Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
ตอนที่ 5 วิเคราะห์เรื่องเกิดตาย ทัศนาโรงฟังพระสูตร | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

ตอนที่ 5 วิเคราะห์เรื่องเกิดตาย ทัศนาโรงฟังพระสูตร

84 Views

พุทธะจี้กง ประทับทิพย์ญาณ

ท่องเที่ยวเมืองนรก  ลงขุมเก้าอเวจี           

คำกล่าวโทษนั้นไม่มี  เหนื่อยยากไซร้ไม่เรรวน

เยี่ยมเยียนโรงฟังพระสูตร  ทัศนาโดยถี่ถ้วน   

จึงตื่นรู้ชาวโลกล้วน  ควรจะต้องมาบำเพ็ญ

        พุทธะจี้กง : ในพระสูตรคัมภีร์ทั้งหลายไม่มีเล่มไหนเลยที่จะไม่ส่งเสริมให้คนทำความดี แต่จะมีสักกี่คนที่น้อมรับปฏิบัติตามคำสั่งสอนของอริยปราชญ์เมธี   ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ถึงจะมีคนรู้ตื่นรู้แจ้ง  รู้และเข้าใจว่าโลกนี้เหมือนดั่งความฝัน  เหมือนดั่งภาพมายา  มีมาก็มีไปไม่จีรัง  ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเกิดขึ้นตามมูลเหตุปัจจัย  เพราะมีเหตุปัจจัยจึงเกิดขึ้น  เพราะมีเหตุปัจจัยจึงสิ้นสุด  เพราะมีเหตุปัจจัยจึงดับสลายลง  ในเมื่อเป็นเช่นนี้  แล้วเรื่องราวต่างๆทางโลกยังมีเรื่องอะไรที่จะต้องไปคิดเล็กคิดน้อยหรือถือสาหาความกันอีกล่ะ?   มีเพียงปล่อยวางเหตุปัจจัยทั้งหลายลงอย่างสิ้นเชิงจึงเป็นผู้ตื่นแจ้งอย่างแท้จริง   เอาล่ะ! ประทานยันต์ให้ศิษย์เราเผาดื่ม (พุทธะจี้กงโบกสะบัดพัดใบลานเบาๆ  วิญญาณของชิวเซิงก็ออกจากร่าง)

        ชิวเซิง : ศิษย์คารวะพระอาจารย์

        พุทธะจี้กง : ศิษย์เราไม่ต้องมากพิธี  รีบขึ้นบัลลังก์บัวเถอะ

        ชิวเซิง : ศิษย์นั่งเรียบร้อยแล้วครับ  ขอเชิญพระอาจารย์ออกเดินทางได้

        พุทธะจี้กง : ศิษย์เรา !  ชีวิตเจ้ามีเป้าหมายอย่างไร?

        ชิวเซิง : ชีวิตคนเกิดมา  แค่บำเพ็ญกุศลบ่มเพาะคุณธรรม ชำระปณิธานก็เพียงแค่นี้

        พุทธะจี้กง : เอ๊ะ!  ถ้าอย่างนั้นทำไมใครๆถึงได้ปรารถนาอยากจะอยู่เหนือจากการเกิด และอยากจะหลุดพ้นจากความตายล่ะ?

        ชิวเซิง : ที่เรียกว่าการเกิดนั้น  เดิมทีก็ไม่มีการเกิดให้เรียกขาน  แล้วไหนเลยจะมีการเกิดให้เราอยู่เหนือได้?  เดิมทีก็ไม่มีความตายให้กล่าวถึง แล้วไหนเลยจะมีความตายให้เราหลุดพ้น?

        พุทธะจี้กง : ตามความเห็นของเจ้า เรื่องเกิดตายก็ไม่มีอะไรน่ากลัวแล้วงั้นสิ?

        ชิวเซิง : ก็ไม่เชิงนะครับ  เพราะอะไรนะหรือ?  ก็เพราะคนเราหวาดกลัวความตาย  เนื่องจากมีความทุกข์ทรมานจากความตาย  จึงต้องการหลุดพ้นจากความตาย  จะหลุดพ้นจากความตายได้ก็จะต้องอยู่เหนือการเกิด  เมื่อไม่เกิดก็ไม่ต้องตาย

        พุทธะจี้กง : งั้นเจ้ามีความคิดเห็นอย่างไรเรื่องการ“อยู่เหนือการเกิด”?

