Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
ตอนที่ 6 คุยเรื่องวิญญาณออกจากร่าง เที่ยวสะพานไน่เหอเฉียว | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

ตอนที่ 6 คุยเรื่องวิญญาณออกจากร่าง เที่ยวสะพานไน่เหอเฉียว

54 Views

พุทธะจี้กง ประทับทิพย์ญาณ

                        เยี่ยมเยือนนรก  ถกกันเรื่องบาปบุญ   

ไม่สร้างกุศลงามคุณ  ต้องทุกข์เข็ญ

เตือนหนอเตือน  ผู้ไม่ยอมมาบำเพ็ญ 

ไน่เหอเฉียวลำเค็ญ  ร่ำไห้บนสะพาน

        พุทธะจี้กง : ชาวโลกโดยทั่วไปนั้นเมื่อพูดถึงเรื่องการทำบุญทำทาน แต่ละคนต่างก็พูดว่ามีเงินน้อย  ฐานะทางการเงินฝืดเคือง พอมีคนชวนไปฟังหลักธรรมก็บอกว่าไม่มีเวลา ถ้าไม่ใช่ตอบปฏิเสธก็อ้างเหตุผลมากมายสารพัด  อย่างเช่น  ที่บ้านไม่มีคนดูแล  บริษัทกำลังเร่งสินค้า  มีเพื่อนมาเยี่ยมเยียน  ต่างๆนานา  บอกปัดไม่ยอมเข้าร่วมศึกษาธรรม  ใครเลยจะรู้ว่าตัวเองได้ปฏิเสธโอกาสที่จะสร้างกุศลไปแล้วภายในชั่วพริบตา แล้วเมื่อไหร่ถึงจะมีโอกาสได้เข้าร่วม   หรือจะรอจนกระทั่งประสบความสำเร็จมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับ  รอจนลูกๆเติบโตเป็นผู้ใหญ่  รอให้ญาติมิตรมานั่งกันจนเต็มที่นั่ง  หรือจะรอจนกระทั่งตัวเองแก่หง่อมผมหงอกฟันร่วง ในตอนที่พละกำลังเสื่อมถอยลงจึงคิดที่จะหันเข้าสู่หนทางธรรม  หันมาสร้างกุศลบ่มเพาะคุณธรรม  ถึงเวลานั้นเกรงว่าเรื่องราวต่างๆจะไม่เป็นอย่างนั้นซะแล้ว  พลังใจมีเหลือไม่เพียงพอซะแล้ว  ดังนั้นทุกๆเวลาจะต้องรู้จักดำรงจิตให้อยู่ในความคิดที่เป็นกุศล  ใช้กายนี้ไปสร้างบุญกุศล  รับประกันว่าในภายภาคหน้าจะสามารถพ้นจากเงื้อมมือของพญายมได้  ถ้าหากไม่รู้จักคิดดีทำดี  ในวันข้างหน้าก็จะต้องไปที่สะพานไน่เหอเฉียวอย่างแน่นอน เมื่อถึงตอนนั้น  มานึกเสียใจในภายหลัง  เกรงว่ายากนักที่จะรอดพ้นจากความยากลำบากนี้ไปได้  ดังนั้นการทำความดีจะต้องรีบฉกฉวยโอกาสตั้งแต่เนิ่นๆ  การขจัดความชั่วก็จะต้องรีบฉกฉวยโอกาสตั้งแต่เนิ่นๆด้วยเช่นกัน   เอาล่ะ! ประทานยันต์ให้ศิษย์เราเผาดื่ม (พุทธะจี้กงโบกพัดใบลานไปหนึ่งที  วิญญาณของชิวเซิงก็ออกจากร่าง)

        ชิวเซิง :  ศิษย์คารวะพระอาจารย์

        พุทธะจี้กง : ศิษย์เราไม่ต้องมากพิธี  รีบนั่งบัลลังก์บัวเถอะ

        ชิวเซิง : ศิษย์นั่งเรียบร้อยแล้วครับ เชิญพระอาจารย์ออกเดินทางได้

        พุทธะจี้กง : ศิษย์เรา! ช่วงนี้เจ้าสบายดีหรือไม่?

