Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
ประวัติพระอรหันต์จี้กง ตอนที่ 18 | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

ประวัติพระอรหันต์จี้กง ตอนที่ 18

346 Views

ผู้บำเพ็ญฉือเสาะหาใบสุทธิ จางถี่เตียนเมาเสาะหากลอน 

          เมื่อจี้กงได้จากกับหวังจินอีแล้วกลับมาที่วัด หลายวันนี้ไม่มีธุระอะไรแล้ววันหนึ่งจี้กงก็เข้าไปครัวถอดเอาจีวรออกเพื่อจับหมัด ก็ได้เห็นชายหนุ่มผู้บำเพ็ญศีลคนหนึ่งถือจดหมายฉบับหนึ่งเข้ามาแล้วถามกับคนครัวว่า "ผมต้องการพบกับท่านเลขาจี้ เห็นทางห้องเจ้าอาวาสบอกว่าท่านอยู่ในห้องครัว ไม่ทราบว่าคือท่านไหน" คนครัวบอกว่า "ผู้ที่กำลังจับหมัดอยู่นั่นไง" ผู้บำเพ็ญศีลคนนั้นได้ยินแล้วก็เดินไปที่ข้างหน้า ทำความเคารพแล้วพูดว่า "ข้าน้อยอยู่ที่ศาลเจ้าเจี่ยงซีชื่อฉือเต้าเถิน ถึงแม้จะออกบำเพ็ญศีลหลายปี ก็ยังไม่ได้ปลงผม ดังนั้น ท่านอาจารย์หลวงอาจึงให้มีหนังสือให้มาขอร้องอาจารย์ช่วยเขียนใบฎีกา เพื่อไปขอใบสุทธิ ขออาจารย์โปรดเมตตา" จี้กงรับหนังสือมาดูแล้วว่า "เจ้าต้องการให้ข้าเขียนใบฎีกา พูดปากเปล่าก็ไร้ประโยชน์ต้องซื้อเหล้าให้ข้าดื่มก่อน" ผู้บำเพ็ญศีลว่า "ต้องเลี้ยงอาจารย์ ก็ไปดื่มที่ร้านเหล้าได้แค่สามจอก" จี้กงว่า "ขอให้มีเหล้ากินร้านเหล้าจะเป็นไรล่ะ" จี้กงรีบแต่งจีวร แล้วตรงไปยังร้านเหล้าตาหวังที่แท้ผู้บำเพ็ญฉือมีเงินติดตัวน้อย จึงรีบนับเงินให้เจ้าของร้านก่อน แล้วค่อยเรียกเหล้ามาดื่ม จี้กงดื่มเสียเจ็ดแปดชาม พอจะดื่มอีก ก็ไม่มีเงินเสียแล้วไม่มีทางไหนจึงขอยืมพู่กันกับหมึกเจ้าของร้าน แล้วก็บอกให้ผู้บำพ็ญฉือเอากระดาษออกมา แล้วเขียนว่า 

          เดิมที่เป็นผู้บำเพ็ญศีล        ก็อยากบวชเป็นพระภิกษุ

ใบสุทธิก็ไม่มี                                เครื่องอัฐบริขารก็ไม่พร้อม

ข้าขอเตือนผู้บำเพ็ญ                     ควรจะหยุดรั้งรอก่อน

          ผู้บำเพ็ญฉือเห็นหนังสือเขียนเช่นนั้น ไม่สบายใจ จึงถามว่า "ข้าน้อยมาขอร้องอาจารย์ช่วยเขียนใบฎีกา เพื่อขอให้ผู้อุปัฏฐากช่วยบวชให้ แต่อาจารย์ทำไมจึงเขียนว่า หยุดรั้งรอก่อน" จี้กงว่า "เหล้าไม่พอ ก็ให้หยุดรั้งรอถ้าหากเจ้ายังต้องการเป็นพระสงฆ์ ก็ต้องเลี้ยงข้าให้เมามาย รับรองว่าวันนี้ก็จะได้ใบสุทธิ" ผู้บำเพ็ญฉือหมดปัญญาจึงถอดเสื้อผ้าออกจำนำได้สองชั่งเชิญจี้กงดื่มเสียจนหอมชื่น จี้กงจึงยกพู่กันเขียนเพิ่มอีกสองประโยคว่า 
ออกไปพบผู้บำเพ็ญหวัง กลับมายิ้มได้หัวใสเหน่ง

