Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
ตอนที่ 29 อยู่ท่ามกลางระหว่างลอยกับจม ขึ้นไปเจอค้อน ลงมาเจอไฟ | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

ตอนที่ 29 อยู่ท่ามกลางระหว่างลอยกับจม ขึ้นไปเจอค้อน ลงมาเจอไฟ

41 Views

พุทธะจี้กง ประทับทิพย์ญาณ

ความเปลี่ยนแปลงพลิกผัน ในอาชีพของขุนนาง

ดั่งฟ้าสางเรืองรุ่ง เย็นตกต่ำลงทางลาด

เฝ้าครุ่นคิดแสวงหา ให้ได้มาซึ่งอำนาจ

เหมือนกระสวยพุ่งพรวดพราด คิดกลัดกลุ้มวุ่นวาย

        พุทธะจี้กง : ชีวิตคนบนโลกนี้ ไม่ว่าจะรับตำแหน่งหน้าที่การงานใดก็ตาม จะต้องพยายามอย่างสุดกำลังความสามารถ  ทำงานในส่วนที่ตนเองรับผิดชอบให้ออกมาดีที่สุด  นับแต่อดีตโบราณมา ทุกคนล้วนต้องเจอกับความผันผวนในตำแหน่งหน้าที่การงาน  เกิดความพลิกผันเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่  ยิ่งไปกว่านั้นอาจจะเกิดความผันผวนเปลี่ยนแปลงขึ้นบ่อยครั้ง แต่ไม่ว่าจะดำรงตำแหน่งหน้าที่ใด  แล้วถูกสับเปลี่ยนโยกย้ายไปอยู่ในตำแหน่งหน้าที่ไหนก็ตาม  ทุกคนจะต้องใช้ความตั้งใจเพื่อให้ภาระหน้าที่ในตำแหน่งที่ตนเองรับผิดชอบอยู่นั้นสำเร็จลุล่วง  ภาระหน้าที่ต่างๆในโลกนี้ ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่  ล้วนแล้วแต่จำเป็นที่จะต้องมีคนไปแบกรับ  ก็เหมือนกับตาข่ายที่ไม่สามารถขาดปมใดปมหนึ่งไปได้แม้แต่ปมเดียว แต่ทว่า ผู้ที่มีตำแหน่งสูง ถ้าหากถูกลดตำแหน่งลงมา ก็ไม่ควรไปยึดติดคิดเล็กคิดน้อย  ตามหลักแล้วควรที่จะต้องย้อนมองสำรวจตนว่าสาเหตุที่แท้จริงนั้นอยู่ตรงไหน  ตนเองได้ทำอะไรผิดพลาดไป?  ค้นหาข้อผิดพลาดของตัวเอง  แล้วคิดหาวิธีแก้ไขให้ถูกต้อง  จึงจะสามารถมีความหวังที่จะได้เลื่อนขั้นหวนกลับคืนสู่ตำแหน่งเดิมในวันหนึ่งข้างหน้า  แต่ถ้าหากไม่สามารถสงบใจลง แล้วย้อนมองสำรวจตัวเอง ก็จะไม่สามารถรู้ว่าความผิดพลาดของตัวเองนั้นอยู่ที่ตรงไหน ทำให้ตัวเองเกิดความโอหังอวดดี พอใจกับผลงานของตัวเองอยู่อย่างนั้นตลอดไป ไม่รู้จักปรับปรุงแก้ไข สุดท้ายก็ถูกสังคมทอดทิ้ง  ดังนั้นหากคนๆหนึ่งใช้ความสามารถที่มีอยู่ทำหน้าที่ในตำแหน่งของตัวเองอย่างสุดความสามารถแต่ไม่เกินขอบเขตภาระหน้าที่อันพึงปฏิบัติ ที่เรียกว่า “ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งไหนก็ไม่ต้องคิดวางแผนในกิจการนั้น”  เพียงแค่สามารถช่วยเสนอความคิดเห็นส่วนตัวที่มีประโยชน์ ก็จะได้ไม่ต้องตกเป็นคนเจ้าแผนการที่ขี้อิจฉาตาร้อน  นี่ก็คือวิธีการรู้รักษาตัวรอด   ประทานยันต์ให้ศิษย์เราเผาดื่ม  วิญญาณจงออกจากร่าง

