Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
ตอนที่ 11 เป็นโจรครั้งแล้วครั้งเล่า ทุกข์ทรมานแสนสาหัส | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

ตอนที่ 11 เป็นโจรครั้งแล้วครั้งเล่า ทุกข์ทรมานแสนสาหัส

48 Views

พุทธะจี้กง ประทับทิพย์ญาณ

                        มุ่งแสวงหาทรัพย์ด้วยจิตที่มิจฉา        

เจตนาเป็นโจรนำมาซึ่งความโศกศัลย์

                        กายแข็งแรงทำเช่นนี้สมชายหรือไรกัน

ต้องโทษโดนลงทัณฑ์เคราะห์ภัยนั้นถึงเมื่อใด

        พุทธะจี้กง : มนุษย์ปุถุชนคนทั่วไป เพียงเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินทองและผลประโยชน์ ก็ไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ธรรมเนียมปฏิบัติที่สืบต่อกันมา ไม่ใช้สติปัญญาความสามารถและความพากเพียรในการประกอบอาชีพต่างๆเพื่อหาเลี้ยงชีพ เช่น  อาชีพนักวิชาการ เกษตรกร กรรมกร พ่อค้า ทหาร  ตำรวจ  รวมถึงงานรับใช้บริการและอาชีพที่สุจริตทั้งหลาย แต่กลับมีพฤติกรรมอันมิชอบ ใช้วิธีการต่างๆที่ไม่ถูกต้อง ใช้จิตใจที่เต็มไปด้วยความละโมบไปแสวงหาทรัพย์สิน  กัลยาณชนอาศัยทรัพย์สินเพื่อบำรุงเลี้ยงกาย  มีแต่คนถ่อยเท่านั้นที่อาศัยกายเพื่อแสวงหาความร่ำรวย  พระพุทธองค์ทรงตรัสว่าเงินทองคืออสรพิษ  สามารถทำให้ถึงแก่ความตาย ทำให้เกิดเรื่องพัวพันยุ่งยาก  คิดที่จะสละทิ้งก็สละทิ้งเสีย จะได้ไม่ถูกพิษ ทรัพย์สินเงินทองทำให้ความสัมพันธ์ของพี่น้องเกิดความวุ่นวาย ครอบครัวแตกร้าว  ทำให้มิตรสหายไม่มีมโนธรรมต่อกัน  ดังนั้นทรัพย์สินเงินทองจะต้องหามาอย่างถูกต้อง  หากไม่ใช้น้ำพักน้ำแรงของตัวเองไปแลกมาด้วยความสุจริต  กลับชอบใช้อำนาจบาตรใหญ่และเล่ห์เหลี่ยมกลโกงเพื่อให้ได้ทรัพย์สินและผลประโยชน์มากๆโดยที่ตัวเองไม่ต้องลงทุน  แล้วยังไม่รู้จักสำนึกผิดแก้ไข  ไม่กลับเนื้อกลับตัวใหม่  สักวันหนึ่งจะต้องถูกควบคุมตัวไปขังในนรกอเวจี  ไม่มีวันได้ออกมา  ระวังไว้เถอะ!  ประทานยันต์ให้ศิษย์เราเผาดื่ม (พุทธะจี้กงโบกพัดใบลานหนึ่งที วิญญาณของชิวเซิงก็ออกจากร่าง)

ชิวเซิง : ศิษย์คารวะพระอาจารย์

พุทธะจี้กง : ศิษย์เราไม่ต้องมากพิธี  รีบนั่งบัลลังก์บัวเถอะ

ชิวเซิง : ศิษย์นั่งเรียบร้อยแล้วครับ  ขอเชิญพระอาจารย์ออกเดินทางได้ (ตลอดเส้นทางมีลมหนาวที่หนาวมาก หนาวถึงกระดูก ทำให้ตัวแข็ง มือเท้าเย็นเยือก) พระอาจารย์ครับ ที่นี่คือที่ไหน ทำไมที่นี่ถึงได้เย็นเยือกเช่นนี้ ราวกับเข้ามาอยู่ในโรงแช่แข็ง?

พุทธะจี้กง : รีบกินยาระบายอากาศนี่ซะสิ

ชิวเซิง : (หลังจากที่กินยาแล้วก็ไม่รู้สึกหนาว ร่างกายเกิดความอบอุ่น) สถานที่แห่งนี้ทั่วพื้นเป็นหิมะ และยังมีเกล็ดหิมะโปรยปลิวลงมาจากด้านบน  เมื่อเกล็ดหิมะมาสัมผัสถูกร่างกายก็รู้สึกเจ็บปวดเหมือนกับถูกเข็มทิ่มแทง  พระอาจารย์ครับ  ท่านไม่รู้สึกเจ็บบ้างหรือครับ?

