Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
อาอวี้เข้าเยี่ยมเทพหลักเมือง | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

อาอวี้เข้าเยี่ยมเทพหลักเมือง

261 Views

            สำนึกคุณพุทธานุภาพปกปักคุ้มครอง !  ขึ้นบัวขาวออกเดินทาง !  นาโม อาหมีถัวฝอ !  อาอวี้สิบนิ้วประนมคารวะผู้พิพากษา !

            อาอวี้ : “ผู้พิพากษาคะ! วันนี้อาอวี้อยากเรียนถาม  ข้าพเจ้าอยู่บนโลกมนุษย์  เคยเห็นศาลเทพหลักเมืองและก็เคยเห็นศาลปู่เจ้าที่ศาลเล็กๆมากมายนับไม่ถ้วน  ระหว่างเทพหลักเมืองกับปู่เจ้าที่ความจริงแล้วต่างกันอย่างไร ?  ถ้าหากเทพหลักเมืองมีอยู่จริง  อยากขอให้ผู้พิพากษาพาอาอวี้ไปเยี่ยมเยียนหน่อยค่ะ”

            ผู้พิพากษาพูดว่า : “เทพหลักเมืองกับปู่เจ้าที่ถึงแม้ว่าจะคนละตำแหน่งกันแต่ภาระหน้าที่คล้ายกัน  หน้าที่หลักๆคือปกปักคุ้มครองให้ชาวโลกเข้าออกภายในเขตพื้นที่ที่ตนรับผิดชอบอยู่โดยสวัสดิภาพ  สำหรับคำว่า “ถู่ตี้กงกง” ในระยะ 1,000 ปีมานี้ ชาวโลกชอบเรียกแบบนี้กันมากกว่า  และเรียกต่อๆกันมาจนถึงปัจจุบัน  ก่อนหน้านี้เคยแนะนำภาระหน้าที่ของพระภูมิเจ้าที่บนโลกมนุษย์อย่างคร่าวๆไปแล้ว  ก็เพราะเหตุการณ์และสรรพสิ่งต่างๆบนโลกมนุษย์ในเวลานี้เปลี่ยนแปลงไป  ทางยมโลกจึงเพิ่มพระภูมิเจ้าที่มาดูแลปกปักคุ้มครองชาวโลกให้สอดคล้องตามสถานการณ์

            ในยมโลกมีจวนของเทพหลักเมืองอยู่หลังหนึ่ง  ผู้ที่มีตำแหน่งสูงสุดในจวนของเทพหลักเมืองก็คือเทพหลักเมือง  ผู้ที่อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของเทพหลักเมืองยังมีเจ้าหน้าที่ในภาคส่วนของสำนักนรกซึ่งก็คือพระภูมิเจ้าที่  พระภูมิเจ้าที่ทั้งหมดล้วนรับคำสั่งจากเทพหลักเมือง  เทพหลักเมืองมีหน้าที่รับผิดชอบระเบียนข้อมูลต่างๆในสังสารวัฏของเวไนยทั้งหมดในชมพูทวีป(ชมพูทวีปในที่นี้หมายถึงโลกมนุษย์ทั้งหมด)  จวนของเทพหลักเมืองมีตำหนักบุญลับซึ่งจดบันทึกมหากุศลของเวไนยโดยเฉพาะ  ตำหนักบุญลับก็คืออีกหนึ่งเขตสำนักงานใหญ่ของข้อมูลเวียนว่ายตายเกิดของชาวโลก  ถ้าหากอาอวี้อยากถามว่าในอดีตชาติตัวเองดำรงชีวิตอยู่ที่ไหน ?  แล้วมีสถานภาพทางสังคมอย่างไร ?  เป็นชายหรือหญิง ?  ได้สร้างมหากุศลหรือไม่ ?  ขอเพียงท่านเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในชมพูทวีป  เทพหลักเมืองก็จะสามารถบอกเรื่องสถานภาพทางสังคมและแรงกรรมต่างๆในสังสารวัฏของท่านออกมาได้อย่างละเอียดชัดเจน  แต่ถ้าหากว่าท่านไม่ได้มาเกิดในชมพูทวีป  เทพหลักเมืองย่อมไม่สามารถบอกท่านได้  เพราะเทพหลักเมืองเองก็ไม่รู้เช่นกัน  เนื่องจากว่าถ้าหากท่านเกิดในโลกธาตุอื่น  ท่านก็ไม่ได้อยู่ในอาณาเขตพื้นที่ที่เทพหลักเมืองควบคุมดูแลการจดบันทึกอยู่นั่นเอง

