Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
ตอนที่ 16 ใช้ศาสนาล่อล่วงกาม เหตุให้ตกอเวจี | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

ตอนที่ 16 ใช้ศาสนาล่อล่วงกาม เหตุให้ตกอเวจี

42 Views

พุทธะจี้กง ประทับทิพย์ญาณ

                  ศาสนากล่อมเกลาคน  มีความสำคัญยิ่ง 

  บำเพ็ญจริงฉุดช่วยคน  กายวิสุทธิ์ดุจหยกใส

                  สงฆ์ปลอมใฝ่กามา  หลอกคนว่าธรรมะไซร้  

  จมลงอเวจีไป  ไม่ถ้วนครั้งนับเกิดตาย

        พุทธะจี้กง : มองดูโลกโลกีย์นี้ จิตใจคนช่างเคว้งคว้าง  ใจธรรมร่อแร่เต็มที  ทุกคนต่างก็เสพสุขก่อนเป็นอันดับแรก  แต่กลับไม่บริการรับใช้ผู้อื่นก่อนเป็นสำคัญ  พึงรู้ว่าการบริการรับใช้ผู้อื่นคือจุดมุ่งหมายของชีวิต  มีเพียงการบริการรับใช้สังคม  สังคมจึงสามารถบังเกิดความสุขและความปรองดอง  ชาวประชาจึงมีความแข็งแรงทางด้านจิตใจ  แก่นแท้ของศาสนาอยู่ที่การเปิดปัญญาให้ผู้ที่ลุ่มหลงได้เกิดความตื่นแจ้ง  กล่อมเกลาคนเขลาหลงให้เกิดปัญญา  ดังนั้นพลังแห่งการกล่อมเกลาสั่งสอนจึงเป็นสิ่งที่ไม่อาจมองข้ามได้เลย   ศาสนิกชนอาศัยพุทธะอริยเจ้าเป็นแบบอย่างที่ดีในการเจริญรอยปฏิบัติตาม   อาศัยพระโอวาทที่เทพเซียนชี้แนะรวมทั้งพระสูตรคัมภีร์และคติธรรมต่างๆที่บรรพอริยเจ้าหลงเหลือไว้ให้มาเป็นบรรทัดฐานในการกล่อมเกลาสั่งสอน  เริ่มต้นจากตัวเองศึกษาจนตื่นแจ้งด้วยตัวเองแล้วเกิดความศรัทธาเชื่อมั่น  นำสิ่งที่ตัวเองสัมผัสรู้มาแบ่งปันกับมหาชนทั้งหลาย  ดังนั้นจึงมีศาสดา  ปราชญ์เมธี  พระธรรมาจารย์    พระเถระ  แตกแขนงออกมา  แต่ทว่าปัจจุบันนี้ศาสนาต่างๆกลับมีพวกคนถ่อยสถุลปรากฏออกมาอยู่เสมอๆ  การกระทำของคนชั่วเพียงแค่ไม่กี่คนกลับทำให้ผู้ที่บำเพ็ญปฏิบัติอย่างแท้จริงต่างพลอยได้รับความเสื่อมเสียไปด้วย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการล่อลวงกามที่มีข่าวเผยแพร่ออกมาอยู่ไม่ขาดสาย  พึงรู้ว่าผู้ที่สวมจีวรพระจะต้องปฏิบัติกิจของพุทธะ  ดำรงตนอยู่ในเพศสมณะ  อันดับแรกต้องรักษาศีล  หากไม่ประครองรักษาศีลวินัยให้สะอาดอย่างเคร่งครัด  แต่กลับทำเรื่องที่ชั่วช้า  นั่นไม่ใช่ศิษย์สาวกของพระพุทธองค์  แต่นั่นเป็นสมุนของมาร   ชาวโลกจะต้องรู้เอาไว้ว่าการอาศัยชื่อของธรรมะไปล่อลวงกามก็คือการปลูกเหตุแห่งอเวจี เมล็ดพันธ์อันปราศจากความเบาบางแห่งทุกข์   จะไม่ระวังหรือ!  ระวังไว้เถอะ!  ศิษย์เราจงออกจากร่าง   

        ชิวเซิง : ศิษย์คารวะพระอาจารย์

        พุทธะจี้กง : รีบขึ้นบัลลังก์บัวเถอะ

        ชิวเซิง : (ลมหนาวพัดจู่โจมระหว่างทาง  มีหมอกบางๆเหมือนอยู่ท่ามกลางภูเขาสูง  ตอนนี้รู้สึกคล้ายกับตัวเองเข้ามาในดินแดนแห่งความฝัน  ทันใดนั้นเบื้องหน้าก็บังเกิดแสงสว่าง  ปรากฏอาคารสิ่งปลูกสร้างดูคล้ายปราสาทราชวัง)

        พุทธะจี้กง : ศิษย์เรา เจ้ารีบตามมาเร็ว (ภายในตำหนักมีขุนพลสองท่านเดินออกมาในทันใด)

        ขุนพล : เบื้องหน้านี้คือท่านพุทธะจี้กงใช่หรือไม่?

