ครั้งที่ 7 สัมภาษณ์แพทย์ทหารญี่ปุ่นในอเวจี

426 Views

พระจี้กงประทับทรง วันที่ 14 มีนาคม 2527

ชีวิตคน ดุจแมลง เร่งบำเพ็ญ
พึงละเว้น มิจฉากาม อกุศล
ย้อนหลังดู อดีต วีรชน
ล้วนพลีตน แม้ตัวตาย แต่ชื่องาม

พระจี้กง: ชีวิตคนเราดุจความฝัน เปรียบเสมือนการ แสดงละคร ถ้าหากไม่รักถนอมจิตวิญญาณอันอมตะของตน มุ่งแต่แสวงหาความสุขสบายจากวัตถุธาตุนอกกาย จน ตนเองต้องตกสู่ห้วงเหวลึก เป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง ทว่าสัตว์โลกก็ยังเห็นกงจักรเป็นดอกบัวอยู่นั่นเอง ทั้ง ๆ ที่รู้ก็ ยังเจตนาประพฤติ ดังนั้นเมื่อทำผิดแล้วมาคิดเสียใจทีหลัง ก็ อาจสายเกินไปเสียแล้ว การตั้งสำนักทรงโปรดสัตว์โลกในทุก วันนี้ จุดมุ่งหมายเพื่อจะตักเตือน ชี้แนะและเหนี่ยวรั้งจิตใจ ผู้คนไม่ให้ก่อกรรมชั่ว จนทำให้เสียอนาคต ซึ่งเป็นการให้โทษ แก่ตนเองและผู้อื่น

ชิวเซิง: อาจารย์พูดถูกต้องที่สุด สมัยนี้วิทยาการต่าง ๆ เจริญก้าวหน้า แต่ศีลธรรมจรรยากลับเสื่อมลง ทุกคนคิดถึง แต่ผลประโยชน์และความอยู่รอดของตนเอง ไม่สนใจถึงผล ร้ายที่จะติดตามมา

พระจี้กง: ที่เธอพูดก็ถูก ถ้าทุกคนมุ่งแต่แสวงหา ประโยชน์ตน โดยไม่คำนึงถึงสิทธิของผู้อื่น ๆ สังคมคงจะ ปรากฏสภาพการณ์แห่งความเลวร้ายจนน่าหวาดผวาเป็นแน่

ชิวเซิง..เธอรู้ไหมว่าที่ทุกวันนี้ เกาะไต้หวันร่มเย็นสงบสุขเช่นนี้ เป็นเพราะสิ่งใด ?

ชิวเซิง: ผมไม่ทราบ เพราะอะไรหรือครับ?

พระจี้กง: ก็เพราะมีหนังสือธรรมะแพร่หลายไปทั่ว อย่างต่อเนื่อง และได้มีการจัดตั้งสถานธรรมขึ้นอย่างดาษดื่น บุคคลเหล่านี้ได้อุทิศตน เพื่อช่วยฟื้นฟูวัฒนธรรมอันดีงาม อย่างเช่น นายไช่เจ้าสำนัก ก็เป็นบุคคลประเภทดังกล่าว ดู หน้าตาภายนอกของเขาแม้จะเหมือนคนธรรมดาทั่วไป ทว่า ตั้งแต่เขาได้ตั้งสัตย์ปณิธานแล้วในส่วนลึกของดวงจิต เขาได้ อุทิศตนเพื่อเพื่อนร่วมโลกมาแล้วไม่น้อย และทุกวันนี้เขาก็ยัง รับภาระในการทรงเจ้าถึง 2 สำนักอย่างทุ่มเทชีวิตจิตใจ แต่ ยังมีคนบางกลุ่มหัวเราะเยาะเขาว่า ไม่ประมาณตนหาว่าหลง งมงาย ปรามาสว่าเขาด้อยภูมิปัญญา ไม่มีทางรับภาระอัน หนักอึ้งนี้ได้ วิพากษ์วิจารณ์เขาต่าง ๆ ทว่า นายไช่ก็หาหวั่นไหวหรือใส่ใจกับการถากถางเหล่านี้ไม่ จนที่สุดก็สามารถจัด ตั้งสำนักเซิ่งเทียนขึ้นมาได้สำเร็จ

ชิวเซิง: เรื่องนี้ผมก็พอรู้ อันที่จริงการประกอบกิจกรรม ทางธรรมะยากลำบากกว่าการเปิดร้านขายของมากนัก คน ทำการค้ายังมีเวลาว่างสำหรับพักผ่อน ส่วนผู้ทำกิจกรรม ธรรมะ เรื่องครอบครัวจะต้องปล่อยวางหมด ซึ่งเรื่องนี้ผมยัง ต้องฝึกฝนอีกมาก

