Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
ตอนที่ 30 นักโทษที่ไร้ความกตัญญูจะสงสารไปทำไม | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

ตอนที่ 30 นักโทษที่ไร้ความกตัญญูจะสงสารไปทำไม

56 Views

พุทธะจี้กง ประทับทิพย์ญาณ

อันมนุษย์พูดว่า ความดีนั้น กตัญญู ต้องมาก่อน

ความรักของ บิดามารดร ดั่งท้องฟ้า ทะเลใหญ่

อกตัญญู ลืมบุญคุณ จะยกโทษ ได้อย่างไร

คนมากมาย ตกอยู่ใน อเวจีไซร้ ไม่น่าเวทนา

        พุทธะจี้กง : ผู้ดำเนินมหาธรรม ทุกคนต่างก็คิดที่จะทำความดีสร้างบุญสร้างกุศล  ความดีทั้งมวลผลักดันส่งเสริมความกตัญญูก่อนเป็นอันดับแรก  ผู้ที่มีความกตัญญูจะต้องคล้อยตามเจตนารมณ์ของพ่อแม่  ทุกๆเรื่องจะต้องพิจารณาคล้อยตามเจตนารมณ์ของบุพการีก่อนเป็นสำคัญ จะยืนกรานความคิดเห็นของตัวเองจนทำให้เกิดการทะเลาะโต้เถียงไม่ให้เคารพท่านไม่ได้  คล้อยตามเจตนารมณ์ของพ่อแม่จะต้องคล้อยตามคำชี้แนะที่ดีงามของท่านและไม่ละเมิดฝ่าฝืนต่อกฎหมายของบ้านเมือง  ถ้าหากพ่อแม่หรือบุพการีมีเจตนาละเมิดฝ่าฝืนทำผิดกฎหมาย แล้วยังกตัญญูคล้อยตาม ก็คือความกตัญญูที่โง่เขลา คนที่มีความกตัญญูอย่างแท้จริงจะต้องพิจารณาตรวจสอบเจตนาของพ่อแม่ เลือกปฏิบัติตามในสิ่งที่ดีจึงจะเรียกว่ากตัญญู  บางคนไม่เพียงไม่รู้จักกตัญญูต่อพ่อแม่ กลับยิ่งอกตัญญูเนรคุณ  ทำให้พ่อแม่ต้องโศกเศร้าเสียใจ  ยิ่งบ้างคนถึงขนาดกล้าทำร้ายพ่อแม่ผู้ให้กำเนิด  จิตใจของคนๆนั้นเรียกได้ว่าเข้าสู่เขตแดนของมารแล้ว  เขามักจะคิดว่าพ่อแม่และบุพการีไม่ดี  มักจะคิดว่าทุกคนล้วนแล้วแต่เป็นหนี้เขา  คนแบบนี้มีเพียงผ่านการลงทัณฑ์อันเหี้ยมโหดในนรกอเวจีที่ถูกออกแบบมาอย่างละเอียดรอบคอบ  ดำเนินการลงโทษและอบรมสั่งสอนอย่างเข้มงวดเฉียบขาดที่สุด  จึงสามารถปรับปรุงแก้ไขจิตใจดวงนี้ให้กลายเป็นจิตใจที่ดีงามมีความกตัญญูกตเวที  เอาล่ะ!  ประทานยันต์ให้ศิษย์เผาดื่ม  วิญญาณจงออกจากร่าง

        ชิวเซิง : ศิษย์คารวะพระอาจารย์

        พุทธะจี้กง : ศิษย์เราไม่ต้องมากพิธี  รีบขึ้นบัลลังก์บัวเถอะ

        ชิวเซิง : พระอาจารย์ครับ  วิญญาณบาปที่ถูกลงโทษอยู่ในนรกอเวจีคือคนที่ทำบาปร้ายแรงไม่สามารถยกโทษให้อภัยได้  เมื่อพวกเขาสวดท่องพุทธนามก็สามารถได้รับการฉุดช่วยจากพระพุทธะโพธิสัตว์  แล้วอย่างนี้จะขัดแย้งกับในพระสูตรคำสอนหรือไม่?