        พุทธะจี้กง : เราคือจี้เตียน  นำพาพู่กันทรงมาท่องเที่ยวเพื่อประพันธ์หนังสือ

        ขุนพล : ขอเชิญด้านในครับ  นายทะเบียนคอยท่านอยู่นานแล้ว

        ชิวเซิง : (ภายในตำหนักตกแต่งอย่างสง่างามอลังการ  สร้างจากเงินและทองคำบริสุทธิ์  เบื้องหน้ามีชายฉกรรจ์คนหนึ่งอายุประมาณ 30-40 ปี  พร้อมด้วยผู้เฒ่าท่านหนึ่งนั่งอยู่เบื้องล่าง)

        พุทธะจี้กง : ศิษย์เรา เจ้ารีบคารวะนายทะเบียนเร็ว

        ชิวเซิง : คารวะท่านนายทะเบียน

        นายทะเบียน : ท่านเมธีไม่ต้องมากพิธี  คารวะท่านพุทธะจี้กง

        พุทธะจี้กง : ไม่ต้องมากพิธี  ผู้นี้ใช่ “ชิวอาถู” หรือไม่?

        นายทะเบียน : ใช่ครับ ผู้นี้ก็คือชิวอาถู

        ชิวเซิง : สวัสดีครับคุณลุง  ลูกของท่านที่อยู่บนโลกมนุษย์  ซึ่งก็คือศิษย์พี่ชิวผู้ร่วมบำเพ็ญของสำนักเราได้ฝากฝังให้ผู้น้อยมาเยี่ยมเยียนท่านเป็นกรณีพิเศษ  แต่สีหน้าของท่านดูคล้ายกับว่ามีทั้งความยินดีและความกลัดกลุ้มระคนกัน  ไม่ทราบว่าเป็นเพราะเหตุใด?

        ชิวอาถู : ฉันดีใจที่คนในครอบครัวของฉันที่อยู่บนโลกมนุษย์กราบวอนขอให้ฉันสามารถได้รับการยกระดับเข้าไปเป็นผู้บำเพ็ญในสถานบำเพ็ญจิตญาณ“ฟ้าไพศาล แพรแถบสีม่วง” ตั้งใจบำเพ็ญฝึกฝนพุทธธรรม  แต่ที่ฉันกลัดกลุ้มก็เพราะตลอดชีวิตฉันไม่เคยศรัทธาในพุทธธรรม  ไม่เคยศึกษาพุทธธรรม  ดังนั้นจึงมีทั้งความกลัดกลุ้มและความยินดีปะปนกัน

        ชิวเซิง : ท่านผู้เฒ่าสบายใจเถอะ เมื่อไปถึงที่นั่นแล้วก็จะมีอาจารย์เซียนมาสอนให้  ตอนนี้ขอให้ท่านปล่อยวางทุกอย่างลง

        ชิวอาถู : ขอบคุณที่ให้กำลังใจ

        ชิวเซิง : จริงสิ!  นับตั้งแต่ตอนที่ท่านตายจนถึงตอนนี้  มีความรู้สึกอย่างไรบ้าง?

        ชิวเซิง : ตอนที่ฉันกำลังจะตาย  ในใจมีแต่ความหวาดกลัว  จิตใจไม่สงบ  จนกระทั่งวิญญาณออกจากร่างมาอยู่ที่นรก  หลังจากสอบสวนคดีในศาลจึงรู้ว่าลูกของฉันที่อยู่บนโลกมนุษย์ฉุดช่วยให้ฉันสามารถได้รับการยกระดับ  ตอนนี้จิตใจของฉันสงบลงแล้ว

        พุทธะจี้กง : เราควรจะไปเที่ยวนรกอเวจีกันได้แล้วนะ

        ชิวเซิง : ยังมีข้อสงสัยอีกนิดหน่อย  ขอความกรุณาท่านนายทะเบียนช่วยไขข้อสงสัยให้ด้วยครับ  หลังจากที่คนตายแล้ว  ร่างกายแข็งทื่อ แต่ทำไมผ่านไปหลายวันหลังจากที่ช่วยสวดพุทธนามให้แก่ผู้ตาย  ศพที่แข็งทื่อนั้นก็สามารถอ่อนนิ่มลงได้?