          จี้กงเขียนเสร็จก็ออกไปเลย ผู้บำเพ็ญฉือไม่รู้จะทำอย่างไร ก็ถือใบฎีกานั้นแล้วก็เดินไปทางสะพานหลิ้วเถียว เกือบๆ จะถึงสุสานเหย่เฟยเพราะใจไม่สบายกายก็หนาวเพราะถอดเสื้อจำนำร้านเหล้าไปจึงเดินอย่างเงียบขรึมและก้มหน้า ก็พอดีขุนวังผ่านมาจึงเดินชนเกี้ยวนั่งของขุนวังหวังเข้า เลยถูกผู้ติดตามจับไว้ ขุนวังหวังร้องตวาดว่า "เจ้าเป็นใครจึงบังอาจมาชนเกี้ยวของข้า!" ผู้บำเพ็ญฉือคุกเข่าลงรายงานว่า "ข้าน้อยชื่อฉือเต้าเฉินอยากบวชเป็นพระสงฆ์นานแล้ว แต่ไม่มีใบสุทธิดังนั้นจึงไปยังวัดเจิ่นฉือเพื่อขอร้องท่านเลขาจี้ให้เขียนใบฎีกา เพื่อหาผู้อุปัฏฐากโดยไม่คาดคิดเขาหลอกให้จำนำเสื้อผ้าแล้วดื่มจนเมามาย ใบฎีกาก็เขียนเสียไปแล้ว ใจจึงกลัดกลุ้มได้แต่เดินก้มหน้าจึงชนเอาเกี้ยวของใต้เท้าเข้า มิได้บังอาจขอรับ" ขุนวังหวังว่า "เอาใบฎีกามาให้ข้าดู" ผู้บำเพ็ญฉือจึงรีบเอาใบฎีกาออกจากแขนเสื้อส่งให้ ขุนวังเห็นแล้วหัวเราะชอบใจแล้วว่า "เจ้าช่างบังเอิญจริงเมื่อวานนี้พระจักรพรรดินีได้ออกใบสุทธิมาให้ร้อยฉบับ เพื่อให้บวชพระสงฆ์ยังไม่ทันจัดการ เจ้านี่ช่างมีบุญสัมพันธ์จริง" ว่าแล้วก็เรียกผู้บำเพ็ญฉือให้ตามไปที่จวนแล้วเอาใบสุทธิให้เขาหนึ่งฉบับเป็นฉบับที่หนึ่ง ผู้บำเพ็ญฉือยกมือไหว้ขอบคุณแล้วออกมา จึงรู้ว่าเป็นความแยบยลของพระจี้กง นั่นคือ

