Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
ตอนที่ 25 มั่วสุรานารีทำให้ประเทศชาติเสียหาย เหตุแห่งอเวจี | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

ตอนที่ 25 มั่วสุรานารีทำให้ประเทศชาติเสียหาย เหตุแห่งอเวจี

42 Views

พุทธะจี้กง ประทับทิพย์ญาณ

เป็นถึงจักรพรรดิจริยาวัตรกลับเสื่อมทราม

ออกกฎหมายไม่เป็นธรรมออกคำสั่งผิดทำนอง

แต่อดีตโบราณมามั่วกามาสิ้นชาติครอง

ซอยเปลี่ยวอเวจีต้องเดินไปถึงวังหลังเฮย

        พุทธะจี้กง : นับแต่อดีตโบราณมา ผู้ที่ดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ไม่ว่าจะเป็นองค์ราชา เสนาบดี ขุนพล หรือขุนนางต่างๆ  ในจำนวนสิบคน มีมากเกินกว่าครึ่งหนึ่งที่ชื่นชอบเรื่องกามตัณหา  ขนาดมีสามภรรยาสี่อนุก็ยังบ่นว่ามีไม่มากพอ  ยังชอบไปเที่ยวหอนางโลม อยู่ในนั้นเพลิดเพลินจนลืมกลับบ้าน  ผู้ที่มีตำแหน่งสูงประพฤติตนเช่นนี้  ส่งผลกระทบต่อผู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชาและประชาชนให้พลอยติดเชื้อ  พลอยเห็นดีเห็นงาม ประพฤติผิดในกามตามแบบอย่างไปด้วย  ซึ่งเป็นค่านิยมที่ผิด  สุดท้ายประเทศชาติก็กลายเป็นประเทศแห่งกามตัณหา  เมื่อถูกเรื่องกามตัณหารบกวนจิตใจก็ไม่ตั้งใจปฏิบัติงานราชการ  นานวันเข้า กำลังของประเทศก็ตกต่ำเสื่อมถอย  ประเทศเพื่อนบ้านที่แข็งแกร่งกว่าก็ฉวยโอกาสบุกรุกดินแดน  ทำให้ประเทศชาติสูญสิ้นเอกราช  ถึงแม้ว่าในประวัติศาสตร์จะมีตัวอย่างมากมายให้เห็น  แต่ทุกคนกลับเห็นเรื่องกามตัณหาเป็นเรื่องที่มีความสุข ไม่รู้จักหลีกเลี่ยงระมัดระวังคำพูด  โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำพูดต่างๆที่พูดออกมาแต่ละคำล้วนเป็นคำพูดที่ไม่น่าฟัง  กลายเป็นว่าคนพูดชอบพูดคำลามกที่กระตุ้นความกำหนัด  ส่วนคนฟังก็ชอบฟังคำลามก  นานวันเข้าก็กลายเป็นกระแสนิยม  มักจะสร้างวจีกรรมและมโนกรรมบ่อยๆ ทำให้หูแปดเปื้อนไม่สะอาด  และที่หนักยิ่งกว่านั้นเมื่อสัมผัสถูกเนื้อต้องตัวกันก็กลายเป็นเหตุปัจจัยให้ทำในสิ่งที่ผิดพลาดไม่สามารถที่จะชดเชยแก้ไขได้ พึงรู้ว่าความชั่วทั้งปวงกามตัณหามาเป็นอันดับหนึ่ง  หมกมุ่นเรื่องกามทำเรื่องลามกอยู่ตลอดไม่ขาดก็จะต้องตกสู่อเวจี  รับกรรมตามสนองยากที่จะหนีพ้น  เอาล่ะ!  ชิวเซิงจงออกจากร่าง

        ชิวเซิง : ศิษย์คารวะพระอาจารย์

        พุทธะจี้กง : ศิษย์เรารีบขึ้นบัลลังก์บัวเถอะ

        ชิวเซิง : (บัลลังก์บัวแล่นฉิวตลอดทาง ถึงนรกอเวจีอย่างรวดเร็ว มองดูภายในคุก เต็มไปด้วยเปลวไฟแดงฉานรอบด้าน  สภาพรอบๆเหมือนเตาเผาที่ร้อนมาก)

        พุทธะจี้กง : ศิษย์เรา  รีบคารวะท่านเซียนกวน

        ชิวเซิง : คารวะท่านเซียนกวนและท่านขุนพลทั้งสอง

        เซียนกวน : ท่านเมธีไม่ต้องมากพิธี

        ชิวเซิง : ทำไมวันนี้ภายในคุกถึงแดงฉาน มีเปลวไฟเอ่อล้นรอบด้าน?