        ชิวเซิง : ได้พึ่งใบบุญของพระอาจารย์  ช่วงนี้ศิษย์สบายดีครับ พระอาจารย์ครับ  ท่านมีงานธรรมกิจรัดตัวทุกวัน ไม่ทราบว่าท่านสบายดีไหม?

       พุทธะจี้กง : เฮ่อ!  ถ้าหากอาจารย์สบายดี  อาจารย์ก็ไม่ต้องมาที่นี่ พาเจ้าไปเที่ยวนรกทุกสัปดาห์แล้วล่ะ!

        ชิวเซิง : ไฉนพระอาจารย์จึงกล่าวเช่นนี้?

        พุทธะจี้กง : เวไนย์ยังคงลุ่มหลงอยู่ในลาภยศชื่อเสียง กามารมณ์ ความรุ่งเรืองตกต่ำที่ไม่จีรังยั่งยืน  ไม่ยอมรู้ตื่น  ไม่ยอมตระหนักรู้ แล้วจะให้อาจารย์ทำเช่นไร?

        ชิวเซิง :  ที่แท้พระอาจารย์ทุกข์ใจเพื่อเวไนย์ที่ยังลุ่มหลงไม่รู้จักตื่น เชื่อแน่ว่าจะต้องมีสักวันหนึ่งที่สามารถปลุกตื่นเวไนย์ที่ยังลุ่มหลงได้อย่างแน่นอน

       พุทธะจี้กง : หากเป็นเช่นนั้นก็ไม่เสียแรงเปล่าที่ต้องเหนื่อยยากเดินทางไกลแสนไกลไปเยือนนรกอเวจีเพื่อถ่ายทอดสภาพเหตุการณ์จริงอบรมสั่งสอนชาวโลก

        ชิวเซิง : ต้องเป็นเช่นนั้นแน่ครับ สักวันหนึ่งจะต้องเห็นผลสัมฤทธิ์แน่นอน พระอาจารย์ครับ!  ศิษย์มีเรื่องหนึ่งอยากขอคำชี้แนะ

        พุทธะจี้กง : ว่ามาสิ

        ชิวเซิง : คนมีสามอมตะวิญญาณและเจ็ดมรรตยวิญญาณ เมื่อคนตายแล้ววิญญาณลอยเคว้งคว้างไม่รู้จะไปหนใด ตอนที่วิญญาณจะออกจากร่างนั้น เหมือนที่กล่าวไว้ในคัมภีร์ใช่หรือไม่? ดั่งถูกแทงด้วยเข็ม เหมือนถูกตัดด้วยมีด เจ็บปวดทรมานหาใดเปรียบได้?

        พุทธะจี้กง : ถูกต้อง! ตอนที่วิญญาณจะออกจากร่างนั้นทุกข์ทรมานเป็นอย่างยิ่ง  เพราะว่าทวารต่างๆถูกปิดหมด  ปรารถนาอยากจะเปิดประตูที่ถูกปิดมานานจนเต็มไปด้วยฝุ่นจับ  ก็เหมือนกับคนที่เอาร่างไปพุ่งชนประตูที่ปิดสนิทอีกทั้งบานพับก็ขึ้นสนิม  ถึงแม้จะเปลี่ยนรูปแบบของประตูมาแล้วก่อนหน้านี้  แต่ก็ยังต้องพยามยามดิ้นรนใช้กำลังอยู่สักระยะหนึ่ง ช่วงเวลาที่พยายามทะลวงฝ่าออกมาจากประตูนั้น ทุกข์ทรมานเป็นอย่างยิ่ง  ด้วยเหตุนี้บางคนจึงเกิดจิตที่เคืองแค้นอย่างไม่มีเหตุผล  ผลักดันให้ตกสู่นรก  เพราะเหตุใดนะหรือ?  ก็เหมือนกับคนๆหนึ่งที่พยายามเปิดประตูด้วยความยากลำบาก  แต่คนที่อยู่ข้างนอกกลับดึงประตูไปปิดไว้เหมือนเดิม  คนที่อยู่ข้างในย่อมจะต้องเกิดจิตที่เคืองแค้นขึ้นมาอย่างแน่นอน