          ตอนพูดเป็นธรรมเพี้ยน           พอเกิดผลแล้วรู้แยบยล 

เพราะฉะนั้นแสงแห่งสุริยันจันทรา    รู้เพียงส่องแสงอยู่กลางนภา 

          วันหนึ่ง จี้กงนึกถึงจางถี่เตียนเจ้าของร้านขายยาไคเซิน ซึ่งไม่พบเห็นกันนานแล้วจึงตรงไปลงเรือที่ฉางเฉียวแล้วขึ้นท่าที่เฉียนถังเหมิน แล้วตรงไปร้านขายยาไคเซินที่ซอยจูกัง ก็พอดีกับภรรยาของจางถี่เตียนที่หน้าร้านจึงเข้าไปทักทายว่า "ฮูหยิน คุณจางถี่เตียนอยู่บ้านหรือเปล่า" หญิงผู้นี้เดิมทีไม่ชอบหน้าพระสงฆ์อยู่แล้ว เมื่อเห็นจี้กงเข้าก็ปั้นหน้าแล้วตอบว่า "ไม่อยู่บ้าน" ขณะที่พระจี้กงกำลังจะหมุนตัวกลับออกไป จางถี่เตียนก็วิ่งออกมาจากบ้านหัวเราะหึหึว่า "ผมกลับมาแล้วไม่ได้พบกันเสียนาน ขอเชิญนั่งดื่มเหล้ากันสักแก้ว" จี้กงว่า "เหล้านะอยากดื่มแต่ข้าเห็นภรรยาท่านรู้สึกจะเกรงใจเธอจึงดื่มไม่ลง" จางถี่เตียนว่า "ถ้าเช่นนั้นเข้าไปดื่มที่ตลาดดีไหม" จี้กงว่า "ก็ดี ก็ดี" ทั้งสองจึงพากันไปดื่มเหล้าที่ร้านเซินเอี๋ยงก๋วน เมื่อเด็กนำเหล้ามา จี้กงก็ดื่มติดต่อกันถึงยี่สิบชาม ดื่มจนสบายใจ "ภรรยาท่านหาว่าข้ามาดื่มเหล้ากับท่าน ไม่รู้ว่าดื่มเหล้ามีอะไรมีอะไรดีบ้างไหม ข้ามีบทรำนำจะร้องให้ท่านฟัง 
ทุกวันดื่มเหล้าจนเมามาย ยังไม่เคยลองดูว่าไม่เมาสักวัน แม้เธอจะด่าทอด้วยความโกรธ แต่ก็เป็นเรื่องของนักดื่มในสังคม อย่าได้ควบคุมเลย ขอหยุดความโง่เขลา ชีวตคนเราอยู่ได้นานสักเท่าไร 

          ผู้คังฮุ้ย ได้ชื่อว่าร้องเพลงเพราะจนดอกบัวโรยรา หลิวหลิงเต้นระบำได้เก่ง ก็สู้หยุนหมิงที่เมาชมเบญจมาศจนถึงแดนตะวันออก ตอนนี้พวกเขาอยู่ที่ไหนกันเล่า คงเหลือไว้แต่ชื่อเสียงอันดีงาม" จางถี่เตียนกล่าวชมว่า "ยอด ยอด ยอด! ข้าพเจ้าบังเอิญมีกระดาษมาอยู่สี่แผ่น ขอถือโอกาสที่ท่านว่างตอนนี้ ช่วยเขียนกลอนให้สักสี่บท เพื่อแขวนไว้ที่บ้าน เมื่อท่านจากโลกนี้ไปแล้วจะได้นำออกมาดูๆ เป็นการดีสำหรับการคิดถึง" จี้กงไม่ได้พูดออกมาคิดในใจว่า "ที่พูดอย่างนี้เป็นการเร่งให้ข้าตาย" แต่ก็ตอบกลับไปว่า "ก็ได้ๆ" จางถี่เตียนจึงล้วงเอากระดาษออกมาปูลงบนโต๊ะ แล้วขอยืมหมึกกับพู่กันจากร้านเหล้า จี้กงก็เขียนมาให้สี่บทดังนี้

(1) สักกี่ครั้งนั่งเรือเดี่ยวเที่ยวซีหู 
อาจารย์รู้จักข้าไม่พูดเงินทอง 
ความเงียบถูกทำลายด้วยนกร้อง 
ภูเขาส่องลงน้ำสะท้อนกัน 

(2) แสงท้องน้ำทั้งคดทั้งโค้ง 
ต้นไม้โด่งดุจราวกรงสลักตรึง 
คิดแล้วไม่เปลืองเงินสักสลึง 
คบกับพระจึงขาดทุนเป็นแน่แท้ 

(3) ดอกท้อบนฝั่งแดงไม่เต็มที่
หลิวเขียวขจีตามแนวเขื่อนหิน
สองเราเดินกระยางขาวถลาบิน 
ทะเลบิ่นเป็นทางเสียความเรียบ 

(4) พฤษภาบรรยากาศสุขสดชื่น 
บัวดาษดื่นต่างชูช่อดูสดใส 
ขึ้นศกหน้ามาลีหล่นคนหายไป 
ถามดอกไหนก็ได้แต่กวักหน้าลง 

