Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
น้ำแกงยายเมิ่งถ้วยเดียว บุญคุณความแค้นล้วนลืมสิ้น | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

น้ำแกงยายเมิ่งถ้วยเดียว บุญคุณความแค้นล้วนลืมสิ้น

219 Views

เยี่ยมชมหอลืมชาติ

 

        สำนึกคุณพุทธานุภาพปกปักคุ้มครอง !  ขึ้นบัวขาวออกเดินทาง !  อาหมีถัวฝอ !  อาอวี้สิบนิ้วประนมคารวะผู้พิพากษา ! 

        ขอถามผู้พิพากษา : “เวไนยทั้งหมดในนรกก่อนที่จะไปเกิดจะต้องดื่มน้ำแกงของยายเมิ่งก่อนใช่หรือไม่ ?”

        ผู้พิพากษาพูดว่า : “มีแต่ในนรกเท่านั้นที่มีน้ำแกงของยายเมิ่ง  ไม่ว่าจะเป็นบนสวรรค์หรือว่าแดนสุขาวดีพุทธเกษตรหรือแม้แต่แดนพุทธเกษตรอื่นๆก็ไม่มีที่ไหนเลยที่จะมีน้ำแกงของยายเมิ่ง  วิญญาณของเวไนยทั้งหมดที่กลับสู่นรก ก่อนที่จะไปเกิดจะต้องดื่มน้ำแกงของยายเมิ่ง  จุดประสงค์ก็เพื่อให้ลืมเรื่องราวในอดีตชาติ  จะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้งกับครอบครัวใหม่ตามแรงกรรมของพวกเขา  ถ้าหากไม่ดื่มน้ำแกงของยายเมิ่งเพื่อให้ลืมเรื่องราวทุกอย่างในอดีตที่ผ่านมาทั้งหมด  ธาตุแท้ธรรมญาณเดิมแห่งฟ้าปางก่อนของมนุษย์มีความปราดเปรื่อง  เพียบพร้อมด้วยความสามารถในการคิดวิเคราะห์เหตุผลต่างๆอย่างละเอียดลึกซึ้งถึงแก่นแท้  ถึงแม้จะกลับชาติไปเกิดใหม่อยู่ในสังสารวัฏ  ถึงแม้จะถูกแรงกรรมขวางกั้นทำให้ไม่เข้าใจในปริศนาแห่งการเกิด  แต่เมื่ออยู่ภายใต้สถานการณ์บางอย่างที่มีความพิเศษเฉพาะรวมทั้งเหตุปัจจัยที่มาส่งผลกระทบก็จะสามารถจำเรื่องราวในอดีตชาติได้  ก่อนหน้านี้ตอนที่เทพยายเมิ่งยังไม่ได้มาทำหน้าที่ในนรก  ตอนนั้นนรกก็ยังไม่มีน้ำแกงของยายเมิ่ง

        จิตธรรมญาณของคนในสมัยโบราณนั้นดีงาม  บรรพบุรุษของมนุษยชาติที่มายังโลกมนุษย์ในสมัยเริ่มแรกนั้นคืออาภัสสรพรหมจากแดนอาภัสสรภูมิ*  พวกเขาใช้อิทธิฤทธิ์เหาะลงมาเที่ยวยังโลก  โลกในเวลานั้นทิวทัศน์งดงาม  อากาศสดชื่นเย็นสบาย  ไม่เหมือนกับโลกในปัจจุบันนี้ที่ทุกๆที่อากาศแปดเปื้อนมลพิษจากอุตสาหกรรมเคมี  แล้วที่ทำลายจิตใจคนให้แปดเปื้อนมากที่สุดก็คือสื่อต่างๆที่ไม่ถูกต้องเหมาะสม รวมทั้งข้อมูลข่าวสารที่ไม่ดีไม่งามไม่สร้างสรรค์ต่างๆ  ในเวลานั้นบนโลกมีง้วนดินปรากฏขึ้น  ง้วนดินนั้นเหมือนดั่งผลไม้อันสดใหม่ที่ส่งกลิ่นหอมฟุ้ง