        ชิวเซิง : ที่เรียกว่า“อยู่เหนือการเกิด” ควรจะหมายถึงวิญญาณของคนตาย   มีคำกล่าวว่า “คนกลัวตาย ผีกลัวเกิด”  แต่กลับไม่มีใครรู้ว่าความตายของผีก็คือการที่ผีหลุดพ้นจากทะเบียนผีแล้วไปเกิดในชาติกำเนิดสี่  คือเกิดในครรภ์  เกิดในไข่  เกิดในไคล(ที่ชื้นแฉะหมักหมมเน่าเปื่อย)  เกิดผุดขึ้น(โอปปาติกะ)  และยังมีหกภูมิวิถี  คือภูมิสวรรค์  ภูมิมนุษย์  ภูมิอสูร  ภูมิเดรัจฉาน  ภูมินรก  ภูมิเปรต  ไม่เพียงแต่ผีเท่านั้นที่ต้องไปเกิดในหกภูมิวิถี  แม้แต่คนก็เช่นกัน  หลังจากที่คนตายแล้วก็จะต้องไปเกิดใหม่ในหกภูมิวิถีตามเหตุปัจจัยที่ตนได้สร้างไว้ แม้กระทั่งเวไนย์ในหกภูมิวิถีต่างก็ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภูมิต่างๆของหกภูมิวิถีเช่นกัน  ที่เรียกว่าหกภูมิวิถีแห่งการเวียนว่าย  เพราะว่าคนขาดปัญญาที่แท้จริง ไม่มีปัญญาที่หนักแน่นมั่นคง  ด้วยเหตุนี้จึงไม่เข้าใจในเหตุต้นผลกรรม หลงทางอยู่ในหกภูมิวิถี  แต่ผู้ที่มีปัญญาอย่างแท้จริง มีปัญญาที่หนักแน่นมั่นคงย่อมเข้าใจในเหตุต้นผลกรรม  ด้วยเหตุนี้จึงไม่หวาดหวั่นต่อการเวียนวายตายเกิดในหกภูมิวิถี และมีปณิธานที่จะกลับมาเกิดใหม่ในหกภูมิวิถีเพื่อฉุดช่วยเวไนย์  เปิดความสว่างทางปัญญาให้แก่คนเขลา กล่อมเกลาคนลุ่มหลง

        พุทธะจี้กง : แท้จริงเป็นเช่นนี้  งั้นจะต้องทำอย่างไรจึงจะมีปัญญาที่แท้จริง และมีปัญญาที่หนักแน่นมั่นคง?

        ชิวเซิง : ตามหลักเหตุผลควรจะต้องขจัดอารมณ์เจ็ดคือยินดี โกรธ โศก สุข รัก เกลียด ปรารถนา  ตัดตัณหาหก และขจัดสามพิษร้ายคือโลภ โกรธ หลง เหล่านี้เสียก่อน  อีกทั้งพยายาม “ละความชั่วทั้งปวง เจริญรอยปฏิบัติตามความดีทั้งมวล” ยิ่งต้องมานะพากเพียรดำเนินปฏิบัติบารมีหก ตลอดชีวิตรักษาศีลวินัยบำเพ็ญปฏิบัติอย่างไม่เบื่อหน่าย ก็จะสามารถบรรลุถึงขั้นก้าวล่วงพ้นจากความเป็นปุถุชนเข้าสู่ความเป็นอริยะ

        พุทธะจี้กง : ในเมื่อเป็นอย่างนี้ ชาวโลกยิ่งควรใช้จิตใจเช่นนี้ จึงจะสามารถบรรลุถึงความหลุดพ้นจากการเกิดตายได้อย่างแท้จริง แทนที่จะไปหลบหลีกการเกิดตาย  ขอเพียงภายในจิตใจมีความตื่นแจ้ง แล้วจะต้องกลัวไปไยกับความเจ็บปวดทรมานของกายสังขาร  ด้วยเหตุนี้ความสัมผัสรู้ของผู้มีปัญญากับผู้เขลาหลงที่มีต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องเดียวกันจึงมีความแตกต่างกัน  ทัศนคติและวิธีการแก้ไขปัญหาก็ไม่เหมือนกัน  ดังนั้นอยากจะเป็นผู้มีปัญญาหรือคนเขลาหลงก็อยู่ที่ตัวเอง

        ชิวเซิง : พระอาจารย์ครับ  ท่านดูสิ  เบื้องหน้ามีวิหารอยู่หลังหนึ่งก่อสร้างได้อย่างอลังการ ในประตูยังปล่อยแสงเจ็ดสีที่โชติช่วงชัชวาลออกมาตลอดเวลา  หรือว่านี่จะเป็นสถานที่สำหรับเต้นรำ แต่ว่าศิษย์เต้นไม่เป็น  ขอรอท่านอยู่ข้างนอกก็แล้วกัน

        พุทธะจี้กง : ใช่สถานที่สำหรับเต้นรำซะที่ไหนกัน  นั่นคือสถานที่ที่ใช้สำหรับแสดงธรรมและฟังพระสูตร

        ชิวเซิง : ศิษย์ไม่ระวังคำพูด  พระอาจารย์โปรดอย่าได้ตำหนิ (เห็นฝูงชนกลุ่มหนึ่งมากันแล้ว มีทั้งผู้ชาย ผู้หญิง คนแก่และเด็ก) จริงสิ ! ขอเข้าไปสัมภาษณ์ได้หรือไม่?

        พุทธะจี้กง : ได้สิ!  ไปเลือกสัมภาษณ์เอาเองเลย

        ชิวเซิง : (ทอดตามองไป บนศีรษะของแต่ละคนปรากฏรัศมีสีแดง รัศมีของบางคนก็เกือบจะเป็นสีขาว)  ขอถามคุณลุง  ไม่ทราบว่าท่านมาที่นี่นานแค่ไหนแล้ว?