พุทธะจี้กง : อาจารย์มีรัศมีทองคุ้มครองกาย แล้วจะกลัวไปไยกับเกล็ดหิมะอเวจีเล็กๆพวกนี้  อาจารย์มีอาภรณ์สวรรค์ตัวหนึ่งให้เจ้ายืมใส่

ชิวเซิง : เสื้อตัวนี้ซ้อนกันอยู่หลายชั้น  มีสายคาดหลายเส้น  เหมือนทอขึ้นจากดิ้นทอง  ดิ้นทองแต่ละเส้นละเอียดดุจดั่งเส้นไหม  แต่ละสีงดงามวิจิตร  ทั้งยังมีรูปหงส์มังกรที่ทอจากเส้นหยก  และพวงไข่มุกที่วาดเป็นรูปนกยูง  เป็นอาภรณ์วิเศษที่มีความล้ำค่ามหัศจรรย์เป็นอย่างยิ่ง

พุทธะจี้กง : เบื้องหน้านั้นท่านเซียนกวนและท่านขุนพลทั้งสองมารอคอยพวกเราอยู่นานแล้ว  เจ้ารีบเข้าไปแสดงคารวะเร็ว

ชิวเซิง : คารวะท่านเซียนกวนและท่านขุนพลทั้งสอง

เซียนกวน : ท่านเมธีไม่ต้องมากพิธี

ชิวเซิง : ท่านเซียนกวนครับ  ที่นี่คือที่ไหน?  ทำไมอากาศถึงได้หนาวทรมานใจคนขนาดนี้  หิมะตกไม่หยุด  มิหนำซ้ำเกล็ดหิมะเหล่านี้ยังทิ่มแทงที่กายวิญญาณโดยตรงอีกด้วย

เซียนกวน : ที่นี่คืออาณาเขตของนรกอเวจี เพราะนรกอเวจีก็คือดินแดนแห่งไฟและน้ำแข็ง ดังนั้นด้านหนึ่งของนรกอเวจีก็คือไฟจากแกนกลางของโลก  ส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นน้ำแข็งจากห้วงทะเลลึก  ทั้งหมดนี้เป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นจากบาปกรรมของชาวโลก  สร้างขึ้นตามลักษณะของความผิดบาป  เมื่อจิตใจของคนเกิดความชั่วร้ายขึ้นหนึ่งส่วน แกนโลกก็จะร้อนขึ้นหนึ่งส่วน  หนาวขึ้นอีกหนึ่งส่วน  ในทางกลับกัน หากจิตใจของคนตั้งมั่นอยู่ในความดี  ทุกๆที่ก็คือแดนวิสุทธิภูมิ ไหนเลยจะมีแบ่งแยกนรก สวรรค์ และโลกมนุษย์

ชิวเซิง : ตามที่ท่านเซียนกวนกล่าวมานั้น  ความทุกข์ยากทั้งปวงเกิดจากจิตใจของเวไนย์เป็นผู้สร้างขึ้นเอง  จิตใจที่ชั่วร้ายดลบันดาลให้เกิดความทุกข์ทรมาน  ทั้งหมดนี้ก็คือ ใครทำกรรมใดไว้ก็ต้องเป็นผู้รับผลกรรมนั้นด้วยตัวเอง ในทางกลับกัน คนที่มีคุณธรรมต่อให้เดินไปจนสุดหล้าฟ้าเขียว ขึ้นสวรรค์หรือลงนรก เพราะยึดมั่นในคุณธรรม พลังธรรมก็จะรวมตัวกันเป็นรัศมีทองคุ้มครองกาย จึงไม่ได้รับผลกระทบจากสภาพแวดล้อมที่เลวร้าย ไม่เพียงแค่นั้น ยังสามารถทำให้สภาพแวดล้อมในสถานที่นั้นๆเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี  ดังนั้นคนที่มีคุณธรรมไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนที่นั่นก็คือแดนวิสุทธิภูมิ

เซียนกวน : ถูกต้องแล้ว! เบื้องหน้านี้มีโจรที่ทำความผิดในสมัยตอนที่ยังมีชีวิตอยู่บนโลกมนุษย์  เขาเพิ่งจะพ้นวาระจากการถูกลงทัณฑ์ในนรกขุมต่างๆ แล้วจึงถูกส่งต่อมาที่นี่

ชิวเซิง : รบกวนท่านช่วยนำตัวเขามาสัมภาษณ์หน่อยครับ

ขุนพล : นำตัววิญญาณบาปมาถึงแล้วครับ

ชิวเซิง : ไม่ทราบว่าเหตุใดท่านจึงมาอยู่ที่นี่?  แล้วตอนสมัยที่มีชีวิตอยู่ทำอาชีพอะไร?