        (*อาภัสสรภูมิอยู่ในพรหมโลกชั้นรูปพรหมชั้นที่ 6  พรหมโลกชั้นที่ 4 – ชั้นที่ 6 รวมเรียกว่าทุติยฌานภูมิ)

        ง้วนดินเหล่านี้คล้ายกับผลไม้สวรรค์อยู่บ้างนิดหน่อย  เหล่าอาภัสสรพรหมถูกดึงดูดด้วยง้วนดินเหล่านี้  ในตอนนั้นบนโลกยังไม่มีมนุษยชาติอาศัยอยู่  อาภัสสรพรหมถือศีลห้า  พวกเขาจะไม่ลักขโมยของของใคร  เนื่องจากง้วนดินไม่มีผู้ใดเป็นเจ้าของ  ง้วนดินเป็นสมบัติของผืนแผ่นดิน  ครั้นแล้วอาภัสสรพรหมก็เริ่มลองลิ้มชิมรสของง้วนดิน  พวกเขากินง้วนดินแล้วรู้สึกว่ารสชาติอร่อยนัก  พวกเขาเลยกินกันใหญ่

        หลังจากที่ชาวอาภัสสรพรหมกินง้วนดินกันจนอิ่มแล้วปรากฏว่ารัศมีของจิตธรรมญาณเดิมแห่งฟ้าปางก่อนสิ้นความสว่างไสวลง  เพราะกินของหยาบที่อยู่บนโลกทำให้รัศมีมืดมัวลง  ร่างกายรู้สึกหนัก  สูญเสียอิทธิฤทธิ์ที่ทำให้สามารถเหาะเหินไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระเสรี  ในที่สุดก็เหาะกลับไปแดนอาภัสสรภูมิไม่ได้   ต่อมาภายหลังอาภัสสรพรหมก็เลยต้องอยู่บนโลกเริ่มต้นทำการเพาะปลูกและแพร่ขยายเผ่าพันธุ์  ใช้ชีวิตอย่างสงบสุข  เป็นบรรพบุรุษของมวลมนุษยชาติ   ง้วนดินเป็นสมบัติของผืนแผ่นดิน  อาภัสสรพรหมกินสิ่งที่เกิดจากผืนแผ่นดินก็คือการผูกกรรมสัมพันธ์ที่ไม่อาจแก้ได้เอาไว้กับผืนแผ่นดิน  ด้วยเหตุนี้เท้าจึงต้องเดินติดอยู่กับพื้นดินทำให้ไม่สามารถเหาะกลับแดนอาภัสสรภูมิได้  แต่ก็ยังมีอิทธิฤทธิ์อยู่  เพียงแค่สูญเสียความสามารถในการเหาะเหินเดินอากาศเท่านั้น

        ชาวอาภัสสรพรหมต่างถือศีลห้า  บำเพ็ญกุศลกรรมบถสิบ  แล้วกลับขึ้นสวรรค์  เมื่อชาวอาภัสสรพรหมมาใช้ชีวิตอยู่บนโลก  พวกเขายังคงธำรงจิตที่รักษาศีล  เชื่อในกฎแห่งกรรม  จิตใจบริสุทธิ์ดีงาม  ทุกคนรักใคร่ปรองดองกัน  แผ่นดินมีความสันติสุข  ไม่มีใครละเมิดศีล  ไม่มีใครก่อกรรมทำชั่ว  แต่ทว่าสภาพเช่นนี้ไม่อาจคงอยู่ได้ยั่งยืนนาน  อาภัสสรพรหมรุ่นหลังที่ตามมาใช้ชีวิตอยู่บนโลกยิ่งนานวันเข้าความสว่างไสวของจิตธรรมญาณก็ยิ่งค่อยๆลดลงไปเรื่อยๆ  โลกเริ่มแปดเปื้อนมลภาวะ  เขาสวยน้ำใสอากาศสดชื่นเย็นสบายในสมัยแรกเริ่มก็เริ่มสูญเสียไป