            เทพหลักเมืองของยมโลกคือเทพที่สวรรค์แต่งตั้งส่งมาปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่ตอนแรกสุดที่นรกเพิ่งจะถูกสร้างขึ้น  อีกประเดี๋ยวอาอวี้ก็จะได้สัมภาษณ์เทพหลักเมืองด้วยตัวเอง ไขข้อสงสัยภายในใจ  ตอนนี้จะพาท่านไปเยี่ยมชมจวนของเทพหลักเมือง  จวนของเทพหลักเมืองอยู่ทางฝั่งตะวันออกสุดของยมโลก”

            อาอวี้ : “สำนึกคุณผู้พิพากษา !  รบกวนผู้พิพากษานำทางด้วยค่ะ”  ดีใจจัง !  อีกเดี๋ยวก็จะได้พบกับเทพหลักเมืองในตำนานปรัมปราแล้ว  จะถามอะไรดีนะ ?  คิดๆดูแล้วน่าละอายใจจริงๆ  ตัวเองเป็นเพียงคนธรรมดาฐานะต่ำต้อยด้อยคุณธรรมจรรยา ไม่มีดีอะไรให้ถาม  มิสู้ถามเรื่องของผู้ปกครองสูงสุดในยมโลกจะดีกว่า  เพราะเหตุใดพญายมจ้าวแห่งยมโลกถึงต้องเป็นพญายมอยู่ในนรก ?  ทุกคนเห็นพญายมต่างก็กลัว  อีกสักครู่ก็จะได้ไขข้อสงสัยภายในใจแล้ว  ใกล้จะถึงแล้ว !  ภาพอาคารสมัยโบราณขนาดใหญ่เบื้องหน้าค่อยๆสะท้อนเข้าตา  พวกเราค่อยๆเหาะลงบนที่ราบ  อาคารสีน้ำตาลที่มีกลิ่นอายแห่งความโบราณปรากฏอยู่เบื้องหน้า  ทวารบาลที่เฝ้าประตูจวนของเทพหลักเมืองไม่ใช่ยักษ์  แต่เป็นนักรบแต่งกายแบบสมัยโบราณ 2 ท่าน  ในมือถืออาวุธ  นักรบ 2 ท่านมองเห็นผู้พิพากษาก็ยิ้มทำความคารวะยินดีต้อนรับ

            พวกเขาโค้งคำนับให้ผู้พิพากษาพร้อมทั้งพูดว่า : “ทวารบาลซ้ายคารวะผู้พิพากษา !  ทวารบาลขวาคารวะผู้พิพากษา !”

            เทพทวารบาลซ้าย : “เทพหลักเมืองกำชับพวกเราว่า ท่านผู้พิพากษาจะพาซั่งกวนอวี้ฮว๋าผู้มีป้ายคำสั่งจากยมโลกให้เขียนหนังสือ《กฎนรกไร้ความปรานี》มาสัมภาษณ์เทพหลักเมือง  คิดว่าท่านผู้นี้ที่อยู่ข้างๆท่านผู้พิพากษาก็คือซั่งกวนอวี้ฮว๋าเป็นแน่ !”  สายตาของเทพทวารบาลทั้งสองมองมาพร้อมกันยังป้ายคำสั่งที่ข้าพเจ้าแขวนติดตัวอยู่

            ผู้พิพากษาพูดว่า : “ไม่ต้องมากพิธี !  ท่านนี้ก็คือซั่งกวนอวี้ฮว๋าผู้เขียนหนังสือ《กฎนรกไร้ความปรานี》  รบกวนเทพทวารบาลซ้ายโปรดนำทางพวกเราไปคารวะเทพหลักเมืองด้วย”