          จี้กงเขียนจบแล้วพูดว่า "วันนี้ข้าไม่มีใจจะแต่งกลอน เขียนก็สับสนก็พอจะใช้ปิดผนังบ้านได้" จางถี่เตียนว่า "ผลงานดีเยี่ยมทำให้เหน็ดเหนื่อยท่าน โปรดดื่มอีกสักหน่อยให้สบายใจ" จี้กงว่า "วันนี้ข้าก็ไม่มีใจจะดื่มสู้ออกไปเดินๆ ให้สบายใจดีกว่า" ทั้งสองเดินตามกันจนถึงใต้สะพานแวงเซียวเฉียว ที่นั่นมีร้านน้ำชาของนางเฉินเฉียนเหนียง พอเห็นจี้กงเดินผ่านมา ก็ร้องเรียกว่า "อาจารย์จะไปไหน ขอเชิญดื่มน้ำชาพักเท้าสักหน่อย" จี้กงว่า "เอ้อดี กำลังคิดอยากดื่มชาอยู่" จึงนั่งลงพร้อมกับจางถี่เตียน นางเฉินเฉียนเหนียงรีบชงชาหอมมาให้สองถ้วย เมื่อจี้กงดื่มหมดแล้ว ก็พูดว่า "เฉินเฉียนเหนียง เจ้ามีใจต่อข้า ได้มารบกวนเจ้าอยู่บ่อยๆ ไม่มีอะไรตอบแทน ข้าจะให้รูปวาดเจ้ารูปหนึ่ง ตอนนี้อยู่ที่บ้านของตู้ชู้สือแถวศาลเจ้าม้าขาว ข้าจะเขียนหนังสือให้เจ้าไปเอามา เก็บไว้ดีๆ ต่อไปจะมีประโยชน์ นางเฉินเฉียนเหนียงขอบคุณแล้วก็ให้คนไปเอารูปมาพอเปิดดูก็เห็นที่รูปเป็นพระภิกษุที่หน้าอมโรคในใจก็ไม่ใยดีอะไรแล้วพูดว่า "ของแบบนี้ไม่มีประโยชน์อะไร" ว่าแล้วก็ม้วนขึ้นแล้วโยนไปข้างๆ เรื่องเขาว่ากันว่า หลังจากการมรณภาพของพระจี้กงแล้ว พวกขุนวังต่างถามหารูปของพระจี้กง เรียกคนให้ไปตามหาตามร้านทำกรอบรูป หาเท่าไรก็ไม่พบ จนกระทั่งถามถึงตู้ชู้สือ จึงรู้ว่าอยู่ที่นางเฉินเฉียนเหนียงขุนวังสือเอาเงินสามพันชั่ง ไปซื้อกับนาง นี่เป็นเรื่องเล่าภายหลัง 

          พูดถึงจางถี่เตี่ยนกับจี้กง ดื่มชาเสร็จแล้วก็ออกมาไม่ไกลนักก็ไปเจอะกับคนหาบสิงโตทะเลมาหาบหนึ่ง จางถี่เตียนว่า "ข้าพเจ้าได้ยินว่า ผีเสื้อก็เอามาแต่งกลอนได้ ไม่รู้ว่าสิงโตทะเลจะแต่งได้ไหม" จี้กงจึงพูดเป็นกลอนออกมาว่า

          พวกนี้เกิดแถบตะวันออกใต้
ไม่มีหนังไม่มีเกล็ดกระดอง 
ตาข่ายแหอวนจับไม่คล่อง
ไม่พ้นช่องปากร้ายผู้ชอบกิน 

          จางถี่เตียนหัวเราะชอบใจใหญ่ว่า "แต่งได้ยอด แถมแฝงคติธรรม" ตอนนี้อยู่ในช่วงเดือนพฤษภาคม พอดีมีฝนตกลงมา ทั้งสองจึงวิ่งเข้าไปหลบฝนในร้านน้ำชา จี้กงเห็นคนกางร่มเดินผ่านไปก็พูดเป็นโฉลกออกมาว่า