        ถึงแม้ว่าจะเป็นเช่นนี้  แต่ชาวโลกในเวลานั้นก็ยังดีกว่าพวกเราในปัจจุบันมากมายนัก  เมื่อประชากรมนุษย์ค่อยๆเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆอย่างต่อเนื่อง  ความสว่างไสวของจิตธรรมญาณเดิมแห่งฟ้าปางก่อนก็ตกต่ำเสื่อมถอยลง  บุญวาสนาของมนุษยชาติก็ร่อยหรอลงไปเรื่อยๆ  ทุกคนเริ่มไม่รักษาศีลวินัยและค่อยๆเกิดความเห็นแก่ตัว  ภัยพิบัติย่อยๆกับโรคภัยไข้เจ็บเล็กๆก็เริ่มทยอยกันมาอย่างไม่ขาดสาย  นรกก็ค่อยๆปรากฏขึ้นมาตามบาปกรรมที่ก่อ

        นรกในสมัยโบราณมีขนาดเล็กมาก  คนที่ตกนรกก็มีน้อย  ถึงแม้ว่าจะถูกตัดสินลงโทษในนรกแต่ก็รับโทษเพียงแค่ไม่กี่ปี  บางคนรับโทษอยู่ในนรกไม่กี่ปีหลังจากที่กลับมาเกิดใหม่บนโลกมนุษย์  พวกเขาก็จะกลับตัวเป็นคนใหม่  ต่อมาภายหลังชาวโลกที่ตกนรกยิ่งนับวันก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น  ตอนนี้นรกเต็มแน่นจนเกินพิกัด  ผู้ที่ตกนรกในสมัยนี้โดยปกติจะถูกตัดสินลงโทษมากกว่าร้อยปีขึ้นไป  คนที่ถูกตัดสินลงโทษเพียงไม่กี่ปีไม่มีแล้ว  นี่เป็นเพราะความคิดและการกระทำของมนุษย์ไม่เที่ยงตรงทำให้ขาดความตระหนักในเรื่องเหตุต้นผลกรรมอย่างรุนแรง”

        ผู้พิพากษากล่าวต่อไปว่า : “เมื่อครู่นี้ที่พูดถึงชาวอาภัสสรพรหมจากแดนอาภัสสรภูมิลงมายังโลก  เพราะกินง้วนดินจึงสูญเสียอิทธิฤทธิ์ไม่สามารถเหาะกลับพรหมโลกได้   ใน《ศุรางคมสูตร》พระพุทธองค์ตรัสว่า : “หากกินธัญพืชของผืนแผ่นดิน  เท้าก็ไม่อาจก้าวพ้นจากผืนแผ่นดิน”  จะเห็นได้ว่าในยามปกติพวกเราจะต้องให้ความสำคัญคอยระมัดระวังความคิดและการกระทำของตัวเองตลอดเวลา  หนึ่งความคิดที่ไม่ตื่นแจ้งก็ถูกดินแดนแห่งมายาจากภายนอกพาให้เวียนว่าย  อาภัสสรพรหมที่มีอิทธิฤทธิ์และความอิสระเสรี  ก็เพราะว่ามองเห็นความงามของโลกเมื่อครั้งที่โลกเริ่มอุบัติ (รูป)   เมื่อเหาะมาเที่ยวยังโลกรู้สึกว่าง้วนดินคล้ายผลไม้ที่มีทั้งความสดและความแปลกใหม่ทั้งยังส่งกลิ่นหอมฟุ้งก็ถูกกลิ่นของง้วนดินดึงดูดใจ (กลิ่น)   กินเข้าไป (รส)   รับไว้ (สัมผัส)   เพราะเมื่อความคิดภายในใจของอาภัสสรพรหมเกิดการขับเคลื่อนแล้วจึงอยากกิน  ความคิดที่เกิดการขับเคลื่อนนี้ก็คือความคิดอันฟุ้งซ่านเพ้อฝันประเภทหนึ่งที่มาบดบังขัดขวางจิตใจที่ดีงาม (ธรรมารมณ์)  ความคิดอันฟุ้งซ่านเพ้อฝันนี้จะลุกลามส่งผลให้เกิดพฤติกรรมคือการกระทำต่างๆที่แสดงออกมาภายนอก