        ชิวเซิง : ในเมื่อตอนที่วิญญาณจะออกจากร่างนั้นเจ็บปวดทรมานเช่นนี้  แต่ทำไมบนโลกที่เต็มไปด้วยเรื่องราวแปลกประหลาดใบนี้กลับมักจะได้ยินอยู่เสมอว่ามีบางคนที่ฝันเห็นร่างของตัวเองนอนอยู่บนเตียง แล้วก็มีบางคนที่ประสบอุบัติเหตุ  วิญญาณของเขากลับไปที่บ้านแล้ว แต่ร่างของเขากลับไปอยู่ที่โรงพยาบาล  แล้วยังมีบางคนที่เห็นร่างของตัวเองประสบกับเคราะห์ภัยต่างๆ  หลังจากนั้นวิญญาณของเขาจึงกลับเข้าร่าง แท้ที่จริงคนที่ผ่านประสบการณ์เช่นนี้มีอยู่มากมาย  นั่นเป็นเพราะอะไร? แล้วทำไมไม่เคยได้ยินคนเหล่านั้นบอกว่าเจ็บปวดทรมานล่ะครับ?

        พุทธะจี้กง : เพราะว่าตอนที่คนกำลังหลับ ร่างกายที่เป็นกายเนื้อนี้นอนหลับแต่จิตวิญญาณนั้นกลับตื่นขึ้นมา อีกทั้งทวารก็เปิดได้โดยง่าย ดังนั้นคนที่เคยผ่านประสบการณ์เช่นนี้จะรู้สึกคล้ายกับว่าตัวเองอยู่ในความฝันเหมือนครึ่งหลับครึ่งตื่น  สามารถมองเห็นร่างของตัวเองนอนอยู่บนเตียงได้อย่างชัดเจนโดยที่ไม่รู้สึกเจ็บปวด  สำหรับบางคนที่ประสบอุบัติเหตุ  บางครั้งถูกกระแทกตรงจุดสำคัญทำให้ทวารเปิดออก  วิญญาณหลุดออกจากร่าง  เป็นเพราะตอนที่เขาถูกกระแทก  เขารู้แต่เพียงว่าถูกแรงกระแทก แต่จิตใจยังคงจดจ่อคิดถึงแต่สถานที่ๆจะไป  จึงเกิดเป็นพลังขับเคลื่อนไปยังสถานที่นั้นๆโดยที่ไม่รู้สึกเจ็บปวด  บางครั้งคนที่ประสบเคราะห์ภัยก็มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คอยปกปักคุ้มครองอยู่ข้างๆ  ทำให้เขาเห็นร่างของตัวเองประสบเคราะห์ภัยและจำฝังใจ  ถ้าหากเขาสามารถรู้จักสำนึกตัว  ต่อไปในภายภาคหน้าก็คือคนที่จะได้ไปสู่สุคติภูมิ  แต่ถ้าหากไม่รู้จักสำนึกตัว  เกรงว่าต่อไปในภายภาคหน้าก็คือคนที่จะต้องตกสู่ทุคติภูมิเป็นแน่

        ชิวเซิง : พระอาจารย์กล่าวเช่นนี้สรุปว่าทุกอย่างอยู่ที่ความตั้งใจใช่หรือไม่  พลังความคิดที่อยู่ในจิตใจสามารถรวบรวมเป็นพลังที่แข็งแกร่งก็ไม่กลัวว่าวิญญาณจะกระสานซ่านเซ็นไป

        พุทธะจี้กง : ถูกแล้ว! เพราะว่าใจเป็นปราการคุ้มกัน

        ชิวเซิง : ปราการแห่งใจจำเป็นต้องใช้ความจริงใจที่แน่วแน่มั่นคง ใช้ความคิดที่ละเอียดอ่อน  จึงสามารถบรรลุจริงดุจดั่งจันทร์ส่องสว่าง  ใจนั้นก็เหมือนดั่งเพชรที่ไม่ถูกทำลาย

        พุทธะจี้กง : ถูกต้อง!  แต่สามารถบรรลุถึงระดับนี้ได้  น้อยนักแล

        ชิวเซิง : พระอาจารย์ครับ!  ท่านดูข้างหน้านั่นสิครับมีสะพานอยู่สะพานหนึ่ง  สะพานนั้นแคบและยาวทั้งยังแกว่งไปแกว่งมาเหมือนกับสะพานแขวน  ไม่รู้ว่าสะพานนั้นแข็งแรงแน่นหนาหรือเปล่า?  ถ้าหากเดินไปถึงกลางสะพานแล้วสะพานขาดขึ้นมากะทันหันจะทำอย่างไรดีครับ?  

