Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
ประวัติพระอรหันต์จี้กง ตอนที่ 20 | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

ประวัติพระอรหันต์จี้กง ตอนที่ 20

561 Views

ไปมากระจ่าง เพียงหนึ่งยิ้มคืนสู่สัจจะ

กริยาสะท้อน แห่งพุทธะเผยให้เห็นนับพันฤดู

          ทั้งเจ้าอาวาสและเหล่าสงฆ์ ต่างพากันมายังห้องอันเล่อถัง ไม่มีทั้งความเงียบและความอึกทึก เห็นเพียงแต่พระจี้กงนั่งขัดสมาธิอยู่ จึงหันมากล่าวกับเจ้าอาวาสว่า "ศิษย์จะกลับคืนแล้ว ขอรบกวนท่านเจ้าอาวาสเป็นประธาน เรียกคนมาโกนศีรษะกระผมให้สะอาด เพื่อผมจะไม่รุงรัง ซึ่งไม่สะดวกแก่การพบพุทธะ สำหรับเฉินบ้วนฝ่าก็ได้ใบสุทธิแล้ว ขอร้องท่านเจ้าอาวาสโปรดบวชให้เขาด้วย จะได้หมดภาระหน้าที่ในจิตกระผม" เจ้าอาวาสรับคำทุกอย่างทันทีที่โกนผมเสร็จ ก็ได้ยินว่าเหล่าอำมาตย์ขุนนางและเพื่อนสนิททั้งหลายต่างเดินทางมาถึง จี้กงจึงสั่งให้เฉินบ้วนฝ่า ต้มน้ำร้อนเพื่อชำระร่างกาย แล้วก็แต่งจีวรที่สะอาด เฉินบ้วนฝ่าชุลมุนวุ่นวายจนลืมเตรียมรองเท้ามาให้ ทันใดนั้นเจ้าอาวาสก็พูดว่า "ไม่ต้องยุ่งยากข้าพเจ้ามีอยู่คู่หนึ่งให้นำไปให้อาจารย์เจ้าใส่เถิด!" ว่าแล้วก็นำออกมาให้เฉินบ้วนฝ่า เพื่อใส่ให้พระจี้กง จี้กงเห็นทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว จึงนั่งลงบนโต๊ะสมาธิแล้วเรียกให้เอาแผ่นกระดาษจากห้องสมุดมาแล้วเขียนบนโฉลกอำลาโลกว่า

          หกสิบปีฝากไว้แต่อีเหละเขะขะ
จากตะวันตกถึงตะวันออกวุ่นวายไป 
หากวันนี้จักต้องเก็บกลับคืนไป
คงเหลือไว้น้ำจรดฟ้าสีครามดั่งเดิม 

          เขียนจบวางพู่กันลง ลดคิ้วและตาลงดับขันธ์สู่นิพพาน เฉินบ้วนฝ่าร้องไห้เป็นการใหญ่ขุนนางต่างจุดธูปกราบไหว้ ต่างก็โจษขานกันว่า โดยปกติจี้กงมีอิทธิปาฏิหารย์นัก แล้วก็ถอนหายใจ

          เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วได้สามวัน เหล่าสงฆ์ได้เรียนเชิญเจ้าอาวาสต้าทงแห่งวัดเจียงซิน ให้มาทำพิธีบรรจุพระจี้กงเข้าสู่ครัม เจ้าอาวาสซงได้จัดพิธีกงเต็กทั้งทางบกและทางน้ำเพื่ออุทิศบุญกุศลแก่พระจี้กงแล้วกำหนดวันฌาปนกิจศพ ในวันที่ 16 เดือนแปด

          พอถึงวันนั้น ทั้งขุนนางและประชาชนพากันมายกครัม ปี่กลองบรรเลงดังก้องฟ้าแห่ครัมมาถึงภูเขาเสือเผ่น เหล่าสงฆ์เชิญเจ้าอาวาสซวนสือเฉียว มาเป็นผู้จุดไฟ ซวนสือเฉียวถือคบไฟขึ้นแล้วกล่าวว่า