            ลักษณะท่าทางของเทพทวารบาลทั้งสองดูไม่ดุร้าย  รูปร่างค่อนข้างสูงใหญ่เหมือนกับนักรบในสมัยโบราณ  จวนของเทพหลักเมืองหลังนี้ใหญ่มาก  เป็นคฤหาสน์ของเจ้าหน้าที่ระดับขุนนาง  บริเวณรอบๆทั้งสี่ด้านมีเจ้าหน้าที่พนักงานแต่งกายแบบพระภูมิเจ้าที่เดินไปเดินมาอยู่หลายท่าน  เมื่อพวกเขาเห็นผู้พิพากษาต่างก็ยิ้มทำความคารวะ

            อาอวี้มองเห็นซุ้มประตูใหญ่ 2 ข้างซ้ายขวา  ทางซ้ายเขียนว่า “บุญลับวาสนายาวนาน”  ทางขวาเขียนว่า “บุญเปิดเผยวาสนาเพียงชั่วแวบ”  อาคารตรงกลางที่อยู่เบื้องหน้ามีอักษรเขียนว่า “ตำหนักบุญวาสนา”

            เทพทวารบาลซ้ายพูดว่า : “ผู้พิพากษาและอาอวี้เชิญด้านใน  เทพหลักเมืองกำลังทำงานอยู่ข้างในตำหนักใหญ่”

            เทพหลักเมืองมีรูปร่างหน้าตาแบบคนสมัยโบราณ  เป็นอาวุโสผู้สูงวัยที่ดูอ่อนโยนมีเมตตา  สวมชุดแบบสมัยโบราณที่ทั้งหนาและหนัก  ท่านส่งยิ้มให้พวกเรา 

            “ซั่งกวนอวี้ฮว๋าคารวะเทพหลักเมือง  วันนี้สัมภาษณ์เทพหลักเมือง  ข้าพเจ้าอยากทราบว่าผู้บัญชาการสูงสุดในยมโลกดำรงตำแหน่งสูงสุดในยมโลกมีเหตุปัจจัยเช่นไร ?  ข้าพเจ้าตั้งแต่ยังเล็กก็รู้ว่ามีพญายมที่ทรงความยุติธรรม  เริ่มแรกสุดที่ได้ยินเรื่องพญายมก็ได้ยินมาจากคุณย่าของข้าพเจ้า  คิดถึงตอนสมัยเด็ก  มักจะเห็นคุณย่าถูกบรรดาลูกสะใภ้ด่าตีกดขี่รังแกอยู่เสมอ  ทุกๆครั้งคุณย่าจะอดทนต่อเรื่องเหล่านี้  ไม่เคยเล่าให้คุณพ่อและพวกคุณอาฟัง  คุณย่าเชื่อว่าในยมโลกมีพญายมที่ดุร้ายน่ากลัว  และมักจะสอนข้าพเจ้าอยู่เสมอว่าอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นจะต้องใช้ความอดทนเป็นพื้นฐาน  เรื่องราวในอดีตมักจะปรากฏขึ้นในความทรงจำของข้าพเจ้าอยู่เสมอ  คำพูดตอนหนึ่งที่คุณย่าสอนข้าพเจ้า “หนูจำไว้นะ  อย่าได้เป็นทุกข์กังวลที่ต้องเสียเปรียบตกเป็นเบี้ยล่าง  อย่าได้เป็นทุกข์กังวลที่ถูกใส่ความกลั่นแกล้งให้ผู้อื่นเข้าใจเราผิด  พวกเราทำอะไรฟ้ามองอยู่  ทุกคนเกิดมาต้องตาย  ในยมโลกมีพญายม  ท่านพญายมย่อมจัดการตัดสินเรื่องราวทั้งหมดอย่างยุติธรรม  ขอเพียงพวกเราไม่ทำผิดต่อผู้อื่นแล้วทำไมเรายังจะต้องไปถือสาหาความในเรื่องที่เราเสียเปรียบตกเป็นเบี้ยล่างถูกใส่ความกลั่นแกล้งให้ผู้อื่นเข้าใจผิดด้วยล่ะ  ครอบครัวเดียวกันอยู่ด้วยกันจะต้องมีคนมาแบกภาระคลี่คลายแรงกดดันต่างๆ  ถึงแม้คำพูดและการกระทำของพวกอาสะใภ้ของหลานจะเลยเถิด  ย่าเป็นผู้ใหญ่ทนรับไว้แต่เพียงผู้เดียว  สามารถประคองรักษาความปรองดองสมานฉันท์ของครอบครัวไว้ได้ก็พอแล้ว  แต่หลานอย่าได้เลียนแบบพฤติกรรมที่ไม่ดีของพวกเขาเลย  มิฉะนั้นโตขึ้นแต่งงานไปอยู่บ้านสามี จะทำให้คนเขาเบื่อหน่ายรำคาญ รังเกียจและทอดทิ้ง  เกิดเป็นผู้หญิงจะต้องอดทนได้  พวกเราจะไม่ทำเรื่องที่ทำลายผู้อื่นตลอดไป  ขอยอมให้ผู้อื่นเป็นฝ่ายผิดต่อเรายังจะดีกว่า  แต่เราไม่ผิดต่อผู้อื่นก็พอแล้ว  คนอื่นผิดต่อเรา  พวกเราไม่คิดเล็กคิดน้อยเรื่องเหล่านี้  ไม่เก็บเอามาใส่ใจ ลืมๆมันไปซะ  ฟ้าเบื้องบนรู้  พญายมรู้”  ตอนที่อาอวี้ยังเล็กๆก็ได้ยินคุณย่าพูดมาตลอดว่าพญายมยุติธรรมอย่างไร  พญายมรู้ทั้งหมดไม่ว่าเรื่องใด  อาอวี้อยากถามว่า  ผู้ปกครองสูงสุดในยมโลกจ้าวแห่งพญายมเพราะเหตุใดถึงต้องเป็นพญายมอยู่ในนรกคะ ?

