Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
ครั้งที่ 24 วิตกจริต | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

ครั้งที่ 24 วิตกจริต

398 Views

“มีชีวิตอยู่กังวลไปหมด
เปิดใจให้กว้าง”
องค์ชายสามนาจาแห่งฟ้าทักษิณ เสด็จลงประทับ
ทรงกลอนว่า
เที่ยวเมืองตายโหงมีมุ่งหมาย
เพื่อทอดถ่ายสภาพจริงตักเตือนไว้
มีความหมายอันลึกซึ้งหวังเข้าใจ
ขจัดไปที่เป็นโรคให้ร่มเย็น

อาจารย์: คืนนี้เที่ยวเมืองตายโหงต่อ ถ่ายทอดสภาพ จริงเพื่อประโยชน์ ให้ผู้คนในโลกได้เข้าใจถึงสภาพเมือง ตายโหงว่าเป็นอย่างไร ประทานแพรฟ้าป้องกันตัว....หลับตา เสีย ออกเดินทาง

หยงปี่: ครับผม....เรียนถามอาจารย์ เมื่อครั้งก่อนเรา เที่ยวถึงลานกว้างที่เรียกว่าลานพลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน คืนนี้จะ มีจุดหมายที่ไหนครับ

อาจารย์: มีสำนวน “วิตกจริต” เจ้าเคยอ่านพบไหม

หยงปี่: ศิษย์ทราบครับ ในสมัยโบราณมีชายคนหนึ่ง อยู่ดีกินดีแต่วัน ๆ เอาแต่วิตกเป็นทุกข์ว่าฟ้าจะถล่มลงมา พอ พบหน้าใครก็เอาแต่พูดเรื่องนี้ ต่อมาภายหลัง ก็มักใช้กับคนที่ ใจคอยหวั่นวิตกต่อเรื่องต่าง ๆ ว่า “วิตกจริต”

อาจารย์: ความรู้ดี ถ้างั้นเจ้ารู้ว่าคนที่มีใจเป็นโรค “วิตกจริต” มีสภาพเป็นอย่างไรหรือ

หยงปี่: อันนี้....ศิษย์ไม่รู้ เพราะฉะนั้นจึงไม่ค่อย กระจ่าง แต่ว่าจะให้คาดเดาก็เห็นจะเป็นพวกที่กินได้แต่ไม่รู้ รสชาติ นอนก็ไม่หลับ ใช่ไหม

อาจารย์: อันนั้นเป็นผลโดยตรงของมัน แต่ยังมีผล อย่างอื่นอีกแยะ สามารถที่จะให้คนได้ฟังได้อ่านกันไม่หลง เจ้าลองเดาดูก็ได้

หยงปี่: อื้อ! คนพวกนี้คงประสาทไม่ค่อยดี ศิษย์สมอง ตื้นคิดไม่ออกครับ ขอให้อาจารย์บอกจะดีกว่ากระมัง

อาจารย์: อย่างนั้นเจ้าดูเอาเองก็แล้วกัน

หยงปี่: ก็ดีเหมือนกัน.....โอ้ อาจารย์ แถวนี้ทำไมมี ทัศนียภาพที่งดงามอย่างนี้ มีธารนํ้าไหลวกวน มีสะพานที่ซิก แซกไปมามีภูเขาและศาลาพักร้อน เสียงนกร้อง กลิ่นอบอวล จากดอกไม้ ทิวทัศน์สวยงามจริง ๆ หากแต่คนที่อยู่ที่นี่ ทำไม ไม่รู้จักเสพสุขกับธรรมชาติอันสงบร่มเย็น กลับถือร่มกางอยู่ แดดก็ไม่มี ฝนก็ไม่ตก บางคนก็หลบอยู่ใต้ม้าหิน คนที่เดินบน ถนนก็ลุกลี้ลุกลนเหมือนลิง เดินไปข้างหน้าสองก้าวแต่กลับ ถอยหลังสามก้าว แถมยังยกมือป้องหน้า แหงนหน้ามองฟ้า เสร็จแล้วก็วิ่งพรวดเข้าไปอยู่ในถํ้าเล็ก ๆ อาจารย์ครับพวกนี้ เขากลัวว่าฟ้าจะถล่มลงมาอย่างนั้นใช่ไหม