          "จี้เตียน จี้เตียน สง่าผ่าเผยมานานปี ผิดศีลผิดระเบียบ ไม่ยอมรับความเอนเอียง ดุด่าว่าโคตร ยังหาว่าถ่อมตน เข้ากับพวกเด็กๆ เกกมะเหรกตามเรื่อง เตร็ดเตร่หน้าธรณีสงฆ์ ขุดพื้นทวงฟ้า ขณะจะกลับคืนก็ปลดแปรละทิ้งหมดสิ้น อำลาโลก ออกจากปุถุสู่อริยะ เข้านิพพานสูงสุดด้วยตนเอง คืนสู่ความดั้งเดิมดังไม้หญ้า จึงจะดับสิ้นควันไฟ เฮ้ย! ไฟสว่าง สมาธิสู่ฟ้าสีคราม ถ่ายทอดไว้แต่ความอีเหละเขะขะทั่วทั้งสี่สมุทร"

          เมื่อเจ้าอาวาส ซวนสือเฉียวกล่าวจบก็จุดไฟโชติช่วง พระธาตุดุจเม็ดฝน ทันทีที่เผาเสร็จ เฉินบ้วนฝ่าก็นำอัฐิ เข้าเก็บไว้ในเจดีย์ที่สร้างขึ้นใหม่ จนเรียบร้อยค่อยกลับมา 

          พอดีกลับมาถึงหน้าวัดเจิ่นฉือ ก็พบกับสงฆ์รูปที่เดินมาถึงถามว่า "ใครคือเจ้าอาวาสซงเส้าหลิน" เจ้าอาวาสรีบถามไปว่า "อาจารย์ทั้งสองมาจากไหน มาถามหาอาตมาด้วยเรื่องอันใดหรือ" สงฆ์ทั้งสองตอบว่า "อาตมาเมื่อสองเดือนก่อน ได้พบกับอาจารย์เลขาจี้กง ที่เจดีย์หลิวเหอ ท่านฝากจดหมายมาหนึ่งฉบับ พร้อมด้วยรองเท้าคู่หนึ่งมาให้เจ้าอาวาสเนื่องจากหนทางไกลมาก เพิ่งจะมาถึงในวันนี้" พูดพลางก็หยิบของจากย่ามมาส่งให้เจ้าอาวาส เจ้าอาวาสพอเห็นเข้าก็ตกใจว่า "รองเท้าคู่นี้ ขณะที่จี้กงจะดับขันธ์ อาตมาเอามาให้พระจี้กงใส่และก็ได้เผาไปเรียบร้อยแล้ว แล้วทำไมจึงมีของที่เหมือนเดิมนี้มาคืนให้อีก น่าอัศจรรย์แท้ๆ พอคลี่จดหมายออกมาดู ข้างในเขียนไว้ว่า

          ศิษย์โง่เป็นเลขาเต้าจี้ ถวายหนังสือมาเรียนท่าน ท่านเจ้าอาวาสเส้าหลินว่า : ข้าพเจ้าได้สลายสู่เมฆและนทีไหลแล้ว แยกจากไปทางไกลสู่ภูเขาลิบๆ ไม่อาจพบหน้าอันเป็นอนิจจังไม่เที่ยง เป็นทุกข์ของชีวิตที่ไม่คงทนแม้แผ่นดินยังคงอยู่ แต่จิตไม่ถูกขวางกั้น ตอนนี้อบเชยจะหอมหวนดอกสีเหลืองบานสะพรั่ง ในเมืองรถราจะปลอดภัย ธรรมชาติแห่งทะเลสาบคงงดงาม อาจารย์ข้าฯ ก็ยังแบกภาระไม่ว่าง ละวางในยามว่าง กุศลเหลือคณานับ สะอาดบริสุทธิ์อยู่เสมอ กราบด้วยไมตรีอันงาม ขอให้รักษาสุขภาพ 