        ถึงแม้ว่าอาภัสสรพรหมไม่ได้ลักขโมย  แต่ก็ได้ผูกกรรมสัมพันธ์กับผืนแผ่นดินไว้  จะต้องมาชดใช้คืนให้กับผืนแผ่นดินช่วงระยะเวลาหนึ่ง  แต่ในระหว่างช่วงระยะเวลาที่กำลังชดใช้คืนให้กับผืนแผ่นดินนั้นยังมีเรื่องราวต่างๆเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน  หากไม่สามารถประคองรักษาความคิดทุกๆความคิดให้เที่ยงตรงได้  คุณภาพชีวิตก็จะตกต่ำลงเรื่อยๆ  แล้วยังสร้างบาปกรรมต่างๆต้องทุกข์ทรมานอยู่ในนรก 

        เดิมทีอาภัสสรพรหมเป็นดวงแสงรัศมีมีอิทธิฤทธิ์สามารถเหาะได้  จำแลงกายได้อย่างอิสระ  ไม่มีร่างกายที่เป็นเลือดเนื้อแบบมนุษย์  นี่ก็เพราะตัวเองได้เคยพากเพียรบำเพ็ญปฏิบัติ  ถือศีลวินัยอย่างสะอาดบริสุทธิ์มาแล้วจึงได้เสวยผลบุญบนสวรรค์ชั้นพรหม  แต่ก็เพราะเกิดความคิดอยากชิมรสชาติของง้วนดินทำให้รัศมีของจิตธรรมญาณหมองลง  อิทธิฤทธิ์ก็ค่อยๆสูญสิ้นไปตามความคิดเพ้อฝันและความยึดติดที่เพิ่มมากขึ้นของตนเอง

        อาภัสสรพรหมรุ่นหลังในเวลานั้นก็คือมนุษยชาติในสมัยแรกเริ่ม  เป็นเพราะว่าสามารถจดจำเรื่องของบุญคุณความแค้น  ความรัก  การดำรงชีวิตและเรื่องราวต่างๆในอดีตชาติได้  จึงส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตปกติของชาวโลกทำให้เกิดความวุ่นวาย  แต่หลังจากที่ดื่มน้ำแกงของยายเมิ่ง  แล้วไปเวียนว่ายตายเกิดตามแรงกรรม  เรื่องราวในอดีตชาติทั้งหมดก็จะลืมจนหมดสิ้น  สามารถฝึกฝนเคี่ยวกรำจิตใจใหม่อีกครั้ง 

        น้ำแกงยายเมิ่งมีครบห้ารสชาติของชีวิตบนโลกมนุษย์  หวาน  เปรี้ยว  ขม  เผ็ด  เค็ม   ห้ารสนี้เป็นสัญลักษณ์ตัวแทนของชีวิตหลังจากที่ไปเกิดใหม่บนโลกมนุษย์  หวาน  เปรี้ยว  ขม  เผ็ด  เค็ม  มีครบทั้งหมด  ดูแล้วน้ำแกงยายเมิ่งแต่ละถ้วยก็ดูเหมือนๆกัน  ความจริงแล้ววัตถุดิบทั้งหมดนั้นเหมือนกันแต่ปริมาณของวัตถุดิบที่ใส่อยู่ข้างในมากน้อยไม่เท่ากัน  ยกตัวอย่างเช่น  มีเวไนยส่วนหนึ่งที่ชะตาชีวิตค่อนข้างดี  มีบุญวาสนามาก  เกิดเป็นคนสูงศักดิ์  มีสมบัติเพียบพร้อม  ผู้คนให้ความเคารพ  มีร่างกายแข็งแรง  ฯลฯ  คนประเภทนี้ดื่มน้ำแกงยายเมิ่งที่รสชาติค่อนข้างหวานเข้มข้น  ถ้าหากบุญน้อยก็จะรู้สึกขมมากเปรี้ยวมาก  ถ้ามีบุญปานกลางก็จะมีห้ารสผสมปนเปกัน  เวลาดื่มยังรู้สึกช่วยดับกระหาย  เนื่องจากแรงกรรมของแต่ละคนต่างกัน  ดังนั้นเวไนยแต่ละคนที่ดื่มน้ำแกงยายเมิ่งจะรู้สึกไม่เหมือนกัน  เทพยายเมิ่งก็มาจากโลกมนุษย์  แต่เทพยายเมิ่งไม่ได้ตกนรก  แท้ที่จริงแล้วเทพยายเมิ่งก็คือเทพที่เง็กเซียนฮ่องเต้ส่งมาปฏิบัติหน้าที่ในนรก

