Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
ตอนที่ 3 อธิบายเรื่องทางสามแพร่ง เยี่ยมเยียนวิญญาณทารก | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

ตอนที่ 3 อธิบายเรื่องทางสามแพร่ง เยี่ยมเยียนวิญญาณทารก

65 Views

พุทธะจี้กง ประทับทิพย์ญาณ

มืดสลัวทางสามแพร่ง  เด็กกำพร้าจะไปไหน 

ปากทางนั้นไปหนใด  เดินเปล่าเปลี่ยวช่างมืดมน

ทารกน้อยแสนอาลัย  ทอดถอนใจริมฝั่งชล

เตือนชายหญิงทั่วทุกคน  รักถนอมลูกในครรภ์

        พุทธะจี้กง : ปากทางสามแพร่งก็คือสถานที่ที่วิญญาณต้องเดินผ่าน ทุกๆคนจะต้องผ่านเส้นทางนี้  สำหรับผู้บำเพ็ญธรรมจะได้พักอยู่ที่ห้องรับแขก ณ ปากทางสามแพร่งเพื่อรอเรียกตัว  ส่วนคนชั่วก็เดินตรงลงสู่ยมโลกตามแรงกรรมของแต่ละคน  ไม่สามารถต่อต้านขัดขืนหรือแก้ต่างให้ตัวเองได้  ที่ทางสามแพร่งนี้ยังมีริมฝั่งแม่น้ำ  ซึ่งมักจะพบเห็นวิญญาณเด็กทารกโศกเศร้าอาลัยอยู่ที่นั่นบ่อยๆ  เป็นเพราะว่าพ่อแม่ไม่รัก จึงต้องมาร้องไห้เสียใจอยู่ที่ริมแม่น้ำ  เอาล่ะ!  ประทานยันต์ให้ศิษย์เราเผาดื่ม  (พุทธะจี้กงโบกพัดใบลานเพียงครั้งเดียว  วิญญาณของชิวเซิงก็ออกจากร่างแล้ว)   

        ชิวเซิง : ศิษย์คารวะพระอาจารย์

        พุทธะจี้กง : ศิษย์เราไม่ต้องมากพิธี  รีบนั่งบนบัลลังก์บัวให้ดีๆ

        ชิวเซิง : ครับ! (ระหว่างทางเห็นแต่ความมืดมิดไม่มีแสงสว่างเลยแม้แต่น้อย จนกระทั่งผ่านไปช่วงหนึ่งจึงมีแสงสว่าง) พระอาจารย์ครับ! เบื้องหน้ามีลักษณะเป็นทางสามแพร่ง ที่นี่คือที่ไหนกันครับ?

        พุทธะจี้กง : ที่นี่ก็คือปากทางสามแพร่งอันโด่งดังของนรกภูมิ

        ชิวเซิง : ทางสามแพร่งนี้มีความพิเศษอย่างไรครับ?

        พุทธะจี้กง : ความพิเศษของทางสามแพร่งอยู่ที่แยกหนึ่งไปสวรรค์ แยกหนึ่งไปยมโลก ส่วนอีกแยกหนึ่งกลับสู่โลกมนุษย์

        ชิวเซิง : คนแบบไหนจึงสามารถเดินบนเส้นทางที่จะไปสวรรค์ได้ครับ?

        พุทธะจี้กง : คนที่สมัยตอนมีชีวิตอยู่ไม่ได้สร้างบาปกรรม บางคนถึงแม้ว่าจะไม่ได้สร้างบุญกุศลแต่ก็ไม่ได้ทำกรรมชั่ว  ไม่ได้ทำลายชีวิตของตัวเองและครอบครัว  ไม่ได้ทำลายชีวิตของผู้อื่น ก็สามารถเดินบน“เส้นทางขึ้นสู่สวรรค์”ได้   สำหรับผู้ที่บำเพ็ญธรรม หากยังอยู่ในช่วงของ 49 วันหลังความตายก็จะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีบุญสัมพันธ์มารับและพาไปที่ทางสามแพร่งเพื่อรอการตรวจสอบยืนยันบุญกุศลที่ทำไว้เมื่อครั้งสมัยที่ยังมีชีวิตอยู่ตามความเป็นจริง   หากไม่ได้สร้างบาปกรรมชั่วใดๆหลงเหลือไว้บนโลก  หรืออาจจะนำบุญ-บาปมาหักลบกันแล้วเหลือบุญกุศลมากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีกุศลมากกว่าสามพันบุญแปดร้อยมรรคผลขั้นพื้นฐาน ก็สามารถเดินบน“เส้นทางขึ้นสู่สวรรค์” ได้

       ชิวเซิง : แล้วเส้นทางกลับสู่โลกมนุษย์คืออย่างไรหรือครับ?