          เต้าจี้ไม่ฉลาด เปิดช่องแผ่นดิน พังประตูเหล็ก วิ่งออกมาได้จากรูเข็มหาทางออกภายในเมล็ดของผักกาดเขียว โชคดีที่พุทธะเมตตา ไม่โกรธไม่โทษ สวรรค์กว้างใหญ่ จึงหลบหนี้ได้ง่าย ไม่เกรงที่สูงที่ต่ำ ถึงรองเท้าจะขาด ยุ่งอะไรกับโคลนและน้ำที่ติด ศีรษะที่สว่าง ลมไม่พัด ฝนไม่สาด เอาใบไม้ไผ่ไปทำไม ปล่อยให้เท้าเปล่า ความร้อนหนาวไม่กล้ำกราย เอาเสื้อผ้าไปทำไม ไม่ต้องกระจิกเพราะไม่หิวกระหาย สง่าผ่าเผยเพราะเป็นธรรมกาย เสาะหาเสียงเพื่อโปรดทุกข์ทุกข์แห่งหน เมื่อต้องไปก็ไป บางครั้งขี้เกียจสะเทือนแม้รังนกกระจอก จะอยู่ก็อยู่ โดยทางตรงก็ถึงฟ้าตะวันตกเพียงก้าวเดียวก็เหยียบเขาไท้ซาน ไม่ติดขัดเลย มือทั้งสองเปิดไขกุญแจทอง รู้สึกสุขสบาย จึงส่งหนังสือฟุตหนึ่งมา น้อยนักที่เกิดใหม่ได้ดี 

          ถึงเป็นความฝันใหม่ ก็ยังเป็นคนอยู่ เพียงเสียงแตรยาวสามครา ทุกภูผาใบเหลืองหล่น กลับหลังมองดู ธารน้ำไหลผ่าน ภูเขานับพันเขา ยังมีคำพูดจะกล่าวอีก แต่ไม่อาจฝ่าฝืน ขอถ่ายทอดสู่ภูเขาเหนือใต้ ร้องเรียกต้นหลิวเขียวที่ดอกสีแดง เพื่อบอกกล่าวถึงวัดต่างๆ ทั้งตกออกรีบๆ ตีกลองระฆัง เยื่อใยยาวหมดได้ยาก กระดาษสั้นไม่อาจบรรยายต่อ 

และสั่งถึงเฉินบ้วนฝ่าว่า

          มองไม่เห็น จำผิดว่ารั้วไผ่เป็นไม้ทัพพี ไม่ทันคาดยามสามดวงเดือนอยู่ตรงตะวันตกกิเลนเขย่าจนทำให้สายทองคำขาด สมัยเด็กเคยถึงด่านนกห่านป่า อาตมาภาพเบิ่งตาอันมึนเมาขึ้นมองดูจำได้ว่าลูกลักษณ์ดั่งลูกธนูถึงเดือนนี้มีกระดูกและแผ่นหนังที่หนาวเย็น ทั้งนี้เพราะหน้าตาเดิมไม่มีใครรู้จัก จึงได้เพ่นพ่านอยู่แถวเทียนไถ่รอบหนึ่ง

          เจ้าอาวาสซงอ่านจบ จึงได้แต่ถอนหายใจแล้วสรรเสริญว่า "จี้กงยามมีชีวิตก็เล่นพิเรน ภายหลังมรณภาพยังมีอิทธิปาฏิหารย์อีก หากมิใช่ตนเองเผยอิทธิฤทธิ์ ใครเลยจะรู้จัก" เพราะทั้งหนังสือและรองเท้าสองสิ่งนี้ได้แสดงแก่ประชาชน เมื่อสงฆ์ทั้งสองรู้ว่า พระจี้กงได้มรณกรรมนานแล้วถึงกับสะดุ้งกลัว เรื่องนี้โจษขานไปถึงราชสำนักขุนนางและเพื่อฝูงที่สนิทสนมต่างยกย่องว่าแปลกประหลาด และต่างก็โกรธแค้นตนเองที่ไร้มารยาทต่อท่าน นั่นคือ

          ระฆังไม่ตีไม่กังวาน
กลองไม่ตีไม่กระหึ่ม 
โพธิสัตว์แสดงฤทธิ์ 
คนถึงรู้ภูมิหลัง 

          ต่อมาอีกไม่นาน มีคนเดินทางคนอำเภอเฉียนถัง มาขอพบเจ้าอาวาสแล้วว่า "ข้าน้อยเป็นพนักงานของเมืองไถโจว ได้ผ่านไปทางเทียนไถซาน ได้พบกับท่านอาจารย์จี้กง เขายังจำข้าน้อยได้ ท่านได้ฝากหนังสือให้ฉบับหนึ่งมาถึงเจ้าอาวาส ดังนั้น ข้าน้อยจึงนำมาให้โดยเฉพาะ ข้าน้อยมีธุระอีกหยุดอยู่ไม่ได้ ขอกลับไปก่อน" เจ้าอาวาสรับหนังสือแล้วคลี่ออกมาอ่านเป็นกลอนเจ็ดสองบท