พระจี้กง: แต่ก็ไม่เลวนัก การที่ผู้อื่นโจมตีนี้กลับ เป็นการหล่อหลอมเขาให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น มีสมาธิจิตยิ่งขึ้น อัน นํ้าขมนั้นเมื่อกินบ่อยครั้ง รสขมย่อมจะชาชินไปเอง แบบเดียว กับการกินนํ้าแกงมะระ หรือกินยาหม้อขม แม้ตอนเข้าปากจะ ขม แต่หลังจากนั้นกลับตรงข้าม คือยังมีกลิ่นเย็นหวานฉํ่า เหลือค้างอยู่ในปาก

ชิวเซิง: ฮ่าฮ่า ....ความจริงก็ใช่ อาจารย์เปรียบเทียบได้ เยี่ยมมาก ผมคิดว่าพี่ไช่ก็คงเข้าใจหลักการข้อนี้ มิเช่นนั้นเขา คงไม่อาจอดทนต่อการวิพากษ์วิจารณ์เช่นนั้นได้

พระจี้กง: ฮ่าฮ่า...เร่อื งนี้ยังพูดยาก บางครั้งอาตมาเห็น นายไช่เป็นคนไม่ชอบเปิดเผยความขมข่นื ของตนเอง เพราะเขา กลัวจะมีผลกระทบถึงความเชื่อมั่นศรัทธาของพวกเธอผู้ ปฏิบัติธรรม ดังนั้นเขาจึงได้แต่อดทน โดยตนเองยอมเสพนํ้า ขมแต่เพียงผู้เดียว ส่วนนํ้าอมฤตแบ่งปันให้ผู้อ่นื ได้ร่วมเสพ

ชิวเซิง: แบบนี้ไม่เป็นการอยุติธรรมหรือครับ?

พระจี้กง: ผู้แบกภาระใหญ่ก็ต้องเป็นเช่นนี้ เรื่องนี้เธอ มิต้องกังวล กังวลไปก็ไร้ประโยชน์

ชิวเซิง: ครับ

พระจี้กง: เวลาไม่คอยท่า เราออกเดินทางกันเถอะ

ชิวเซิง: ผมนั่งเรียบร้อยแล้ว อาจารย์ไปได้

พระจี้กง: ถึงแล้ว....ชิวเซิงรีบลงจากดอกบัวเร็ว นั่น หัวหน้าแดน ได้รอคอยอยู่แล้ว

ชิวเซิง: กระผมขอคารวะท่านหัวหน้า

หัวหน้า: ตามสบาย เชิญเข้าไปนั่งข้างในก่อน

พระจี้กง: เวลามีจำกัดเราตรงไปที่หมายกันเลยดีกว่า

หัวหน้า: ก็ดีเหมือนกัน งั้นเราไปด้วยกันเลย

ชิวเซิง: อาจารย์ครับ...ที่นี่บรรยากาศยมภูมิแรงเหลือ เกิน ขาของผมชาไปหมดแล้วครับ

พระจี้กง: ไม่เอาไหนเลย รีบกินยาสงบจิตนี้เข้าไปซิ

ชิวเซิง: ขอบพระคุณอาจารย์ หลังจากกินยาสงบจิต แล้ว ตอนนี้อาการดีขึ้นแล้วครับ โอ....อาจารย์ครับ ดูคนข้าง หน้านั่นซิ มีหนอนยั้วเยี้ยเต็มตัวไปหมด เนื้อหนังก็แตกเป็น แผลเน่าเปื่อย มีนํ้าเหลืองไหลเยิ้มออกมาจากตัว พร้อมทั้ง ตับไตไส้พุงบางส่วนทะลักออกมานอกเนื้อ และมีแมลงวัน ขนาดยักษ์มากมายบินวนเวียนอยู่รอบตัว เห็นแล้วขนลุกน่า สะพรึงกลัว

พระจี้กง: ชิวเซิง...เธอไม่ต้องกลัวหนอนและแมลงวัน พวกนี้ ก่อตัวและแปรสภาพมาจาก “ธาตุยม” ซึ่งจะดูดกิน เลือดเนื้อของผู้ไร้ซึ่งจิตมนุษย์โดยเฉพาะ มันไม่ทำอันตราย เธอหรอก

ชิวเซิง: อาจารย์ครับ...คนผู้นี้ได้สร้างบาปกรรมร้าย แรงอะไรหรือครับ? จึงได้มีสภาพเช่นนี้

พระจี้กง: เดี๋ยว...อาจารย์จะเสกนํ้ามนต์ช่วยให้ สติสัมปชัญญะเขากลับคืนมา แล้วค่อยว่ากัน

