Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
ตอนที่ 21 ข่มขืนในศาลเจ้า ถูกลงทัณฑ์ไม่ได้พัก | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

ตอนที่ 21 ข่มขืนในศาลเจ้า ถูกลงทัณฑ์ไม่ได้พัก

44 Views

พุทธะจี้กง ประทับทิพย์ญาณ

   กลางวันแสกๆกล้าล่วงประเวณี       ไม่กลัวประชาชีโกรธแค้นตาถลึง

   ข่มขืนคนในศาลเจ้าโฉดเขลาจึง       เป็นเหตุซึ่งไม่ได้เกิดกายเป็นคน

        พุทธะจี้กง : คนบนโลกโลกีย์นี้ศีลธรรมจรรยาตกต่ำเสื่อมทราม  ในใจไม่มีสุจริตธรรมและความละอาย  ทำเรื่องลามกอย่างเปิดเผยโดยไม่หลบหลีกสายตาของผู้คน  กระแสแห่งคุณธรรมจริยธรรมสูญสิ้นไป  เรื่องที่เลวทรามต่ำช้ามากมายเช่นนี้กลายเป็นข่าวเผยแพร่ออกไปครั้งแล้วครั้งเล่า  แล้วจะไม่ทำให้เราทุกข์ใจได้อย่างไร?  ในที่สุดโลกก็ตกต่ำลงถึงเพียงนี้  อนิจจา!  ชาวโลกมีความปรารถนาในกามอย่างมากมายเอ่อล้น  ต่อหน้าแท่นบูชาเซียนพุทธะในศาลเจ้าก็ไม่มีความละอาย  ทำเรื่องลามกอนาจารใช้กำลังข่มขืนกระทำชำเราเพื่อเสพสุขเพียงแค่ชั่วครู่  แต่กลับสร้างเหตุให้ต้องกลายเป็นนักโทษถูกคุมขังอยู่ในนรกอเวจีไปตลอดกาล  แล้วจะไม่ให้เศร้าเสียใจได้อย่างไร  จิตใจคนตกต่ำเสื่อมทรามและไร้ยางอายเช่นนี้  ทุกๆที่จะเห็นการใช้อำนาจคุกคามกดขี่ข่มเหง ใช้พฤติกรรมป่าเถื่อนบีบบังคับ บางทีอาจจะเกิดจากเหตุต้นผลกรรมในอดีตชาติ หรือบางทีอาจจะเป็นการสร้างกรรมใหม่  แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ความชั่วช้าทารุณประเภทนี้ก็คือสูญสิ้นจิตมโนธรรมสำนึก  มีบางคนทำเรื่องที่ชั่วช้าเสื่อมเสียคุณธรรมไปแล้ว  ไม่เพียงไม่รู้จักสำนึกผิดแก้ไข  แต่กลับยิ่งมีความภาคภูมิใจ  ในปัจจุบันมีคนที่ชั่วร้ายเหล่านี้  ทำให้รู้สึกทอดถอนใจ  โลกโลกีย์ตกต่ำลงเช่นนี้  ดังนั้นท่ามกลางฟ้าดินอันกว้างใหญ่ไพศาลจึงดารดาษไปด้วยเทพตรวจการจำนวนมาก ที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของสวรรค์คอยลาดตระเวนสังเกตการณ์ และสามารถตัดสินใจได้อย่างเต็มที่ในการบำเหน็จรางวัลให้คนดีหรือลงโทษคนเลว คนที่โกหกหลอกลวง ประพฤติผิดในกาม บาปกรรมของตัวเอง ตัวเองจะต้องเป็นผู้รับผลกรรมด้วยตัวเอง  เอาล่ะ!  ศิษย์เราจงออกจากร่าง