        พุทธะจี้กง : สะพานนี้คือสะพาน “ไน่เหอเฉียว”( 奈何橋 ) ถึงแม้สะพานจะยาวและแคบแต่มันก็ไม่ขาดง่ายๆ  เจ้าดูนั่นสิ (พุทธะจี้กงชี้นิ้วไปอีกด้านหนึ่ง มองเห็นสะพานที่กว้างใหญ่และสูงตระหง่านสร้างขึ้นจากทองแดงบริสุทธิ์ ปรากฏแสงสีแดงทั้งสองฟาก)

        ชิวเซิง : พระอาจารย์ครับ  สะพานทองแดงนั่นชื่อสะพานอะไรครับ?

        พุทธะจี้กง : สะพานนี้ชื่อว่าสะพาน “อู๋ไน่เฉียว” ( 無奈橋 )

        ชิวเซิง : แล้วทำไมไม่ข้ามสะพานนี้ล่ะ?

        พุทธะจี้กง : ไม่ได้!  เจ้าดูที่สะพานนี้สิ  มีเปลวไฟปะทุออกมาไม่หยุด แถมด้านบนยังมีฟ้าผ่าที่จะผ่าลงมาใส่วิญญาณบาปตรงไหนเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ดังนั้นสะพานนี้จึงมีไว้สำหรับให้วิญญาณบาปที่เมื่อตอนสมัยมีชีวิตอยู่ไม่เชื่อในกฎแห่งกรรมและผู้ที่ทำอนันตริยกรรมทั้งห้าได้เดินข้าม

        ชิวเซิง : (มองไปที่สะพานไน่เหอเฉียว บนสะพานเต็มไปด้วยวิญญาณบาปเบียดเสียดกันแน่นขนัด  ด้านหลังยังมีวิญญาณบาปต่อแถวกันยาวเหยียดมากๆ) พระอาจารย์ครับ ศิษย์ใช้ตาเนื้อไปลองนับดูแต่ไม่สามารถนับจำนวนพวกเขาได้หมด

        พุทธะจี้กง : อาจารย์ใช้ตาทิพย์ก็ไม่สามารถนับได้หมด

        ชิวเซิง : ถ้าอย่างนั้นพวกเราจะต้องยืนต่อแถวไปถึงวันไหนจึงจะผ่านด่านไปได้ละครับ?

        พุทธะจี้กง : ไม่ต้องผ่านด่านหรอก เพียงแค่สอบถามข้อมูลอยู่ข้างนอกก็พอ

        ชิวเซิง : วิญญาณเหล่านั้นผลักกันไปผลักกันมา มีหลายคนถูกผลักตกสะพาน เดี๋ยวจมเดี๋ยวลอย บางครั้งนายนิรยบาลก็ใช้หอกง่ามแทงเข้าไปที่วิญญาณเหล่านั้น  ทำให้พวกเขากระโดดลงจากสะพานเอง เพราะเหตุใดถึงได้มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น?

        พุทธะจี้กง : ต้องถามนายนิรยบาลถึงจะรู้ (กวักมือเรียกนายนิรยบาลมาถาม)

        นายนิรยบาล : ท่านทั้งสองเป็นเทพมาจากที่ใด?

        พุทธะจี้กง : เราคือจี้กง  รับเทวราชโองการจากเง็กเซียนฮ่องเต้นำพาชิวเซิงพู่กันทรงมือเอกจากสำนักก่งเหิงถัง  เมืองฟงเอวี๋ยน  เกาะไต้หวัน แดนชมพูทวีป  มาท่องเที่ยวประพันธ์หนังสือ “ท่องนรกอเวจีใหม่” เพื่อปลุกตื่นชาวโลกให้บังเกิดกุศลจิต  ขณะนี้มีเรื่องที่ไม่เข้าใจหวังว่าจะได้รับคำชี้แนะ

        นายนิรยบาล : ที่แท้คือพุทธะจี้กง  เทพสวรรค์มาเยือนที่นี่  ไม่ได้ออกไปต้อนรับ  ต้องขออภัยจริงๆ   ส่วนท่านพู่กันทรงผู้เลื่องชื่อ  ข้าพเจ้าเองก็ได้ยินชื่อเสียงมานาน

        ชิวเซิง : ใคร่ขอคำชี้แนะ   ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดถึงต้องบีบบังคับให้วิญญาณเหล่านี้กระโดดลงจากสะพานด้วย?

