Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
ประวัติพระอรหันต์จี้กง ตอนที่ 17 | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

ประวัติพระอรหันต์จี้กง ตอนที่ 17

476 Views

สามีภรรยาตายร่วมกัน  สมานรักกันชาติหน้า

ทหารกล้าเกิดเป็นแมลง  ได้รับการปลดปล่อย

            เรื่องราวของกำยานซิลิคอน คือเมื่อสามปีก่อน เป็นเครื่องบรรณาการ (จิ้มก้อง) จากต่างประเทศ เป็นเครื่องหอมชนิดหนึ่ง พระราชวังได้นำมาจุดครั้งหนึ่งแล้ว ของที่เหลือสั่งให้ขุนนางเพิ่งเก็บรักษาไว้ ขุนนางรับราชโองการนำมาเก็บไว้ในพระคลัง ได้เก็บไว้ในลิ้นชักของช่องที่เจ็ดมาเมื่อปีกลายอันเนื่องจากวันสารทพระจันทร์ จักรพรรดิ์ทรงพระประชวรองค์จักรพรรดินีจึงนำมาจุดเพื่อบูชาเบื้องบนให้ทรงคุ้มครอง แล้วก็เก็บที่เหลือไว้ในลิ้นชักช่องที่สามจักรพรรดิ์มิทรงทราบ มาถึงตอนนี้ จักรพรรดิ์มีพระประสงค์จะจุดกำยานนี้อีก จึงสั่งให้ขุนนางเพิ่งไปเอามา แต่พอขุนวังเพิ่งเอามา ปรากฏว่าไม่อยู่เสียแล้ว จึงมีความกังวลไม่กล้าถวายรายงานให้ทรงทราบ ดังนั้นจึงได้นั่งเกี้ยวออกมาเพื่อถามหาหมอดู ก็ให้บังเอิญได้ปะจี้กงเข้าพอดี กำลังหัวเสียอยู่แล้วก็เลยพาลระบายอารมณ์ใส่จี้กง ดังนั้นการสอบสวนครั้งนี้ ได้พบจี้กงพูดถึงความในใจของเขาเข้า ทำไมจะไม่ตกใจแถมยังได้ยินว่าเขารู้เบาะแสอีก ทำไมจะไม่ดีใจ จึงรีบนำสุรามาเลี้ยงเขาเพื่อให้เขาบอก จี้กงก็ดื่มจนเมามายแล้วจึงค่อยพูดออกมาว่า เมื่อวันสารทพระจันทร์ปีที่แล้ว องค์จักรพรรดินีนำมาใช้จุดเพื่อกราบเบื้องบนให้ทรงปกปักรักษาองค์พระจักรพรรดิ์ แล้วนำไปเก็บไว้ในลิ้นชักช่องที่สาม ท่านทำไมไม่ถามสักคำ เอาแต่ร้อนรนเที่ยวหาทั่ว" พูดจบก็ลากลับไปทันที ท่านขุนวังเพิ่งเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่ก็รีบรุดเข้าพระราชวังก็พบว่าของอยู่ในลิ้นชักช่องที่สาม แม้กระทั่งองค์จักรพรรดิ์ก็ทรงลืมไปแล้ว ถึงได้รู้ว่าจี้เตียนไม่ต้องทำนายก็รู้ก่อนแล้ว ช่างเป็นอรหันต์ที่มีชีวิต