        เซียนกวน : เพราะนี่คือการกลั่น  คนที่มักมากในกามไม่รู้จักควบคุมตัวเอง  ความคิดเต็มไปด้วยเรื่องกามตัณหา ไม่มีสัมมาสติ  ดังนั้นจึงใช้ไฟสมาธิของยมโลกมาชำระล้างจิตแห่งกามตัณหาออกไป  (เซียนกวนหยิบธงบัญชาการขึ้นมาโบกสะบัด ทันใดนั้นเปลวไฟในคุกก็ค่อยๆถูกขจัดออกไป  อากาศร้อนก็ค่อยๆเบาบางลง)

        ชิวเซิง : (มองดูทั่วคุก  ช่างน่าเวทนาจนไม่สามารถทนมองดูได้  เห็นแต่ซากศพกองเท่าภูเขาเลากาเต็มไปทั่วลานกว้าง ลักษณะการตายแตกต่างกันออกไป  บ้างมีลักษณะที่โศกเศร้า บ้างปรากฏสีหน้าที่หวาดกลัว  บ้างหัวฝังกลบลงไปในดิน  บ้างมือเท้าขาดแยกออกจากกัน  บ้างตับแตกถุงน้ำดีแตก  สภาพต่างๆที่ไม่น่าดู  เห็นแล้วไม่สามารถทนดูได้จริงๆ  ซากศพต่างๆกลายเป็นซากศพที่เหี่ยวแห้งไหม้เละจนไม่สามารถบรรยายออกมาได้  มีเมฆแดงปรากฏขึ้นกลางเวหา น้ำฝนหยดลงมาเบาๆประพรมซากศพ  เมื่อเมฆฝนปลิวผ่านไปผู้ตายก็ฟื้นคืนชีพ  ถึงแม้จะฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่แต่มองดูแล้วช่างน่ากลัวจริงๆ  บางคนลูกตาหวำลึกลงไปในเบ้า  บางคนแขนงอขาเบี้ยวเปลี่ยนรูปไป บางคนท้องยุบเว้าเข้าไป ส่วนบนหลังมีหนอกงอกออกมา  บางคนท่อนล่างกับท่อนบนของลำตัวสลับหน้าสลับหลังกันไม่ถูกต้อง  บางคนหัวยุบเว้าลงไป ปากบานออกเหมือนดอกไม้  ที่หน้าอกของวิญญาณบาปเริ่มมีดอกไม้สีขาวงอกออกมาหนึ่งดอก  ดอกไม้โตขึ้นมีปาก  ขณะนั้นดอกไม้ได้โน้มก้านดอกลงมากินเนื้อของวิญญาณบาปเป็นอาหาร  กัดกินคำแล้วคำเล่าเกิดเสียงดังจ๊วบๆ  บางครั้งก็ส่งเสียงหัวเราะออกมาทำให้รู้สึกหวาดกลัวจนขนลุกขนพอง  ปรากฏการณ์อะไรที่แปลกประหลาดล้วนมีหมด)

        เซียนกวน : ท่านขุนพลทั้งสอง ไปนำตัวจักรพรรดิขงเจี่ยแห่งราชวงศ์เซี่ยมาทีซิ (ขุนพลทั้งสองควบคุมตัวนักโทษมาคนหนึ่ง ร่างกายและแขนขาสลับตำแหน่งกันไปหมด หัวย้ายเข้าไปอยู่ในสมองที่อยู่กลางหน้าอก  ส่วนช่วงล่างของลำตัวก็มาอยู่แทนที่ตำแหน่งของหัว  บนล่างสลับตำแหน่งกัน น่ากลัวจริงๆ)

        เซียนกวน : วิญญาณบาปผู้นี้คือจักรพรรดิแห่งราชวงศ์เซี่ยนามว่า “ขงเจี่ย”  เชิญท่านสัมภาษณ์ได้เลย

        ชิวเซิง : ที่อยู่เบื้องหน้าเรานี้ใช่ขงเจี่ยหรือไม่?