        ชิวเซิง : ศิษย์คารวะพระอาจารย์

        พุทธะจี้กง : ศิษย์เรานั่งบัลลังก์บัวให้ดี

        ชิวเซิง : (ลมพัดโชยมาช้าๆ  ในฤดูร้อนมีลมเย็นๆพัดโชย  ช่างสดชื่นเย็นสบายจริงๆ  จู่ๆก็ค่อยๆหนาวขึ้น แล้วก็ค่อยๆร้อนขึ้น ที่แท้ก็มาถึงก้นนรกอเวจีแล้วนี่เอง เปลวไฟอันร้อนแรงเผาไหม้ไปทั่ว ยิ่งช่วยเพิ่มความทรมานต่างๆให้กับนักโทษมากยิ่งขึ้น  ได้ยินเสียงร้องอันโศกเศร้า ไหนเลยจะสามารถทนสำรวจดูต่อไปได้  เห็นนักโทษแต่ละคนทั้งตัวไหม้เละ สภาพไม่มีชิ้นดี  กล่าวคือหัวไม่เหมือนหัว เท้าไม่ใช่เท้า มือและลำตัวที่เคยมีอยู่ก่อนหน้านี้ก็ไม่มีอีกต่อไป เพราะเหตุใดถึงได้เต็มไปด้วยมนุษย์ประหลาดเช่นนี้?  ไม่สามารถที่จะใช้คำพูดอธิบายออกมาได้  หันไปมองทางทิศตะวันออก  แสงสีแดงของเปลวเพลิงที่ร้อนแรงเผาไหม้วิญญาณบาป ไฟลุกโชนทั้งด้านบนและด้านล่าง รอบด้านทั้งสี่เป็นตาข่าย พื้นนั้นสร้างขึ้นจากเหล็ก  แล้วทันใดนั้นทั่วทั้งพื้นหรือแม้แต่กระทั่งในอากาศก็กลายเป็นไฟลุกแดง  วิญญาณบาปกระโดดสองขาเหมือนคนกำลังเต้น ทั้งตัวถูกเพลิงไฟเผาจนร่างกายทนไม่ไหว ปริมาณความชื้นในร่างกายระเหยกลายเป็นไอ  ร่างกายเหลือแต่กระดูกแห้งๆ  มองไปทางทิศใต้ สภาพเหตุการณ์แตกต่างออกไป  กลางเวหามีมีดบินทั้งด้านบนและด้านล่าง บินวนเวียนไปมาทั้งซ้ายขวา ทิ่มแทงโจมตีวิญญาณบาป แทงทะลุเข้าทะลุออกที่ร่างของวิญญาณบาป  บ้างแทงจากกลางหลัง  บ้างแทงจากหู  ปาก  จมูก เข้าไปที่หัวใจ บ้างแทงลงตรงเป็นแนวดิ่งจากด้านบนทะลุลงไปในสมอง  บ้างก็แทงเข้าไปกลางลำตัวแล้วไม่ได้ทะลุออกมา มีดบินปักคาอยู่ในร่างของวิญญาณบาปแล้ววิ่งขึ้นวิ่งลงวิ่งซ้ายวิ่งขวาวิ่งพล่านอยู่ในร่างอย่างนั้น  ความเจ็บปวดทรมานแบบนี้หากไม่เจอด้วยตัวเองแล้วจะรู้ได้อย่างไร!  ทอดตามองไปทางทิศตะวันตก มีตะขอเหล็กเกี่ยวที่องคชาตของวิญญาณบาปแขวนห้อยอยู่กลางอากาศ  บนพื้นรอบๆทั้งสี่ด้านมีหมาทองแดงและงูไฟที่เขี้ยวเล็บคมกริบ จ้องวิญญาณบาปตาเป็นมัน หวังจะกินอย่างมีความสุข  กลางเวหายังมีมังกรพิษบินวนเวียนอยู่รอบๆ พ่นลูกไฟออกมาใส่วิญญาณบาป  บางครั้งก็แสดงหน้าตาที่ดุร้าย  เห็นนักโทษแต่ละคนมีสีหน้าที่หวาดกลัวอยู่ไม่เป็นสุข  บางครั้งก็มีของเหลวสีขาวขุ่นไหลพรั่งพรูออกมาจากองคชาต  ของเหลวนั้นกลายเป็นมดเจาะทะลวงเข้าไปในร่างของวิญญาณบาป ทำให้ความทุกข์ทรมานยิ่งเพิ่มมากยิ่งขึ้น  สภาพเหตุการณ์เช่นนี้จะสามารถทนได้อย่างไร  ผู้ใดสร้างกรรมไว้ผู้นั้นก็ต้องรับผลกรรมด้วยตัวเอง  มองสำรวจดูทั่วๆทั้งซ้ายขวาบางครั้งก็มีการแลกเปลี่ยนเครื่องมือทรมานนักโทษซึ่งกันและกัน)