        นายนิรยบาล : นั่นเป็นเพราะคนทั่วไปไม่ได้สร้างบุญกุศลแถมยังก่อกรรมทำชั่วอยู่ไม่ขาด  เมื่อมาถึงที่นี่ก็จะต้องลงสู่สระเลือดแห่งนี้เพื่อชำระล้างบาปกรรมเสียก่อน

        ชิวเซิง : คนเหล่านี้ล้วนเป็นพวกอาชญากรที่ไม่สามารถให้อภัยได้อย่างนั้นหรือ?

        นายนิรยบาล : ไม่ใช่หรอกท่าน!  ที่เรียกว่าก่อกรรมทำชั่วอยู่ไม่ขาดนั้น  หมายถึงบาปกรรมโดยทั่วไป  ด้านวจีกรรม  อันได้แก่  คนที่ปากกับใจไม่ตรงกัน  พูดยุยงให้ผู้อื่นแตกแยก  พูดคำหยาบคาย  คนที่พูดจาเหยียดหยามให้ผู้อื่นเสียศักดิ์ศรี  คนที่พูดจาลามก  พูดเหลวไหลเพ้อเจ้อ  เป็นต้น  รวมทั้งคำพูดต่างๆที่ไม่เป็นความจริง  ด้านกายกรรม ได้แก่ คนที่ใช้ความป่าเถื่อนรุนแรงกับคนในครอบครัว  เพื่อน  และคนอื่นๆซึ่งเป็นคนนอก  คนที่เดินอยู่บนหนทางแห่งความเสื่อมคืออบายมุขโดยไม่รู้จักสำนึกแก้ไขปรับปรุงตัว  เป็นต้น  ด้านมโนกรรม  ได้แก่  คนที่ในจิตสำนึกคิดแต่เรื่องกามลามก  คิดเหยียดหยามผู้อื่น  คิดโมโหผู้อื่น  คิดเข่นฆ่าผู้อื่น  คิดทุบตีทำร้ายผู้อื่น  คิดวางแผนก่อกบฏต่อประเทศชาติ  ไม่เคารพพ่อแม่  ต่างๆเป็นต้น  เพราะจิตใจเกิดความคิดที่เป็นอกุศล  พวกเขาทั้งหมดจะต้องลงไปในสระเลือดแห่งนี้จึงจะสามารถมีโอกาสไปยังด่านต่อไปได้  หากตอนที่มีชีวิตอยู่ไม่รู้จักทำความดี  ตลอดทั้งคืนวันวางแผนคิดร้ายต่อทรัพย์สินและสิ่งของๆผู้อื่น  คิดปองร้ายต่อลูกเมียของผู้อื่น ก็จะต้องลงไปในสระเลือดนี้  คนที่ไม่รู้จักระมัดระวังกริยาท่าทาง  ไม่รู้จักระวังคำพูดและการกระทำ ก็จะต้องลงไปในสระเลือดนี้  คนที่ชอบทำแท้ง  ฆ่าทารกให้จมน้ำตาย  คนที่ชอบทำเรื่องทุจริตไม่มีความซื่อสัตย์  ทำเรื่องที่เป็นบาปอกุศลทั้งปวง  ก็จะต้องลงไปในสระเลือดนี้เช่นกัน

        ชิวเซิง : ขอบคุณที่ชี้แนะ  เชิญวิญญาณมาสัมภาษณ์ได้หรือไม่?

        นายนิรยบาล : โปรดรอสักครู่  (ในไม่ช้านายนิรยบาลก็นำตัววัยรุ่นมาคนหนึ่ง รูปร่างสันทัดไม่สูงไม่เตี้ย)

        ชิวเซิง : ไม่ทราบว่าตอนที่เธอมีชีวิตอยู่ทำอาชีพใด?  ตลอดชีวิตส่วนใหญ่ทำเรื่องอะไร?