          เรือใบแล่นข้ามแม่น้ำเจอะเจียง 
กลับหันเพียงเห็นศาลากลางหมอก 
ฝากไว้แก่กวีเหล้าตามเขาซอก
ข้าจะบอกอย่าแค้นตนที่ผิดพลาด
เจ็บใจขาสะดุดเดินเขยก
เขี่ยดูเมฆตามยอดเขาด้วยลำไผ่
อยากรู้อาตมาอยู่แห่งไหน 
ขุนเขาเทียนไถ่ถิ่นบ้านเดิม

          เจ้าอาวาสอ่านแล้วถอนหายใจรำพรรณว่า "จี้กงเดิมทีมาจากเทียนไถ่ ยังคงกลับไปที่เทียนไถ่อีก ไปมากระจ่าง นับว่าเป็นพระอรหันต์อวตารมาเกิด ดวงจิตไม่ขุ่นมัว" คนเดินทางได้ยินแล้ว ตกใจกลัวแล้วพูดว่า "ข้าน้อยนึกว่ายังมีชีวิตอยู่ ที่แท้ก็ตายแล้ว" ว่าเสร็จก็แลบลิ้นแล้วจากไป 

          เวลาผ่านไปนานถึงยี่สิบปี ประตูวัดเจิ่นฉือเกิดพังลงมา เจ้าอาวาสเขียนใบประกาศแล้วให้พระลูกวัดเที่ยวออกไปเรี่ยไร ก็ได้พวกกระเบื้องบ้าง พวกตอไม้บ้าง ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน ไม่อาจทำการก่อสร้างได้ ขณะที่เจ้าอาวาสกำลังทุกข์ร้อนอยู่ ก็ได้ยินว่ามีแขกมาจากหมู่บ้านฟ่านได้ส่งต้นซุงใหญ่มาให้จำนวนหนึ่ง ต้องการหาอาจารย์จี้กงมาเซ็นรับ เจ้าอาวาสไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ จึงถามไปว่า "พวกซุงเหล่านี้ไม่ทราบว่าท่านผู้ใจบุญผู้ใดเป็นผู้บริจาคหรือ" แขกคนนั้นว่า "ก็เป็นของข้าน้อยเองที่บริจาค" เจ้าอาวาสว่า "ไม่ทราบว่าท่านทำไมจึงบริจาคมากมายเช่นนี้" แขกคนนั้นว่า "พวกซุงเหล่านี้ ตลอดเวลายี่สิบสามปีมาแล้วได้ล้มแห้งอยู่ในป่าเขา มีอาจารย์จี้กงมาขอบริจาค ด้วยพุทธะบารมีคุ้มครอง เกิดน้ำป่าหลากมาทั้งคืน ทำให้ซุงเหล่านี้ทะลักออกจากป่ามาได้ ดังนั้น ข้าน้อยไม่ลืมบุญสัมพันธ์ จึงส่งมาให้จำนวนหนึ่ง ขอเชิญอาจารย์จี้กงออกมารับให้เรียบร้อยเพื่อชำระบัญชี" เจ้าอาวาสฟังแล้ว รีบเรียกคนให้จุดธูปเทียนกราบไหว้ขอบคุณจี้กง แล้วก็จัดอาหารเจเลี้ยงแขกผู้นั้น แล้วพูดกับแขกว่า "จี้กงได้สำเร็จเป็นพุทธะนานแล้ว" แขกผู้นั้นฟังแล้วทั้งตกใจถึงความศักดิ์สิทธิ์ภายหลังอาหารเจแล้วก็ลาจากไป สงฆ์ทั้งวัดต่างปลื้มปิติ นับถือยกย่อง 

          ส่วนเฉินบ้วนฝ่าบำเพ็ญจริง จนได้เลื่อนขั้นขึ้นเป็นผู้ดูแลวัด มมรณภาพเมื่ออายุ 93 พรรษา หลังจากสร้างประตูวัดเสร็จ จี้กงได้แสดงอิทธิฤทธิ์อยู่เนืองๆ กับเหล่าขุนนางในราชสำนัก เรื่องราวมากมายจนเขียนลงไม่หมดโดยมีกลอนยืนยันเช่นนี้ว่า 