        พุทธะจี้กง : ท่านเซียนกวนมาถึงแล้ว  ศิษย์เรา  รีบเข้าไปคารวะท่านเซียนกวน

        ชิวเซิง : คารวะท่านเซียนกวนและท่านขุนพลทั้งสอง

        เซียนกวน : คารวะท่านพุทธะจี้กง  ท่านเมธีไม่ต้องมากพิธี

        พุทธะจี้กง : รบกวนท่านเซียนกวนแล้ว

        ชิวเซิง : ท่านเซียนกวนครับ เพราะเหตุใดคนเหล่านี้จึงถูกลงโทษให้ทุกข์ทรมานด้วยวิธีการต่างๆเช่นนี้

        เซียนกวน : เพราะคนเหล่านี้ประพฤติผิดในกามตอนสมัยที่มีชีวิตอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใจกล้าบ้าบิ่น  กล้าทำเรื่องข่มขืนกระทำชำเราต่อหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์  ทำให้หญิงสาวมีมลทิน ทำลายเกียรติศักดิ์ศรีแห่งพรหมจารีของผู้อื่นให้ด่างพร้อย  คนที่บ้าระห่ำประเภทนี้ต้องถูกลงโทษเช่นนี้ไม่สามารถหลบหนีพ้น

        ชิวเซิง : ที่ตะขอเหล็กเกี่ยวองคชาตของวิญญาณบาปแขวนไว้ นั่นเป็นเพราะเหตุใด?

        เซียนกวน : เพราะตอนที่มีชีวิตอยู่มีจิตที่ไร้ยางอายทำเรื่องที่ผิดประเวณี  ดังนั้นจึงใช้ตะขอเหล็กเกี่ยวที่องคชาตของพวกเขาให้เกิดความเจ็บปวดทรมาน  เพื่อขจัดกามตัณหาของพวกเขา ยากนักที่จะระบายความใคร่อย่างป่าเถื่อนได้อีก

       ชิวเซิง : แล้วที่มีดบินโจมตีวิญญาณบาปนั้นเป็นเพราะเหตุใด?

        เซียนกวน : เพราะทั้งตัวของวิญญาณบาปเต็มไปด้วยกามตัณหาราคะ ใช้มีดบินแทง-ตัดทั่วร่างของวิญญาณบาปเพื่อสลายกามตัณหาราคะ จะได้ไม่เกิดกามตัณหาราคะขึ้นมาอีก

        ชิวเซิง : วิญญาณบาปถูกเพลิงไฟเผา  พื้นเป็นพื้นเหล็ก  เพลิงไฟโหมไหม้อย่างรุนแรงทั่วทั้งสิบด้าน  นี่เป็นเพราะเหตุใด?

        เซียนกวน : เพราะตอนที่มีชีวิตอยู่มีไฟแห่งกามตัณหาราคะที่คุโชน จึงบันดาลให้เกิดเพลิงไฟโหมไหม้อย่างรุนแรงเผาไหม้กามตัณหาราคะไม่ให้ลุกไหม้ขึ้นมาอีก

        ชิวเซิง : หมาทองแดง  งูไฟ  มังกรพิษ  ล้อมรอบวิญญาณบาป  นั่นเป็นเพราะเหตุใด?