วิญญาณบาป : ฉันหนาวและหิวเหลือเกิน  ได้โปรดให้ของกินแก่ฉันด้วยเถอะ

ชิวเซิง : อากาศอย่างนี้ดีที่สุดคือได้ลิ้มรสชาติของหมี่กึ่งสำเร็จรูป  น่าเสียดายที่ไม่ได้นำติดตัวมาด้วย  มิฉะนั้นจะมอบให้ท่านสักหลายๆลัง

พุทธะจี้กง : รีบกินยาเม็ดไล่ความหนาวแล้วดื่มน้ำอมฤตนี่สิ

วิญญาณบาป : ไม่หนาวแล้ว!

ชิวเซิง : เพราะเหตุใดมือและเท้าของท่านจึงถูกบิดงอจนผิดรูป เหมือนกับไก่ในตลาดสดที่ขาของมันถูกจับสอดกลับเข้าไปข้างในอย่างไงอย่างนั้น  นัยน์ตาก็ไม่มีชีวิตชีวา  ตัวซีดไม่มีสีเลือด  สภาพเหมือนคนที่ตายมานานแล้ว

วิญญาณบาป : ก็เดิมทีฉันก็คือคนตายอยู่แล้วนี่!

ชิวเซิง : อ่า! ใช่!ใช่!ใช่! งั้นรีบเล่ามาเถอะว่าเหตุใดท่านจึงมาอยู่ที่นี่

วิญญาณบาป : ฉันแซ่เลี่ยว เป็นคนฮ่องกง มีชีวิตอยู่ในช่วงตอนต้นของยุคสาธารณรัฐ  เป็นเพราะว่าในสมัยเด็กยากจนมาก จนรู้สึกกลัวความจน  ดังนั้นเมื่อโตขึ้นจะต้องไม่มีชีวิตที่ลำบากยากจนอีก

ชิวเซิง : มีจิตที่แสวงหาความก้าวหน้าดีมาก แต่ทำไมถึงได้มีสภาพเช่นนี้?

วิญญาณบาป : เพราะว่าครอบครัวฉันยากจน  ตั้งแต่เด็กๆฉันก็ถูกลูกของเพื่อนบ้านรังแกและหัวเราะเยาะ  จึงปลูกฝังความรุนแรงไว้ภายในจิตใจ  เป็นเพราะตอนที่อายุประมาณ 20 กว่าๆ ฉันไม่มีทักษะฝีมือในด้านใดเลยแม้แต่อย่างเดียว  ในตอนนั้นคิดอยากจะไปทำงานหยาบๆที่ไม่ต้องใช้ฝีมือก็ต้องมีผู้แนะนำ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะต้องหาคนมาค้ำประกัน  ดังนั้นการดำรงชีวิตจึงยากลำบากมาก  หลังจากที่สมัครงานอยู่ 1-2 ครั้งแล้วถูกปฏิเสธ  ฉันก็คิดหาวิธีที่จะรวยทางลัด  เดิมทีเพียงแค่ลักขโมยของกินบ้างเล็กๆน้อยๆ  ต่อมาก็ค่อยๆเกิดความเคยชินจนกลายเป็นนิสัย  จึงเริ่มขโมยเงิน  ไม่นานนักก็รวมหัวกับเพื่อนออกปล้นครั้งแล้วครั้งเล่า ตอนแรกก็หาเหยื่อที่เป็นคนเดินถนนที่เดินพลัดหลงจากกลุ่มออกมาเดินเพียงลำพัง  สุดท้ายก็ปล้นทั้งธนาคารและร้านเครื่องประดับ ถึงแม้ว่าต่อมาภายหลังคิดอยากจะหยุดแต่ก็หยุดไม่ได้เสียแล้ว ในการปล้นครั้งสุดท้ายเดิมทีได้วางแผนการเอาไว้เป็นอย่างดี  แต่กลับกลายเป็นว่าตัวเองต้องถูกลงโทษประหารชีวิต ณ สถานที่เกิดเหตุ  จบสิ้นชีวิตลง เมื่อวิญญาณมาถึงนรกก็ถูกตัดสินให้รับโทษในนรกตัดมือ  นรกหั่นเท้า  นรกหิวโหย  นรกเจาะใจ  นรกละลายตับ  นรกลวกลำไส้  นรกห้อยหัว  และนรกอื่นๆ  ทุกข์ทรมานจนสุดที่จะบรรยายได้  ตายแล้วก็ถูกราดให้ฟื้นด้วยน้ำคืนชีพ  เป็นเช่นนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า มาที่นี่ก็ต้องเผชิญกับความหนาวจัด ไม่มีเสื้อผ้าปกปิดร่างกายเลยแม้แต่ชิ้นเดียว  มีแต่เกล็ดหิมะโปรยปราย  ถึงแม้มองดูแล้วจะเป็นภาพทิวทัศน์ที่งดงาม แต่กลับมีความลี้ลับมหัศจรรย์  แฝงไว้ซึ่งความเจ็บปวดทรมาน  เมื่อเกล็ดหิมะปลิวมาใส่ตัว  อยากจะหลบก็หลบไม่พ้น  ทั่วทั้งร่างถูกทิ่มแทงให้เจ็บปวด  หนาวเหน็บจนเป็นอัมพาต  ที่นี่ไม่ใช่สถานที่ๆคนจะสามารถอยู่ได้เลยจริงๆ

