Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
ตอนที่ 9 ขุนนางข้าราชการที่ไม่ซื่อสัตย์สุจริตต้องทุกข์ทรมานนานเป็นกัป | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

ตอนที่ 9 ขุนนางข้าราชการที่ไม่ซื่อสัตย์สุจริตต้องทุกข์ทรมานนานเป็นกัป

56 Views

พุทธะจี้กง ประทับทิพย์ญาณ

ลงเอยลงสู่ใต้บาดาล   ถกวิจารณ์เรื่องความสุจริต

ขุนนางเลวใช้อำนาจในทางผิด  ปวงชนคิดพารังเกียจคับแค้นใจ

จิตละโมบโลภทรัพย์รับสินบน  ชีวิตคนคือผักหญ้าฤาไฉน

ไม่เพียงแต่ตกนรกหมกไหม้ไฟ  ยังต้องได้บทลงโทษให้หลาบจำ

        พุทธะจี้กง : บนโลกโลกีย์นี้ จิตใจของคนตกต่ำเสื่อมถอยจนถึงขั้นวิกฤต  แม้แต่เจ้าหน้าที่รัฐบาล ข้าราชกาลทั้งหลาย ต่างก็สูญสิ้นแบบฉบับของความสุจริต แล้งซึ่งน้ำใจ ปล่อยให้ประชาชนจมลงสู่ความทุกข์ยากลำบาก  ต้องทนถูกบีบบังคับอย่างโหดร้ายทารุณ  ถึงแม้ประชาชนเหล่านั้นจะเกิดความไม่พอใจ  โมโหแต่ก็ไม่กล้าพูดออกมา อีกทั้งไม่มีเจ้าหน้าที่ข้าราชการที่มีความเที่ยงธรรมสามารถเป็นตัวแทนให้ประชาชนร้องทุกข์ขอความเป็นธรรมเพื่อหยุดยั้งคนชั่ว  ถึงแม้ว่าจะมีเจ้าหน้าที่ข้าราชการที่มีความสะอาดโปร่งใสอยู่บ้าง  แต่ก็เป็นแค่เพียงเจ้าหน้าที่ข้าราชการที่มีตำแหน่งเล็กๆซึ่งมีอำนาจน้อย  จึงได้แต่จำใจ ไม่รู้ว่าจะทำเช่นไร  ค่านิยมที่ผิดหลักทำนองคลองธรรมรุกเร้าเกาะกินจิตสำนึก  ดังนั้นใครที่มีเงินก็ตัดสินให้มีชีวิตรอด ใครที่ไม่มีเงินก็ตัดสินให้ตาย คนที่มีตำแหน่งสูงมีอำนาจมาก  คำพูดนั้นมีน้ำหนัก หนักดั่งขุนเขา เพียงออกคำสั่ง  ทุกคนก็ต้องปฏิบัติตาม  เพราะมีอิทธิพลอำนาจมากจึงเกิดความกำเริบเสิบสาน  ไม่มีใครสามารถควบคุมได้  ทำให้ข้าราชการที่มีมโนธรรมและความซื่อสัตย์สุจริตตกอยู่ในกำมือ  คนที่มีอิทธิพลอำนาจใช้อำนาจตามอำเภอใจ  สั่งให้รอดก็รอด  สั่งให้ตายก็ตาย  กลับถูกเป็นผิด  กลับผิดเป็นถูก  ทำให้ผู้อื่นได้แต่ทอดถอนใจ  เพราะใจคนไม่ดีงามเหมือนก่อนเก่า จึงมีเพียงนรกอเวจีเท่านั้นที่จะเป็นตัวแทนในการลงทัณฑ์กักขังข้าราชการเลวและคนชั่วตลอดไป  ประทานยันต์ให้ศิษย์เราเผาดื่ม (พุทธะจี้กงโบกพัดใบลานหนึ่งที  วิญญาณของชิวเซิงก็ออกจากร่าง)