       เซียนกวน : นั่นเพราะตอนที่มีชีวิตอยู่ใช้ความรุนแรงทางเพศ  ระบายความใคร่อย่างป่าเถื่อน  ก็เหมือนกับสัตว์มีพิษทั้งสามชนิดนี้ เขี้ยวเล็บคมกริบ ตาจ้องเขม็ง แทะเนื้อ กินไขกระดูก เหมือนกับตอนสมัยที่มีชีวิตอยู่ ที่ทั้งตัวร้อนรุ่มไปด้วยไฟแห่งตัณหาราคะที่คอยแผดเผา เฝ้ารอจังหวะที่กามตัณหาจะปะทุขึ้นมา

        ชิวเซิง : ขอสัมภาษณ์วิญญาณบาปได้หรือไม่ครับ?

       เซียนกวน : ขุนพลทั้งสอง ไปนำตัววิญญาณบาปมาซิ

        ขุนพล : ควบคุมตัววิญญาณบาปมาถึงแล้วครับ

        ชิวเซิง : ตอนสมัยที่มีชีวิตอยู่ท่านทำอะไร? เหตุใดถึงได้ตกนรกอเวจี?

        วิญญาณบาป : ขอน้ำให้ฉันหน่อยเถอะ

        พุทธะจี้กง : นี่น้ำอมฤต (ใช้อิทธิฤทธิ์ทำให้วิญญาณบาปกลับคืนสู่สภาพเดิม)

        วิญญาณบาป : ขอบคุณทุกท่าน ฉันแซ่จัง เมื่อชาติที่แล้วเกิดเป็นลูกหลานในตระกูลที่ร่ำรวย  เพราะพ่อแม่รักและโอ๋มากเกินไป เลยทำให้บ่มเพาะนิสัยโอหังอวดดีมาตั้งแต่เด็กๆ  เมื่อโตขึ้นก็กลายเป็นคนหัวดื้อโดยไม่รู้ตัว  เพราะตอนวัยรุ่นมีอารมณ์พลุ่งพล่านและมีความอยากรู้อยากเห็นในเรื่องระหว่างชายหญิง  มีอยู่ครั้งหนึ่ง ที่บริเวณใกล้ๆกับศาลเจ้า  ฉันได้พบเห็นหญิงสาวคนหนึ่งที่สวยมาก  ก็เลยแอบเดินตามหลังไป ตามไปจนกระทั่งผู้หญิงเข้าไปในศาลเจ้า พอดีในศาลเจ้าไม่มีคน ในใจฉันคิดว่าสวรรค์ช่างเป็นใจ แล้วอารมณ์ทางเพศก็ปะทุขึ้น ฉันใช้กำลังบังคับผู้หญิง อุดปากไม่ให้ร้องและข่มขืนกระทำชำเรา คิดว่าเทพไม่รู้ผีไม่เห็น คิดไม่ถึงเลย ในที่สุดก็ป่วยเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์โดยไม่มีสาเหตุ ทำให้องคชาตเป็นหนองเน่าเฟะ และตายในที่สุด  อยู่ที่นี่ทุกข์ซะยิ่งกว่าทุกข์  ต้องรับทุกข์ทรมานในนรกนี้ไม่มีเวลาได้หยุดพักเลย

        ชิวเซิง : ถ้ารู้ก่อนตั้งแต่แรกว่าจะเป็นแบบนี้  ไหนเลยจะกล้าทำเรื่องแบบนั้น  ตอนนี้มีเพียงใช้จิตที่มีความจริงใจมาสำนึกขอขมากรรมและสวดพุทธนาม  คนทั่วไปที่อยู่ในระหว่างการรับโทษอันทุกข์ทรมาน หากสามารถระลึกสวดท่องพุทธนามได้  ก็จะสามารถหลุดพ้นจากความทุกข์ได้รับความสุข  ได้ไปเกิดในแดนวิสุทธิภูมิ  เกรงแต่ว่า ถ้าหากไม่เคยผูกพุทธสัมพันธ์กับพระพุทธะโพธิสัตว์มาอย่างลึกซึ้งก็อาจจะท่องไม่เป็น  เราจะบอกแก่ท่าน ให้ท่านสวดพุทธนามของพระศรีอาริยเมตไตรยว่า “นะโม หมีเล่อฝอ”  อยู่ท่ามกลางความทุกข์ยากหากสามารถระลึกสวดท่อง ยึดมั่นพุทธนามเป็นสรณะ จิตจะราบเรียบมั่นคง ได้รับพุทธคุณปกปักคุ้มครองให้หลุดพ้นจากความทุกข์ได้รับความสุข ได้ไปเกิดในแดนวิสุทธิภูมิ นำกรรมติดตัวไปบำเพ็ญมรรคผล