        เทพยายเมิ่งตอนที่อยู่บนโลกมนุษย์เป็นผู้ที่ศึกษาพุทธธรรม  ท่านเป็นผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรม  ตลอดชีวิตถือศีลพรหมจรรย์  บำเพ็ญพรหมจรรย์สะอาดบริสุทธิ์  ตอนที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ คนทั่วไปเรียกท่านว่ายายเมิ่ง  ท่านมีจิตใจงดงามมาตั้งแต่เกิด  มีความกระตือรือร้นช่วยเหลือทุกคนรอบข้างที่ตกทุกข์ได้ยาก  เพราะยายเมิ่งเห็นชีวิตของเวไนยบนโลกมนุษย์ทุกข์มาก  เพื่อความรักความผูกพัน  ความขัดแย้งในครอบครัว  และอื่นๆ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้หญิงมากมายในตอนนั้นต่างมีชีวิตที่ทุกข์ระทมเป็นอย่างมาก  ในสมัยโบราณผู้หญิงที่ไม่มีความรู้ความสามารถจึงจะนับได้ว่าเป็นผู้หญิงที่ดี  สถานะของผู้หญิงถูกจำกัดเพียงแค่การให้กำเนิดทายาทสืบทอดวงศ์ตระกูล  คอยเลี้ยงดูอบรมสั่งสอนบุตรธิดา  ช่วยเหลือเกื้อกูลสนับสนุนผู้เป็นสามี  ก็เพราะเป็นเช่นนี้  ผู้หญิงมากมายต้องจำใจใช้ชีวิตอยู่ในความทุกข์ระทม  เศร้าเสียใจน้ำตารินอยู่เพียงผู้เดียว  ยายเมิ่งมองเห็นสิ่งเหล่านี้ด้วยใจ  จึงพยายามช่วยเหลือผู้หญิงที่ระทมทุกข์ที่มีบุญสัมพันธ์กับตัวเองอย่างเต็มที่  ด้วยเหตุนี้จึงเป็นการกระตุ้นให้ยายเมิ่งเกิดปณิธานต้องการช่วยเหลือเวไนยทั้งหมดให้ลืมเลือนความทุกข์  ให้เวไนยทั้งหมดสามารถลืมอดีตที่ผ่านมา แล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง  เวไนยที่ได้รับการกล่อมเกลาชี้แนะจากยายเมิ่งในเวลานั้นมีจำนวนมากมาย  ยายเมิ่งตักเตือนชี้แนะผู้คนไปทั่วทุกแห่งหน ให้ผู้คนละเว้นจากการฆ่าชีวิตหันมากินเจและสวดมนตร์สวดพุทธนาม

        ในตอนนั้นยายเมิ่งคิดหวังอยากให้ต่อไปในอนาคตมียาต้มที่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย  หลังจากที่ดื่มแล้วสามารถลืมความทุกข์ทั้งหมดได้มันจะดีขนาดไหนกัน !  เมื่อท่านสิ้นอายุขัย  บุญกุศลที่ท่านกล่อมเกลาฉุดช่วยเวไนยช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากตอนสมัยที่มีชีวิตอยู่ทำให้ท่านได้ขึ้นสวรรค์  เง็กเซียนฮ่องเต้แต่งตั้งให้ท่านเป็นเทพยายเมิ่ง  มีเทวปราสาทเป็นของตัวเอง ได้เสวยผลบุญอยู่บนสวรรค์  ต่อมาเง็กเซียนฮ่องเต้เห็นว่าจิตใจของเวไนยบนโลกมนุษย์เริ่มเลวลง  มีบางคนหลังจากที่กลับชาติมาเกิดใหม่ยังคงสามารถจดจำเรื่องราวเหตุการณ์ในอดีตชาติได้  ทำให้เกิดความวุ่นวายต่างๆขึ้นตลอดเวลาทั้งด้านการดำเนินชีวิต  ด้านจริยธรรม  ด้านความเป็นระเบียบเรียบร้อย  และอื่นๆ  พอดีว่าตอนสมัยที่ยายเมิ่งมีชีวิตอยู่บังเกิดปณิธานที่ดีต้องการช่วยให้เวไนยลืมความทุกข์  เพราะเหตุปัจจัยเช่นนี้  เพื่อเติมเต็มปณิธานอันดีงามของยายเมิ่งให้สำเร็จลุล่วง  ดังนั้นจึงสร้าง “หอลืมชาติ” ขึ้นในนรก  แล้วแต่งตั้งให้เทพยายเมิ่งไปควบคุมดูแลจัดการ  หอลืมชาติมีหน้าที่เตรียมน้ำแกงยายเมิ่งให้เวไนยที่กำลังจะไปเกิดดื่มโดยเฉพาะ  ที่นั่นมีนายนิรยบาลและยักษ์ให้ยายเมิ่งใช้งาน  อาอวี้ ! เราพาท่านเดินทางไปทางเส้นทางสัญจรพิเศษจะใกล้มาก  หอลืมชาติตั้งอยู่ด้านหลังของตำหนักพญายมขุมที่ 10”