            วันหนึ่งขณะจี้กงกำลังเดินเล่นอยู่ข้างทะเลสาบ พลันก็เหลือบเห็นคนหลายคนกำลังหามโลงศพมาสองโลง มองจากที่ไกลคล้ายอยู่ด้วยกันแต่ก็แยกกัน ทั้งยังเป็นพวกวัยรุ่นจับกลุ่มกันสองคนบ้างสามคนบ้าง กำลังวิพากษ์วิจารณ์กัน จี้กงได้ฟังจึงรู้ว่าศพหนึ่งเป็นลูกชายเศรษฐีหวัง ชื่อหวังซวนเจียว อีกศพหนึ่งเป็นลูกสาวของเถาซือเหวิน ชื่อเถาซิ้วอี้ ทั้งสองคนหน้าตาดีและหลงรักซึ่งกันและกัน ทั้งสองไปมาหาสู่กันอย่างลับๆ และอยากเป็นของกันและกัน ได้สาบานว่าจะไม่แยกจากกัน ต่อมาภายหลังคนทั้งสองบ้านรู้เรื่องเข้า ต่างก็กล่าวหาพวกเขาว่าทำไมไม่ถูกต้อง พ่อแม่ต่างฝ่ายต่างบังคับให้แต่งงานกับผู้อื่น ทั้งสองก็ขัดใจกับพ่อแม่ไม่ได้แต่ก็ไม่ยอมรับ ทั้งสองจึงนัดแนะหาทางออกโดยการกระโดดน้ำตาย ทั้งสองบ้านต่างรู้สึกเสียใจ ทั้งสองฝ่ายต่างก็จัดการศพกันเอง ต่างฝ่ายต่างซื้อโลงกันเองและต่างฝ่ายต่างก็เผากันเอง ชาวบ้านก็เอาเรื่องนี้เป็นข่าวพูดกันไม่หยุด จี้กงจึงเข้าไปพูดว่า "หากทั้งสองมีเหตุแห่งกรรมเช่นนี้ ทั้งสองจิตยังไม่ยอม เกรงว่าจะเผาไม่ไหม้ นอกจากข้าต้องไปจึงจะเผาได้สำเร็จ 

            ชาวบ้านได้ฟังแล้วไม่มีใครยอมเชื่อ แต่ศพของหวังซวนเจียว อยู่ที่วัดซินเจียว ส่วนศพของเถาซิ้วอี้อยู่ที่วัดจินหนิว ทั้งสองต่างจุดไฟเผาปรากฎว่าเผาเท่าไรก็ไม่ไหม้พ่อแม่ทั้งสองฝ่ายต่างตกใจไม่ทราบสาเหตุ ก็ปรากฏว่าเรื่องที่จี้กงได้พูดไว้เข้าถึงหูพ่อแม่ทั้งสองฝ่าย ทั้งสองบ้านก็เลยมาเชิญจี้เตียนจี้กงก็ว่า "จะให้ข้าจุดไฟเผาก็ไม่ยาก แต่ต้องมีเหล้าไม่น้อยนะ" ทั้งสองฝ่ายว่า "เหล้าอยู่ที่นี่ ยอมฟังคำของอาจารย์ก็แล้วกัน" จี้กงไปยังวัดซินเจี้ยวก่อน ทางฝ่ายเศรษฐีเถาก็รีบกุลีกุจอเอาเหล้ามาเลี้ยงบ้าง จี้กงดื่มติดต่อกันเจ็ดแปดชามแล้วจึงกล่าวกับสองฝ่ายว่า "เขาทั้งสองเมื่อชาติปางก่อนเป็นสามีภรรยาที่ดี แต่เพราะปากเสีย ทำให้ทำลายคู่แต่งงานของคนอื่นเขา ดังนั้น ชาตินี้พ่อแม่จึงไม่ยอมตามใจ แต่ทั้งสองกลับยอมตายครั้งนี้ แม้เป็นอารมณ์แต่ก็มีการผูกพัน ชาติหน้าจะเกิดเป็นสามีภรรยาอีก ตอนนี้เอาแยกกันเผาเป็นสองแห่ง ใจจะยินยอมได้อย่างไร ต้องย้ายศพให้มาเผารวมกัน ก็จะสำเร็จสมตามบุญสัมพันธ์ชาติต่อไป" ทั้งสองบ้านต่างยอมฟังคำของจี้กง ไม่กล้าขัดขืนจึงเรียกคนให้ย้ายศพของเถาซิ้วอี้มายังวัดซินเจียว จี้เตียนจึงลงมือจุดไฟเผา พร้อมกล่าวว่า