        วิญญาณบุญ : ฉันมาที่นี่ได้สามเดือนแล้ว

        ชิวเซิง : ช่วยเล่าเรื่องราวในสมัยตอนที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ให้ฟังคร่าวๆได้หรือไม่  จะได้นำข้อมูลไปตีพิมพ์ลงในหนังสือธรรมะเพื่อกล่อมเกลาชาวโลก

        วิญญาณบุญ : ได้สิ! ฉันแซ่จาง เกิดที่เมืองต้าหลี่มณฑลอวิ๋นหนาน ตอนที่มีชีวิตอยู่ทำอาชีพเกษตรกรรม  เนื่องจากไม่แปดเปื้อนนิสัยความเคยชินที่ไม่ดี  อีกทั้งมีความขยันหมั่นเพียร  ประหยัดมัธยัสถ์  จึงพอที่จะมีเงินเก็บสะสมอยู่บ้าง  และมักจะนำเงินของตัวเองที่ประหยัดอดออมไว้มากบ้างน้อยบ้างออกมาบริจาคทานช่วยเหลือผู้อื่นที่ลำบากยากจนอยู่เสมอ  พอถึงช่วงหลังฤดูเก็บเกี่ยวก็มักจะเข้าร่วมเป็นอาสาสมัครทำงานโดยไม่รับเงินค่าตอบแทน  เช่นไปช่วยทำงานในบ้านของคนที่มีฐานะยากจน  ช่วยทำความสะอาดบ้าน  ช่วยซ่อมแซมบ้านเป็นต้น  ทำอย่างนี้เป็นเวลาหลายปีโดยไม่เบื่อหน่าย  ไม่พร่ำบ่นและไม่นึกเสียใจในภายหลัง จนกระทั่งสิ้นอายุขัยก็ได้รับการต้อนรับอย่างมีเกียรติจากท่านพญายม  แต่เป็นเพราะตอนที่มีชีวิตอยู่ฉันไม่เชื่อในเรื่องศาสนา และก็ไม่ได้นับถือศาสนาใด  จึงไม่รู้ว่าจะไปทางไหนดี  พญายมจึงให้ฉันเป็นวิญญาณบุญมาฟังเซียน พุทธะ อริยะ เมธีเทศนาสั่งสอนธรรมะที่โรงฟังพระสูตรทุกสัปดาห์  ตอนนี้กำลังจะไปฟังธรรม

        ชิวเซิง : ถ้าอย่างนั้นไม่รบกวนเวลาของท่านแล้ว ขอบคุณที่ท่านร่วมประพันธ์หนังสือ

        วิญญาณบุญ : นี่ถือว่าเป็นความโชคดีและเป็นเกียตริอย่างยิ่งสำหรับฉัน

        ชิวเซิง : พระอาจารย์ครับ! เข้าไปข้างในได้ไหมครับ?

        พุทธะจี้กง : ได้! เข้าไปดูๆสักหน่อย

        ชิวเซิง : ภายในวิหารมองเห็นมวลชนอลหม่าน  ดารดาษไปด้วยแสงรัศมีของวิญญาณ  ภายในตกแต่งราวกับเป็นวันออลเซนท์(วันสมโภชนักบุญทั้งหลาย)  แสงประทีประยิบระยับไปทั่วทุกที่  หลากสีสันเจิดจ้า มีหมอกควันแผ่ปกคลุมหนาทึบ(คล้ายกับควันของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ระเหิดจากก้อนน้ำแข็งแห้งแล้วไหลพรั่งพรูออกมาจากทั้งสี่ทิศ) เหมือนกับงานราตรีต้อนรับน้องใหม่ เพียงชั่วครู่กลางเวหาก็เกิดการสั่นสะเทือนขึ้นเล็กน้อย แสงสีทองถูกปล่อยลงมาจากด้านบนมากมายนับไม่ถ้วน  ได้ยินเสียงคนที่อยู่ข้างหน้าพูดว่า “พระโพธิสัตว์และเทพเซียนทั้งหลายเสด็จแล้ว ทั้งหมดยืนตรงแสดงความเคารพ ถวายธูปเทียนดอกไม้สด”  เห็นเทพเซียนเสด็จลงมาทีละองค์ๆ จากนั้นพระกษิติครรภ์โพธิสัตว์จึงกล่าวขึ้นว่า “ขณะนี้มีผู้บำเพ็ญผ่านการทดสอบจำนวน 20 ท่าน  จะพาไปรับตำแหน่งบนสวรรค์ชั้นต่างๆ  ขอเป็นตัวแทนของทุกท่านแสดงความยินดี”  (ถึงตอนนี้พุทธะจี้กงก็ดึงชิวเซิงออกมาข้างนอก)

        พุทธะจี้กง : ศิษย์เรา ! ควรกลับกันได้แล้ว    เอาละ!  ถึงสำนักก่งเหิงถังแล้ว  วิญญาณจงกลับเข้าร่าง

        ชิวเซิง : ศิษย์น้อมส่งพระอาจารย์

        พุทธะจี้กง : เอาละ อาจารย์กลับล่ะ