        ชิงเซิง : ศิษย์คารวะพระอาจารย์

        พุทธะจี้กง : ศิษย์เราไม่ต้องมากพิธี รีบนั่งบัลลังก์บัวเถอะ

        ชิวเซิง : ศิษย์นั่งเรียบร้อยแล้วครับ  ขอเชิญพระอาจารย์ออกเดินทางได้ (ตลอดทางมีแต่ความมืด  ลมแห่งยมโลกพัดมาน่าสังเวชใจ ได้ยินแต่เสียงร้องครวญครางด้วยความทุกข์ระทมอยู่ไม่ขาด ไม่ได้ยินเสียงแห่งความปีติสุขเบิกบานใจเลย) พระอาจารย์ครับ  ที่นี่หนาวเย็นถึงกระดูก ทำให้ขนลุกชูชัน  รู้สึกไม่สบายไปทั้งตัว

        พุทธะจี้กง : ศิษย์เรา  เจ้าจงอดทนหน่อย

        ชิวเซิง : (เบื้องหน้าเห็นแสงระยิบระยับ มีลักษณะที่หดหู่และสิ้นหวัง ครั้งนี้ต้องเดินทางไปรายงานตัวยังนรกขุมที่เก้าเช่นเคย  เหมือนอย่างครั้งที่แล้วที่ผ่านมา เนื่องจากท่านเซียนกวนและขุนพลอีกสองท่านคือผู้ที่จะนำทางเข้าสู่นรกอเวจี เห็นทะเลเพลิงแผ่คลุมปากทางเข้าคุก  ท่านเซียนกวนหยิบธงบัญชาการออกมา  เปลวเพลิงทั้งหมดก็ค่อยๆหายไป  ยังมีต่ออีกชั้น  ชั้นนี้มีเสาทองแดงเรียงราย ทั้งหมดแบ่งออกเป็นสิบหกค่ายกล  ท่านเซียนกวนหยิบเครื่องหมายสีทองออกมา  พริบตาเดียวเสาทองแดงแต่ละต้นก็เรียงแถวกันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยคล้ายกับว่ากำลังยืนเข้าแถวต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ  ต่อไปอีกชั้นหนึ่ง  ชั้นนี้มีกองหิน รูปแกะสลักหิน บอลหิน ใหญ่บ้างเล็กบ้าง คอยลาดตระเวนไปรอบๆทั้งซ้ายขวาหน้าหลังไม่หยุด  เกิดอุบัติเหตุขึ้นนิดหน่อยแต่ถอยไม่ได้  ท่านเซียนกวนหยิบแท่งสีเงินออกมาโบกมือทำสัญญาณ   เครื่องหินทั้งหมดก็หยุดการเคลื่อนไหวลงชั่วคราว  ต่อไปอีกชั้นหนึ่ง  ชั้นนี้ทั้งสองด้านซ้ายขวามีสิงโตเหล็ก  สิงโตเหล็กทั้งสองด้านต่างก็พ่นเปลวไฟเข้าหากัน  ทั้งด้านบนและด้านล่างยังมีปล่องไฟลักษณะคล้ายงูสิบหกตัวที่พ่นเปลวไฟใส่กัน  ท่านเซียนกวนทำท่านิ้วกระบี่  เปลวไฟทั้งหมดก็หยุดลง  เดินเข้าไปในประตูคุกอีกครั้ง  ยังมีวัตถุที่เป็นหิน  เหล็ก  ทองแดง  และไฟคอยกีดขวางทางเดินอยู่) เพราะเหตุใดถึงได้มีเหตุการณ์แบบนี้? 

        เซียนกวน : นี่ก็เพื่อป้องกันไม่ให้วิญญาณบาปหนีเอาตัวรอดและยังเป็นการขัดขวางไม่ให้ผู้อื่นที่ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องเข้ามาบุกรุก

        ชิวเซิง : (ทางด้านขวาของปากทางเข้าคุกมีประตูอยู่ประตูหนึ่ง คณะเดินทางเดินเข้าไปในประตูนี้  แล้วประตูก็ปิดของมันเอง  คณะเดินทางจมดิ่งลงสู่เบื้องล่าง)  พระอาจารย์ครับ  ที่ลงมาเมื่อครู่นี้ทำให้ศิษย์รู้สึกเวียนหัว