            เทพหลักเมือง :  “ยินดีต้อนรับอาอวี้ที่มารวบรวมข้อมูลในยมโลก  พวกเราชาวยมโลกทั้งเบื้องบนและเบื้องล่างทุกระดับชั้นต่างสนับสนุนการพิมพ์เผยแพร่《กฎนรกไร้ความปรานี》อย่างเต็มกำลัง  ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ห่างจากเหตุต้นผลกรรม  คุณย่าของท่านกับท่านในอดีตชาติมีอยู่ชาติหนึ่งเคยเป็นแม่ลูกกัน  ในชาตินั้นคุณย่าของท่านหัวเราะเยาะท่านที่ท่านกราบไหว้พระพุทธะ  ดีที่เพียงแค่หัวเราะเยาะเท่านั้นแต่ไม่ได้ขัดขวาง  เป็นเพราะแรงกรรมจากการหัวเราะเยาะท่านที่ท่านกราบไหว้พระพุทธะถึงวาระสุกงอม  ทำให้ชาตินี้คุณย่าของท่านหลังค่อมและถูกคนในครอบครัวด่าตีกดขี่รังแก  ยังดีที่คุณย่าของท่านในชาตินี้เผชิญกับแรงกดดันและความไม่ราบรื่นต่างๆในชีวิตครอบครัวแล้วไม่เกิดจิตที่โกรธแค้นเพิ่มกรรมดำให้หนักขึ้น  ก็เพราะคุณย่าของท่านเผชิญหน้ากับสภาพที่เลวร้ายอย่างอดทนโดยไม่ขัดขืน จึงสามารถสลายกรรมเก่าไปตามเหตุปัจจัย และยังเป็นการสะสมบุญให้ได้ไปเกิดบนสวรรค์

