Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
ตอนที่ 24 ไปดูสภาพของคนที่ไม่มีความจงรักภักดีในนรกอเวจี | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

ตอนที่ 24 ไปดูสภาพของคนที่ไม่มีความจงรักภักดีในนรกอเวจี

43 Views

พุทธะจี้กง ประทับทิพย์ญาณ

                   ประวัติศาสตร์ในยุคหนึ่งทรราชเฉาอาหมัน*

   บีบโอรสสวรรค์สามนตราช*หวาดผวา

   ระดมพลจำนวนมากทำศึกยกทัพเคลื่อนกรีธา

   ปวงประชาระทมทุกข์บาปนี้ไม่ผ่อนปรน

        (*เฉาอาหมันคือชื่อหนึ่งของเฉาเชาหรือโจโฉ  *สามนตราช หมายถึง เจ้าผู้ครองแคว้นใกล้เคียง)

        พุทธะจี้กง : ในสมัยปลายราชวงศ์ฮั่น การเมืองเน่าเฟะ เกิดกลุ่มโจรออกอาละวาด  เจ้าผู้ครองแคว้นต่างๆรวมทั้งขุนนางข้าราชการต่างก็ฉวยโอกาสขยายอาณาเขตของตัวเอง สู้รบทำสงครามกันไม่หยุด แสงมีดเงาดาบเต็มไปทั่วแผ่นดินจงหยวน  บ้านเมืองลุกเป็นไฟ  ประชาชนไม่สามารถอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข  จิตใจของประชาชนตื่นตระหนกหวาดกลัว ผู้ที่มีมโนธรรมและความจงรักภักดีมีอายุไม่ยืนยาว  ส่วนขุนนางที่คิดคดทรยศเรืองอำนาจครองความเป็นใหญ่ข่มเหงรังแกประชาชน  ขณะนั้นโอรสสวรรค์อ่อนแอไร้อำนาจถูกหยามเกียรติ  เจ้าผู้ครองแคว้นต่างๆถึงแม้ว่าจะมีกองกำลังทหารที่แข็งแกร่งเป็นของตัวเองแต่ก็มิบังอาจล่วงล้ำราชอำนาจของโอรสสวรรค์  ในเวลานั้นเฉาเชาก็จ้องหาโอกาสบีบโอรสสวรรค์ให้ออกราชโองการสั่งการเจ้าผู้ครองแคว้นต่างๆ  แสดงอิทธิพลอำนาจ  คนบ้านเฉาใช้กลยุทธต่างๆพลิกแพลงวางแผนมุ่งหวังจะผนวกรวมแคว้นต่างๆ  แต่ทว่าสงครามกลับลุกลามยืดเยื้อเป็นเวลายาวนาน  คร่าชีวิตผู้คนล้มตายจำนวนมาก  ด้วยเหตุนี้จึงถูกลงโทษคุมขังในนรกอเวจี  รับความทุกข์ทรมานอย่างถึงที่สุด  ไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด  เอาล่ะ! ศิษย์เราจงออกจากร่าง

        ชิวเซิง :  ศิษย์คารวะพระอาจารย์

        พุทธะจี้กง : ศิษย์เราไม่ต้องมากพิธี  รีบขึ้นบัลลังก์บัวเถอะ

        ชิวเซิง : (มุ่งลงตรงสู่อเวจี)