        ชิวเซิง : ศิษย์คารวะพระอาจารย์

        พุทธะจี้กง : ศิษย์เราไม่ต้องมากพิธี  รีบขึ้นบัลลังก์บัวเถอะ

        ชิวเซิง : ศิษย์ขอบังอาจเรียนถามพระอาจารย์  ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดวิญญาณบาปที่สร้างอนันตริยกรรมอันเป็นเหตุให้ต้องตกนรกอเวจีและได้รับการลงทัณฑ์อย่างโหดเหี้ยม เมื่อได้สวดท่องพุทธนามของพระศรีอาริยเมตไตรยแล้วก็สามารถได้รับการพยากรณ์จากพระศรีอาริยเมตไตรยและได้รับการนำพาไปเกิด?

        พุทธะจี้กง : คำตอบนี้สาเหตุสำคัญสรุปได้ 2 ข้อ  ข้อที่ 1 ก็คือเหตุปัจจัยในชาติก่อน  เหตุปัจจัยในข้อนี้ยังแบ่งได้เป็น 2 ข้อ  ข้อ 1.1 ในชาติปางก่อนเคยผูกบุญสัมพันธ์กับเซียนพุทธะ  ข้อ 1.2 เพราะในชาติปางก่อนเคยผูกบุญสัมพันธ์กับเซียนพุทธะ ก็คือเหตุบุญปัจจัยตอบสนองให้มีส่วนร่วมในการประพันธ์หนังสือ “ท่องนรกอเวจีใหม่” เล่มนี้  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมธีทั้งหลายต่างร่วมแรงพลังปณิธาน พร้อมใจกันแบกรับภาระใหญ่ เป็นตัวแทนของฟ้าเบื้องบนป่าวประกาศเผยแพร่ธรรม  ข้อที่ 2 เพราะวาระการลงทัณฑ์มาบรรจบกับเหตุบุญวาระในการท่องเที่ยวประพันธ์หนังสือ  ซึ่งก็คือเหตุปัจจัยรวมตัวกันที่ได้ถูกจัดวางไว้อย่างแยบยล  ด้วยเหตุนี้จึงสามารถได้รับคำพยากรณ์จากพระศรีอาริยเมตไตรยและได้รับการนำพาไปเกิด

        ชิวเซิง : แล้วจะนำพาไปเกิดยังที่ใด?

        พุทธะจี้กง : นำพาไปเกิดที่ “แดนกามาพรหม”

        ชิวเซิง : แล้วแดนกามาพรหมเป็นโลกธาตุแบบไหน?

        พุทธะจี้กง : แดนกามาพรหมคือสังกัดของวิญญาณที่นำกรรมติดตัวไปเกิด  ถึงแม้ว่าพระเมตเตยยะจะนำพาไปเกิด แต่ก็จะต้องบำเพ็ญอยู่ในแดนกามาพรหมนี้ด้วยความมุมานะบากบั่น  ประการแรก ยากนักที่จะได้สดับฟังธรรมจากพระพุทธะ  ประการที่สอง ไม่มีกุศลที่หยั่งรากลึกเป็นทุนเดิม อีกทั้งยังขาดปัญญาความรู้ที่จะช่วยแก้ปัญหา  มีเพียงแต่เพื่อนผู้ร่วมบำเพ็ญที่ต่างก็เลอะเลือนเหมือนกันกับตนเท่านั้น  ด้วยเหตุนี้จึงมีเพียงแค่ต่างคนต่างบำเพ็ญด้วยความมุมานะบากบั่นจึงจะสามารถบรรลุเข้าสู่ลานเมตเตยยะชั้นนอกได้

        ชิวเซิง :  ยามปกติศิษย์ก็สวดท่องพุทธนามมากมายไม่ใช่น้อย แถมยังตั้งใจสวดเป็นอย่างมาก  แต่เหตุใดจึงไม่ได้พบเห็นพระพุทธะโพธิสัตว์?  อีกทั้งไม่มีความรู้สึกสัมผัสถึงพลังหนุนส่งหรือพรใดๆเลย?