            เวไนยแต่ละคนต่างเป็นผู้สร้างชีวิตในอนาคตของตัวเอง  ทุกคนไม่ห่างจากกรรม 3 ประเภท  คือ  กุศลกรรม  อกุศลกรรม  และอัพยากฤตกรรม(อัพยากฤตกรรม คือ กรรมที่ไม่ดีไม่เลว)  ยกตัวอย่างเช่น คน 3 คนซื้อเสื้อสีดำเหมือนกัน  A ซื้อเสื้อสีดำมาเพื่อให้เพื่อนบ้านที่ยากจนข้นแค้น  สีดำทนเปื้อนไม่ต้องซักบ่อย  ที่ A ทำคือกุศลกรรม  ต่อไปภายหน้าจะได้รับผลบุญตอบสนอง   B มีความคิดว่าซื้อเสื้อสีดำมาเวลาตอนกลางคืนจะได้ขโมยของได้สะดวก  ที่ B ทำคืออกุศลกรรม  ต่อไปภายหน้าจะได้รับบาปกรรมตอบสนอง   C  เดินเอ้อระเหยไปวันๆ  ไม่ได้ตั้งใจที่จะซื้อเสื้อ  ซื้อก็ได้ไม่ซื้อก็ได้  เจ้าของร้านเรียกให้ซื้อก็ซื้อ  ที่ C ทำก็คืออัพยากฤตกรรม  ต่อไปภายหน้าจะได้รับผลกรรมที่ไม่ดีไม่เลวตอบสนอง  กุศลกรรมมากก็ไปเกิดในภูมิมนุษย์  ภูมิสวรรค์  อกุศลกรรมมากก็ไปเกิดในภูมินรก  ภูมิเปรต  ภูมิเดรัจฉาน  อัพยากฤตกรรมมาก ส่วนใหญ่ก็ไปเกิดในภูมิมนุษย์  ภูมิผี  ซึ่งก็ยังไม่พ้นจากสามโลกธาตุ(สามโลกธาตุ ได้แก่ กามภพ  รูปภพ  อรูปภพ)  หากต้องการก้าวออกจากสามโลกธาตุ หลุดพ้นเกิดตายได้รับวิมุตติชั่วนิรันดร์  แน่นอนว่าจะต้องรักษาศีล  สวดพุทธนาม  ยึดมั่นปฏิบัติในกุศลวิธี  ทำความดีต่างๆอย่างลับๆ  บังเกิดจิตมหาโพธิรวมทั้งบังเกิดปณิธานที่ดี  ก็คือ  ปรารถนาพุทธภูมิอันสูงสุดเป็นมรรคาเบื้องสูง เบื้องล่างกล่อมเกลาเวไนยผู้ทุกข์ยาก  ปณิธานที่เกิดต้องเป็นปณิธานดีอันบริสุทธิ์ไม่มีความคิดที่เห็นแก่ตัวปะปน  ถ้าหากปณิธานดีที่เกิดนั้นมีความคิดที่เห็นแก่ตัวปะปนแฝงอยู่แม้เพียงน้อยนิด  ต่อไปในภายหน้าตัวเองก็จะต้องรับผลกรรมของความคิดอันเห็นแก่ตัวที่ปะปนแฝงอยู่น้อยนิดนั้น

            สำหรับจ้าวแห่งยมโลกนั้นเพราะเหตุใดถึงได้เป็นผู้ปกครองสูงสุดของยมโลก ?  เป็นเพราะในอดีตชาติของจ้าวแห่งยมโลก  มีอยู่ชาติหนึ่งอยู่บนโลกมนุษย์เป็นขุนพลใหญ่ที่เปี่ยมด้วยสัจพลังอันน่าเกรงขาม  ขุนพลใหญ่เป็นผู้นำกองทัพใหญ่  เพราะว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งตอนทำศึกใหญ่ถูกข้าศึกใช้กลอุบายหลอกลวง  ทำให้ตอนนั้นขุนพลใหญ่ผู้เปี่ยมด้วยสัจพลังอันน่าเกรงขามไม่สามารถต้านทานข้าศึกได้  พ่ายแพ้ยับเยิน  ในครานั้นขุนพลใหญ่เศร้าเสียใจอย่างที่สุด ตั้งปณิธานต่อฟ้าว่า “ตอนนี้เราพ่ายแพ้อย่างย่อยยับ  ต่อไปภายหน้ามีโอกาสจะต้องล้างแค้นให้ได้  จะต้องลงโทษผู้ที่ทำผิดฝ่าฝืนกฎ ลงโทษผู้ที่ใช้เล่ห์เพทุบายทุกคน  เราจะต้องทำให้พวกเขากลับตัวใหม่อย่างจริงใจประพฤติตัวใหม่เป็นคนดี”

