Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
ครั้งที่ 4 สัมภาษณ์ฮิตเลอร์และฉินก้วย | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

ครั้งที่ 4 สัมภาษณ์ฮิตเลอร์และฉินก้วย

510 Views

สัมภาษณ์ฮิตเลอร์และฉินก้วย

พระจี้กงประทับทรง วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2527

ท่องอเว เยี่ยมคนดัง ประวัติศาสตร์
คนขายชาติ หลงตน พลาดถลำ
ยามสิ้นชีพ ยํ่านรก ตกระกำ
วิบากกรรม ติดตัว ชั่วกัปกัลป์

พระจี้กง: วันนี้อาตมาจะนำไปเยี่ยมญาติของเธอ

ชิวเซิง: งั้นหรือครับ...ก็เยี่ยมซิ

พระจี้กง: รีบขึ้นดอกบัว ต้องแข่งกับเวลาหน่อย

ชิวเซิง: ศิษย์พร้อมแล้ว อาจารย์...ไปได้

พระจี้กง: ถึงแล้ว ชิวเซิง..ลงจากดอกบัวเร็ว

ชิวเซิง: อาจารย์....เบื้องหน้ามีผู้คนเนืองแน่นกำลังทำ อะไรอยู่ครับ?

พระจี้กง: พวกเขามาชุมนุมกันที่นี่ เพื่อฟังพระโพธิสัตว์ แสดงธรรม

ชิวเซิง: ทำไมไม่ไปที่โรงบรรยายธรรมเล่าครับ?

พระจี้กง: เพราะโรงบรรยายธรรมจุคนได้จำกัด แต่ที่ นี่เป็นที่โล่งกว้างสามารถจุคนได้มากกว่า นั่นหัวหน้าแดนมา แล้ว ชิวเซิง..รีบไปคารวะ

ชิวเซิง: กระผมชิวเซิงขอคารวะท่านหัวหน้า

หัวหน้า: คุณชิวเซิงลุกขึ้นเถิด เธอดูให้ดีซิ คนข้าง ๆ นี่ คือใคร

ชิวเซิง: โอ...ที่แท้คือคุณย่านั่นเอง สวัสดีครับคุณย่า

หญิงชรา: หลานชิวเซิง ที่มีโอกาสได้พบหน้ากันที่นี่ใน วันนี้ ก็ด้วยการอนุเคราะห์ของท่านประธานกวนเธอต้อง ขอบคุณในความเมตตาของท่าน

ชิวเซิง: ตั้งแต่คุณย่าจากไป จนถึงบัดนี้ได้ 60 ปี แล้ว ช่วงระหว่างเวลาอันยาวนานนี้ ท่านไปอยู่ที่ไหนครับ?

หญิงชรา: โอ...เมื่อย่าจากโลกนี้ไป เจ้าพระภูมิได้ นำทางไปรายงานตัวที่เมืองยม ตรวจบัญชีพบว่าตอนย่ามี ชีวิตอยู่ได้สร้างบาปบุญก้ำกึ่งกัน ท่านยมบาลจึงตัดสินให้ย่าไปอยู่ในแดนสามัญชน แต่เมื่อ 3 ปีก่อน เนื่องจากหลานได้ ไปฝึกฝนอบรมธรรมอยู่ในสถานธรรม ได้สร้างกุศลไว้มาก ดังนั้นย่าจึงได้รับการเลื่อนขั้น โดยถูกจัดไปอยู่ฝ่ายวิญญาณ กุศล ได้ฟังพระโพธิสัตว์แสดงธรรมอยู่เสมอ และเมื่อไม่นาน มานี้หลานยังได้ช่วยเหลือกิจกรรมกุศลของสำนักเซิ่งเทียนใน การออกหนังสือธรรมะ และแนะนำผู้คนให้หันมาปฏิบัติธรรม ด้วยแรงกุศลของหลานอันนี้ ช่วยให้ย่าได้ไปบำเพ็ญเพียรต่อ ที่ศูนย์อบรมธรรม

พระจี้กง: เอาละ...ชิวเซิงรีบอำลาท่านหัวหน้าและ คุณย่าของเธอ

ชิวเซิง: ผมขอลาท่านหัวหน้าและคุณย่า ขอให้คุณย่า ถนอมสุขภาพด้วย

พระจี้กง: นางหวางอย่าได้เสียใจ ขณะนี้ชิวเซิงกำลัง ช่วยพัฒนางานธรรมะที่สำนักเซิ่งเทียน ให้เจริญก้าวหน้า เป็นการสร้างกุศลยิ่งใหญ่ เพียงแต่ท่านบำเพ็ญเพียรด้วยใจ อันสงบ ก็จะช่วยให้ท่านได้มรรคผลอันสูงส่งยิ่งขึ้น

