมจริง ๆ แล้วต่อจากนั้นละ?

วิญญาณบาป: หลังจากนั้นผมก็เท่ยี วหลบ ๆ ซ่อน ๆ แม้ว่าจะถูกทางตำรวจออกหมายจับ และประกาศจับ แต่ผม ได้เปลี่ยนชื่อแซ่แล้วไปทำงานที่เหมืองหินทรายแห่งหนึ่ง จน เมื่อถึงวัยกลางคน ผมเกิดมีอาการปวดที่หัวใจอย่างรุนแรง และรู้สึกคล้ายกับว่ามีสิ่งลึกลับแฝงเร้นในตัว ได้พยายามเสาะ หาหมอยาและหมอผีรักษา แต่ไร้ผล ในที่สุดจึงได้เสียชีวิต

ชิวเซิง: แล้วเหตุการณ์ในปัจจุบันเป็นอย่างไร ?

วิญญาณบาป: หลังจากตายแล้ว ก็ถูกยมทูตขาวดำจับ ไปที่เมืองนรก ได้ถูกท่านยมบาลด่าประฌามเสียพักใหญ่แล้ว จึงถูกส่งไปรับโทษทัณฑ์จากนรกขุมต่าง ๆ ตามลำดับ ครั้ง สุดท้ายได้ถูกตัดสินให้มาทนทุกข์ทรมานท่นี รกอเวจีนี่ ทุก ๆวัน ต้องถูกไฟโลกันตร์เผาอย่างเจ็บปวดทรมานแสนสาหัส ทุก ครั้งเมื่อถูกเผาจนเหลือแต่โครงกระดูกแล้วพวกนิรยบาลก็จะ เอานํ้าคืนวิญญาณสาดให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีก แล้วก็ต้องถูกไฟ โลกันตร์เผาผลาญอีก เป็นอยู่เช่นนี้ไปเร่อื ย ๆ มันเจ็บปวดทุกข์ ทรมานเหลือเกินแล้ว

ชิวเซิง: ก็ใครใช้ให้คุณอยากใจคอคับแคบ ทั้งวางเพลิง อีกด้วย จึงต้องรับกรรมเช่นนี้

พระจี้กง: เอาละ....ดึกมากแล้ว วิญญาณบาปตนนี้มี ความรู้สึกสำนึก และวันนี้ได้เล่าเรื่องตามความเป็นจริง บันทึกลงในหนังสือศักดิ์สิทธิ์ เราจะแจ้งไปยังท่านยมบาลให้ ลดโทษลงบ้าง

วิญญาณบาป: ขอบคุณพระอาจารย์ที่เมตตากรุณา

พระจี้กง: ชิวเซิงนั่งดอกบัวให้มั่นคง เตรียมตัวกลับกัน เถิด

ชิวเซิง: ผมนั่งเรียบร้อยแล้ว อาจารย์กลับได้

พระจี้กง: ถึงสำนึกเซิ่งเทียนแล้ว ชิวเซิงลงจากดอกบัว วิญญาณกลับเข้าร่าง