        พุทธะจี้กง : ถ้าหากวิญญาณของผู้ตายมาถึงทางออกแห่งนี้ พิสูจน์แล้วว่าอายุขัยบนโลกมนุษย์ยังไม่หมดสิ้น ซึ่งบางทีอาจจะเป็นเพราะเหตุไม่คาดฝันที่วิญญาณหลุดออกจากร่าง เจ้าหน้าที่ในยมโลกหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์พามาถึงที่นี่  บางทีก็อาจจะเป็นกรณีที่จะต้องสับเปลี่ยนคนบนโลกมนุษย์  หรือบางทีอาจจะเป็นเพราะจังหวะโอกาสและเหตุบังเอิญในทุกๆด้านที่วิญญาณจะต้องใช้“เส้นทางกลับสู่โลกมนุษย์” แต่เงื่อนไขที่สำคัญก็คือร่างกายที่อยู่บนโลกมนุษย์ต้องยังไม่เน่าเปื่อย  มีบางครั้งเกิดจากความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ในยมโลกที่จับวิญญาณมาผิดตัว  ดังนั้นหากรู้ไวก็สามารถกลับสู่โลกมนุษย์ได้ทัน  แต่ถ้าหากร่างกายเน่าเปื่อยหรือถูกทำลายไปแล้ว  เจ้าหน้าที่ในยมโลกที่จับวิญญาณมาผิดก็จะต้องรับการไต่สวนตัดสินความผิด  ส่วนวิญญาณที่ถูกจับมาผิดตัวก็สามารถปล่อยให้เป็นอิสระชั่วคราวบนโลกมนุษย์หรือเขตแดนสามัญชนในเมืองนรกเพื่อรอคอยจังหวะโอกาสให้วิญญาณยืมร่างใหม่ในการคืนชีพ  ซึ่งกรณีนี้จะต้องเป็นคนดี

        ชิวเซิง : เห็นวิญญาณเด็กทารกมากมายอยู่ที่ข้างทางสามแพร่ง บ้างก็มีใบหน้าที่เศร้าหมอง รู้สึกโศกเศร้าและหวาดกลัว  นี่เป็นเพราะเหตุใดกันครับ?

        พุทธะจี้กง : พวกเขาทั้งหมดควรจะได้ไปเกิดบนโลกมนุษย์ บางคนอาจจะไปเกิดเพื่อตอบแทนคุณ  บางคนอาจจะไปเกิดเพื่อชำระแค้น  ในบรรดาเด็กๆเหล่านี้มีหลายคนที่ต่อไปในอนาคตจะได้เป็นข้าราชการ เป็นนายพล เป็นรัฐมนตรี แต่เป็นเพราะพ่อแม่ที่พวกเขาไปอาศัยท้องเกิด ถ้าหากไม่ใช่ชายหญิงที่รู้สึกอับอายเพราะท้องก่อนแต่งจึงไปทำแท้งก็คือพ่อแม่ผู้ปกครองของทั้งสองฝ่ายไม่เห็นชอบที่จะให้แต่งงานกันแต่ก็ยังดื้อรั้นทำเรื่องผิดประเวณี พ่อแม่จึงให้ไปทำแท้ง บางคนเป็นคนในครอบครัวที่ร่ำรวยสูงศักดิ์ เมื่ออยู่นอกบ้านก็ทำตัวเจ้าชู้หลายใจ มั่วกาม หลอกลวงให้ผู้หญิงเสียตัวจากนั้นก็ทอดทิ้ง  บ้างก็ชอบเสพสุขระหว่างชายหญิงทำเรื่องชั่วช้าเพื่อจะได้เสพกาม  ทำให้เกิดการตั้งท้องนอกสมรส  บ้างก็อายุยังน้อยไม่อยากมีภาระเหนื่อยยาก  บางคนเป็นเด็กสาววัยรุ่น บางคนเป็นหญิงที่แต่งงานแล้ว บางคนก็เป็นโสเภณี บ้างถูกกระทำชำเรา บ้างถูกล่อลวงไปข่มขืน บ้างคบชู้สู่ชายแล้วไม่สมัครใจที่จะมีท้อง  จึงเกิดการทำแท้งรีดลูกครั้งแล้วครั้งเล่า  นอกจากนี้ยังมีนโยบายของรัฐบาลที่บังคับให้ประชาชนมีลูกได้เพียงคนเดียว เมื่อประชาชนในประเทศให้กำเนิดทารกเพศหญิงก็จะนำเอาลูกของตัวเองไปกดน้ำ ฝังทั้งเป็น ฆ่าให้ตาย บีบคอ อุดจมูก  เป็นต้น  วิญญาณทารกเหล่านั้นต่างก็มารวมตัวกันที่ริมฝั่งแม่น้ำแห่งนี้  พระกษิติครรภ์โพธิสัตว์ก็มักจะผ่านมาทางนี้พร้อมทั้งสงเคราะห์ช่วยเหลืออยู่เสมอ

        ชิวเซิง : ขอเข้าไปสัมภาษณ์หน่อยได้ไหมครับว่าอะไรคือเหตุต้นผลกรรมที่ทำให้พวกเขาเหล่านั้นต้องตายตั้งแต่อายุยังน้อย?