        พุทธะจี้กง : ไม่มีตรงไหนที่ขัดแย้งสวนทางกับในพระสูตรคำสอนแต่อย่างใด  พึงรู้ว่าวิญญาณที่พระพุทธะโพธิสัตว์ฉุดช่วยไปก็คือ “จิตธรรมญาณ”(靈魂หลิงหุน)  แต่จิตธรรมญาณที่พ้นทุกข์ไปนั้นยังคงเต็มไปด้วยบาปหนัก  แล้วจะสลายบาปกรรมเหล่านั้นได้อย่างไร?  ก็จะต้องนำ “ญาณชีวิต”(生魂เซิงหุน) และ “ญาณรับรู้”(覺魂เจวี๋ยหุน) กักขังไว้ให้รับโทษต่อไป  ระหว่างนั้นหากว่าญาณชีวิตและญาณรับรู้ต้องไปเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารก็ต้องไปเวียนว่ายตายเกิดตามปกติ  เมื่อต้องเข้าสู่วัฏสงสารเพื่อไปเกิดเป็นมนุษย์ แต่ทว่ายังขาดจิตธรรมญาณควรจะทำอย่างไร?  ก็ต้องถ่ายโอนวิญญาณธาตุจากกายปฐม(元身เอวี๋ยนเซิน)มาเพิ่มปริมาณจนกระทั่งจิตธรรมญาณเต็มสมบูรณ์ (*กายปฐม และ สามวิญญาณ อ่านข้อมูลเพิ่มเติมท้ายบท)

        ชิวเซิง : ที่พระอาจารย์พูดมา ไม่ใช่ว่ากลายเป็นสองคนสองร่างไปแล้วหรือ?

        พุทธะจี้กง : มันไม่ได้เป็นอย่างที่เจ้าพูดหรอกชิวเซิง  เมื่อ “ญาณชีวิต” และ “ญาณรับรู้” ทั้งสองวิญญาณของวิญญาณบาปที่รับโทษอยู่ในนรกอเวจีต้องไปเวียนว่ายในวัฏสงสาร  ก็เพียงแค่ถ่ายโอนวิญญาณธาตุจากกายปฐมไปเพิ่มปริมาณให้จิตธรรมญาณเต็มสมบูรณ์เท่านั้น  หลังจากที่รับผลกรรมตอบสนองแล้ว  ยังจะต้องแบ่งวิญญาณธาตุจากกายปฐมมาเพิ่มปริมาณให้จิตธรรมญาณเพื่อไปรับโทษหรือรางวัลตามเหตุปัจจัยบุญบาปที่ได้ทำไว้อีกครั้ง  ต้องเวียนว่ายอยู่ในวัฏสงสาร  วิญญาณธาตุอาจจะกระจัดกระจายออกไปมากมาย  ดังนั้นยามปกติก็จะต้องแบ่งสรรวิญญาณธาตุจากกายปฐมมาเพิ่มปริมาณให้กับสามวิญญาณ

        ชิวเซิง : ถ้าอย่างนั้นจริงๆแล้วกายปฐมมีวิญญาณธาตุเท่าไหร่?

        พุทธะจี้กง : มีร้อยโกฏิถึงพันโกฏิ ไม่เท่ากัน

        ชิวเซิง : ถ้าอย่างนั้นสามวิญญาณของคนคือเท่าไหร่?

        พุทธะจี้กง : วิญญาณธาตุมากมายในกายปฐมแบ่งกลุ่มออกเป็นสามวิญญาณ (ญาณชีวิต ญาณรับรู้ จิตธรรมญาณ)เนื่องด้วยจิตธรรมญาณจัดเป็นองค์ประกอบที่ใหญ่ที่สุด  ดังนั้นจึงมีผลกระทบมากที่สุด

        ชิวเซิง : ถ้าอย่างนั้นเมื่อทำบาปหนักแล้ว ก็มีบางคนที่ไม่ต้องถูกควบคุมตัวแล้วสิครับ?