        พุทธะจี้กง : นั่นก็เพราะกายมนุษย์ถูกสามพิษร้าย (โลภ โกรธ หลง) และขันธ์ห้าเป็นอุปสรรคกีดขวาง  กาย  ใจ  ปาก  ไม่สามารถรวมกันเป็นหนึ่ง  ซึ่งก็คือปากสวดพุทธนาม  แต่จิตใจอาจจะไม่ได้จดจ่ออยู่ที่พุทธนาม บางทีใจอาจจะติดอยู่กับเรื่องในอดีต  หรือบางทีใจอาจจะคิดถึงเรื่องในอนาคต  ด้วยเหตุนี้ กาย  ใจ  ปาก  จึงไม่สามารถรวมกันเป็นหนึ่ง แล้วจะรู้สึกสัมผัสถึงพลังหนุนส่งได้อย่างไร?  ยิ่งไปกว่านั้นไม่ใช่ว่าจะไม่มีพลังหนุนส่ง  แต่เป็นเพราะว่าจิตธรรมญาณถูกกายเนื้อพันธนาการไว้จึงไม่สามารถสัมผัสรับรู้ได้เท่านั้นเอง!  ส่วนวิญญาณบาปนั้นเป็นเพราะไม่มีกายเนื้อห่อหุ้ม  ดังนั้นจึงตอบสนองได้ฉับไวเป็นพิเศษ  คลื่นความคิดก็มีพลังมากเป็นพิเศษ  เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้?  ยกตัวอย่างง่ายๆ  มีคนอยู่สองคน  คนหนึ่งรับทุกข์ทรมานแสนสาหัส  ส่วนอีกคนหนึ่งไม่เคยเจอกับความทุกข์เลย  หากพูดกับพวกเขาทั้งสองคนด้วยเรื่องเดียวกัน  ปฏิกิริยาตอบสนองรวมถึงวิธีการแก้ไขปัญหาของพวกเขาทั้งสองคนก็จะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง  ดังนั้นในทางกลับกัน  ในขณะที่สวดพุทธนามนั้น เป็นเพราะคนถูกกายเนื้อพันธนาการเอาไว้  และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกายเนื้อนี้ก็มีอุปนิสัยของตัวเอง  ดังนั้นจึงมีคนจำนวนมากที่สงบนิ่งใคร่ครวญแล้วไม่สามารถมีจิตใจที่จดจ่อ  เลยทำให้ไม่สามารถสัมผัสรู้  แต่สำหรับวิญญาณบาปนั้น  เป็นเพราะพวกเขาสูญสิ้นกายเนื้อไปแล้ว  ดังนั้นจึงสามารถสวดท่องพุทธนามด้วยความศรัทธาจริงใจ  เรื่องนี้ก็เปรียบเสมือนกับคนที่มีชีวิตสุขสบายจนเคยชิน  เมื่อพบเจอกับปัญหาที่แก้ไขไม่ได้  ถึงแม้ว่าจะมีคนมาช่วยชี้แนะวิธีการแก้ไขปัญหาให้  แต่เนื่องจากสุขสบายซะจนเคยชิน  ดังนั้นจึงมักจะแก้ไขปัญหาเองได้ไม่ดีนัก  สุดท้ายก็ต้องรอให้คนอื่นมาช่วยจัดการแก้ไขให้  แต่คนที่มีชะตาชีวิตที่ยากลำบากนั้น  เป็นเพราะว่าเขาดื่มกินความทุกข์มามากมาย  เมื่อพบเจอกับปัญหาแล้วมีคนมาช่วยชี้แนะวิธีการแก้ไขปัญหาให้  เนื่องจากเขาแก้ปัญหาด้วยตัวเองซะจนเคยชิน  ดังนั้นจึงปฏิบัติตามวิธีการที่ได้รับการชี้แนะและสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆได้อย่างง่ายดาย  เพราะว่าวิญญาณบาปกระตือรือร้นที่จะช่วยเหลือตัวเอง  อีกทั้งไม่มีกายเนื้อพันธนาการ  และความคิดก็มีพลังมาก  จึงตอบสนองได้ฉับไว  ถึงปากทางเข้าคุกแล้ว  เซียนกวนกำลังรออยู่  ศิษย์เรารีบแสดงความคารวะ