        วิญญาณบาป : เราคือขงเจี่ย  รีบปล่อยเราออกไป  แล้วเราจะแบ่งประเทศให้ท่านครึ่งหนึ่ง

        ชิวเซิง : เป็นข้อเสนอที่ไม่เลว  แต่น่าเสียดายที่อำนาจในการตัดสินใจของที่นี่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเรา  และถึงแม้ว่าเราจะมีอำนาจในการตัดสินใจ ก็ไม่สามารถให้ท่านสมปรารถนาได้  เพราะพวกเราคือแบบอย่างแห่งความเที่ยงธรรม  ใครก่อกรรมไว้ก็สมควรต้องถูกลงโทษ เราจะปล่อยท่านไปเพียงเพราะผลประโยชน์อันมากมายมหาศาลที่ท่านยื่นข้อเสนอให้ได้อย่างไร  อย่างนี้จะไม่เป็นที่หัวเราะเยาะของคนทั่วทั้งแผ่นดินหรอกหรือ?  แล้วที่ยิ่งไปกว่านั้นจะสามารถทำให้คนทั้งแผ่นดินเกิดความเลื่อมใสศรัทธาได้อย่างไร?   รีบบอกมาเถอะว่าชาติก่อนท่านเคยก่อกรรมไว้อย่างไรจึงตกนรกอเวจีถูกลงโทษ ทำให้อวัยวะต่างๆของร่างกายย้ายที่สลับตำแหน่งกันไปหมดจนมีสภาพเช่นนี้?

        วิญญาณบาป : เฮ่อ! เดิมทีเราเป็นจักรพรรดิที่สง่างามน่าเกรงขาม ปกครองแผ่นดินมีอำนาจสูงส่งขนาดไหน  ตอนนี้ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ หวนรำลึกถึงความหลังจะทนได้อย่างไร!  ยุคสมัยของราชวงศ์เซี่ยเป็นต้นกำเนิดของอารยธรรมในแผ่นดินจีนที่แผ่ขยายออกไปอย่างกว้างขวาง และเป็นหนึ่งในสามของยุคราชวงศ์ที่มีความเจริญรุ่งเรือง เป็นเพราะเราหมกมุ่นลุ่มหลงอยู่ในกามตัณหาจนไม่สนใจงานราชกิจ เสพสุขอยู่ในกามารมณ์จนลืมภาระหน้าที่ของจักรพรรดิ  ก็เพราะลุ่มหลงในกามตัณหา ทำให้ราชวงศ์เซี่ยอ่อนแอลง  สุดท้ายเป็นเพราะเราสิ้นเปลืองพละกำลังหมดไปกับเรื่องกามจนป่วยตาย  หลังจากที่ตายแล้ว ได้เผชิญหน้ากับพญายม  ถูกพญายมประณามและตัดสินให้รับโทษนานาชนิดในนรกขุมต่างๆ  จนมาถึงที่นี่ มืดมนไร้แสงตะวัน อากาศก็เบาบาง ทุกข์ทรมานเหลือเกิน  ถูกไฟเผาร่างตลอดทั้งวันทั้งคืน  เศร้าโศกาอย่างที่สุด รีบช่วยเราออกไปที

        ชิวเซิง : อยากจะออกไปก็ง่ายมาก  เพียงแต่ไม่รู้ว่าท่านจะมีจิตใจที่แน่วแน่มั่นคงหรือไม่?