        พุทธะจี้กง : รีบดื่มน้ำอมฤตนี่ซะ

        ชิวเซิง : ดื่มแล้วหวานนิดๆรู้สึกเย็นชื่นใจ

        พุทธะจี้กง : พวกเราลงมาถึงชั้นที่ลึกที่สุดแล้ว

        เซียนกวน : ท่านพุทธะจี้กงและท่านชิวเซิงโปรดรอสักครู่  ขุนพลทั้งสองรีบเปิดประตูคุกเร็ว

        ขุนพล : เปิดประตูคุกแล้วครับ

        เซียนกวน : ท่านทั้งสองเชิญตามเราเข้าไปด้านใน

        ชิวเซิง : (ที่นี่เห็นคนกลุ่มหนึ่งขดตัวอยู่  พวกเขาตัวสั่นเทาตลอดเวลา  เมื่อเห็นแสงสว่างฉายส่องมา บนใบหน้าก็ปรากฏรอยยิ้มขึ้นเล็กน้อย คล้ายกับว่ามีความสุขมาก)  ท่านเซียนกวนครับ  ที่จริงแล้วพวกเขาเหล่านี้ทำบาปกรรมอะไรไว้กันแน่  เหตุใดลำไส้ทั้งหมดจึงออกมากองอยู่ข้างนอก ปากก็เบี้ยว  ฟันก็ไม่มี  หัวก็ล้าน  มือก็เหยียดไปด้านหลัง  ขาทั้งคู่ก็แยกไปซ้ายทาง ขวาทาง ถูกพันธนาการด้วยโซ่เหล็ก แล้วจะเดินอย่างไร?

        เซียนกวน : เพราะพวกเขาเหล่านี้ได้รับการลงโทษขั้นสูงสุดจากนรกแต่ละขุม  เมื่อถูกส่งมาที่นี่ทั้งตัวก็มีสภาพที่บิดเบี้ยว  เรียกว่าคนกลายรูป

        ชิวเซิง : เรียกมาสอบถามดูได้หรือไม่?

        เซียนกวน : ขุนพลทั้งสอง ไปนำวิญญาณบาปตรงนั้นมาสอบถามข้อมูลซิ

        ขุนพล : เรียนท่านเซียนกวน นำตัววิญญาณบาปมาถึงแล้วครับ

        ชิวเซิง : ไม่ทราบว่าท่านแซ่อะไร?  ตอนที่มีชีวิตอยู่ทำอาชีพอะไร? เพราะเหตุใดจึงตกนรกขุมนี้?

        วิญญาณบาป : ที่หน้าอกมีแสงสีทองมากมายนับไม่ถ้วน  บนศีรษะมีรัศมีสีม่วงแดงสว่างไสว  ท่านคือใคร?  แล้วมาทำอะไรที่นี่?

        ชิวเซิง : เราคือพู่กันทรงมือเอกแห่งสำนักก่งเหิงถัง  ได้รับเทวราชโองการจากเง็กเซียนฮ่องเต้ให้มาประพันธ์หนังสือ “ท่องนรกอเวจีใหม่” เพื่อโน้มนำกระแสสังคมให้ดีงาม  เหตุใดท่านจึงไม่รีบเล่าถึงบาปกรรมที่ตนทำไว้  จะได้อาศัยเหตุปัจจัยนี้มาสลายเวรกรรมของตัวเองลงไปบ้าง

        วิญญาณบาป : ข้าแซ่จาง  ชาติที่แล้วเป็นขุนนางข้าราชการ  ข้าทรมานเหลือเกิน  ได้โปรดช่วยข้าก่อน!

