Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
ตอนที่ 7 ตัวอย่างคำพิพากษาคดีประพฤติผิดในกามและคดียาเสพติด | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

ตอนที่ 7 ตัวอย่างคำพิพากษาคดีประพฤติผิดในกามและคดียาเสพติด

60 Views

พุทธะจี้กง ประทับทิพย์ญาณ

                        มั่วนารี  ในกามา มีมีดปัก หารู้ไม่             

เดินเยื้องย่าง ลอยชาย เข้าไปใน นรกนั่น

                        น่าเวทนาสุด  เสียงโศกเศร้า  ที่ใดกัน     

เสียงตะโกน  โหยไห้นั้น  คนค้ายา  ใจทมิฬ

พุทธะจี้กง : บนโลกโลกีย์ที่แสนวุ่นวาย  ผ่านเรื่องราวมากมายมาอย่างโชกโชน  ผู้คนน้ำใจเย็นชา เทียบไม่ได้กับคนในสมัยโบราณเก่าก่อน การกระทำต่างๆของคนในสมัยนี้มีแต่สิ่งที่เลวร้าย  มีแต่สร้างบาปกรรม ชาวโลกเห็นเรื่องศีลธรรมจรรยาและกฎหมายเป็นเรื่องที่ไร้สาระไม่ให้ความสำคัญ  ขอเพียงให้ตัวเองเกิดความสบายใจได้รับความสะดวกสบายก็ไม่สนใจว่าใครจะเป็นอย่างไร  ด้วยเหตุนี้ชาวโลกจึงมักจะสร้างบาปกรรมอยู่เป็นประจำ  ทั้งโดยเจตนาและไม่เจตนา  บาปกรรมนั้นจะหนักหรือเบา ท้ายที่สุดก็ขึ้นอยู่กับผู้ที่ทำบาปว่ามีเจตนาอย่างไร  และยังต้องพิจารณาถึงสภาพของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อด้วยว่าถูกทำร้ายให้ได้รับความเสียหายมากน้อยแค่ไหน  แล้วจึงตัดสินโทษ  ชาวโลกน้อยคนนักที่จะรู้ความผิดและสามารถแก้ไขกลับตัวใหม่  อีกทั้งรู้สึกปวดร้าวเสียใจกับความผิดที่ตัวเองได้ทำลงไป  สำนึกผิดอย่างแท้จริงโดยไม่กลับไปทำความผิดเดิมซ้ำอีก  หากรอจนถึงวันที่สิ้นอายุขัยแล้วจึงสำนึกเสียใจ  ถึงตอนนั้นเกรงว่าจะสายเกินไปเสียแล้ว  เอาล่ะ!  ประทานยันต์ให้ศิษย์เราเผาดื่ม (พุทธะจี้กงโบกพัดใบลานหนึ่งที  วิญญาณของชิวเซิงก็ออกจากร่าง)

ชิวเซิง : ศิษย์คารวะพระอาจารย์

พุทธะจี้กง : ศิษย์เราไม่ต้องมากพิธี  รีบนั่งบัลลังก์บัวให้ดีๆ

ชิวเซิง : ศิษย์นั่งเรียบร้อยแล้ว  ขอเชิญพระอาจารย์ออกเดินทางได้

พุทธะจี้กง : ศิษย์เรา!  คืนนี้เจ้าจะต้องรวบรวมพลังสมาธิให้ดี

ชิวเซิง : พระอาจารย์หมายความว่าอย่างไรหรือครับ?

พุทธะจี้กง : เพราะว่าคืนนี้เราจะไปนรกขุมที่เก้า(อเวจี)  เพื่อชมการไต่สวนพิพากษาคดี

ชิวเซิง : ถ้าอย่างนั้นจะต้องเตรียมใจให้พร้อมซะแล้ว (ตลอดทางมองเห็นแต่ความมืดมิด  มีแสงสว่างเป็นจุดสีเขียว เหลือง เทา น้ำตาล ระยิบระยับ ไม่รู้ว่ามันคืออะไร? )

พุทธะจี้กง : ศิษย์เรา!  ตลอดทางมานี้เจ้ามองเห็นอะไรบ้าง?

ชิวเซิง : เห็นเพียงจุดแสงเดี๋ยวก็มืดเดี๋ยวก็สว่าง  จริงๆแล้วมันคืออะไรกันแน่ครับ?