ชิวเซิง: นํ้ามนต์วิเศษจริง ๆ เพียงครู่เดียวหนอนและ แมลงวันก็หายไปหมด...นี่คุณ ผมคือชิวเซิงคนทรงแห่งสำนัก เซิ่งเทียน ได้รับเทวโองการให้ลิขิตหนังสือเรื่อง “ท่องอเวจี” ที่คุณต้องได้รับผลกรรมสนองด้วยความทุกข์ทรมานเช่นนี้ แท้จริงตอนเป็นมนุษย์คุณได้ทำความชั่วอะไรไว้หรือ? วิญญาณบาป: ผมไม่ได้กินอาหารเป็นเวลานานแล้ว ท่านให้อาหารผมกินก่อนซิ แล้วผมจึงจะบอกท่าน

พระจี้กง: จงกินยาเม็ดนี้เข้าไป แล้วเธอก็จะหายหิว

วิญญาณบาป: วิเศษจริง ขอบคุณพวกท่านมาก แต่ว่า เมื่อผมเล่าเรื่องราวความอัปยศต่าง ๆ ครั้งเป็นมนุษย์ให้ฟัง แล้วพวกท่านช่วยปล่อยผมไปได้ไหม?

พระจี้กง: คงทำไม่ได้

วิญญาณบาป: งั้นผมไม่เล่าละ

หัวหน้า: บังอาจ เจ้ารู้มั้ยว่าท่านผู้นี้คือใคร?

วิญญาณบาป: เป็นใครก็เหมือนกัน

พระจี้กง: ตอนเป็นมนุษย์เจ้าฆ่าชาวจีนจำนวนไม่น้อย คาดไม่ถึงว่าตายแล้วยังก้าวร้าวเช่นนี้อีก

ชิวเซิง: ร้ายกาจน่าดู

หัวหน้า: เจ้าหน้าที่จัดการโบย 100 ทีก่อนแล้วค่อยว่ากัน

ชิวเซิง: ผลของการปากแข็ง จึงต้องลงเอยเช่นนี้

เจ้าหน้าที่: ได้โบยครบ 100 ทีแล้วครับ

วิญญาณบาป: โอย...โอย....อยู่ที่นี่ทรมานเหลือเกินผม ทนไม่ไหวแล้ว

พระจี้กง: ยามเป็นมนุษย์เจ้าทำร้ายผู้อื่น แล้วผู้อื่นทน ไหวมั้ย? จงรีบเล่ามาเพื่อให้พ้นจากการถูกโบยอีก

วิญญาณบาป: ครับ...ตอนเป็นมนุษย์ ผมเป็นเจ้า หน้าที่แพทย์ทหารชั้นสูงของญี่ปุ่น ตอนสมัยสงครามโลกครั้ง ที่ 2 เพราะคิดจะเผด็จศึกประเทศจีนโดยเร็ว ดังนั้นผมจึง เสนอให้ใช้อาวุธเชื้อโรค เพื่อบรรลุเป้าหมายในการยึดครอง ดินแดนประเทศจีน ดังนั้นพวกเรากลุ่มเจ้าหน้าที่แพทย์ผู้ เหี้ยมโหดจึงได้ทำการศึกษาค้นคว้าวิจัยเชื้อโรคต่าง ๆ อย่าง ลับ ๆ ในระหว่างการวิจัย พวกเราได้จับชาวจีนเป็นจำนวน มากมาเป็นเครื่องทดลอง โดยตอนแรกให้การเลี้ยงดูด้วย อาหารชั้นดี จนทุกคนอ้วนท้วนสมบูณ์ จากนั้นก็เอาเชื้อโรค ฉีดเข้าไปในตัว แล้วคอยดูสภาพการเริ่มเน่าเปื่อยของ ร่างกาย แล้วก็ทดลองวิจัยเคมีที่มีพิษรุนแรงกว่า เพื่อให้ ความเน่าเปื่อยของร่างกายเขาเหล่านั้น เพิ่มระดับเร็วยิ่งขึ้น ชาวจีนที่จับมารุ่นนี้พวกเราเรียกตามรหัสว่า “ไม้กลม” พวก ที่ร่วมวิจัยค้นคว้ากันในขณะนั้น อาจพูดได้ว่าแต่ละคนล้วน แต่ไร้จิตใจของความเป็นมนุษย์ ไม่ได้ถือว่า ชาวจีนที่จับมา เป็นคน และไม่ได้สนใจความเจ็บปวดทรมานของพวกเขาเลย ใจจดจ่อมุ่งแต่ให้งานวิจัยบรรลุผลสำเร็จ คาดคิดไม่ถึงว่า ความฝันจะพังทลายประเทศญี่ปุ่นต้องพ่ายแพ้สงคราม และ ยอมจำนน เนื่องจากพวกเราเกรงว่า ถ้าเรื่องนี้ถูกเปิดเผย ออกไปอาจถูกชาวโลกประณามว่ากระทำโหดร้ายทารุณ ไร้มนุษยธรรม ดังนั้นจึงได้ระเบิดศูนย์วิจัยทั้งศูนย์ จนแหลก ละเอียดไปพร้อมกับชาวจีนเหล่านั้นด้วย