        ข้าพเจ้าพูดว่า : “รบกวนผู้พิพากษาแล้ว !” 

        เส้นทางสัญจรพิเศษเส้นนี้ช่างพิเศษจริงๆ  ไม่ว่าจะอย่างไรก็ไม่ได้ยินเสียงโศกเศร้าร่ำไห้อันทุกข์ทรมานในนรกเลย  ดูๆไปแล้วเก็บเสียงกันเสียงได้ดีจริงๆ  ตอนนี้มองเห็นอาคารหลังหนึ่ง  ข้างในมีโต๊ะและเก้าอี้แบบไม่มีพนักพิง  แต่ทำไมถึงไม่มีคนล่ะ ?

        ผู้พิพากษาพูดว่า : “นี่คือห้องประชุม  ตอนนี้ทุกคนกำลังยุ่งอยู่ด้านนอก  หลายวันนี้ไม่มีการประชุม  ถ้าหากมีการประชุมก็ไม่สามารถพาท่านมายังเส้นทางลัดเส้นนี้ได้  สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่พวกเราใช้ในตอนที่มีการประชุม  ก่อนที่จะแต่งตั้งให้ท่านเขียน《กฎนรกไร้ความปรานี》พวกเราก็ประชุมกันที่นี่  แล้วเราก็อยู่ที่นี่รับหนังสือราชการของยมโลกที่ทางสำนักนรกประกาศให้เรารับผิดชอบหน้าที่ต้อนรับอาอวี้ท่องเที่ยวเยี่ยมชมนรกพร้อมทั้งเปิดเผยเรื่องการนิรโทษกรรมซึ่งเป็นความลับสวรรค์ให้แก่ท่าน  รอให้ท่านกลับไปยังโลกมนุษย์แล้วเขียนสิ่งที่ได้ยินได้เห็นในนรกออกมาตักเตือนกล่อมเกลาชาวโลกให้ทำความดีสะสมบุญกุศล”

        อ่อ ! ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง !   ข้างหน้าคือทางสัญจร  พวกเราเดินทางผ่านเส้นทางสัญจรไปอย่างรวดเร็ว  มองเห็นตัวอักษรใหญ่ 3 ตัว “หอลืมชาติ”   หอลืมชาติมีพื้นที่ขนาดใหญ่มาก  รู้สึกคล้ายโรงชาสมุนไพรขนาดใหญ่บนโลกมนุษย์อยู่บ้าง  ที่นี่มีถังที่ไม่เหมือนกันอยู่ 3 สี  ผู้พิพากษาบอกว่าถังใบใสบรรจุน้ำแกงที่มีรสหวานเข้มข้น ก็คือมีบุญมากที่สุด  ถังสีขาวบรรจุน้ำแกงให้เวไนยที่มีบุญปานกลางดื่ม  ถังสีดำบรรจุน้ำแกงให้เวไนยที่มีบุญน้อยบุญขาดพร่องดื่ม  แม้กระทั่งสีของเสื้อผ้าที่นายนิรยบาลสวมใส่ก็แบ่งสีตามประเภท  คือ  นายนิรยบาลของถังใบใสจะสวมใส่เสื้อผ้าที่โปร่งแสง  ถังสีขาวสวมใส่เสื้อผ้าสีขาว  ถังสีดำก็สวมใส่เสื้อผ้าสีดำ