พุทธะจี้กง : จุดแสงเหล่านั้นออกมาจากเวไนย์ที่อยู่ในคุกมืด  มันเป็นสัญญาณที่อ่อนมาก  พวกเราเดินทางด้วยอัตราความเร็วขนาดนี้ เจ้ายังสามารถมองเห็นจุดแสงเหล่านั้นได้  นับว่าไม่เลวเลย

ชิวเซิง : พระอาจารย์ครับ!  ท่านฟังสิ  บริเวณรอบๆได้ยินเสียงร้องไห้ครวญครางเป็นระยะๆ  ทำให้รู้สึกกลัวจนขนลุก อนิจจา!  ช่างน่าเศร้าใจนัก

พุทธะจี้กง : ศิษย์เรามีจิตเมตตา  ได้ยินเสียงร้องไห้เศร้าโศกก็อดไม่ได้ที่จะสงสาร  ช่างน่ายินดีจริงๆ  แต่นี่เป็นเรื่องที่จนปัญญาไม่อาจช่วยเหลืออะไรได้

ชิวเซิง : เบื้องหน้ามีตำหนักอยู่หลังหนึ่ง  ที่นอกตำหนักมีฝูงชนต่อแถวกันเต็มไปหมด  แต่ละคนสีหน้าเป็นกังวลและทุกข์ทรมาน ทำให้รู้สึกน่าเห็นใจ

พุทธะจี้กง : ถึงตำหนักของนรกขุมที่เก้าแล้ว (เดินเข้าไปทักทายพูดคุยกับขุนพลผู้พิทักษ์ประตูอยู่พักหนึ่ง)

ชิวเซิง : (มองเห็นด้านบนของขื่อประตูแขวนแผ่นป้ายแผ่นใหญ่  บนแผ่นป้ายสลักอักษรสีทองที่เปล่งประกายสีทองสว่างไสวว่า “ขุมที่เก้า ผิงเติ่งหวัง”  และตอนนี้ผู้พิพากษาเหวินก็เดินออกมา)

พุทธะจี้กง : ศิษย์เรา!  รีบคารวะผู้พิพากษาเหวินเร็ว

ชิวเซิง : คารวะผู้พิพากษาเหวิน

ผู้พิพากษาเหวิน : ท่านเมธีไม่จำเป็นต้องมากพิธี  เชิญพวกท่านเข้ามาด้านในก่อน (ทั้งสามก็เดินเข้าไปในตำหนัก)

พญายม : พุทธะจี้กงมาเยือนถึงที่นี่  เป็นเพราะเรามีงานราชการรัดตัวจึงไม่สามารถออกไปต้อนรับได้  ได้โปรดให้อภัยด้วย!  ส่วนท่านนี้คงจะเป็นพู่กันทรงมือเอกชิวเซิงเป็นแน่

พุทธะจี้กง : นี่ก็คือเจ้าศิษย์ดื้อชิวเซิง (หันไปเรียกชิวเซิงแต่กลับมองไม่เห็นแม้แต่เงา  ที่แท้ชิวเซิงเดินหลบไปนั่งอยู่ด้านข้างซะแล้ว)  ศิษย์เรา! เจ้ารีบมานี่เร็วเข้า

ชิวเซิง : พระอาจารย์ครับ!  ที่นี่มีเก้าอี้ให้นั่งด้วย

พุทธะจี้กง : ไม่ต้องนั่งแล้ว  เบื้องหน้านี้คือพญายมผิงเติ่งหวัง รีบไปคารวะเร็ว

ชิวเซิง : คารวะท่านพญายม

พญายม : ท่านเมธีไม่ต้องมากพิธี  ได้ยินชื่อเสียงของท่านพู่กันทรงมานานแล้วว่าเป็นคนที่ไม่ถือสาหาความกับเรื่องหยุมหยิม  อีกทั้งยังเป็นคนที่ใจกว้างมีคุณธรรม  ทำให้รู้สึกเลื่อมใส  คืนนี้ได้พบตัวจริง  ช่างสมคำล่ำลือ  หวังว่าท่านจะอยู่สนทนากับเราสักครู่ได้หรือไม่?

ชิวเซิง : ได้สิครับ  แต่ว่าท่านมีงานราชการรัดตัว  เกรงว่าท่านจะมีเวลาไม่มาก

พญายม : ถ้าอย่างนั้นคงต้องหาโอกาสอื่นซะแล้ว (ทันใดนั้นก็ได้ยินว่าด้านนอกได้นำวิญญาณบาป “หลิ่วอวิ๋นอิ๋ง” และ “หลินจงมู่” มาถึงแล้ว)

พญายม : รีบเตรียมการไต่สวนคดี

ชิวเซิง : (พญายมจะไต่สวนคดีแล้ว จะต้องตั้งใจดูอย่างละเอียด)

พญายม : ผู้รับการไต่สวนคือใคร?