ชิวเซิง: คิดไม่ถึงว่าวันนี้ จะได้พบกับคุณย่าผู้รักใคร่ เอ็นดูผมอย่างที่สุด

พระจี้กง: สงบสติอารมณ์ไว้ เราทั้งสองยังมีภาระ สำคัญจะต้องไปที่อื่นอีก รีบขึ้นนั่งดอกบัวเถิด

ชิวเซิง: ครับ...คิดไม่ถึงว่าการออกหนังสือธรรมะและ การแนะนำคนให้ปฏิบัติธรรมจะมีกุศลแรงเช่นนี้

พระจี้กง: แน่นอน....อย่างเช่นหนังสือธรรมะอันทรง คุณค่าของสำนักเซิ่งเทียนเหล่านี้ ล้วนแต่สำเร็จเป็นรูปเล่ม ขึ้นได้ก็โดยการเจียรไนกลั่นกรองของเหล่าเทพ พรหม และ การอุทิศแรงกายแรงใจของนายไช่ ผู้เป็นเจ้าสำนัก แม้ต้นทุน จะตํ่าแต่ประสิทธิภาพในการโปรดผู้คนนั้นใหญ่หลวงนัก แรง กุศลจึงย่อมประมาณมิได้

ชิวเซิง: แล้วการแนะนำผู้คนให้หันมาปฏิบัติธรรมะล่ะครับ

พระจี้กง: การแนะนำผู้คนให้หันมาบำเพ็ญธรรมก็ได้ กุศลมากเช่นกัน เพราะฉะนั้นเธออย่าละทิ้งโอกาสอันหายาก เช่นนี้

ชิวเซิง: ขอรับ

พระจี้กง: ถึงนรกอเวจีแล้ว ชิวเซิงลืมตาได้

ชิวเซิง: ต้องพบกับภาวะทั้งเหม็น ทั้งร้อน ทั้งมืดอีกแล้ว หรือนี่

พระจี้กง: รีบเอา “ยาเม็ดสลายพิษ” นี่กินเข้าไป

ชิวเซิง: อาจารย์ได้มาจากไหนครับ?

พระจี้กง: ฮ่าฮ่า ยาวิเศษอาจารย์เตรียมไว้นานแล้ว

ชิวเซิง: ผมรู้สึกสบายขึ้นแล้ว

พระจี้กง: เบื้องหน้านั่นท่านหัวหน้าและพัศดีได้รอคอย อยู่แล้ว เรารีบไปเร็ว

ชิวเซิง: กระผมขอคารวะท่านหัวหน้า วันนี้ได้มารบ กวนอีกแล้ว หวังว่าท่านคงให้คำแนะนำและอำนวยความ สะดวกอีก

หัวหน้า: ลุกขึ้นเถิด เชิญเข้าไปพักผ่อนข้างในก่อน

พระจี้กง: คืนนี้มีเวลาจำกัด อาตมาว่าเราไปสัมภาษณ์ โดยตรงเลยดีกว่า เพื่อไม่ให้เสียเวลา

หัวหน้า: ก็ดีเหมือนกัน งั้นเราไปกันเลย

ชิวเซิง: จะต้องพบกับภาพอันน่าสยดสยองอีกแล้ว

หัวหน้า: ถึงแล้ว พัศดี...เปิดประตูคุก (ตอนนี้ พระจี้กง ล้วงเอาแก้ววิเศษออกมาพลันสว่างไสวไปทั่ว)

ชิวเซิง: โอ....พวกนั้นซีดผอมเหมือนผีเสียบไม้ เหลือแต่ หนังหุ้มกระดูก เสื้อผ้าก็ขาดกระรุ่งกระริ่งน่าสังเวชจริง

พระจี้กง: พัศดี... นำวิญญาณบาปออกมาคนหนึ่งเพื่อ เป็นข้อมูลบันทึกลงในหนังสือ อ้อ...นำฉินก้วยผู้โด่งดังใน ประวัติศาสตร์จีนออกมาก็แล้วกัน

พัศดี: ครับผม

ชิวเซิง: คิดไม่ถึงว่า ฉินก้วยขุนนางกังฉินผู้โฉดชั่วก็อยู่ นรกขุมนี้ วันนี้ผมจะขอดูหน้าตาอันแท้จริงของเขาสักที ดูซิว่า ยังสามารถใส่ร้ายคนได้อีกมั้ย