          ทองคำร้อยหลอมสิ้นแรงงาน 
สิ้นสุดแรงงานเหมือนสิ้นเปล่า 
ท่ามกลางนี้เหลือพันธุ์ไว้ 
เพื่อเจ้าได้ไถ่หว่านทุกทุกชาติ

อธิบายท้ายบท โดยพระอรหันต์จี้กง

          1. เดินจนเหนื่อยดื่มจนเบื่อ ก็ควรหยุดพักแล้ว ทิ้งร่องงรอยอีเหละเขะขะไว้นานถึงหลายสิบปี อวตารเป็นภิกษุ ท่องเที่ยวทั่วแผ่นดิน สรรพวัตถุแม้จะโอบล้อมอาตมาๆ ก็ไม่ติดยึดในสรรพสิ่ง อาตมาไป อาตมาบริสุทธิ์รู้สึกเบาสบาย นี่คือ "การบำเพ็ญอันยิ่งใหญ่" การออกบวชทุกข์ มีทุกข์พูดไม่ออก เก็บไว้ในใจมืดมนไปหมด แล้วจะพบตนเองแท้จริงได้อย่างไร ไม่น้อยทีเดียวที่ผู้ออกบวชได้รับโรคชนิดนี้ พวกเขาก็ไม่มีอภิญญา จึงได้แต่จำวัดไปอย่างยากลำบาก หมดชีวิตไป มีหลายคนที่ไม่ชินต่อพฤติกรรมของอาตมา ด่าว่าอาตมาเป็นส่วนน่ารังเกียจของสงฆ์หารู้ไม่ว่านั้นเป็นหน้าตาที่แท้จริง ดีกว่าปากท่อง นะโม 

          2. เกลือกกลั้วกับฝุ่นตม ก่อนตายโกนทิ้งให้สะอาด จะได้พบกับบรรพบุรุษแห่งพุทธะ ไม่ต้องรอจนหมดลมหายใจ ศพจึงถูกชำระล้าง ล้างกระดูกที่แข็งทื่อมีประโยชน์อันใด ธรรมะต้องบำเพ็ญก่อนตาย อย่ารอให้ตายแล้วค่อยทำบุญให้ซากศพ ถามมันมันก็ไม่รู้ 

          3. ยืมรองเท้าเจ้าอาวาสไป เมื่อข้ามสะพานสวรรค์แล้ว รองเท้าคู่ที่ข้ามเรือส่งกลับคืนท่านตอนมีชีวิตอยู่ ท้องบรรจุไปด้วยของสกปรก จึงต้องถ่ายเสียให้หมด ส่งคืนให้หมด ตอนมาก็ว่างเปล่าไม่มีสักสิ่ง ตอนไปเรื่องอะไรจะแบกให้เหนื่อย ฝากไฟช่วยเผาให้หมด นั้นคือ

          หกสิบปีฝากเอาไว้แต่อีเหละเขะขะ 
จากตะวันตกถึงตะวันออกวุ่นวายไป 
คงเหลือไว้น้ำจรดฟ้าสีคราม 
สุราคืนสู่สุรา ปราณคืนสู่ปราณ 
สุรากลายเป็นน้ำไป ปราณเลิกหายใจ
มังสาคืนสู่มังสา รูปคืนสู่รูป 
มังสาร้อนไฟเผา รูปกายย่อมแตกสลาย 

          4. ตายแล้วเปลี่ยนร่างใหม่ ใครว่าอาตมาไม่กลับมาอีก ส่งคืนรองเท้าแก่เจ้าอาวาส แลหนังสือถามไถ่ทุกข์ นั่นคือ 

          ยืมของเขาต้องคืนให้ 
แม้เพียงน้อยไม่ควรติด 
กฎแห่งกรรมคือเหตุผล 
มนุษย์จงตรอกให้ลึก

          5. อาตมาไปแล้ว เหลือแต่ชื่อจี้กงให้แก่มนุษย์ ถึงแม้จะเป็นพระวิกลจริตก็มีคนเอาอาตมาเป็นคาถาไว้สืบทอด หากจะพูดว่าเทียบไม่ถึงพระศากยมุนีเจ้า แต่ก็สูงส่งกว่าสมณเจ้าชั้นสูงทั้งหลาย พอจะปลอบประโลมได้ 