วิญญาณบาป : ผู้น้อยหลิ่วอวิ๋นอิ๋ง  ผู้น้อยหลินจงมู่

พญายม : เกิดที่ไหน? ทำอาชีพอะไร?

วิญญาณหลิ่ว : ผู้น้อยเกิดที่เป่ยโจว ตอนที่มีชีวิตทำธุรกิจขายไก่ทอด

วิญญาณหลิน : ผู้น้อยเกิดที่เกาสยง ตอนมีชีวิตอยู่เป็นช่างตีเหล็ก

พญายม : ตามหลักฐานที่บันทึกในสมุดบัญชีบุญ-บาป  ตอนที่พวกเจ้ามีชีวิตอยู่ได้สร้างบาปกรรมที่ไม่สามารถให้อภัยได้  รีบเล่าออกมาให้ละเอียด  ตอนนี้ฟ้าเบื้องบนเมตตา เพื่อกล่อมเกลาเวไนย์ทั่วหล้าจึงมีบัญชาให้ชิวเซิงแห่งสำนักก่งเหิงถังที่อยู่บนโลกมนุษย์มาดูสภาพเหตุการณ์จริงในนรกอเวจีแห่งนี้  หากพวกเจ้าสามารถนำเรื่องชั่วที่พวกเจ้าได้ทำไว้พูดออกมาอย่างไม่มีตกหล่นเพื่อร่วมประพันธ์หนังสือธรรมะเตือนสติชาวโลกที่ทำผิดศีลธรรมเหมือนกับพวกเจ้า  พวกเจ้าก็จะได้รับการพิจารณาลดโทษ

วิญญาณหลิ่ว : ครับ! ตอนที่ผู้น้อยมีชีวิตอยู่ทำธุรกิจขายไก่ทอด เพราะว่ามีโอกาสได้ติดต่อค้าขายกับคนจำนวนมาก  อีกทั้งตัวผู้น้อยเองก็เป็นหนุ่มวัยรุ่นรูปงาม  ด้วยเหตุนี้จึงประพฤติผิดทำนองคลองธรรม  ตกลงนัดแนะกันกับฝ่ายตรงข้ามออกไปมีเพศสัมพันธ์กันโดยไม่รู้จักควบคุมตัวเอง ถึงแม้ว่าจะแต่งงานมีครอบครัวแล้ว แต่อยู่นอกบ้านกลับแอบมีเพศสัมพันธ์อย่างฉาบฉวยกับคนอื่นอย่างลับๆ  จึงถูกพญายมตัดสินให้รับโทษในนรกขุมต่างๆจนกระทั่งถึงบัดนี้  

วิญญาณหลิน : ตอนที่ผู้น้อยมีชีวิตอยู่มีอาชีพเป็นช่างเหล็ก แต่เพราะความจำใจจึงแอบขายยาเสพติดอย่างลับๆ  และที่ขายไปก็มีจำนวนไม่มาก  ด้วยเหตุนี้พญายมจึงตัดสินให้รับโทษนานาชนิดในนรกขุมต่างๆ ตอนนี้รับโทษในนรกไส้กรอกครบสิบปีแล้วจึงมาที่นี่เพื่อรอการไต่สวน

พญายม : ผู้รับการไต่สวนจงฟัง!  ที่พวกเจ้าพูดมานั้นเป็นความจริงหรือไม่?  ถ้าหากเป็นความเท็จจะเพิ่มโทษอีกเท่าหนึ่ง

วิญญาณบาปทั้งสองพูดขึ้นพร้อมกัน : ผู้น้อยมิกล้า!

พญายม : ผู้พิพากษาเหวิน  ที่วิญญาณทั้งสองพูดมาเป็นความจริงหรือไม่?