พัศดี: เรียนท่านจี้กง ได้นำตัวฉินก้วยมาแล้วครับ

วิญญาณบาป: ท่านจี้กง และท่านผู้นี้โปรดช่วยผมด้วย ผมอยู่ที่นี่ทนไม่ไหวแล้ว พวกท่านรีบช่วยให้ผมออกไปทีเถิด ไม่ว่าจะให้เป็นควายเป็นม้าผมยินยอมทั้งนั้น

พระจี้กง: ถ้ารู้สำนึกแต่แรก ไฉนต้องเป็นเช่นนี้

ชิวเซิง: เขาวิงวอนน่าสงสารเช่นนี้ อาจารย์ครับ..ท่านมี ฤทธานุภาพเกรียงไกร น่าจะช่วยเขาออกไปนะ

พระจี้กง: ศิษย์โง่ ...อย่าพูดเหลวไหล นี่ไม่ใช่หน้าที่ ของเราจะทำลายกฎบัญญัติของเมืองยม โดยพลการได้ อย่างไร

ชิวเซิง: ครับ...ครับ...

พระจี้กง: เจ้าจงเล่ามาว่าครั้งเป็นมนุษย์ได้ก่อกรรม อะไรไว้บ้าง เพื่อบันทึกลงในหนังสือศักดิ์สิทธิ์เป็นอุทาหรณ์ เตือนสติชาวโลก ถ้าหากหนังสือเล่มนี้โปรดสัตว์ได้ผล จะ สามารถเอากุศลนี้ หักล้างความผิดได้บ้าง

วิญญาณบาป: ได้ครับ....ผมคือฉินก้วย เป็นอัคร เสนาบดีแห่งราชวงศ์ซ้อง (พ.ศ. 1503-1822) เนื่องจากได้ ปรักปรำงักฮุยผู้เป็นขุนนางตงฉิน (ซื่อสัตย์) จึงถูกตัดสินให้มา อยู่นรกขุมนี้กระทั่งบัดนี้ได้หลายร้อยปีแล้ว อยู่ที่นี่ทุกวันต้อง ได้รับความทุกข์ทรมานจากไออากาศร้อน เวลาหิวก็ดื่มนํ้า ผุดที่ออกมาจากใต้ดิน ซึ่งเย็นจัดดุจนํ้าแข็ง ต้องได้รับความ ทุกข์ทรมานจากสิ่งแวดล้อมนี้ จนไม่อาจทนต่อไปได้อีกแล้ว จริง ๆ

พระจี้กง: ใครใช้ให้เจ้าอยากแอบอ้างราชโองการ ใช้ 12 เหรียญทองและปรักปรำคนซื่อสัตย์อย่างงักฮุย อีกอย่าง ตำแหน่งของเจ้าก็สูงสุดยอดอยู่แล้ว ยังไม่รู้จักเพียงพอ จิตใจ เหมือนเดรัจฉานจริง ๆ บัดนี้จงสงบสติอารมณ์ไว้เถิด

พัศดี: คนผู้นี้ เป็นผู้ที่ถูกนรกขุมต่าง ๆ พิพากษาและรับ โทษทัณฑ์จากขุมอื่น ๆ จนครบกำหนดแล้วจึงได้ถูกส่งต่อ มายังนรกอเวจีนี่ ทุก ๆ 10 ปี จะต้องถูกส่งไปเกิดเป็นสัตว์ เดรัจฉาน ถูกแล่ชำแหละเนื้อหนังเป็นลาภปากของผู้คน เพื่อชดใช้บาปกรรม

พระจี้กง: เอาละ...นำอดอล์ฟ ฮิตเล่อร์ ปีศาจร้ายผู้ ก่อความวุ่นวายแก่โลกขึ้นมาอีกคนซิ

พัศดี: ครับผม

ชิวเซิง: โอ...ที่นี่ไม่ใช่สถานที่อยู่ของมนุษย์เลยจริง ๆ “ยาเม็ดสลายพิษ” ที่อาจารย์ให้ผมกินเมื่อครู่นี้ดูเหมือนจะ หมดฤทธ์ิแล้ว ขณะนี้ผมเริ่มจะเหงื่อไหลเต็มตัวอีก ผมทนไม่ ไหวแล้วครับ

พระจี้กง: เนื่องจากที่นี่อยู่ใกล้ใจกลางของชั้นแผ่นดิน ดังนั้นไอร้อนจึงทะลักออกมาไม่ขาดสาย เธอดื่มนํ้าทิพย์นี่ เข้าไปซิ