        นายนิรยบาลจำนวนมากมายเหลือเกินที่กำลังยุ่งอยู่กับการเอาน้ำแกงยายเมิ่งรินใส่ถ้วย  ถ้วยเป็นถ้วยกลมมีขาค้ำตัวถ้วยอยู่ด้านล่าง  มองดูแล้วสีและขนาดล้วนเหมือนกัน  รูปแบบก็เหมือนกัน  แต่หากมองดูให้ละเอียดชัดเจน  ถึงแม้ดูคล้ายว่าจะเหมือนกันแต่อันที่จริงมีจุดที่แตกต่างกันนิดหน่อย  ถึงแม้ถ้วยทั้งหมดจะเป็นถ้วยใสขนาดเดียวกัน  แต่ลวดลายที่นูนออกมาบนขาถ้วยต่างกัน  ประเภทแรก  ขาถ้วยใสแบบเกลี้ยงเกลาไม่มีลวดลาย เมื่อวิญญาณหยิบถ้วยน้ำแกงยายเมิ่งขึ้นมาดื่มจะรู้สึกสบายมือ   ประเภทที่สอง  ขาถ้วยใสแบบมีลวดลายนูนออกมานิดหน่อย  เวลาที่มือจับจะรู้สึกว่ามีลวดลายอยู่   ประเภทสุดท้าย  ขาถ้วยใสแบบมีลวดลายสามเหลี่ยมนูนออกมา  เมื่อวิญญาณหยิบถ้วยน้ำแกงยายเมิ่งขึ้นมาดื่มจะรู้สึกว่ามือถูกทิ่มทำให้รู้สึกไม่ค่อยสบายมือ

        ภายในหอลืมชาติมีห้องเล็กๆมากมายแบ่งเป็น 2 ฝั่งซ้ายขวา  ทางฝั่งซ้ายสำหรับให้ผู้ที่มีบุญมากใช้ดื่มน้ำแกงยายเมิ่งที่มีรสหวานเข้มข้น  มองดูห้องเล็กแต่ละห้องทางฝั่งซ้าย  ข้างในมีโต๊ะ 1 ตัวกับเก้าอี้แบบไม่มีพนักพิง  บนโต๊ะของแต่ละห้องมีน้ำแกงยายเมิ่งรสหวานเข้มข้นวางอยู่ 1 ถ้วย  ยังมีบริกรหญิง 2 นางเสิร์ฟน้ำแกงให้วิญญาณดื่ม  ผู้ที่มีบุญวาสนาดีก็สามารถนั่งดื่มอยู่ในห้องทางฝั่งซ้ายนี้  คล้ายกับห้องของแขกผู้มีเกียรติบนโลกมนุษย์  สามารถได้รับสิทธิพิเศษ  ลองมองห้องเล็กแต่ละห้องทางฝั่งขวากันบ้าง  ข้างในก็มีโต๊ะ 1 ตัวกับเก้าอี้แบบไม่มีพนักพิงเหมือนห้องทางฝั่งซ้าย  บนโต๊ะมีน้ำแกงยายเมิ่ง 5 รสวางอยู่ 1 ถ้วย  แต่บริกรหญิงที่เสิร์ฟน้ำแกงยายเมิ่งให้วิญญาณดื่มมีแค่เพียงนางเดียว  ผู้ที่มีบุญปานกลางก็สามารถนั่งดื่มในห้องทางฝั่งขวานี้