            ชาตินี้ตายแล้วชาติหน้าเกิด
ตายตายเกิดเกิดอารมณ์มืดมัว 
ท่ามกลางทะเลสาบน้ำไม่กลัว
ไม่กลัวแม้แต่ไฟที่เผาผลาญ
            ศพแยกกันเผาจิตแค้นเคืองกัน 
เผารวมกันเป็นเถ้าถ่านก็พอใจ
แม้เดินเชือกผูกเชือกจูงหาอยู่ไม่ 
ปิดโลงไซร้อิงกันสนิทแนบ 
            เอ้ย! ด้วยไฟสว่างแห่งสมาธิ 
ให้เห็นหน้าตาดั่งเดิมของทั้งสอง

            กล่าวจบ ก็จุดไฟ ไฟลุกโชติช่วงขึ้นสู่ฟ้า และที่โลงศพของทั้งสอง ก็มีช่อของดวงไฟพวงพุ่งขึ้นมา แล้วรวมเข้าเป็นที่เดียวกัน ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าไป 

            วันหนึ่ง ขณะที่จี้กงกับเฉินถี่เตี่ยนเดินผ่านหน้าร้านทำกรอบรูปของคนแซ่ฉือ เห็นที่ข้างฝามีรูปของจี้เตียนที่เข้ากรอบไว้แขวนอยู่ เฉินถี่เตี่ยนเดินเข้าไปดูใกล้ๆ ก็ชมว่า "วาดได้เหมือนมากแต่เขียนหนังสือใส่ไว้น้อยไปไม่พอกับความอัศจรรย์ของท่าน ข้างบนของรูปยังเหลือที่ว่างมีกระดาษเหลืออยู่แยะ ทำไมไม่เติมลงไปอีก" จี้กงหัวเราะว่า "กลัวว่าไม่มีที่จะเขียนแล้ว" ว่าแล้วก็เรียกคุณฉือให้นำภาพลงมา แล้วเขียนเติมว่า 

            ดูแต่ไกลก็ไม่ใช่ ดูใกล้ๆ ก็ไม่เหมือน เปลืองแรงไปมาก วาดออกมาได้แบบนี้คิ้วดุจไม้กวาดสองข้าง สามารถวาดความทุกข์โศก พออ้าปากกว้างก็โลภดื่มสุรา ไม่กลัวหนามเท้าเปล่าเป็นประจำ ยังไม่ทันแก่ผมก็หงอกเสียแล้ว มีรูปไม่มีจิต มีเปรอะเปื้อนแต่ไม่ยึดติด เวลานอนไม่ห่วงคลื่นลมทะเล เสื้อผ้าขาดกะรุ่งกะริ่ง วิกลจริตเหมือนปุถุชน ตัณหาราคะตัดสิ้นเชิง ลมเย็นเดือนผ่องยิ้มได้ สักวันหนึ่ง ขี่ล่อคืนสู่สวรรค์ จันทร์เสี้ยวดั่งเคียวเกี่ยวเมฆเจียรนัยตนเอง

            จี้เตียนเขียนเสร็จ เฉินถี่เตี่ยนกล่าวว่า "อย่างนี้ค่อยดูมีชีวิตชีวาหน่อย" จากนั้นก็ชวนคุณฉือไปร่วมดื่มกันที่ภัตตาคารที่สะพานทงจิน ทั้งสามสนทนาพลางหัวเราะพลางจนเวลาใกล้ค่ำจึงแยกย้ายกันไป ขณะนี้อากาศอยู่ในช่วงฤดูใบไม้ล่วงแล้ว ชาวเมืองหางโจวต่างนิยมเล่นกัดจิ้งหรีดกัน แม้กระทั่งพวกขุนนางในวัง โดยเฉพาะจะมีพนันขันต่อด้วยจำนวนเงินมากๆ 