        วิญญาณบาป : ขอบคุณท่านที่เมตตา

        ชิวเซิง : ท่านเซียนกวนครับ ผู้น้อยมีคำถามอยากจะขอคำชี้แนะ  ในเมื่อการสวดพุทธนามสามารถได้ไปเกิดในแดนวิสุทธิภูมิ  แล้วเหตุใดถึงมีคนจำนวนมากที่สวดพุทธนามแล้วตกสู่ยมโลก?

        เซียนกวน : ประการแรกเพราะเขามีคดีที่จะต้องรับการสอบสวนในยมโลก  ประการที่สองเพราะปุถุชนคนทั่วไปตอนที่มีชีวิตอยู่ เมื่อไหร่ก็ตามที่พบเจอกับความทุกข์ก็ได้แต่ทอดถอนใจด้วยความโศกเศร้า  ได้แต่ทำเสียงถอนหายใจ  เฮ่อ  เฮ่อ  ไม่รู้จักสวดท่องพุทธนาม  โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่ป่วยหนักกำลังใกล้จะตายความทุกข์ก่อนตายในตอนนั้นจะยิ่งมีมาก  ด้วยเหตุนี้จึงไม่สามารถประสานรวมกับพุทธคุณ เลยตกสู่ยมโลก  อยู่ในอันตรภาวะ  (*อันตรภาวะ อ่านข้อมูลเพิ่มเติมท้ายบท)

        พุทธะจี้กง : คืนนี้ดึกแล้ว กลับกันเถอะ

        ชิวเซิง : ขอบคุณท่านเซียนกวนและท่านขุนพลทั้งสองที่ช่วยเหลือ

        เซียนกวน : น้อมส่งท่านพุทธะจี้กงและท่านเมธี

        พุทธะจี้กง : ถึงก่งเหิงถังแล้ว ศิษย์เราจงกลับเข้าร่าง

        ชิวเซิง : ศิษย์น้อมส่งพระอาจารย์

 

        *ข้อมูลเพิ่มเติมคัดลอกจากงานวิจัยของ วัชระ งามจิตรเจริญ

- อันตรภาวะหรืออันตรภพ คือ สัตว์ในกำเนิด โอปปาติกะ หรือ อาทิสมานกาย ที่เกิดใหม่หลังจากตายแต่ยังไม่มีสภาพชีวิตของภพใหม่อย่างเต็มที่ มีชีวิตอยู่ชั่วคราวก่อนที่จะไปเกิดในภพใหม่ต่อไป นอกจากนี้ ยังมีหลักฐานในคัมภีร์อรรถกถาที่แสดงนัยของการมีชีวิตอยู่ชั่วคราวหลังการตายและก่อนการเกิดในภพต่อไป ส่วนพุทธศาสนาดั้งเดิมมีคำและข้อความในพระสูตรหลายแห่งที่แสดงนัยของอันตรภพไว้ชัดเจนกว่าพุทธศาสนาเถรวาท เช่น พุทธพจน์ที่ตรัสเกี่ยวกับ “สัมภเวสี” “คันธัพพะ” และ “ระหว่างโลกทั้งสอง” และข้อความบางข้อความที่แสดงถึงช่วงเวลาที่สัตว์ตายจากชาติที่แล้ว แต่ยังไม่ได้ถือกำเนิดในชาติถัดไป เช่น ข้อความที่กล่าวถึงสัตว์บางพวกรู้สึกตัวขณะก้าวลงสู่ครรภ์มารดา