        พุทธะจี้กง : ศิษย์เรา เข้าไปคารวะท่านเซียนกวน

        ชิวเซิง : ผู้น้อยคารวะท่านเซียนกวนและท่านขุนพลทั้งสอง

        เซียนกวน : ท่านเมธีไม่ต้องมากพิธี  คารวะท่านพุทธะจี้กง

        พุทธะจี้กง : ท่านเซียนกวนอย่าได้มากพิธี

        เซียนกวน : เชิญเข้าไปชมด้านใน

        ชิวเซิง : (เข้ามาภายในคุก ได้ยินเสียงร้องอันโศกเศร้าดังมาเป็นระยะๆ  เหมือนเสียงร้องที่น่ากลัวของผีร้ายตอนที่กำลังจะปรากฏตัว  ได้ยินแต่เสียงร้องไห้ที่ทุ้มลึกเป็นเสียงต่ำและลากยาวจนสุดเสียง  น่ากลัวจริงๆ  วิญญาณบาปที่รับโทษในนรกขุมนี้ล้วนแต่มีรูปร่างที่ไม่เหมือนคน  บางคนหัวแหว่งเว้าเหมือนพระจันทร์เสี้ยว  บางคนไม่มีจมูกแต่กลับมีหูที่บวมพองและลากยาวไปกับพื้น  ปากของบางคนเหมือนเป็ดโดนัลดั๊ก  ขาของบางคนถูกลงโทษจนกลายเป็นเหมือนขนมปาท่องโก๋  ยังมีบางคนถูกทุบที่ท้องจนกลายเป็นรูดูคล้ายขนมโดนัท  วิญญาณบาปเหล่านี้ไม่เพียงถูกสับมือสับเท้าเท่านั้น  ทั้งตัวยังถูกบดขยี้จนแหลกละเอียดจนไม่รู้ว่าจะเอามาประกอบรวมกันใหม่ได้อย่างไร  ตอนนี้มีลมประหลาดพัดมา  เป็นลมที่ทั้งหนาวและร้อน  โลกนี้คือโลกอะไรกันนะ?  คิดไม่ถึงเลยว่าจะมีลมประหลาดอย่างนี้  ดีนะที่ลมนี้เกิดขึ้นในนรกอเวจี  ถ้าหากมีลมประหลาดแบบนี้ปรากฏขึ้นบนโลกมนุษย์  โลกมนุษย์อาจจะเกิดโรคระบาด  ลมพัดไปถึงที่ไหนก็กลายเป็นกระดูกแห้งในพริบตา  ที่แท้ลมประหลาดนี้ก็มาจากนกตัวใหญ่ตัวหนึ่งที่กำลังกระพือปีกอยู่กลางเวหา  นกใหญ่ตัวนี้มีปากที่ยาวและแหลมคมมาก  รูปร่างก็แปลกประหลาด  ตีนนกมีพังผืดเหมือนกบ  บนตัวมีครีบยาวเหมือนปลา  จิกกินวิญญาณบาป  ตรงบริเวณที่ถูกนกจิกมีน้ำเลือดและน้ำเหลืองพุ่งออกมา  เลือดเหล่านี้ต่างจับตัวกันเป็นก้อนกลายเป็นสัตว์ประหลาดมีหู  จมูก  ปาก  และมีมือมีเท้า  สัตว์ประหลาดที่มีลักษณะเป็นของเหลวนี้พ่นน้ำสีเขียวออกจากปากพุ่งใส่ร่างวิญญาณบาปทำให้เกิดตุ่มหนอง  เมื่อตุ่มหนองแตก  หนอนแมลงวันลักษณะคล้ายงูก็ชอนไชร่างของวิญญาณบาป  ไชไปไชมา  เห็นวิญญาณบาปเกาบริเวณที่คัน  แต่กลับกลายเป็นเกาเอาเนื้อหนังของตัวเองหลุดติดออกมาจนเห็นกระดูก  เจ็บปวดทรมานร้องตะโกนลากเสียงยาวอย่างน่าเวทนาแล้วตายไป  เมื่อตายแล้วก็ถูกยักษ์ลากไปทุบจนแหลกแล้วโยนเข้าไปในเตาหลอมกระดูก  หลังจากที่กวนให้เข้ากันจนจับตัวเหนียวแล้วก็ทิ้งลงไปในเหวคืนชีพ  แล้ววิญญาณบาปก็ฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง  กลับมีเนื้อหนังขึ้นมาใหม่ แต่สภาพรูปกายกลับแย่ลงกว่าเดิมและยิ่งดูน่าเกลียดขึ้น)  ท่านเซียนกวนครับ  วิญญาณบาปเหล่านี้ทำไมถึงต้องรับโทษเช่นนี้ครับ?

        เซียนกวน : พวกเขาเหล่านี้ตอนสมัยที่มีชีวิตอยู่คือพวกที่ไม่มีความจงรักภักดีต่อประเทศชาติ  ดังนั้นหลังจากที่ตายแล้วก็สมควรที่จะได้รับการลงโทษที่โหดเหี้ยมทารุณเหล่านี้

        ชิวเซิง : แล้วพวกเขาจะมีโอกาสได้กลับไปเกิดใหม่ไหมครับ?