            ณ ที่ศาลเจ้าที่บริเวณตงฮัวหยวน มีร้านขายผลไม้ร้านหนึ่ง ลูกชายหวังกงชื่อหวังเอ้อมีอาชีพจับจิ้งหรีดขาย จะออกจากบ้านตั้งแต่ตีห้าเพื่อจับจิ้งหรีด ขณะเดินมาถึงกอหญ้าได้ยินเสียงจิ้งหรีดร้องเสียงฟังดีจึงแหวกกอหญ้าดูก็เห็นจิ้งหรีดตัวหนึ่งแกะอยู่บนหัวงู สีแดงเปลวไฟถึงกับสะดุ้ง จึงหาก้อนอิฐก้อนหนึ่งปาไปที่ตัวงู งูตัวนั้นก็เลี่ยงหนีไป ส่วนจิ้งหรีดก็กระโดดลงมาที่พื้นดินก่อนหน้านั้นแล้ว หวังเอ้อนำกล่องที่สานด้วยไม้ไผ่ออกจากเอว แล้วจับจิ้งหรีดใส่เข้าไปในกล่อง แล้วพิจารณาดูด้วยอย่างละเอียด มันมีรูปร่างดีเยี่ยม รู้สึกดีอกดีใจจึงกลับบ้านทันที เรียกเมียให้เอาอ่างน้ำเทน้ำออก แล้วปล่อยจิ้งหรีดลงในอ่าง นำมาเลี้ยงไว้สองวันแล้วจึงพามันไปสู้กับตัวอื่น ผลปรากฏว่าชนะเขาเรื่อยมา จนชื่อกระฉ่อน 

            มาวันหนึ่ง ขณะที่หวังเอ้อเพิ่งจะกัดจิ้งหรีดชนะกลับมา ขณะเดินผ่านสะพานอ้วงเซียนเฉียว ก็ประจวบเหมาะกับทหารของท่านขุนวังจางกำลังร้องตะโกนให้ชาวบ้านหลีกทางหวังเอ้อถืออ่างจิ้งหรีดยืนหลบอยู่ข้างทาง เพื่อให้ขุนวังผ่านไป เนื่องจากขุนวังจางเป็นคนชอบเล่นจิ้งหรีดอยู่แล้ว เมื่อเห็นหวังเอ้อถืออ่างจิ้งหรีดอยู่จึงเรียกให้หยุดเกี้ยว แล้วเรียกหวังเอ้อให้เข้ามา หวังเอ้อส่งจิ้งหรีดให้ดู ขุนวังเห็นจิ้งหรีดมีรูปร่างท่าทางดีรู้สึกดีใจมาก จึงพูดกับหวังเอ้อว่า "เจ้าเอาจิ้งหรีดตัวนี้ขายให้ข้าเถอะ" หวังเอ้อว่า "จิ้งหรีดตัวนี้เป็นจิ้งหรีดที่พ่อของข้าน้อยพอใจอยู่ หากใต้เท้าต้องการซื้อ ก็ให้ข้าน้อยไปบอกกับพ่อก่อน แล้วจึงส่งมาให้" ขุนวังว่า "หากเจ้ายอมขาย ข้าจะให้สามพันช่างกับโลงศพอีกหนึ่งโลง" หวังเอ้อขอบคุณแล้วก็รีบกลับบ้านบอกให้พ่อฟัง หวังกงพูดว่า "เมื่อขุนวังให้ของมากอย่างนั้นทำไมจะไม่ขายล่ะ ให้รีบๆ ส่งไปอย่าได้พลาดโอกาส" หวังเอ้อว่า "หากส่งไปวันนี้ มันจะดูไม่มีค่า รอให้ถึงวันพรุ่งนี้เสียก่อน" ว่าแล้วก็เอาจิ้งหรีดเก็บไว้อย่างดี แล้วก็ออกไปเดินเล่น 