ชิวเซิง : ถึงอย่างไรท่านก็ไม่ใช่คนอยู่แล้ว  อยู่ต่อไปจะเป็นอะไรไป

วิญญาณบาป : ท่านนี่ช่างซ้ำเติมคนซะจริงๆ

ชิวเซิง : ที่พูดมาไม่ใช่ความเท็จ  ถึงแม้ว่าอยู่ที่นี่จะทุกข์ยาก  แต่ต่อไปในอนาคตจะยิ่งน่าเวทนา

วิญญาณบาป : มันเรื่องอะไรกันหรือ?

ชิวเซิง : เชิญท่านเซียนกวนพูดดีกว่า

เซียนกวน : ได้! (ชั่วขณะหนึ่งแกนโลกเกิดการสั่นสะเทือนขึ้นเล็กน้อย  กลางอากาศบังเกิดจอภาพขึ้น  ท่านเซียนกวนหยิบเครื่องฉายภาพออกมา  แล้วฉายไปที่จอภาพ  ปรากฏภาพวัว  ไก่ หมู ไม่ต่ำกว่า 500 ครั้ง  ยังปรากฏภาพนกนางนวล  ปลาลิ้นหมา  หอยเม่น 300 ครั้ง แล้วจึงปรากฏภาพของขอทานคนหนึ่งกำลังขอทานอยู่ตามท้องถนนแต่กลับไม่มีใครสนใจไยดี  นั่นเป็นเพราะแท้ที่จริงแล้วผู้คนเหล่านั้นเองก็ไม่มีพอที่จะให้ตัวเองได้กินอิ่มเช่นกัน  แล้วจะสามารถไปสงเคราะห์ผู้อื่นได้อย่างไร ทั้งหมดนี้ 9000 ครั้ง  ต่อจากนั้นก็ปรากฏภาพภูเขาน้ำแข็งพังถล่มซ้ำไปซ้ำมาเช่นนี้ 500 ครั้ง  สุดท้ายจึงปรากฏภาพของคนๆหนึ่งรูปร่างพิกลพิการไปทั้งตัว  แขนขาคดงอ ได้แต่คลานอยู่บนพื้นวอนขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น)

เซียนกวน : นั่นคือสภาพของวิญญาณเลี่ยวในอนาคต  วันนี้เจ้ามีบุญวาสนาที่ได้มีส่วนร่วมในการประพันธ์หนังสือธรรมะเพื่อตักเตือนชาวโลก  จึงสามารถได้รับการลดหย่อนผ่อนโทษลงไปครึ่งหนึ่ง

พุทธะจี้กง : คืนนี้ดึกแล้ว ควรกลับกันได้แล้ว

ชิวเซิง : กราบลาท่านเซียนกวนและท่านขุนพลทั้งสอง

เซียนกวน : น้อมส่งท่านพุทธะจี้กงและท่านเมธี

พุทธะจี้กง : ถึงสำนักก่งเหิงถังแล้ว ศิษย์เราเจ้าจงกลับเข้าร่าง

ชิวเซิง : ศิษย์น้อมส่งพระอาจารย์