        พุทธะจี้กง : ได้สิ!  แต่ภาษาของเด็กทารกนั้นเข้าใจยาก  ต้องมีแม่นมหรือพี่เลี้ยงมาช่วยแปล (พูดยังไม่ทันขาดคำ เบื้องหน้าก็มีสตรีวัยกลางคนนางหนึ่งเดินเข้ามา)

       พุทธะจี้กง : (เข้าฌานตรวจดูว่าสตรีนางนี้คือใคร) ศิษย์เราเจ้ารีบเข้าไปคารวะโพธิสัตว์กวนอิมเร็ว

        ชิวเซิง : ผู้น้อยกราบคารวะพระโพธิสัตว์กวนอิม

        พระโพธิสัตว์ : ชิวเซิงไม่ต้องมากพิธี

        ชิวเซิง : ท่านพระโพธิสัตว์ครับ! เหตุใดท่านจึงมาที่ทางสามแพร่งนี้ล่ะ?

        พระโพธิสัตว์ : เราเพิ่งจะออกมาจากสถานที่แสดงธรรม พอดีว่ากำลังจะไปที่ตำหนักกษิติครรภ์ จึงประจวบเหมาะได้พบกับพวกท่านที่นี่พอดี

        พุทธะจี้กง : สหายธรรมหนันไห่ ไม่พบกันนาน ท่านสบายดีนะ!

        พระโพธิสัตว์ : เราสบายดี

        พุทธะจี้กง : พอดีมีเรื่องๆหนึ่ง เราไม่เชี่ยวชาญภาษาของทารก รบกวนสหายธรรมช่วยแปลให้ชิวเซิงฟังซักประเดี๋ยว

        พระโพธิสัตว์ : ได้สิ!

        ชิวเซิง : ถ้าอย่างนั้นสัมภาษณ์ทารกคนนี้ก่อนแล้วกัน  ดูเหมือนเขาจะทุกข์ระทมเป็นอย่างมาก

       พระโพธิสัตว์ : เด็กคนนี้บอกว่าเขาควรจะได้ไปเกิดเป็นลูกสาวของครอบครัวสกุลหยาง แต่เป็นเพราะการเงินของพ่อแม่อัตคัดขัดสนจึงทำแท้ง  เดิมทีเขาควรจะได้เกิด  และเมื่ออายุครบ 15 ปีก็จะมีโอกาสได้พบกับสามีภรรยาคู่หนึ่งรับไปเลี้ยงดูเป็นบุตรบุญธรรม  และเป็นเพราะพ่อแม่บุญธรรมไร้ทายาทเขาจึงได้เป็นผู้สืบทอดมรดก ตอนนี้กลับถูกทำแท้ง ดังนั้นจึงโศกเศร้าทุกข์ระทม

       ชิวเซิง : ตามที่ในพระสูตรคัมภีร์กล่าวไว้นั้น  ที่มนุษย์มีอายุสั้นหรือบางทีอาจจะยังไม่ทันได้คลอดออกมาจากครรภ์ก็ต้องมาตายอย่างไม่เป็นธรรม นั่นก็เพราะว่าชาติก่อนหรืออาจจะในหลายๆชาติที่ผ่านมาได้สร้างเหตุต้นผลกรรมอะไรไว้จึงต้องมาตายตั้งแต่อายุยังน้อย ช่วยเล่าเรื่องของเธอให้ฟังหน่อยได้หรือไม่?