        วิญญาณบาป : บอกเรามาเถอะว่าต้องทำอย่างไรจึงจะสามารถออกไปจากที่นี่ได้  หากสามารถออกไปจากที่นี่ได้จริงๆ  ทุกภพทุกชาติเราจะยอมทำตามคำสั่งของท่านโดยไม่มีข้อโต้แย้ง

        ชิวเซิง : ขงเจี่ย! ฟังให้ดีนะ  อันดับแรกต้องใช้จิตที่มีความศรัทธาจริงใจกราบสำนึกขอขมากรรม  อันดับต่อไปภายในจิตใจจะต้องมีความยินยอมพร้อมใจ ยอมรับโทษทัณฑ์ด้วยความสมัครใจ โดยไม่มีจิตที่อาฆาตแค้น  ต่อจากนั้นก็เพิ่มเติมเสริมด้วยการสวดท่องพุทธนามอย่างไม่ย่อท้อ

        วิญญาณบาป : เราอยู่ที่นี่ทุกข์ทรมานจนพูดไม่ออก  แล้วจะสวดท่องพุทธนามได้อย่างไร?

        ชิวเซิง : ไม่กลัวอุปสรรคนานัปการ ไม่กลัวความทุกข์ยากทั้งหลาย ใช้ความศรัทธาจริงใจสวดท่องพุทธนามดังนี้ “นะโม หมีเล่อฝอ” (วิญญาณขงเจี่ยพนมมือสวดคำว่า “นะโม หมีเล่อฝอ” ทันใดนั้น แขน ขา หัว ลำตัว และอวัยวะต่างๆทั่วทั้งร่างกายก็กลับคืนสู่ตำแหน่งเดิม ใบหน้าแดงก่ำ กลางเวหาปรากฏรัศมีมงคลฉายส่องลงมา  ทั้งเมฆมงคล  ดอกไม้มหัศจรรย์  ชั่วพริบตาก็บังเกิดกลิ่นหอมฟุ้งขจรขจายไปทั่วคุก  แสงสาดส่องปกแผ่ไปทั่ววิญญาณบาปทั้งหลาย  กลางเวหาปรากฏเทพเป็นมงคล  พระศรีอาริยเมตไตรยปรากฏกายอยู่เบื้องหน้า)

        พระศรีอาริยเมตไตรย : สาธุ! ขงเจี่ย! ขณะนี้ผลกรรมสิ้นสุดแล้ว วิญญาณทั้งหลายก็เช่นเดียวกัน  ยามทุกข์ยากสามารถยึดมั่นในพุทธนามก็จะมีโอกาสได้รับการฉุดช่วย (ตอนนี้วิญญาณบาปทั้งหลายรีบเดินไปข้างหน้าเพื่อรับพุทธรังสีของพระศรีอาริยเมตไตรยที่กำลังสาดส่อง แล้ววิญญาณบาปจำนวน 300 กว่าชีวิตก็หลุดพ้นจากอบายภูมิ)

        เซียนกวน : ยังไม่เคยพบเห็นอะไรแบบนี้มาก่อนเลย! วันนี้ได้เห็นนิมิตอันเป็นมงคลด้วยตาของตัวเอง ก็เพราะด้วยใบบุญของท่านเมธี!

        ชิวเซิง : ผู้น้อยก็ไม่เคยเห็นมาก่อนเหมือนกัน  ทำให้ผู้น้อยตะลึงจนตาค้าง  ไม่เข้าใจว่าเป็นเพราะเหตุใด

        พุทธะจี้กง : สาธุ!  เวไนย์ควรรู้จักปลูกเหตุแห่งพุทธสัมพันธ์อย่างลึกซึ้ง  คืนนี้ดึกแล้ว  กลับกันเถอะ

        ชิวเซิง : ขอบคุณท่านเซียนกวน และท่านขุนพลทั้งสองที่คอยช่วยเหลือ

        เซียนกวน : น้อมส่งท่านพุทธะจี้กงและท่านเมธีเดินทางกลับ

        พุทธะจี้กง : ถึงสำนักก่งเหิงถังแล้ว  ศิษย์เราจงกลับเข้าร่าง

        ชิวเซิง : ศิษย์น้อมส่งพระอาจารย์