            ในคราวนั้นเหล่านักรบที่ติดตามท่านขุนพลใหญ่ก็พร้อมใจกันตั้งปณิธานตามท่านขุนพล “จะต้องลงโทษผู้ที่ทำผิดฝ่าฝืนกฎ ลงโทษผู้ที่ใช้เล่ห์เพทุบายทุกคน”  ตอนที่ท่านขุนพลใหญ่ตั้งปณิธานนั้นมีความเศร้าเสียใจอย่างที่สุด  ตำหนิตัวเองที่เตรียมพร้อมป้องกันไม่ดีพอ  ทำให้กองทัพทหารที่อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของตนต้องพลอยเดือดร้อนพ่ายแพ้สงครามอย่างย่อยยับ  การตำหนิตัวเองถือว่าเป็นความโกรธแค้นกลัดกลุ้มใจอย่างหนึ่ง  ถือว่าในปณิธานที่ดีมีปณิธานที่ไม่ดี คือมีความคิดล้างแค้นปนอยู่  ก็เพราะตั้งปณิธานนี้จึงเป็นเหตุทำให้ท่านขุนพลใหญ่มีภาระหน้าที่เป็นพญายมจ้าวแห่งยมโลก

            ตอนนี้จ้าวแห่งยมโลกอยู่ในยมโลก ทุกวัน เช้า กลางวัน เย็น 3 เวลา  แต่ละครั้งจะต้องถูกทรายร้อนกรอกลำคอเป็นเวลา 15 นาที  ทุกๆวันพอถึงเวลารับโทษ  ยักษ์ 2 ตนที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการลงโทษจ้าวแห่งยมโลกก็จะมาจับจ้าวแห่งยมโลกพร้อมกัน  ยักษ์ตนหนึ่งจับที่หัวของจ้าวแห่งยมโลก  ส่วนยักษ์อีกตนหนึ่งก็เอาทรายเหล็กร้อนมากรอกลำคอของจ้าวแห่งยมโลก  จ้าวแห่งยมโลกถูกกรอกทรายร้อนจนสลบ  พอสลบก็ถูกลมแห่งกรรมพัดให้ฟื้น  หลังจากที่ฟื้นแล้วยักษ์ทั้ง 2 ตนก็จับจ้าวแห่งยมโลกกรอกทรายเหล็กร้อนซ้ำ  รับโทษซ้ำไปซ้ำมาเช่นนี้ 15 นาที  เมื่อครบ 15 นาทีแล้ว  จ้าวแห่งยมโลกก็จะฟื้นขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติ  ทุกอย่างกลับคืนเป็นปกติ

            ความทุกข์จากการถูกทรายร้อนกรอกลำคอที่จ้าวแห่งยมโลกได้รับนั้น  คือผลกรรมตอบสนองที่ในอดีตตั้งปณิธานที่จะล้างแค้น  คนบนโลกมนุษย์ต่างก็ตั้งปณิธานที่ไม่ดีออกมาทุกวันทั้งปณิธานที่เล็กบ้างปณิธานที่ใหญ่บ้าง  ไม่ว่าใครก็ตามเมื่อตั้งปณิธานที่ไม่ดีแล้ว รัศมีแห่งกายจะมืดมัวลงทันที  พลังสนามแม่เหล็กด้านลบของปณิธานที่ไม่ดีก็จะผูกมัดคนที่ตั้งปณิธานที่ไม่ดีนั้นไปทุกภพทุกชาติ  หากรัศมีกายแห่งฟ้าปางก่อนของคนๆหนึ่งถูกทำลายเสียหาย  ชีวิตก็จะพบกับอุปสรรคขัดขวางครั้งแล้วครั้งเล่า พบกับความทุกข์ยากลำบากมากมาย  นอกจากจะสำนึกขอขมากรรมอย่างจริงใจให้สะอาดหมดจดได้ทันเวลาและไม่ทำผิดซ้ำอีกตลอดไป  ในระหว่างที่ผลกรรมของปณิธานที่ไม่ดียังไม่สุกงอม  ถ้าหากคนที่ตั้งปณิธานที่ไม่ดีมีกุศลกรรมเบากว่าอกุศลกรรม เขาก็ไร้วาสนาที่จะได้พบเจอกับกัลยาณมิตรที่ชี้นำให้สำนึกขอขมากรรม  ชีวิตก็จะพัวพันอยู่ในพลังของสนามแม่เหล็กด้านลบของปณิธานที่ไม่ดี(พลังสนามแม่เหล็กที่ไม่ดีก็จะดึงดูดสิ่งที่ไม่ดี)  จนกระทั่งบาปกรรมสุกงอม  ถึงตอนนั้นก็จะต้องทุกข์ทรมานอย่างไม่มีประมาณ