        เซียนกวน : มีสิ  มีบางคน ทุกๆยี่สิบปีจะได้ไปเกิดในเดรัจฉานภูมิหนึ่งครั้ง แล้วกลับมารับโทษในนรกต่อ

        ชิวเซิง : ถ้าอย่างนั้น  คนที่ไม่มีความจงรักภักดียังต้องกลับมารับโทษอีกยาวนานแค่ไหน?

        เซียนกวน : ยังไม่รู้แน่นอน!  แต่ในเมื่อตกสู่นรกอเวจีก็แสดงว่าตอนที่มีชีวิตอยู่ได้สร้างความผิดบาปร้ายแรงที่ไม่อาจยกโทษให้อภัยได้  ไม่สามารถได้เกิดเป็นมนุษย์อีกตลอดกาล

        ชิวเซิง : จะมีวิธีไหนที่สามารถฉุดช่วยได้?

        เซียนกวน : มีเพียงตอนที่มีชีวิตอยู่หมั่นบำเพ็ญบุญกุศลให้มาก  หมั่นเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนา  หมั่นศึกษาหลักธรรมปฏิบัติตามคำสอนของพุทธะอริยเจ้า  จึงสามารถพ้นจากนรกอเวจีได้

        ชิวเซิง : ปัจจุบันนี้แต่ละที่ต่างก็มีการศึกษาพระสูตรคัมภีร์ต่างๆ  หากสามารถเกิดจุดเปลี่ยนในชีวิตกลายเป็นผู้บำเพ็ญก็ไม่ต้องจมลงสู่ความทุกข์

        เซียนกวน : ก็ไม่เชิง!  เพราะเหตุใดนะหรือ?  เพราะปัจจุบันนี้ผู้บำเพ็ญในแต่ละที่ต่างก็ยึดติดอยู่ในตัวอักษร  ประโยค  วลี  ตัวหนังสือ  ทุ่มเทเวลาศึกษากระพี้  น้อยนักที่จะเข้าถึงแก่นแท้ของหลักคำสอนในพระสูตรอย่างแท้จริง  ดังนั้นนี่จึงเรียกว่า “กุศล” แต่ไม่สามารถเรียกว่า “ปัญญา”

        ชิวเซิง : ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ล่ะ?

        พุทธะจี้กง : ก็เพราะผู้บำเพ็ญในแต่ละที่ต่างก็ยึดติดในความรู้  ต่างก็มีตัวหนังสือเป็นเครื่องกีดขวาง  ดังนั้นสิ่งที่รู้จึงมีขีดจำกัด  ต่างก็อธิบายความหมายตามตัวอักษรในพระสูตร  ต่างฝ่ายต่างนิกายต่างก็ยึดติดในทัศนะความคิดของตัวเอง  ต่างก็คิดว่าความคิดเห็นของตัวเองถูกต้อง  ต่างก็ตั้งตนเป็นใหญ่  ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เกิดการทะเลาะโต้เถียงกันระหว่างศาสนา และเกิดการโต้แย้งถกเถียงกันในหลักธรรมคำสอนไม่จบไม่สิ้น  เพราะต่างก็สัมผัสรู้และเข้าใจต่างกัน  ดังนั้นจึงพูดได้ว่า ต่างก็ถูกและต่างก็ผิด  แต่จะต้องรู้ว่า “ตถาคตมักกล่าวเสมอว่า ผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรมทั้งหลายพึงรู้ว่าธรรมที่ตถาคตแสดงนั้น อุปมาดั่งแพข้ามฟาก เมื่อมาถึงฝั่งแล้วก็ต้องละแพ  ธรรมที่ตถาคตได้แสดงไว้ก็ต้องละ แล้วนับประสาอะไรกับสิ่งที่ไม่ใช่ธรรมเล่า?”  เอาล่ะ  คืนนี้พอเท่านี้  กลับกันเถอะ

        ชิวเซิง : ขอบคุณท่านเซียนกวนและท่านขุนพลที่เมตตาช่วยเหลือ

        เซียนกวน : น้อมส่งท่านพุทธะจี้กงและท่านเมธี

        พุทธะจี้กง : ถึงสำนักก่งเหิงถังแล้ว  ศิษย์เราจงกลับเข้าร่าง

        ชิวเซิง : ศิษย์น้อมส่งพระอาจารย์