        พุทธะจี้กง : ก็ไม่เป็นเช่นนั้น!  วิญญาณทั้งสามแยกออกจากกัน  บางครั้งต่างก็ไปเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสาร  กล่าวคือวิญญาณทั้งสามอาจจะไปเกิดในภูมิมนุษย์  ภูมิเดรัจฉาน  หรือภพภูมิอื่นๆในเวลาเดียวกัน  เพียงแต่วิญญาณทั้งสามจะต้องแบ่งวิญญาณธาตุจากกายปฐมมาเพิ่มปริมาณของแต่ละวิญญาณให้เต็มสมบูรณ์  

        ชิวเซิง : ถ้าอย่างนั้นเวลาลงถูกลงทัณฑ์ความรู้สึกของแต่ละดวงญาณจะแยกออกจากกันเป็นเอกเทศ  หรือทุกดวงญาณต่างก็มีความรู้สึกรับรู้ร่วมกัน?

        พุทธะจี้กง : ไม่ว่าจะทุกข์หรือสุขล้วนมีความรู้สึกร่วมกัน  ดังนั้นชาวโลกจึงมักมีอาการเจ็บป่วยทุกข์ทรมานโดยไม่มีสาเหตุ  อย่างเช่น  อยู่ๆก็เป็นโรคผิวหนัง  ปวดเมื่อยเอ็นและกระดูก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเจ็บปวดทรมานที่หาชื่อเรียกไม่ได้   ด้วยเหตุนี้ หากกายปฐมผ่านประสบการณ์ในโลกมนุษย์ 15 ชาติแล้วยังไม่สามารถกลับคืนสู่ตำแหน่งเดิมได้ก็จะดับสูญไปเอง  ก็เป็นเหตุปัจจัยเช่นนี้  ยิ่งเวียนว่ายในวัฏสงสารบ่อยครั้งวิญญาณธาตุก็ยิ่งแย่ลงยิ่งน้อยลง  ยิ่งมาเกิดก็ยิ่งเขลาหลง  เอาล่ะ ท่านเซียนกวนมารอพวกเราแล้ว  ศิษย์เรารีบเข้าไปคารวะเร็ว

        ชิวเซิง : ผู้น้อยคารวะท่านเซียนกวนและท่านขุนพลทั้งสอง

        เซียนกวน : ท่านเมธีไม่ต้องมากพิธี  คารวะท่านพุทธะจี้กง

        พุทธะจี้กง : ไม่ต้องมากพิธี

        เซียนกวน : ขอเชิญด้านใน

        ชิวเซิง : (เข้ามาภายในคุก เห็นเสาทองแดงที่ถูกเผาจนร้อนแดง ด้านบนมีนักโทษถูกแขวนห้อยกลับหัวอยู่บนเสาที่ร้อนแดงนั้น ไม่สามารถพลิกตัวได้  ทุกข์ทรมานเป็นอย่างยิ่ง  เนื้อหนังไหม้เละสุดที่จะทนได้ และยังมียักษ์ใช้เสาไม้ทุบตีที่อกและท้องของวิญญาณบาป  ทำให้เลือดสดๆไหลทะลักออกมาจากปาก  ทุกข์ทรมานจนพูดไม่ออก)  ท่านเซียนกวนครับ วิญญาณบาปเหล่านี้ทำบาปเช่นไรจึงถูกลงโทษอย่างโหดเหี้ยมเช่นนี้?