ต่อมาผมได้กลับสู่ประเทศญี่ปุ่น ได้เกิดป่วยเป็นโรค ประหลาดชนิดหนึ่ง มีอาการเจ็บปวดรุนแรง และบวมทั่วทั้ง ตัว และเนื่องจากผมไม่อาจทนทุกข์ทรมานจากความเจ็บปวด นี้ได้ จึงคว้านท้องฮาราคีรี เดิมทีคิดว่าการทำเช่นนั้นสามารถ หนีพ้นจากความทุข์ทรมานโดยเร็ว คิดไม่ถึงว่าพอตายแล้ว ถูกยมทูตกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเหี้ยมโหดยิ่งกว่าพวกเราเสียอีก ใช้โซ่ ตรวนล่ามมือล่ามเท้าของผมกุมตัวไปเมืองนรก ซึ่งได้ถูกท่าน ยมบาลด่าประณาม และตำหนิอย่างรุนแรง และยังต้องไปรับ โทษทัณฑ์จากนรกขุมต่าง ๆ จนเมื่อเร็ว ๆ นี้เอง ถึงได้ถูกส่ง มาที่นรกอเวจีทุก ๆ วันต้องถูกดูดกินเลือดเนื้อจากพวก หนอนและแมลงวัน เจ็บปวดจนวิญญาณไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ตายแล้วก็ฟื้น ๆ อยู่เช่นนี้ โอย...ทุกข์ทรมานเหลือเกิน

ชิวเซิง: แล้วแมลงวันพวกนี้ไล่ไม่ไปดอกหรือ?

วิญญาณบาป: ถ้าไล่ไปได้เราก็ไล่ไปนานแล้ว ก็เพราะ ไล่ไม่ไปนะซิ ผมจึงว่าอยากจะตายเสียยังดีกว่า แต่ก็ตายไม่ ได้สักที พระคุณเจ้าท่านนี้รีบ ๆ ช่วยผมทีเถอะ ผมทนไม่ไหว แล้วจริง ๆ

หัวหน้า: ทำกรรมใดไว้ก็ต้องรับกรรมนั้น ใครก็ช่วยเจ้า ไม่ได้ เจ้าอยู่ที่นี่ก้มหน้ารับกรรมไปเถิด

วิญญาณบาป: ฮือฮือ....พวกท่านก็ช่างไร้นํ้าใจเสียจริง

หัวหน้า: ถ้าเจ้าพูดอีกคำ ข้าจะสั่งให้เจ้าหน้าที่จัดการ โบยเจ้าอีก 100 ที

ชิวเซิง: สภาพเช่นนี้น่าเวทนาจริง ๆ

พระจี้กง: นํ้ามนต์ที่ให้เขาเมื่อครู่นี้ จะสามารถลด ความเจ็บปวดทรมานไปได้อีกหลายวัน

ชิวเซิง: อิทธิฤทธิ์ของอาจารย์ช่างเกรียงไกรจริงไฉนไม่ ให้ผมมั่ง

พระจี้กง: ถ้าเช่นนั้นเธอก็ไม่ต้องมาเป็นศิษย์อาจารย์กัน

ชิวเซิง: ทำไมครับ?

พระจี้กง: ผู้ที่จะมาเป็นศิษย์ของอาตมา ก็ต้องเสพทุกข์ ก่อน แล้วจึงเสพสุขทีหลัง มิใช่มุ่งแต่แสวงหาความสุขชั่วครู่ ชั่วยาม

ชิวเซิง: อาจารย์พูดมีเหตุผลดี ศิษย์ละโมบเกินไป หน่อย ต่อไปคงต้องปรับปรุงตัวใหม่

พระจี้กง: เอาละ....วันนี้ดึกมากแล้ว เรากลับกันเถอะ รีบอำลาหัวหน้าแดน

ชิวเซิง: ผมขอลาท่านหัวหน้าครับ

หัวหน้า: ขอส่งท่านจี้กงและคุณชิวเซิง

พระจี้กง: นั่งดอกบัวให้มั่นคง เตรียมเดินทาง

ชิวเซิง: ผมนั่งเรียบร้อยแล้ว อาจารย์กลับได้

พระจี้กง: ถึงสำนักเซิ่งเทียนแล้ว ชิวเซิงลงจากดอกบัว วิญญาณกลับเข้าร่าง