        พุทธะจี้กง : ศิษย์เรา  เจ้าเอายาทิพย์นี่ไปให้เขากินสิ

        ชิวเซิง : วิญญาณจาง  รีบกินยาทิพย์นี่ซะ  มันสามารถช่วยบรรเทาความเจ็บปวดได้

        วิญญาณบาป : ได้กินยาทิพย์แล้วรู้สึกสบายขึ้นมาก  ข้าเกิดและมีชีวิตอยู่ในระหว่างช่วงปลายยุคราชวงศ์ชิงจนถึงช่วงตอนต้นของยุคสาธารณรัฐ  ในขณะนั้นสถานการณ์บ้านเมืองวุ่นวายไม่สงบ  หากคิดอยากที่จะดำรงชีวิตอยู่ต่อไป  ตัวเองก็จะต้องมีอิทธิพลและอำนาจที่แข็งแกร่ง  เมื่ออยู่ภายใต้สภาพแวดล้อมเช่นนี้  จึงบ่มเพาะนิสัยที่เห็นแก่เงิน  เป็นเพราะว่าเรื่องเล็กๆน้อยๆประชาชนก็มักจะมาวอนขอให้ข้าราชการช่วยไกล่เกลี่ยให้เสมอ  ซึ่งพวกเขาจะต้องติดสินบนให้แก่ข้า  หากฝ่ายไหนให้สินบนจำนวนมากในระดับที่ข้าพอใจ  ข้าก็จะยอมออกหน้าช่วยเหลือฝ่ายนั้น  ถ้าหากทั้งสองฝ่ายมีเพียงฝ่ายเดียวที่ให้สินบนแก่ข้า  ข้าก็จะไม่สอบสวนใดๆทั้งสิ้น  ตัดสินให้อีกฝ่ายที่ไม่ได้ให้สินบนแก่ข้ากลายเป็นผู้ปรักปรำใส่ร้ายเจตนาทำร้ายผู้อื่น  และสั่งประหารชีวิตทันที  ถ้าหากทั้งสองฝ่ายต่างก็ให้สินบนแก่ข้า  ข้าก็จะตัดสินประหารชีวิตฝ่ายที่ให้สินบนน้อยกว่า  จนกระทั่งข้าสิ้นอายุขัยก็ถูกนายนิรยบาลควบคุมตัวมาที่นรก  ถูกพญายมประณามว่า “คนที่เป็นข้าราชการไม่รู้จักรักปวงประชาเหมือนดั่งลูก  ไม่รู้จักมีความประหยัด  ไม่รู้จักซื่อสัตย์สุจริต  กลับหลงใหลในอำนาจทรัพย์สิน  ไม่แบ่งแยกถูกผิด  เห็นชีวิตคนเป็นผักหญ้า  บาปกรรมนี้ไม่อาจหลบหนี  ตัดสินให้รับโทษในนรกเจาะใจ  นรกควักไส้ นรกระเบิดท้อง  นรกกินตา  นรกแยกขา  นรกตัดมือ”  เมื่อรับโทษจนครบก็ถูกส่งมาที่นี่  กลิ่นเหม็นตลบอบอวลและร้อนสุดขีด  ทุกข์ทรมานจริงๆ

        ชิวเซิง : การเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยมักจะทำให้คนมุ่งแสวงหาทรัพย์สินและผลประโยชน์  ไม่สนใจเรื่องของศีลธรรมจรรยา จนกระทั่งต้องตกนรกเช่นนี้  นี่ก็คือการลงโทษที่สาสมกับความผิด  ถึงแม้เราจะรู้สึกเห็นใจท่านแต่ก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้เพราะจะทำให้กฎการลงโทษของฟ้าดินเกิดความวุ่นวาย  ท่านเซียนกวนครับ  คนเหล่านี้จะต้องอยู่ในนรกอเวจีนานแค่ไหน?  แล้วต่อไปจะเป็นอย่างไร?

        เซียนกวน : ขอเชิญทุกท่านด้านนอก

        ชิวเซิง : (ไม่รู้ว่าเดินไปที่ไหน?  เห็นเจดีย์สูงตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ยอดเจดีย์คล้ายกับกระสวยอวกาศมากๆ)