        นายทะเบียน : หลังจากที่คนตายแล้ว ตัวจะแข็ง นั่นก็เพราะมีความยึดติดหวาดกลัวทำให้จิตใจเกิดความไม่สงบ  เมื่อช่วยสวดพุทธนามให้แก่ผู้ตาย  วิญญาณของผู้ตายก็จะค่อยๆใสสะอาด ดังนั้นจิตใจจึงสงบลง  สามารถปล่อยวางความยึดติด  ทำให้สภาพศพอ่อนนิ่ม

        ชิวเซิง : อย่างนี้ใช่หรือไม่ว่า วิญญาณสามารถได้ไปเกิดยังแดนวิสุทธิภูมิแล้ว?

        นายทะเบียน : ก็ยังไม่แน่ว่าจะเป็นเช่นนั้น!  ถ้าหากบุญ-บาปที่ทำไว้ตอนสมัยที่มีชีวิตอยู่นำมาหักลบกันแล้ว  มีบุญเหลือมากพอที่จะได้รับการยกระดับ รับตำแหน่งเป็นเทพหรือพระภูมิเจ้าที่บนโลกมนุษย์  หลังจากที่ตายแล้วก็สามารถไปยังหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบโดยตรง  ถ้าหากตอนที่มีชีวิตอยู่ไม่เชื่อในเรื่องเหตุต้นผลกรรม  ไม่เชื่อเรื่องบุญ-บาป  เมื่อตายแล้วก็จะต้องมารับการไต่สวนคดีในนรกภูมิ  ถ้าไม่มีความผิดบาปอะไรมากมายก็สามารถที่จะได้ไปเกิดใหม่ตามเหตุปัจจัยที่ได้สร้างไว้ หรืออาจจะปล่อยให้เป็นวิญญาณอิสระอยู่ในโลกมนุษย์หรือยมโลก แต่ทั้งนี้อายุขัยต้องยังไม่หมดถึงจะสามารถได้รับสิทธิ์นี้  ถ้าหักลบกันแล้วบุญ-บาปพอๆกันก็ให้เข้าไปอยู่ในเขตแดนสามัญชนในยมโลก หรืออาจจะอาศัยปณิธานไปเกิดใหม่ในครอบครัวสามัญชนบนโลกมนุษย์  และถ้าหากเป็นผู้ที่มีบุญกุศลมากพอที่จะได้ขึ้นสวรรค์ แต่ญาติบนโลกมนุษย์กลับมีการฆ่าสัตว์มาเซ่นไหว้ดวงวิญญาณ  หรือฆ่าสัตว์เพื่อเป็นอาหารเลี้ยงแขก  ผู้ตายก็จะต้องลงนรกเพื่อรับการไต่สวนคดี หากตรวจสอบอย่างละเอียดแล้วไม่ใช่เจตนารมณ์ของผู้ตายในสมัยที่ยังมีชีวิตอยู่ก็จะได้ขึ้นสวรรค์โดยใช้ทางสามแพร่ง

        ชิวเซิง : ขอบคุณท่านนายทะเบียนที่ชี้แนะ

        (ศิษย์-อาจารย์ทั้งสองเดินทางต่อ จนกระทั่งมาถึงสถานที่ๆคุ้นเคย เซียนกวนและขุนพลเดินเข้ามา)

        เซียนกวน : คารวะท่านพุทธะจี้กง

        พุทธะจี้กง : ท่านเซียนกวนถ่อมตนแล้ว

        ชิวเซิง : คารวะท่านเซียนกวนและท่านขุนพลทั้งสอง

        เซียนกวน : ไม่ต้องมากพิธี  เชิญด้านในเถอะ

        ชิวเซิง : (เบื้องหน้ามีคนจำนวนหนึ่งกำลังถูกยักษ์เฆี่ยนตีด้วยแส้  บ้างถูกทุบตีด้วยเสาเข็ม  บ้างถูกเสียบด้วยกระบองง่าม  ยังเห็นอินทรีเหล็กกินหูและตาของพวกเขา  หมาทองแดงกัดตับและปอดของพวกเขา  งูเหล็กพันรัดคอของพวกเขา  บ้างชอนไชเข้าไปในตาแล้วออกมาทางตา  บ้างชอนไชเข้าไปในปากแล้วออกมาทางหู  จากนั้นจึงพลิกตัวแล้วชอนไชเข้าไปในอวัยวะเพศ  ชอนไชทะลุขึ้นไปกินสมองของพวกเขา  ทำให้อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเวทนาสงสาร)  ท่านเซียนกวนครับ  คนเหล่านี้ทำบาปอะไรถึงต้องรับโทษเช่นนี้?