          "ไผ่ลำหนึ่ง โด่เด่อยู่ในมือ หนังน้ำมันคลุม ปกคลุมโดยรอบ ยามขาดวิ่น มีตาเป็นแถวแถว ที่สานกันอยู่ด้วยเส้นไหม ถึงแม้อยู่กันแบบปลอมๆ แต่ก็เหมาะสมกันดี บางทีก็กางออก บางทีก็หุบลง แบกรับหมอกฝน ยอมให้มันพุ่งลาดลงไป ทำให้หยุดแห้ง อาศัยอำนาจนี้ไม่แพร่งพรายสวรรค์" 

          ชั่วครู่ฝนก็หยุดตก ทั้งสองก็เดินมาถึงสะพานฉางเฉียว ได้ยินเสียงกลอนดังมาจากหวังมาม่าที่ขายหมี่ กำลังทำพิธีกงเต็กให้กับคุณตาหวังที่ล่วงไปแล้ว จางถี่เตียนว่า "ชาวบ้านแถบนี้ ก็ยังทำกงเต็กเลี้ยงพระ" จี้กงว่า ทำไมจะทำไม่ได้ คงไม่รู้ว่ามีกลอนดีจะบอกให้

          ในตลาดบ้านถังเที่ยวชินชา 
บ้านหวังมาพระสงฆ์มักจะแวะ 
ครบทุกรสด้วยเงินสามร้อยอีแปะ 
ขนแกะงอกอยู่บนหัวแกะ

          จางถี่เตียนได้แต่ยิ้ม คนทั้งสองเดินต่อไปจนถึง ชิงปอเหมิน ก็บังเอิญเหลือบเห็นที่หน้าประตูมีไหเต้าเจี้ยวตั้งตากแดดอยู่ จี้กงมองดู แล้วร้อง "คุณพระช่วย" แล้วก็เดินผ่านไปพอคิดๆ ได้ก็หันกลับมาแล้วก็แก้เชือกผูกเอวออก หย่อนก้นลงนั่งบนไห เสียงพรืดๆ ลงไปในไห คนใช้ของเจ้าของไหเต้าเจี้ยวเห็นเข้า ก็ร้องเสียงหลงออกมาจากประตู เพื่อจะคิดบัญชีกับเขาส่วนเจ้าจี้กงก็โกยแนบไปไกลเสียแล้ว คนใช้จึงรีบเข้าไปรายงานเจ้าของบ้านเจ้าของถึงกับร้องว่า "พระอะไรกัน ทำไมจึงไร้มารยาทเช่นนี้ เห็นทีข้าต้องไปลากตัวกลับมาให้ชดใช้" คนข้างบ้านจึงกล่าวเตือนเขาว่า "ข้าจำได้ว่า เป็นพระวัดเจิ่นฉืออาจารย์จี้เตียน ถึงแม้ไปตามมาก็ได้แต่ต่อว่าสักคำสองคำหรือตีเขาทีสองทีเท่านั้น เขามีอะไรจะชดใช้ท่าน ก็คิดว่ามันขึ้นรารีบๆ เอาไปเททิ้งเสีย" เจ้าของฟังแล้วว่าเป็นพระจี้กงที่วิกลก็ได้แต่ถอนหายใจแล้วเรียกคนใช้ให้เข้าไปเรียกคนแข็งแรงสองคนให้หามไปเททิ้งที่คลองส่วนตนเองก็ยืนปิดจมูกอยู่ข้างๆ ยังไม่ทันเทหมด เจ้างูหัวแดงที่มีขนาดเท่าหัวถ้วยชาก็โผล่หัวออกมาแล้วร้องฟ่อๆ คนงานทั้งสองแลเห็นตกใจร้องเสียงหลง มือเลยเปล่าจากไห ทำให้ไหตกลงมาแตกละเอียด งูตัวนั้นก็เลื้อยลงคลองไป ยังมีงูตัวเล็กๆ อีกจำนวนนับไม่ถ้วนเลื้อยไปมาบนพื้นดินเจ้าของเห็นเข้าทั้งตกใจทั้งดีใจแล้วกล่าวว่า "ที่แท้จี้กงทำเรื่องนี้เพื่อช่วยชีวิตทั้งครอบครัว หากไม่ได้เขาคงกินเต้าเจี้ยวตายก็ได้นะ" แล้วรีบสั่งคนให้ไปตามหาจี้กงกลับมาเพื่อขอบคุณ ก็ไม่รู้ว่าเขาเดินไปทางไหนแล้ว