        เซียนกวน : ขอเชิญทุกท่านขึ้นไปชั้นบนสุด

        ชิวเซิง : (ถึงชั้นบนสุดแล้ว  มีที่นั่งอยู่หลายที่  เมื่อทุกคนนั่งลง  ไม่นานนักเบื้องหน้าก็ปรากฏลำแสงสีขาวลำแสงหนึ่ง  จากนั้นก็เป็นจุดแสงระยิบระยับ  ลำแสงยิ่งมาก็ยิ่งเข้มขึ้นเรื่อยๆ  สุดท้ายก็เปลี่ยนเป็นแสงที่มีลักษณะหมุนวนไปรอบๆ  ร่างกายถูกแรงแม่เหล็กที่มีพลังมหาศาลดูดเข้าไปข้างใน  เหมือนกับคนที่ถูกลากให้เดินอยู่ในชั้นสุญญากาศ  แล้วไม่นานนักเบื้องหน้าก็ปรากฏภาพคนๆหนึ่งเกิดอยู่ในประเทศที่แห้งแล้งมาก  ไม่มีป่าและต้นไม้  ทุกที่มีแต่ความร้อนระอุจนยากที่จะทนรับได้  หลังจากที่คนๆนี้เกิดมาแล้วก็ต้องทนทุกข์เหมือนกับคนอื่นๆที่อยู่ในสถานที่นั้น  ต้องทนหิว ทนหนาว ทนทรมานจากความเจ็บป่วย  ในไม่ช้าก็ป่วยตายแล้วก็กลับชาติมาเกิดใหม่  ครั้งแล้วครั้งเล่าประมาณ 500 ชาติ  แล้วจึงไปเกิดเป็นหนอนแมลง นก ไก่ เป็ด หมา แพะ งู วัว ม้า เสือ กวาง และเต่า ในที่สุดก็ไม่เห็นว่าเขาไปเกิดอีก  เวลาเว้นช่วงผ่านไปนานมาก  เห็นการโคจรเปลี่ยนผันของฟ้าดิน  เกิดฟ้าร้อง  ฟ้าแลบ  ฟ้าผ่า  ฟ้าแลบไม่หยุด  สุดท้ายน้ำในมหาสมุทรท่วมหมู่บ้าน  มหาอัคคีเผาผลาญต้นไม้จนหมด เวลาเนิ่นนานต่อมาจึงกลับคืนสู่ความสงบ  ถึงตอนนี้ก็มีมนุษย์ปรากฏออกมาใหม่อีกครั้ง  จึงได้เห็นคนๆนี้กลับมาเกิดใหม่  แต่เพราะอะไรทุกคนจึงไม่มีเสื้อผ้าให้สวมใส่?  ทั้งยังไม่มีอาหารให้กิน?  ได้แต่หาของกินอยู่ตามทุ่งหญ้าและบนต้นไม้  นี่มันเป็นสังคมอะไรกัน? เพียงชั่วพริบตาลำแสงก็อ่อนลงแล้วจางหายไป)  ท่านเซียนกวนครับ  เมื่อครู่นี้ผู้น้อยเห็นชายหญิงกลุ่มหนึ่งไม่มีเสื้อผ้าสวมใส่  ไม่มีอาหารกิน  เป็นเพราะอะไรครับ?

        เซียนกวน : นั่นคือฟ้าดินที่อุบัติขึ้นมาใหม่หลังจากเกิดภัยพิบัติ  คือการเริ่มต้นใหม่อีกครั้งของโลก

        ชิวเซิง : ถ้าอย่างนั้นวิญญาณจางก็ไปเกิดเป็นคนยากจนต่ำต้อยนับร้อยๆชาติ  ต่อมาจึงไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานประเภทต่างๆ  แล้วยังต้องรอคอยอีกเป็นเวลานานนับพันนับหมื่นปี จึงจะสามารถกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ได้อีกครั้ง

        เซียนกวน : ถูกต้อง เชิญนั่ง “เครื่องผลักกาลเวลา” (คณะเดินทางเดินออกมา)

        พุทธะจี้กง : เวลาดึกแล้ว  พวกเราควรกลับกันได้แล้ว

        ชิวเซิง : ลาท่านเซียนกวนและท่านขุนพลทั้งสอง

        เซียนกวน : ท่านพุทธะจี้กง  ท่านเมธี  ค่อยๆไป

       พุทธะจี้กง : ถึงสำนักก่งเหิงถังแล้ว  ศิษย์เราเจ้าจงรีบกลับเข้าร่าง

        ชิวเซิง : ศิษย์น้อมส่งพระอาจารย์