ผู้พิพากษาเหวิน : ที่ทั้งสองพูดมาเป็นความจริงไม่ผิดครับ

พญายม : พวกเจ้าทั้งสองทำผิดบาปด้วยความจำใจ  อีกทั้งไม่ได้ทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บจนถึงแก่ชีวิต  และยังมีบุญกุศลจากการมีส่วนร่วมในการประพันธ์หนังสือธรรมะของฟ้าเบื้องบน  จึงตัดสินโทษให้พวกเจ้าทั้งสองเป็นกรณีพิเศษ  ให้วิญญาณหลิ่วรับโทษในนรกอเวจีแดนลงทัณฑ์ชั้นที่หนึ่งเป็นเวลา 40 กัป  ส่วนวิญญาณหลินให้รับโทษในนรกอเวจีแดนลงทัณฑ์ชั้นที่หนึ่งเป็นเวลา 50 กัป  คำตัดสินนี้พวกเจ้ามีอะไรจะคัดค้านหรือไม่?

วิญญาณทั้งสองพูดขึ้นพร้อมกัน : ผู้น้อยยอมรับคำตัดสินครับ

ชิวเซิง : คิดไม่ถึงเลยว่าเรื่องแบบนี้จะต้องรับโทษนานถึง 40 กัป 50 กัป!

พญายม : ถ้าหากไม่ตัดสินให้รับโทษหนักแล้ว  เราจะไม่รู้สึกละอายใจต่อฟ้าดินได้อย่างไรกัน

ชิวเซิง : ผู้น้อยขอเรียนถามท่านพญายม  วิญญาณหลิ่วตอนที่มีชีวิตอยู่ขายไก่ทอดแล้วประพฤติผิดในกาม  ส่วนวิญญาณหลินเป็นช่างเหล็กแล้วขายยาเสพติด แต่ขายไปไม่มาก  มีคำกล่าวว่า “ความชั่วทั้งปวงกามตัณหามาเป็นอันดับหนึ่ง” แล้วเพราะเหตุใดจึงตัดสินลงโทษคนที่ประพฤติผิดในกามเพียง  40 กัป  แต่กลับตัดสินลงโทษคนที่ขายยาเสพติดถึง 50 กัป  ทั้งสองคดีนี้มีวิธีการวินิจฉัยอย่างไร?

พญายม : ถึงแม้ว่าวิญญาณหลิ่วจะประพฤติผิดในกามครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจากความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่การบีบบังคับ  ส่วนวิญญาณหลินนั้นถึงแม้ว่าจะขายยาเสพติดไปไม่มาก แต่ยาเสพติดทำให้จิตใจและสติปัญญาของคนเกิดความลุ่มหลงได้โดยง่าย  เป็นการวางยาพิษอย่างช้าๆ  ทำลายอวัยวะภายใน  และทำให้ผู้อื่นอายุสั้น แต่การประพฤติผิดในกามของวิญญาณหลิ่วนั้นเพียงแค่ทำลายบุญวาสนา ยังไม่ได้ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย  ดังนั้นจึงวินิจฉัยตัดสินโทษวิญญาณทั้งสองเช่นนี้

ชิวเซิง : แล้วที่เคยตัดสินลงโทษนานที่สุด คือเท่าไหร่ครับ?

พญายม : นานที่สุดที่เคยตัดสินไว้ก่อนหน้าเราคือห้าเยิ่น ถึงตอนนี้ก็ยังถูกลงโทษอยู่

ชิวเซิง :  หนึ่งเยิ่นมีระยะเวลาประมาณกี่ปีครับ?

พญายม : ภายหลังที่เรารับช่วงต่อ หนึ่งเยิ่นจะอยู่ที่ราวๆประมาณพันปี  แต่สำหรับ“เยิ่น”ของห้าเยิ่นที่เคยตัดสินไว้ในสมัยก่อนนั้นมีระยะเวลาที่แตกต่างกัน

ชิวเซิง : ท่านกล่าวเช่นนี้  งั้นการคำนวณปีก็ไม่สามารถคำนวณระยะเวลาที่แน่นอนของ “กัป” ได้แล้วสิครับว่ามีระยะเวลายาวนานเท่าไหร่

พญายม : ถูกต้อง

พุทธะจี้กง : ขอบคุณท่านพญายมมากที่ช่วยเหลือ  คืนนี้ดึกแล้ว  พวกเราสมควรกลับแล้ว

พญายม : ค่อยๆไปนะท่าน

ชิวเซิง : ขอบคุณท่านพญายม  ขอบคุณผู้พิพากษาเหวิน  ไม่เป็นไรครับไม่ต้องไปส่ง

พุทธะจี้กง : ถึงสำนักก่งเหิงถังแล้ว  ศิษย์เราจงรีบกลับเข้าร่างเถอะ!

ชิวเซิง : ศิษย์น้อมส่งพระอาจารย์