            กล่าวถึงขุนวังจาง พอได้เห็นจิ้งหรีดตัวนี้แล้วรู้สึกพอใจมาก เมื่อไม่เห็นหวังเอ้อส่งมาให้ จึงเรียกลูกน้องสองคนให้ไปยังบ้านหวัง หวังกงพูดว่า "สู้ทีไรก็ชนะทุกที ช่างเป็นจิ้งหรีดที่วิเศษ" ลูกน้องว่า "ใครๆ ก็ว่าดีข้ายังไม่เคยเห็น" หวังกงว่า "รอให้ข้าเอาออกมาให้ชมกันหน่อย" แล้วก็เดินเข้าไปข้างในนำอ่างจิ้งหรีดวางไว้บนโต๊ะ เปิดฝาออกแล้วเรียกคนทั้งสองดูโดยไม่ได้ระมัดระวัง จิ้งหรีดตัวนั้นกระโดดออกจากอ่างไป กระโดดออกนอกบ้านทั้งสามคนช่วยกันจับ ก็ให้บังเอิญมีไก่ตัวหนึ่งเดินผ่านมา แล้วก็จิกเข้าปากไปแล้วหวังกงเห็นแล้วโกรธจนอ้ำอึ้งพูดไม่ออก คนทั้งสองจึงพูดว่า "หวังกงโชคไม่ดี เงินสามพันช่างกับโลงศพหนึ่งโลงหายวับไปแล้ว" ว่าแล้วกลับไปรายงานขุนวัง ไม่นานหวังเอ้อก็กลับมา หวังกงคาดว่าจะปิดเรื่องไม่มิด ก็ได้แต่พูดว่าเพราะลูกน้องขุนวังอยากดูจึงถูกไก่กินไป เล่าให้ฟังอย่างละเอียด หวังเอ้อโกรธจนกระโดดโลดเต้นถึงกับหงายโต๊ะ ทำให้อ่างและชามตกแตกละเอียด จะไปโทษพ่อก็ไม่ถูก ในใจก็โกรธจนทนไม่ได้เลยออกมาเดินนอกบ้าน 

            ขณะเดินมาถึงทางแยก ก็ให้ปะกับจี้เตียนที่กำลังยิ้มฮำเพลงมา จึงพูดกับหวังเอ้อว่า "เจ้าไม่ต้องโกรธหากยอมเลี้ยงข้าให้เมา รับรองว่าจะทวงจิ้งหรีดคืนมาให้ แม้จากไก่ข้างบ้าน" หวังเอ้อคิดในใจว่า "เขารู้ได้อย่างไรว่าจิ้งหรีดของข้าถูกไก่กินไป คำพูดนี้รู้สึกชอบกล" จึงพูดว่า "เลี้ยงท่านไม่ยากขอให้อาจารย์ดื่มให้เมาเต็มที่ แต่ขอให้บอกชัดเจน หากไม่มีจิ้งหรีดคืนข้าน้อยล่ะ ตอนนั้นต้องถอดเสื้อเป็นค่าเหล้านะ อาจารย์ก็อย่าโกรธ" จี้กงว่า "อาตมาไม่เคยพูดเล่นมาก่อนขอให้เจ้าวางใจ" หวังเอ้อก็เป็นนักเลงสุราเหมือนกัน คนละชามๆ จนกระทั่งเมาอ้อแอ้จึงยอมเลิก แม้หวังเอ้อจะเมาแต่เรื่องยังค้างในใจ ก่อนจะออกจากร้านก็ยังถามจี้กงว่า "เลี้ยงเหล้าท่านแล้วจิ้งหรีดจะได้คืนเมื่อไร" จี้กงว่า "พรุ่งนี้ตอนตีห้าหากไม่ได้ก็ให้มาถอดจีวรเลย หากได้แล้วก็ยังต้องเลี้ยงข้าอีก" หวังเอ้อว่า "หากได้จริงแล้วก็จะเลี้ยงท่านอีกก็แล้วกัน" หวังเอ้อก็ตรงกลับบ้าน หวังกงกลัวลูกชายจะพูดมากจึงหลบอยู่ในห้องไม่ยอมออกมา หวังเอ้อก็เมาเหล้า ใจก็ยังโกรธอยู่ พอล้มตัวลงนอนก็หลับไปเลย 