        เซียนกวน : คนเหล่านี้ตอนที่มีชีวิตอยู่แอบอ้างชื่อของศาสนา หลอกลวงคนไปข่มขืนอย่างโหดร้ายทารุณจนสำเร็จความใคร่ เป็นการทำลายชื่อเสียงความน่าเชื่อถือของศาสนา  ทำลายความศรัทธาอันถูกต้อง  ท่านลองดูสิว่าพวกเขาเหล่านี้ทั้งหมดเป็นใครบ้าง?

        ชิวเซิง : (สงบจิตแล้วตั้งใจมอง) ที่แท้มีทั้งพระสงฆ์  แม่ชี  นักพรต  ร่างทรง  ผู้เผยแพร่คำสอน  รวมทั้งบุคคลระดับชั้นผู้นำในองค์กรและคนอื่นๆที่น่าจะเป็นบุคลระดับกลางและระดับล่างในองค์กร

        เซียนกวน : ไม่ผิด!  คนเหล่านี้ทั้งหมดคือคนที่แอบอ้างชื่อของศาสนาไปทำเรื่องที่ผิดประเวณี  (ชี้มือไปที่ขุนพลซึ่งกำลังนำตัวชายวัยกลางคนๆหนึ่งเข้ามา)

        ชิวเซิง : ไม่ทราบว่าท่านทำบาปกรรมไว้อย่างไร?  แล้วตอนที่มีชีวิตอยู่ทำอาชีพอะไร?

        วิญญาณบาป : ฉันแซ่ไช่  เป็นปรมาจารย์ในยุคสมัยหนึ่ง  เพราะว่าฉันมีนิสัยชอบหมกมุ่นในเรื่องกาม  เฝ้าครุ่นคิดแต่เรื่องกาม  แต่ก็ไม่ได้เสพสม  ฉันเห็นในศาลเจ้ามีผู้หญิงเข้าๆออกๆเป็นประจำ  ในใจจึงคิดวางแผน  ฉันตัดสินใจโกนหัวตัวเองแล้วไปพักอาศัยอยู่ที่วัดเพื่อหาโอกาส  แต่พระในวัดไม่อนุญาต  ดังนั้นฉันจึงหาคนกลุ่มหนึ่งที่มีเป้าหมายเหมือนกับฉันมาฆ่าพระในวัดจนหมด แล้วติดตั้งกลไกลภายในศาลเจ้าเล็กน้อย เมื่อมีผู้หญิงเข้าไปในศาลเจ้าก็รอจังหวะที่คนอื่นๆเผลอ ไม่มีใครสนใจ แล้วค่อยเปิดกลไกให้กับดักทำงาน ทำให้ผู้หญิงตกลงไปในอุโมงค์ใต้ดินที่สร้างเอาไว้ แล้วพื้นก็กลับคืนสู่สภาพเดิมโดยที่ไม่มีใครรู้ วัดนี้ชื่อว่า “วัดหงเหลียน” ภายหลังวัดนี้ถูกหงกูทำลาย

        ชิวเซิง : ที่แท้เป็นเช่นนี้เอง  ควรรู้ว่าความชั่วทั้งปวงกามตัณหามาเป็นอันดับหนึ่ง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแอบอ้างศาสนาไปทำเรื่องที่ผิดประเวณี   สุดวิสัยที่จะช่วยเหลืออะไรได้  ตอนนี้มีเพียงใช้จิตที่มีความเคารพศรัทธาจริงใจ  ยินยอมรับการลงโทษ  ที่เรียกว่า “สมัครใจรับ สมัครใจคืน”  จำไว้นะอย่าลืม  เราขอให้ท่านหลุดพ้นจากความทุกข์ในเร็ววัน  สามารถขจัดกามตัณหาได้โดยเร็ว  ท่านเซียนกวนครับ  แล้ววิญญาณบาปจะเป็นอย่างไรต่อไปครับ?

        เซียนกวน : ต้องเกิดเป็นสัตว์ทะเลหนึ่งแสนปี  วัวนม 500 ชาติ  โสเภณี 500 ชาติ  เป็นคนต่ำต้อยอีก 500 ชาติ

        ชิวเซิง : แล้วจะหลุดพ้นได้อย่างไร?

        เซียนกวน : หากสามารถสำนึกขอขมากรรมด้วยจิตที่ศรัทธาจริงใจ ไม่ทำความผิดซ้ำ  ก็สามารถลดโทษลง  พ้นจากความทุกข์ได้รับความสุข

        พุทธะจี้กง : กลับกันเถอะ

        เซียนกวน : น้อมส่งพุทธะจี้กงและท่านพู่กันทรง

        ชิวเซิง : ขอบคุณท่านเซียนกวนที่ช่วยอำนวยความสะดวก

        พุทธะจี้กง : ถึงสำนักก่งเหิงถังแล้ว  ศิษย์เราจงกลับเข้าร่าง

        ชิวเซิง : ศิษย์น้อมส่งพระอาจารย์