ชิวเซิง: ดื่มแล้ว...ตอนนี้รู้สึกสบายดีขึ้น ขอบพระคุณ อาจารย์

พัศดี: กราบเรียนท่านจี้กง ได้นำตัวฮิตเล่อร์มาแล้ว ครับ

พระจี้กง: ขอให้ท่านหัวหน้าช่วยแปลถึงเรื่องที่คนผู้นี้ ได้ก่อกรรมไว้ครั้งเป็นมนุษย์ และบรรยายสภาพความเป็นอยู่ ของที่นี่

หัวหน้า: ได้ครับ...วิญญาณบาปเล่าว่า “ข้าพเจ้าเติบโต ที่ประเทศเยอรมัน มีนิสัยชอบใช้ความรุนแรงตั้งแต่เด็ก ชอบ เอาแต่ใจตน เรื่องที่ข้าพเจ้าตัดสินใจแล้วผู้อื่นไม่อาจมายับยั้ง ได้ พลเมืองที่อยู่ในความปกครองของข้าพเจ้าเพียงแต่ได้ยิน คำว่าตำรวจลับ “เกสตาโป” ของนาซี ก็กลัวจนตัวสั่น เพราะ การทำงานของพวกนั้นก็คือปฏิบัติการตามล่าสังหาร ตอนมี ชีวิตได้ทำลายล้างชนชาติยิว 5 ล้านกว่าคน จนทำให้ชนชาติยิวเกือบสูญเผ่าพันธุ์ ถือได้ว่าเป็นการฆ่าทำลายล้างครั้งยิ่ง ใหญ่อย่างไม่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์มนุษยชาติมาก่อน คิดไม่ถึงว่าเมื่อตายแล้ว จะถูกตัดสินให้ตกนรกอเวจีไม่ได้ผุด ได้เกิดตลอดกาล โอย...อยู่ที่นี่ทุกวัน ได้รับแต่ความทุกข์ ทรมานจากไอร้อน อากาศเหม็น และทั้งมืดมิดสุดทนจริง ๆ บางครั้งเป็นลมสลบไปก็ถูกพวกนิรยบาล ที่ไร้จิตมนุษย์เอา นํ้าคืนวิญญาณสาดให้ข้าพเจ้าฟื้นขึ้นอีก ข้าพเจ้าต้องพบกับ ภาวะอันเจ็บปวดแสนสาหัสของการตายแล้วฟื้น ๆ อยู่เช่นนี้ ท่านอาจารย์ครับ โปรดรีบช่วยข้าพเจ้าออกไปจากที่นี่ด้วย เถิด ถ้าข้าพเจ้าประสบความสำเร็จอีกครั้ง จะตอบแทนบุญ คุณท่านอย่างแน่นอน

พระจี้กง: ไม่ต้องแล้ว หนี้ยังไม่ได้ชดใช้ยังคิดจะ ตอบแทนบุญคุณ นั่นคือ ความเพ้อฝันของคนปัญญาอ่อน โดยแท้

หัวหน้า: เขาบอกว่าตอบแทนท่านได้แน่นอน

พระจี้กง: อาตมาคิดว่าโอกาสอันนี้ไม่มีอีกแล้ว

พัศดี: แต่ชาวโลกจะมีโอกาสอันนี้

ชิวเซิง: เพราะเหตุใด?

พัศดี: เพราะวิญญาณตนนี้ พออีกไม่กี่ปีก็ต้องถูกส่งไป เกิดเป็นสัตว์เลี้ยง ให้คนฆ่าชำแหละไม่มีหยุด

ชิวเซิง: อ๋อ...เช่นนี้เอง

พระจี้กง: คืนนี้ดึกแล้ว ชิวเซิงรีบอำลาท่านหัวหน้าแดน และพัศดี

ชิวเซิง: ผมขอลาท่านหัวหน้าและท่านพัศดี

หัวหน้าและพัศดี: ขอส่งท่านจี้กงและคุณชิวเซิง

พระจี้กง: ชิวเซิงรีบขึ้นดอกบัวเร็ว

ชิวเซิง: ศิษย์นั่งเรียบร้อย ไปได้แล้วครับ

พระจี้กง: ถึงสำนักเซิ่งเทียนแล้ว ชิวเซิงลงจากดอกบัว วิญญาณกลับเข้าร่าง

เทพดาวหลิว: การลิขิตหนังสือของคํ่าคืนนี้แสร็จแล้ว สานุศิษย์ทุกคนคงเหน็ดเหนื่อยไม่น้อยเมื่อครู่นี้ได้รับการแจ้ง จากเทพเจ้ากวนว่า จะให้บันทึกคนละ 3 กุศล แก่ผู้ปฏิบัติงาน คืนนี้เพื่อเป็นกำลังใจ บัดนี้การประทับทรงลิขิตได้ยุติแล้ว สานุศิษย์ทั้งหลายพักผ่อนได้