            พอรู้ตัวตื่นขึ้นอีกครั้งก็พอดีตีห้า ก็ได้ยินเสียงร้องกรี๊ดๆ ทั้งสะดุ้งทั้งตกใจ ผลุนผลันลุกขึ้นจากที่นอน คอยเงี่ยหูฟัง มันเป็นเสียงของจิ้งหรีดที่อยู่ในอ่าง เปิดหน้าต่างเพื่อปล่อยให้แสงสว่างเข้ามาในห้อง แล้วนำอ่างมาวางที่หน้าต่าง พอเปิดฝาออกดูก็เห็นเจ้าจิ้งหรีดตัวนั้นมันอยู่นิ่งเฉยในอ่างที่แท้ไก่ที่กินเข้าไปเมื่อตอนกลางวันเป็นแมลงสามหาง หวังเอ้อจดจ้องอย่างไม่ลดละเพื่อดูให้ชัดเจน ภายในอกเต็มไปด้วยความดีใจ รีบร้องเรียกพ่อว่า "พ่อ พ่อ! ท่านไม่ต้องกังวลแล้ว ตอนกลางวันที่ไก่จิกกินนั้นเป็นตัวแมลงสามหาง จิ้งหรีดยังอยู่" หวังกงได้ยินแล้วร้องว่า "เอ้อดี เอ้อดี" หวังเอ้อก็เล่าเรื่องของจี้กงว่าจะหาจิ้งหรีดให้พ่อฟัง สองคนพ่อลูกดีใจจนบอกไม่ถูก ทั้งสองไม่ยอมนอนต่อ ต่างนั่งจับเจ่าจนฟ้าสาง เมียหวังเอ้อจัดอาหารเช้าให้รับประทานแล้ว จึงนำอ่างตรงไปยังจวนขุนวังจาง ยามหน้าประตูแจ้งให้ขุนวังทราบ ขุนวังสั่งให้หวังเอ้อเข้าไปหาแล้วถามว่า "เมื่อวานคนของข้ามาบอกว่าจิ้งหรีดตัวนั้นถูกไก่จิกกินไปแล้วน่าเสียดายนะ วันนี้เจ้าคงมีจิ้งหรีดตัวดีๆ มาให้หรือ" หวังเอ้อว่า "เมื่อวานพ่อไม่รู้ ที่เอาออกมาไก่กินไปเป็นแมลงสามหาง จิ้งหรีดตัวเก่งยังอยู่ที่นี่" ขุนวังยินดียิ่ง จึงจ่ายเงินให้สามพันช่างพร้อมโลงศพหนึ่งโลงให้เขาไป หวังเอ้อขอบคุณแล้วก็สั่งให้คนหามกลับไป จากนั้นก็ไปตามหาจี้กงเพื่อเลี้ยงเหล้าอีกไห เมื่อขุนวังจางได้จิ้งหรีดไปแล้ววันนั้นก็นำไปต่อสู้กับขุนวังสือปรากฏว่าได้เงินมาสามพันชั่ง ต่อสู้ติดต่อกันตั้งสามสิบครั้ง ชนะทุกครั้งไปดีใจจนบอกไม่ถูก ดังนั้นจึงได้ตั้งชื่อให้มันว่า "อ๋องปราชญ์" รักมันเหมือนสิ่งมีค่า เลี้ยงดูมันจนสิ้นฤดูใบไม้ร่วง จวบจนหมดอายุขัยของมมันขุนวังรักมันมากถึงกับทำกล่องเงินเล็กๆ เป็นโลงศพ กราบไหว้มันด้วยธูปเทียนนานถึง 21 วัน จึงนำมันไปเผา โดยเชิญจี้เตียนไปจุดไฟ ส่วนโลงก็ให้ชาวบ้านไป จี้เตียนจุดไฟแล้วพูดว่า