        วิญญาณบาป : ฉันแซ่หลี่  อยู่ที่ไถเป่ย  เกิดในบ้านสกุลคัง  ยามปกติก็ทำเรื่องที่ดีๆอยู่บ้าง  เพราะอะไรถึงได้จับฉันมาที่นี่?

        ชิวเซิง : งั้นยามปกติเธอทำเรื่องอะไรบ้าง?  ต่อพ่อแม่  ต่อเพื่อน  เธอปฏิบัติอย่างไร?

        วิญญาณบาป : ยามปกตินอกจากดื่มเหล้าและเล่นไพ่นกกระจอกแล้ว  ฉันก็ไม่ได้มีนิสัยความเคยชินที่ไม่ดีใดๆ  ต่อพ่อแม่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เมื่อสามเดือนก่อนฉันก็ให้พวกเขายืมเงินห้าสิบหยวน  นี่ยังไม่ได้ทวงคืนเลย

        ชิวเซิง : ต่อการปรนนิบัติดูแลเอาใจใส่พ่อแม่คือการให้ยืม แล้วต่อเพื่อนล่ะ?

        วิญญาณบาป : เพื่อนเหรอ?  ฉันนึกขึ้นได้แล้ว  ไอ้จางหมิงอี้คนนั้นฉันยังไม่ได้ทุบมันให้หนำใจเลย!

        ชิวเซิง : ต่อพ่อแม่คือการให้ยืม  ต่อเพื่อนคือการทุบตี  คนอย่างเธอมาอยู่ที่นี่ยังนับว่าเบาเกินไปสำหรับเธอด้วยซ้ำ

        วิญญาณบาป : ฉันทำความดีด้วยนะ!

        ชิวเซิง : เอาความดีของเธอไปเล่าให้พญายมฟังเถอะ!  (พูดจบก็กำหมัดเกือบจะต่อยออกไป  แต่พุทธะจี้กงรีบเข้ามาขวางไว้)

        นายนิรยบาล : ล่ำลือกันว่าพู่กันทรงท่านนี้มีนิสัยที่เถรตรงและแข็งกร้าว  วันนี้ได้เห็นเองกับตา  ไม่ผิดไปจากคำล่ำลือ  ความโกรธเคืองไม่พอใจต่อสิ่งที่ไม่ชอบธรรมนั้นทุกคนต่างก็มี  แต่จะโมโหจนทำลายสุขภาพร่างกายของตัวเองไม่ได้  ขอให้ท่านถนอมรักษาสุขภาพให้ดี  จึงจะนับว่าเป็นโชค  หากสามารถปรับอารมณ์สักหน่อยก็จะเป็นโชคของเวไนย์ เป็นโชคของอริยเจ้าทั้งหลาย

        พุทธะจี้กง : ถูกแล้ว!  ดื่มน้ำทิพย์สลายความโกรธก่อนเถอะ!

        ชิวเซิง : (ไม่มีคำคัดค้าน  ยกน้ำเต้าขึ้นดื่ม  ดื่มน้ำทิพย์แล้วรู้สึกเย็นสดชื่นขึ้นมาทันที  ความโกรธมลายหายไป) พระอาจารย์ครับ! ท่านเจ้าหน้าที่นิรยบาล!  เป็นที่ขายหน้าแก่พวกท่านทั้งสองแล้ว

        นายนิรยบาล : ที่พูดออกไปนั้น  เพราะท่านติดตามพุทธะจี้กงมาเยี่ยมเยียนยมโลกเพื่อเวไนย์  ลักษณะของความเถรตรงและแข็งกร้าวนั้นเห็นได้ว่าเป็นคนที่เชิดชูความเป็นธรรม

        พุทธะจี้กง : พูดในทางกลับกัน  ต่อไปจะต้องระมัดระวังเรื่องโทสะให้มากขึ้นถึงจะถูก

        ชิวเซิง : ศิษย์เข้าใจแล้วครับ

        พุทธะจี้กง : ดึกแล้ว  ควรกลับกันได้แล้ว

        นายนิรยบาล : น้อมส่งพุทธะจี้กงและท่านชิวเซิง

        พุทธะจี้กง : ไม่ต้องมากพิธี   ถึงสำนักก่งเหิงถังแล้ว   ศิษย์เราจงกลับเข้าร่าง

        ชิวเซิง : ศิษย์น้อมส่งพระอาจารย์