          กล่าวฝ่ายจางถี่เตียนดึงมือพระจี้กงแล้วรีบวิ่งออกมาพลางพูดว่า "แม้ท่านจะเล่นตลกแต่ก็ทำให้เต้าเจี้ยวเขาเสียไปไหหนึ่ง หากถูกเขาจับได้เขาต้องการให้ท่านชดใช้ ตอนนั้นท่านจะทำอย่างไร" จี้กงว่า "ท่านนะไม่รู้อะไร ในไหนั้นมีงูพิษอยู่ เต้าเจี้ยวได้รับพิษไว้ หากกินเข้าไปมิตายกันหมดหรือ ข้าอาศัยโอกาสนี้ช่วยเหลือชีวิตเขาทั้งบ้าน" จางถี่เตียนเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งพูดพลางวิ่งพลางจนถึงหน้าร้านขายของเก่า ทั้งสองยืนดูอย่างสงบทันใดนั้นประตูก็เปิดออกมีหญิงสาวคนหนึ่งอายุประมาณสามสิบวิ่งออกมารูปร่างหน้าตาดี กำลังยืนนิ่งอยู่หน้าประตู จึงร้องว่าคุณพระช่วย! แล้วก็ไม่รีรอวิ่งตามข้าไปข้างใน แล้วก็เอามือโอบรัดผู้หญิงคนนั้นไว้ไม่รู้จะทำอะไร 

อธิบายท้ายบท โดยพระอรหันต์จี้กง

          1. ไม่ได้ขัดสีฉวีวรรณมานาน แม้แต่พวกหมัดก็ออกบวชตาม อาตมาว่างๆ ไม่มีธุระ จึงถอดเสื้อจีวรมาจับหมัด เพื่อเร่งพวกชีวิตสั้นเหล่านั้นกลับคืนสวรรค์ไป นั่นคือ 

          ตัวหมัดใส่จีวร 
ฝึกวิกลเอาอย่างข้า
เจ้าสัตว์กินเลือดบ้า 
อย่ารอช้ารีบๆ ไป

          2. คนขายน้ำชาที่ใต้สะพานอ๊วงเซียนเฉียว ดูแลข้าไม่ท้อแท้ ดังนั้นจึงให้รูปเขียนไว้ใบหนึ่งฮาฮ้า! ทิ้งรูปทิ้งหนังสือเหมือนพินัยกรรมมีรูปเป็นมรดกกินดื่มเขามามากแล้ว ก็เลยให้รางวัลรูปตอบแทนเป็นการทดแทนบุญคุณ 

          3. ก้นนั่งอยู่บนไห ปล่อยบอมบ์ที่ร้อนฉ่า ทำให้เจ้าของโกรธ "แทบเป็นแทบตาย" เกลียดพระจี้เตียน ทำไมทำตามอารมณ์อย่างนี้" คนออกบวชทำไมเกกมะเหรก เพราะเข้าไม่รู้ว่าในไหเต้าเจี้ยวมีงูพิษซ่อนอยู่ อาตมาเลยเอาพิษสู้พิษ แต่ละท่อนล้วนเป็นอุจจาระพุทธะ เมื่อเทของทิ้งจึงเห็นความแยบยล ขอบคุณจี้เตียน ที่แท้ก็เป็นพุทธะเดินดิน ใช้วิธีนี้แก้พิษ ต้องขอบคุณที่พุทธทรงเมตตา แสดงว่าบรรพบุรุษมีบุญกุศล