            เจ้ามารนี้เป็นสัตว์เล็กๆ รังมันอยู่ตามซอกหิน ยามค่ำคืนอันดึกสงัดร้องเรียกจนลมพัดเย็นเพ็ญผ่อง เสียงเซ็งแซ่อื้ออึงจนนักเที่ยวเปล่าเปลี่ยวใจร้องเรียกจนแม่ม่ายน้ำตานองปานสายเลือดท่ามกลางห้องนอนอันเวิ้งว้างไม่มีเหตุเอาแต่ปลุกเร้าคนให้เกิดโลภโกรธหลง ทำให้สูญเสียแรงงานเปล่าก็ไม่ใช่เป็นการแย่งชิงที่ดิน แล้วทำไมต้องงลำบากต้องต่อสู้กัน พอพบหน้าก็แยกเขี้ยวชูหาง ตอนกัดกันชูหนวดตีปีก ผู้ชนะก็ร้องลั่นกระพือปีก ผู้แพ้ก็หนีบแทบไม่ทัน ชนะได้เงินทองนับเป็นพันๆ รางวัลก็แค่น้ำกับข้าวครึ่งเม็ด ถึงแม้จะมีกงทองแกะสลักล้วนเป็นอารมณ์โลกๆ ไร้รูปลักษณ์ทันใดฟ้าประทานวาระสุดท้ายมมาให้ ถึงแม้จะเป็นอ๋องปราชญ์ก็หลีกไม่พ้นด้วยไฟที่ไร้นามนี้ เปลี่ยนหน้าตาที่แท้จริงกลับมา เอ้อ! ได้เกิดข้างสระแห่งบุญกุศล เพื่อช่วยสวดพระอมิตตาพุทธ พอจี้กงจุดไฟเผา ลมเย็นพัดกระพือขึ้น บนกลางอากาศเห็นมีรูปร่างกุมารใส่เสื้อสีเขียว พนมมืออยู่ที่หน้าอกไหว้มาทางจี้กงพูดว่า "ขอบคุณท่านอาจารย์ที่สั่งสอน ศิษย์ได้รับการปลดปล่อยแล้ว" พูดจบก็หายวับไป ขุนวังจางเห็นแล้วรู้สึกดีใจ จึงเชิญจี้กงไปดื่มเหล้าที่จวนและได้พักค้างแรมที่จวนนั้นด้วย 

            วันรุ่งขึ้น ร่ำลาขุนวังแล้วกลับวัด เดินตัดผ่านหน้าจวนของหวังจินอีก็ได้ยินเสียงกลองและเสียงร้องให้ รู้สึกมีคนมากันมากจึงเดินเข้าไปถามยามหน้าประตูว่ามีสาเหตุอะไร ยามว่า "ใต้เท้าของข้าน้อยไม่มีบุตร จึงได้หาคุณนายน้อยๆ ไว้สิบคน ปีที่แล้วเพิ่งจะได้บุตรชายคนหนึ่ง รักยิ่งกว่าแก้วตา เมื่อคืนตายเสียแล้ว ตอนนี้ก็เชิญพระสงฆ์มาสวดมนต์ จึงมีเสียงร้องไห้" จี้กงว่า "ถ้าเป็นเช่นนี้ช่วยรายงานว่าจี้เตียนจะเข้าพบ" ยามได้เข้าไปรายงานจินอี จินอีให้คนมาต้อนรับเข้าไปพบข้างในแล้วพูดว่า "ท่านมาได้พอดี ข้าพเจ้ามีบุตรชายน้อยๆ คนหนึ่งฉลาดมาก โชคไม่ดีตายเสียแล้วตั้งเมื่อคืน ข้าพเจ้าก็รู้สึกอาลัยอาวรณ์มาก ขอโปรดได้กล่าวธรรมวาจาสักหน่อยค่อยไป เพื่อให้เขาได้ไปเกิดในที่ดีๆ" จี้กงว่า "เอาไปฝังสู้เอาไปเผาไม่ได้ เขาเกิดที่อื่นก็สู้เกิดที่บ้านใต้เท้าไม่ได้"จินอีว่า "ตอนนี้ข้าพเจ้าใจคอหดหู่ ขอให้อาจารย์โปรดเขาด้วยก็แล้วกัน" จี้กงว่า "หากเป็นเช่นนี้ก็ให้ยกออกมมาแล้วเผาเสียที่ลานบ้าน เพื่อไม่พลาดฤกษ์ดีเพื่อให้เขารีบไป" หวังจินอีรีบเรียกให้คนหามโลงออกมา แล้วให้นำไปไว้ที่ลานบ้านจี้กงถือไฟแล้วว่า "คุณชายน้อย คุณชายน้อย ทำไมมาก็สาย ทำไมรีบกลับเร็วนัก เมื่อจะกลับมาเกิด ก็สู้มาอยู่ที่คุ้นเคยดีกว่า 
เอ้อ! ความฝันอันยาวนานเลิกเสีย ให้ตื่นท่ามกลางเปลวไฟ อาบน้ำใหม่ในอ่างเงิน" 