อาจารย์: ผิดแล้ว เจ้ารีบสร้างความเห็น ตั้งแต่สมัย โบราณมามีคนแค่คนเดียวเท่านั้น ที่คิดว่าฟ้าจะถล่มลงมา พวกเขามิใช่กลัวว่าฟ้าจะถล่มลงมาหรอก

หยงปี่: ถ้าอย่างนั้น ทำไมกางร่ม หลบเข้าใต้ม้าหิน มุด อยู่ในถํ้า แล้วแหงนหน้ามองฟ้าละครับ

อาจารย์: เป็นการกระทำชนิดหนึ่งของสัญญา (ความ จำได้หมายรู้) คนเราไม่ค่อยกลัวอะไร ที่กลัวที่สุดคือมีผีอยู่ใน ใจ ใจกับผีก็คือความละอายใจ คนพวกนี้มักมีความละอายใจ ภายหลังจึงเกิดการระแวงขึ้นทำให้เกิดอาการต่าง ๆ บางคน ก็น่าหัวเราะ

หยงปี่: หากเป็นเช่นนี้ อาจารย์เอาคำว่า “วิตกจริต” มาใช้แทนความหมายอะไรกับคนที่อยู่ในเมืองตายโหง เป็น สถานที่อะไรมีความหมายอะไร

อาจารย์: ความหมายว่า “วิตกจริต” คือพวกที่วิตกใน เรื่องที่ไม่ควรวิตก เจ้ารู้ไหมว่าคนแบบนั้นในที่สุดตายอย่างไร

หยงปี่: อันนี้ง่าย เราคงกลัวตาย

อาจารย์: ถูกแล้ว เขาหวั่นว่าฟ้าจะถล่มลงมา สภาพ เช่นนี้หาไม่หมดไป จิตใจและประสาทจะเสื่อม พูดฟังง่าย ๆ คือ “กลัวตาย” และคนที่ถูกขังอยู่ที่นี่ มิใช่เพราะกลัวฟ้าจะ ถล่มลงมาหรอก แต่เพราะมีสาเหตุต่าง ๆ กันมา แต่ก็มาถึงที่ กลัวตาย สมมติว่า คนที่อยู่ดี ๆ เขาก็คิดไปว่าสักวันหนึ่งคงถูก รถชนตาย แต่ละวันก็เอาแต่เป็นห่วงวิตก ต่อมาภายหลังกิน ไม่ลงจนดูไม่เหมือนคน มีบางคนที่ถูกเขายืมเงินไปก็กลัวแต่ ว่าเขาจะล้มหนี้ ก็เริ่มวิตกกังวลเป็นทุกข์ มีบางคนไม่มีจิตใจก็ เริ่มวิตกเป็นทุกข์ เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ เมื่อเกิดหนักขึ้น ๆ เจ้า ว่าไหมว่ามันเหมือนพวก “วิตกจริต”

หยงปี่: มีเหตุผลดี แล้วสถานที่นี้ล่ะครับ

อาจารย์: ที่นี่มีความหมายแทนว่า ตักเตือนชาวโลกให้ ทำใจให้ว่าง สมมติว่าคนที่วิตกว่าฟ้าจะถล่มลงมา ถ้าถล่มลง จริง ๆ คนที่ถูกทับก่อนก็คือคนที่สูงกว่า เขาจึงเป็นห่วงกังวล ด้วยเหตุนี้จึงเกิดตายโหง ทางเมืองตายโหงจึงต้องมุ่งไปที่ผู้ที่ สูญเสียเพื่อแก้ไขให้ถูกต้อง นี่ก็คือความหมายของสถานที่นี่ แหละ

หยงปี่: บทนี้น่าสนใจ คราวหน้าค่อยดูกันต่อ เรื่องราว แปลกประหลาดเช่นนี้ คำถามคือมีความหมายอะไรซ่อนอยู่ จุดประสงค์คือต้องการตักเตือนชาวโลก สิ่งที่ใจจดจ่อควรอยู่ ที่เรื่องสำคัญ จะได้ไม่กลายเป็นกลุ่มคนผู้วิตกจริต

อาจารย์: พูดได้ดี คืนนี้ก็ได้บทหนึ่ง อาจารย์จะส่งเจ้า กลับสถานธรรม หลับตา.....ถึงแล้ว ข้ากลับละ