        เซียนกวน : วิญญาณบาปเหล่านี้ตอนสมัยที่มีชีวิตอยู่ก็คือคนที่อกตัญญูต่อพ่อแม่  บ้างก็พูดจาเหยียดหยาม  บ้างก็คุกคามบีบบังคับขู่เข็ญ  บ้างก็ฆ่าอย่างโหดเหี้ยมทารุณ  ดังนั้นจึงถูกแขวนห้อยกลับหัว ทุบตีที่อกและท้อง

        ชิวเซิง : ถ้าหากว่าชาวโลกเคยเนรคุณอกตัญญูต่อพ่อแม่ควรทำอย่างไร?

        เซียนกวน : หากสามารถใช้ความจริงใจสำนึกขอขมากรรม วอนขอให้พ่อแม่เห็นอกเห็นใจและวอนขอให้พระพุทธะโพธิสัตว์ยกโทษให้อภัย ใช้ความจริงใจถือศีลและกินเจเพื่อพ่อแม่  ยึดมั่นปฏิบัติเช่นนี้ตลอดชั่วชีวิต ก็สามารถสลายกรรมได้  แต่การฆ่าพ่อแม่เป็นบาปหนักที่ไม่อาจให้อภัยได้ ควรยินยอมรับโทษด้วยความสมัครใจจึงจะถูกต้องตามหลักสัจธรรม

        พุทธะจี้กง : กลับกันเถอะ

        ชิวเซิง : ขอบคุณท่านเซียนกวนและท่านขุนพลทั้งสองที่ช่วยเหลือ

        เซียนกวน : น้อมส่งท่านพุทธะจี้กงและท่านเมธี

        พุทธะจี้กง : ถึงสำนักก่งเหิงถังแล้ว  ศิษย์เราจงกลับเข้าร่าง

        ชิวเซิง : ศิษย์น้อมส่งพระอาจารย์

 

        *ข้อมูลเพิ่มเติม

1 กายปฐม (元身เอวี๋ยนเซิน) คือ กายแห่งคุณธรรมอันดีงาม  คือกายที่ประจักษ์ในมรรคผล  แต่เนื่องจากผลบุญในตำแหน่งอริยฐานะของกายปฐมมีระยะเวลาที่จำกัด  เมื่อบุญหมดก็ไม่มีอริยฐานะ กายปฐมก็จะดับสูญไป (เอวี๋ยนเซิน元身หรือกายปฐม ไม่ใช่ เอวี๋ยนหลิง 元靈หรือจิตญาณเดิม ทั้งสองมีความแตกต่างกัน  ทุกคนล้วนมีจิตญาณเดิมซึ่งเป็นจิตญาณที่มาจากฟ้าเบื้องบน  แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีกายปฐม เพราะกายปฐมเกิดจากการบำเพ็ญแล้วประจักษ์ในมรรคผล)

2 สามวิญญาณ (三魂ซันหุน) ในศาสนาเต๋ากล่าวว่า คนมีสามอมตะวิญญาณคือ  วิญญาณฟ้า  วิญญาณคน  และวิญญาณดิน  แต่สำหรับคนทั่วไปกล่าวว่า  คนมีสามวิญญาณ คือ เซิงหุน (生魂) เจวี๋ยหุน (覺魂) และหลิงหุน (靈魂)

          เซิงหุน คือ ญาณชีวิต หรือ ญาณพัฒนาการเติบโต คือญาณที่ทำให้สิ่งมีชีวิตเจริญเติบโต

          เจวี๋ยหุน  คือ  ญาณรับรู้  ทำให้สามารถรับรู้ความรู้สึก เช่น  รู้หิว  รู้อิ่ม  รับรู้ความเจ็บปวด  รู้จักบุญคุณความแค้น

          หลิงหุน  คือ  จิตธรรมญาณ หรือ อาตมัน คือ ดวงญาณอันประกอบด้วยปัญญา  พรั่งพร้อมด้วยวิจารณญาณ  สามารถคิดหาเหตุผล  รู้ผิดชอบชั่วดี  รู้แยกแยะดี-ชั่ว