          6. อย่างยุคสุดท้ายเช่นทุกวันนี้ พระสงฆ์เพี้ยนที่เงียบสงบ และไม่อดทนปล่อยให้คุณธรรมตกต่ำ ไม่ได้ยินหรอกหรือพวกศาสนา ส่วนมากก็เพื่อขอข้าวกิน มีสักกี่เม็ดที่สู่พุทธโอษฐ์ บารมีไม่เหนืออาตมาหรอกดังนั้นจึงยอมกลับมาอีกครั้ง หรือเรียกจี้กงพุทธเดินดิน หรือว่าจี้เตียนพระวิกล เพื่อเผยกายสะท้อนโลก ดังเช่นเมื่อกาลก่อนๆ อันเป็นการค้นหาพุทธะในครัวเรือน หมั่นปฏิบัติธรรมในบ้านช่อง ดูแลสำนักธรรมอย่างใกล้ชิด อย่าถือตัวหยิ่งจองหอง สมานฉันปะปนกับปุถุชน แต่กลับธุระที่ช่วยปลดทุกข์ให้ชาวโลก ต้องทำอย่างตั้งอกตั้งใจ ยอมให้เต้าจี้เป็น "ธรรมหลงดลจิต" อาศัยพู่กันทรงช่วยเผยสู่ชาวโลกอีก ได้นำพู่กันทรง "หยางเซิง" วิญญาณท่องนรก สวรรค์ เพื่อแต่งหนังสือ "เที่ยวเมืองสวรรค์ - นรก" เพื่อเผยความเร้นลับของศาสนาให้เห็นเพื่อเป็นผลลัพธ์ของคนที่ดีที่สุดและบาปที่สุดจะเป็นอย่างไร เปิดเผยอย่างทางการ การกระทำครั้งนี้ ส่งเสริมให้ชาวโลกกระจ่างในธรรมและปฏิบัติเพื่อความดี เพื่อให้ผู้ปฏิบัติธรรมมีที่เคารพบูชา ถึงแม้จะมีพระสงฆ์บางส่วน ที่กล่าวร้ายโจมตีเรื่องนี้ น่าอนิจจา! พุทธพจน์ "สวรรค์ นรก อยู่ที่คน" ถ้าเช่นนี้ หนังสือสองเล่มดังกล่าว มิเป็นบันทึกที่มีชีวิต ไม่ใช่บทส่องที่ดีที่สุดหรอกหรือ วันนี้ก็ยังได้อาศัยถาดทรายแห่งสำนักเซินเต๋อถัง เมืองไถจง เขียนคำอธิบาย เรื่องประวัติอรหันต์จี้กง อีกทั้งยังเป็นการปลุกคนที่หลงงมงายให้ตื่นด้วยกระบอง

          เจริญพร! ภิกษุสงฆ์ทั้งหลาย อย่าได้กล่าวร้ายหาว่าเป็นทางนอกรีตอาตมาออกบวชก็เพราะรักชาวบ้านปุถุชน (นอกรีต) หากไม่มีพวกเขาก็ไม่มีอาตมาภาพในวันนี้! ท่านพระคุณเจ้าผู้สูงศักดิ์ หากไม่มีพวกนอกรีตเหล่านี้ ก็เกรงว่าพวกท่านเองก็มิอาจปกปักรักษาตัวรอด พวกท่านที่ฉัน ครอง เดิน อยู่ ก็ล้วนเป็นน้ำพักน้ำแรงของพี่น้องนอกรีตเหล่านี้! อย่าได้ลืมที่จะคำนับต่อเหล่าผู้กล้านิรนามเหล่านั้นด้วย ท่านทั้งหลายเท้าไม่เหยียบมดมือไม่กล้าตบยุง แล้วทำไมจึงต้องโจมตีอย่างไร้จิตใจต่อศาสนาอื่นเช่นนี้ ปล่อยวางมีดลงเถิด อมิตตพุทธ! นั่นคือ 

          ท่านว่าเข้าทรงเก๊
ข้าว่าสวดมนต์ลวง
การสอบเหมือนกัน
สามโลกคือบ้านเดียวกัน