        เดินต่อไปข้างหน้ามีศาลายายเมิ่งอยู่หลังหนึ่ง  ที่แท้ยายเมิ่งก็อยู่ในศาลานี้  “อาอวี้สิบนิ้วประนมคารวะเทพยายเมิ่ง !”  เทพยายเมิ่งยิ้มให้ข้าพเจ้าเล็กน้อย  ผู้พิพากษาบอกว่าโดยปกติแล้วเทพยายเมิ่งจะอยู่ที่ศาลายายเมิ่ง  ที่ศาลายายเมิ่งนี้ มีเรื่องราวต่างๆเกิดขึ้นมากมาย  ที่นี่บางครั้งจะพบเห็นพวกวิญญาณส่วนหนึ่งที่ไม่ยอมดื่มน้ำแกงของยายเมิ่ง  เวไนยที่มาดื่มน้ำแกงยายเมิ่งที่ศาลายายเมิ่งก็คือเวไนยที่มีบุญน้อยบุญขาดพร่อง  ในเมื่อมีบุญน้อย มีบาปกรรมหนักกว่า  นายนิรยบาลของที่นี่จึงเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับงานบริการอย่างล้นหลาม  พวกนายนิรยบาลต่างก็ถือหอกง่ามอันแหลมคมไว้ในมือ  ข้าพเจ้ามองเห็นวิญญาณมากมายเรียงแถวเข้ามาในศาลายายเมิ่ง  พวกเขาดูอ่อนเพลียเหลือเกิน ท่าทางกระหายน้ำเป็นอย่างยิ่ง  บางคนหมดเรี่ยวหมดแรงไปหมดทั้งตัวแล้ว  วิญญาณที่สามารถเดินเองได้ก็จะเดินมาที่ศาลายายเมิ่งเอง  พอถึงคิวก็หยิบถ้วยน้ำแกงดื่มเอง  ส่วนใครที่ร่างกายหมดเรี่ยวแรงไม่สามารถเดินเองได้ก็ต้องให้นายนิรยบาลประคองมาที่ศาลา  นายนิรยบาลจะเป็นผู้ป้อนน้ำแกงให้วิญญาณดื่ม

        ตอนนี้ได้ยินเสียงกรีดร้อง  ที่แท้มีวิญญาณหญิงนางหนึ่งไม่ยอมดื่มน้ำแกง  นางจึงถูกนายนิรยบาล 2 นายทุบตี  โอ๊ย !  วิญญาณหญิงน่าสงสารมากเลย !  นายนิรยบาลนายหนึ่งใช้หอกง่ามฟาดลงไปที่ขาของวิญญาณหญิง  วิญญาณหญิงก็ล้มคว่ำลงบนพื้น เลือดไหลออกที่ขา  ส่วนนายนิรยบาลอีกนายหนึ่งเห็นสภาพเช่นนี้ก็รีบใช้หอกง่ามแทงวิญญาณหญิงให้ลุกขึ้น  บังคับจับกรอกน้ำแกงใส่ปากไป 3 ถ้วย  ผู้พิพากษาบอกว่า  วิญญาณหญิงนางนี้หลังจากที่ไปเกิดบนโลกมนุษย์ ต่อไปจะมีอาการปวดขาและเป็นโรคเกี่ยวกับลำคอ  ที่แท้วิญญาณที่ไม่ยอมดื่มน้ำแกงยายเมิ่งไม่เพียงแต่ต้องถูกนายนิรยบาลทุบตีเท่านั้น  ยังต้องถูกลงโทษให้ดื่มน้ำแกงยายเมิ่งเพิ่มขึ้นอีก 2 ถ้วย  ผลที่ตามมาหลังจากนี้คือต้องรับความทุกข์ทางร่างกายเพิ่มมากขึ้น  วิญญาณที่ดื่มน้ำแกงยายเมิ่งหมดแล้วต่างก็มีอาการมึนๆงงๆและถูกพวกนายนิรยบาลประคองตัวพาไปเกิด

        ข้าพเจ้ามองเห็นด้านหน้าของศาลายายเมิ่งมีแม่น้ำสายใหญ่  พวกวิญญาณทั้งหลายเมื่อตกลงไปในแม่น้ำสายนี้ก็จะไปเกิดใหม่บนโลกมนุษย์

        ผู้พิพากษาพูดว่า : “วันนี้หมดเวลาแล้ว  อาอวี้ ! ครั้งหน้าค่อยมาใหม่เถอะ!”

        อาอวี้สิบนิ้วประนมกราบลาผู้พิพากษา !  ขึ้นบัวขาวกลับ !