        ชิวเซิง : ผู้น้อยคารวะท่านเซียนกวนและท่านขุนพลทั้งสอง

        เซียนกวน : ท่านเมธีไม่ต้องมากพิธี  คารวะท่านพุทธะจี้กง

        พุทธะจี้กง : ไม่ต้องมากพิธี

        ชิวเซิง : เมื่อเข้ามาในคุก เห็นเพียงวิญญาณบาปกลุ่มหนึ่งลอยอยู่กลางเวหา  แล้วที่กลางเวหาก็มีค้อนเหล็กขนาดใหญ่ทุบลงไปที่หัวของวิญญาณบาป  ทำให้วิญญาณบาปร่วงตกลงมาที่พื้น  แต่บนพื้นก็มีสัตว์ที่มีรูปร่างคล้ายกับหมีแพนด้าพ่นไฟขึ้นไป  ทำให้วิญญาณบาปพุ่งกลับขึ้นไปบนเวหาอีก  ต้องตกอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถจะขึ้นไปถึงสุดขอบฟ้า พอร่วงตกลงมาก็ไม่สามารถแตะถึงพื้นดิน  นี่ไม่ใช่เรื่องที่ทุกข์ทรมานอย่างยิ่งหรอกหรือ?

        เซียนกวน : วิญญาณบาปที่ถูกลงโทษอยู่ในคุกนี้  ส่วนใหญ่ตอนสมัยที่มีชีวิตอยู่ใช้เล่ห์เพทุบายวางแผนใส่ร้ายผู้อื่น  ทำให้ตำแหน่งหน้าที่การงานของผู้อื่นเกิดความพลิกผัน  ไม่เพียงแต่ในฝั่งของเหล่าขุนนางข้าราชการเท่านั้น  แม้แต่ประชาชนทุกคนก็เช่นกัน  ดังนั้นให้วิญญาณบาปเหล่านี้อยู่ในสภาพที่ลอยขึ้นแล้วก็ร่วงลง  ขึ้นๆลงๆเช่นนี้  จึงจะสามารถทำให้พวกเขาสัมผัสซาบซึ้งถึงความรู้สึกภายในจิตใจของคนที่เคยถูกพวกเขาใส่ร้ายในอดีตว่าเป็นอย่างไร

        ชิวเซิง : (เมื่อท่านเซียนกวนพูดจบ ทันใดนั้นกลางเวหาก็มีจอแสดงภาพจอหนึ่งปลิวลงมา  เบื้องหน้าปรากฏภาพของขอทานกำลังขอทานตามท้องถนน  สภาพถูกรังแก 500 ครั้ง  ปรากฏภาพของนกนางนวล 10 ครั้ง  และภาพลักษณะคล้ายงูอีก 100 ครั้ง  สุดท้ายก็เป็นช้างอีก 10 ครั้ง)

        พุทธะจี้กง : กลับกันเถอะ

        ชิวเซิง : ผู้น้อยขอบคุณท่านเซียนกวนและท่านขุนพลทั้งสองที่คอยช่วยเหลือ

        เซียนกวน : น้อมส่งท่านพุทธะจี้กงและท่านเมธี

        พุทธะจี้กง : ถึงสำนักก่งเหิงถังแล้ว ศิษย์เราจงกลับเข้าร่าง

        ชิวเซิง : ศิษย์น้อมส่งพระอาจารย์