            หวังว่าอาอวี้จะรีบเขียนบทความให้เสร็จ  บอกกับทุกๆคนว่า  ไม่ว่าจะเวลาไหนหรือเมื่อไหร่ก็ตาม  อย่าตั้งปณิธานที่ไม่ดี  ถ้าหากเมื่อก่อนเคยตั้งปณิธานที่ไม่ดีไว้จะต้องรีบสำนึกขอขมากรรมให้เร็วที่สุด  สำหรับปณิธานที่ดีสามารถตั้งได้ไม่จำกัด  เมื่อตั้งปณิธานที่ดีแล้วจะต้องไปดำเนินปฏิบัติออกมา  พยายามดำเนินปฏิบัติอย่างสุดความสามารถให้ปณิธานที่ดีนั้นสำเร็จลุล่วง  ขณะนี้บนโลกมนุษย์มีคนที่ละเมิดศีลมากเกินไป  คนที่ถือศีลมีเพียงน้อยนิด  สภาพโดยรวมของพลังสนามแม่เหล็กทั้งหมดไม่ดีเป็นอย่างยิ่ง  นี่ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบให้ความคิดของคนผิดเพี้ยนได้โดยง่าย  ถ้าหากเวไนยมีกรรมดำหนักเกินไป  เหตุปัจจัยต่างๆในขณะนี้ทำให้ไม่สามารถที่จะถือศีลได้อย่างสมบูรณ์พร้อม  ไม่ต้องกังวลใจและอย่าท้อแท้ใจ  เพราะถ้ากรรมไม่หนักก็ไม่ได้มาเกิดในสหโลกธาตุ  อันดับแรกต้องบังเกิดจิตสำนึกขอขมากรรมต่อกรรมดำในอดีต  แล้วตั้งปณิธานปรารถนาให้ตัวเองสามารถมีจิตที่แน่วแน่มั่นคงถือศีลได้สมบูรณ์พร้อมตลอดไปทุกๆภพชาติ  แล้วกินเจ  หมั่นสวดพุทธนามให้มาก  ทำความดีต่างๆอย่างสุดความสามารถ  คุณภาพชีวิตในภายภาคหน้าจะต้องค่อยๆยกระดับขึ้นอย่างแน่นอน  ก็มีเพียงวิธีนี้ที่สามารถสลายบาปกรรมให้หมดไปอย่างแท้จริง  หลุดพ้นจากความทุกข์ทรมานตลอดไป  ก้าวเข้าสู่หนทางแห่งแสงสว่างในอนาคตทีละขั้นๆตามลำดับ

            เวไนยที่มีวาสนาได้พบเห็นบทความนี้  นั่นก็เพราะในอดีตชาติได้สะสมบุญไว้  หากสามารถเอาบทความนี้ไปตีพิมพ์เผยแพร่บอกต่อ  ยมโลกจะจดบันทึกให้ 2 กุศล  หากเพียงแค่ตัวเองเท่านั้นที่แก้ไขกลับตัวใหม่ แต่ไม่ได้นำบทความไปเผยแพร่บอกต่อ  ยมโลกก็จะจดบันทึกให้ 1 กุศล  เอาล่ะ!  เวลาล่วงเลยมามากแล้ว  เราเทพหลักเมืองก็เอาหลักเหตุผลเกี่ยวกับการตั้งปณิธานที่ไม่ดีอธิบายอย่างชัดเจนแล้ว  เวลาบนโลกมนุษย์ก็ใกล้จะเช้าแล้ว  อาอวี้ก็รีบกลับไปเขียนบทความให้เสร็จเถอะ  ต่อไปหากต้องการกลับมาใหม่ก็ยินดีต้อนรับทุกเมื่อ”

            อาอวี้ : “ค่ะ!  คารวะเทพหลักเมือง !  สำนึกคุณเทพหลักเมือง !  คารวะผู้พิพากษา !  สำนึกคุณผู้พิพากษา   อาอวี้ขอตัวกลับก่อน !

            นาโม อาหมีถัวฝอ !”   ขึ้นบัวขาวกลับ