        พระโพธิสัตว์ถ่ายทอดคำพูดของทารก : เมื่อชาติที่แล้วฉันเป็นข้าราชการ ในปีหมินกั๋วที่ 1 เข้ารับราชการอยู่ที่มณฑลเจียงซี เพราะว่าตลอดทั้งปีชอบกินไข่ปลาและชอบสนุกกับการจับลูกนกเล่น  ฉันไม่รู้จักรักทะนุถนอมชีวิตของลูกนก  ในทางตรงกันข้ามมักจะทำให้ลูกนกต้องตายอยู่บ่อยๆ  ตลอดทั้งปีมีลูกนกต้องตายในกำมือของฉันไม่รู้มากมายเท่าไหร่ ในยามปกติฉันก็ทำเรื่องที่เป็นการบุญการกุศลอยู่บ้างเป็นครั้งคราว และที่ฉันเป็นข้าราชการฉันก็ไม่ได้ทำเรื่องเลวทราม ไม่ได้กดขี่ข่มเหงประชาชน อีกทั้งไม่เคยรับสินบน  และยิ่งไม่มีเรื่องกามลามกอันเสื่อมเสียต่อประเพณีและศีลธรรมอันดีงาม  ด้วยเหตุนี้พญายมจึงตัดสินให้ฉันมีชะตาชีวิตได้เป็นข้าราชการที่ร่ำรวย  แต่คิดไม่ถึงเลยว่าพ่อแม่จะใจดำอำมหิตทำแท้ง ทำให้ฉันสูญเสียโอกาสที่จะได้สืบทอดมรดกรวมทั้งโอกาสที่จะได้เข้าคัดเลือกเป็นข้าราชการ  ตอนนี้เหลือเพียงความเคียดแค้น

        ชิวเซิง : ในเมื่อเป็นเช่นนี้แล้วก็ควรปล่อยวางความผูกพันทั้งปวง มิสู้ล้มเลิกความคิดที่จะเป็นข้าราชการที่มีอำนาจและความร่ำรวยสูงศักดิ์นั้นทิ้งไป  มีจิตหนึ่งใจเดียวมาบำเพ็ญธรรมปฏิบัติธรรมจะดีกว่า

        พระโพธิสัตว์ถ่ายทอดคำพูดของทารก : ฉันไม่ยอมหรอก แล้วอีกอย่างก็ไม่มีที่ไหนให้ฉันได้พึ่งพิงด้วย

        ชิวเซิง : เบื้องหน้านี้ก็คือผู้บรรลุธรรมแห่งเขาผู่ถัวซันที่ทุกคนต่างก็รู้จักกันดี มีพระนามว่า “หนันไห่กู่ฝอ” หรือพระโพธิสัตว์กวนอิมผู้มีมหาเมตตามหากรุณาปลดเปลื้องความทุกข์ยากให้แก่เวไนย์อย่างกว้างขวาง และยังมีฉายาว่าพระโพธิสัตว์กวนอิมพันเนตรพันกร  หากได้ติดตามท่านบำเพ็ญธรรมปฏิบัติธรรมก็จะไม่ต้องเวียนว่ายอยู่ในความทุกข์แห่งการเกิดแก่เจ็บตาย

        พระโพธิสัตว์ถ่ายทอดคำพูดของทารก : ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้รับการกล่อมเกลาสั่งสอนจากพระโพธิสัตว์หรือไม่?

        พระโพธิสัตว์ : ในเมื่อเธอมีกุศลผลบุญอีกทั้งยินยอมรับการสอนสั่ง แล้วเราจะทอดทิ้งโดยไม่มีเหตุผลได้อย่างไร

        ชิวเซิง : ขอพระโพธิสัตว์โปรดเมตตาฉุดช่วย

        พระโพธิสัตว์ : ได้สิ ! รอเรากลับมาจากตำหนักกษิติครรภ์ค่อยพาเธอกลับไปที่ทะเลใต้

(ตอนนี้คณะผู้เดินทางรวมทั้งทารกแซ่หยางมาถึงห้องรับแขก ณ ปากทางสามแพร่งแล้ว)

พระโพธิสัตว์ : วิญญาณหยาง เธอก็รอเราอยู่ในห้องรับแขกนี้ก่อน เราตั้งชื่อใหม่ให้เธอว่า“เหอเซียง”

ชิวเซิง : ขอบคุณพระโพธิสัตว์เมตตา

วิญญาณหยาง : ขอบคุณพระโพธิสัตว์เมตตาประทานชื่อให้ ขอบคุณคุณลุงมากที่ทำให้ฉันมีโอกาสได้รับการอบรมสั่งสอนจากพระโพธิสัตว์ ต่อไปภายหน้าจะต้องตอบแทนบุญคุณ

ชิวเซิง : ไม่เป็นไรหรอก  ฉันไม่ได้ช่วยเหลืออะไรเธอเลยซักนิดเดียว

พุทธะจี้กง : ตอนนี้ดึกแล้ว พวกเราต้องขอตัวกลับก่อน

พระโพธิสัตว์ : ศิษย์-อาจารย์ค่อยๆไป

ชิวเซิง : กราบลาพระโพธิสัตว์

พุทธะจี้กง : ถึงสำนักก่งเหิงถังแล้ว ชิวเซิงกลับเข้าร่างเถอะ

ชิวเซิง : ศิษย์น้อมส่งพระอาจารย์