            ขณะที่หวังจินอีกำลังดูจี้กงจุดไฟเผา ก็มีคนใช้มารายงานว่า "ยินดีด้วยใต้เท้า ห้องที่เจ็ด คุณนายหลิวได้ให้กำเนิดบุตรชาย" หวังจินอียินดีมาก เพราะรู้ว่าจี้กงมีพุทธานุภาพมาก จึงรีบสั่งให้คนเตรียมเหล้ามาเลี้ยง จี้กงก็ดื่มจนเมาแล้วจึงลากลับวัด ไม่รู้ว่าต่อไปเรื่องเป็นอย่างไร 

อธิบายท้ายบท โดยพระอรหันต์จี้กง

            1. ลูกชายเศรษฐีหวัง หวังซวนเจียว รักลูกสาวเถาซือเหวิน เถาซิ้วอี้หญิงงามชายหล่อ ต่างรักใคร่กัน เพราะพ่อแม่ทั้งสองฝ่ายคัดค้านบังคับให้แต่งงานกับผู้อื่น ทั้งสองนัดกันกระโดดน้ำตายนั่นคือ 

            ฉันรักเธอ เธอรักฉัน หลงตายเกิด ก่อเคราะห์กรรม 
ฉันโดดน้ำ เธอโดดน้ำ เรื่องเศร้าโศก ต่างร้องไห้ 

            2. เมื่อคนตายแล้วไม่อาจฟื้นคืน การคิดสั้นเป็นโมหะ ทั้งสองคนหลงรักกัน คนตายแต่จิตไม่ตาย รักกันจนแยกกันไม่ออก ไม่ยอมแยกกันเผา ต้องให้ข้าช่วยบอกพวกเขา เพื่อจะได้เผาร่วมกัน จึงยอมหายโกรธ กลายเป็นดินพึ่งพากัน นั่นคือ 

            ความรักเป็นไฟ           ตายเผาทั้งสอง 
เกิดไม่สมหวัง
                        ขอตายร่วมกัน 

            ทำไมทั้งสองมีเรื่องเศร้าโศกอย่างนี้ เพราะชาติก่อนปากคอไม่ดีทำลายคู่สัมพันธ์คนอื่น จึงได้รับกรรมแบบนี้ มนุษย์เอย! อย่าพูดทำลายกัน ปิดบังโกหก หลอกลวงกัน ชาติหน้าต้องมีเรื่องน่าสงสาร 

            3. พนันกัดจิ้งหรีด ในสมัยโบราณก็ยังมีเรื่องแบบนี้ อ้าย "ตัวพนัน" มันมีวิธีของมัน สู้จนผู้อื่นตายชนะจนตัวเต็มไปด้วยหนี้เลือด ซึ่งก็ลำบากตนเอง เจ้าของสุขสบาย เมื่อถึงเวลา ผู้กล้าคืนสู่ดิน ขุนวังจางรู้สึกบูชามันแต่งตั้งชื่อว่า "อ๋องปราชญ์" ทั้งยังจัดงานศพให้มัน คนช่างสู้สัตว์ไม่ได้ ยังต้องอาศัยข้าจุดไฟเผา เพื่อพูดให้มันรู้สึกตัวท่ามกลางไฟลุก มีลมพัดวูบหนึ่ง แลเห็นกุมารน้อยใส่เสื้อสีเขียวอยู่บนอากาศหันมาขอบคุณอาตมมา ว่า "ข้าน้อยหลุดพ้นแล้ว" อันนี้เหมือนกับหนังสือ "วงเวียนกรรมของสัตว์โลก" ทั้งหมดพ้องกัน สัตว์ทั้งหลายร่างกายต่างกัน ล้วนมี พุทธจิต ผู้รู้สำเร็จพุทธ ผู้หลงเป็นเวไนยสัตว์ ชาวโลกเอย! ข้าจะชี้แนะพวกเจ้าว่า 

            เกิดมาอยู่บ้านนี้              ตายไปอยู่ที่ไหน 
ญาณทวารทางถูกต้อง               เป็นทางถึงซึ่งพุทธะ
จี้เต๋อพระกวนอิมอยู่                   ต้นโพธิไร้ราก 
ชี้เจ้าจิตลุ่มหลง                         ตื่นขึ้นบรรลุเอง