Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
ประวัติพระอรหัต์จี้กง ตอนที่ 16 | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

ประวัติพระอรหัต์จี้กง ตอนที่ 16

465 Views

ตัวเปลือยเปล่ารักษาโรคปอด ถูกหาว่าไร้มารยาทพูดจาภาษาเมา

           พูดถึงคุณปู่จางเมื่อเขาไปในห้องน้ำ พอแหงนหน้าขึ้นมอง ก็เห็นถุงของแขวนอยู่บนต้นเสา เอามือไปจับดู เห็นเป็นวัตถุแข็งๆ ก็เลยไม่ถ่ายทุกข์แก้เชือกที่เอวออกแล้ว ยัดถุงใส่เข้าไปข้างในแล้วก็รีบร้อนกลับบ้าน พอมาถึงเปิดถุงผ้าออกก็เห็นเงินสิบก้อน ทั้งสองปู่ย่าดีใจมาก พอวันรุ่งขึ้นภายหลังอาหารเช้าแล้ว แลเห็นจี้เตียนเดินมาอย่างช้าๆ แล้วมีเสียงเรียกคุณปูว่า "ตอนนี้ท่านยังไม่ออกไปอีกหรือ คงถูกรางวัลตั้งเมื่อวาน" คุณปู่จางว่า "ท่านผู้สัตย์ซื่อ นัดที่จะเลี้ยงข้า ทำให้เสียเวลาไปวันหนึ่งที่ตงฮัวหยวนที่นั่นไม่มีแม้เงาของท่าน รอจนท้องกิ่วหิวจนทนไม่ไหวเลยต้องไปกินหมี่เอง" จี้เตียนยิ้มว่า "ข้าพเจ้าถึงแม้ไม่ได้เลี้ยงท่านโดยตรง แม้ท่านรับประทานของท่านเองก็จริง แต่ก็นับว่าข้าพเจ้าได้เลี้ยงท่านแล้ว" คุณปู่จางหัวเราะว่า "อันนี้คิดได้อย่างไรต้องให้ท่านออกเงินจึงนับว่าท่านเลี้ยงข้า" จี้เตียนว่า "ของที่อยู่ในถุงแม้ไม่ใช่เงินของข้าพเจ้า แต่ว่าเป็นเงินของท่านหรือ" คุณปู่คุณย่า ฟังแล้วก็หัวเราะชอบใจ รู้ว่าปิดบังเขาไม่ได้แล้วจริงว่า "ก็เพราะว่าท่านชี้แนะจึงเก็บของได้ ก็นับว่าท่านเลี้ยงก็แล้วกัน!" จี้เตียนว่า "เมื่อวานนับว่าข้าพเจ้าเลี้ยงท่าน พรุ่งนี้ยังมีเหตุแห่งกรรมอีกตอนหนึ่งต้องให้ท่านเลี้ยงข้าฯ" คุณปู่จางว่า "พรุ่งนี้ข้าจะเลี้ยงท่าน ขอให้ท่านอย่าผิดนัด" จี้เตียนว่า "พรุ่งนี้ข้าพเจ้าจะรอท่านแน่ๆ พูดจบก็ละจากไป

           พอวันรุ่งขึ้น คุณปู่จางก็ไปยังตงฮัวหยวนอีก แลเห็นจี้เตียนได้รออยู่ก่อนหน้านั้นแล้วคุณปู่จางหัวเราะว่า "พระแสนดี! ตนเองจะเลี้ยงชาวบ้านกลับหลบซ่อนตัว ทีคนอื่นเลี้ยงกลับมาแต่เช้า" จี้เตียนฟังแล้วหัวเราะลั่นแล้วทั้งสองก็จูงมือกันเข้าไปยังร้านเหล้าแห่งหนึ่ง สั่งเหล้าและกับแกล้มมารับประทาน เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ๆ จี้เตียนจึงเอ่ยขึ้นว่า "เลิกดื่มเหล้าเราออกไปดูข้างนอกกันเถอะ" คุณปู่จางรีบชำระเงินแล้วออกมานอกร้านก็พอดีเห็นที่หน้าห้องน้ำมีเสียงเจี๊ยวจ๊าวมีกลุ่มคนมุ่งดูอยู่ที่นั่น คุณปู่จางไม่รู้ว่ามีเรื่องอะไร จึงรีบสาวเท้าเข้าไปดูใกล้ๆ พยายามแหวกฝูงชนเข้าไปถึงข้างใน ก็แลเห็นตรงเสาที่แขวนถุงเงินเมื่อวานนี้ มีคนๆ หนึ่งเอาผ้าขาวม้าผูกที่คอห้อยโตงเตงอยู่ที่นั่น คุณปู่จางตกตะลึงกลัวมากหัวใจเต้นถี่และแรงรีบๆ เดินออกจากที่นั้นแล้วจึงพูดกับจี้เตียนว่า "ถึงแม้จะเก็บของได้แต่บาปกรรมอันนี้จะรับไหวอย่างไรได้" จี้เตียนว่า "โปรดวางใจ ไม่มีบาปกรรมแม้แต่น้อย" คุณปู่จางว่า "เขาตายเพราะทำเงินหายถึงแม้มิใช่ข้าพเจ้าขโมยของเขาก็จริง แต่เพราะข้าเป็นคนเก็บได้ ทำไมจะไม่มีบาป" จี้เตียนว่าเพราะท่านไม่รู้เหตุแห่งกรรม ชาติก่อนท่านเป็นแขกเข้าไปดื่มชาแห่งหนึ่ง เขาเป็นกุลีหาบของ เขาได้รังแกท่านเพราะท่านเป็นแขกมาคนเดียวเขาฆ่าท่านตายลงแล้วเอาเงินของท่านไปห้าพันชั่ง ดังนั้นในชาตินี้เขาจึงเอาทั้งต้นทั้งดอกมาคืนท่าน ที่ตายก็เพื่อชดใช้ชีวิต จากนี้ไปก็หมดเวรกรรมกัน" คุณปู่จางฟังแล้ว ค่อยสบายใจขึ้นหลังจากนั้นก็ลาจากกันไป 

           ส่วนจี้เตียนก็เดินเข้าไปในเมืองคนเดียว เดินไปเรื่อยๆ จนถึงตลาดชิงเฮอ ตรงหน้าประตูของร้านเหล้าวัง โดยปกติเจ้าของร้านเหล้าเมื่อเห็นจี้เตียนดีอกดีใจ กุลีกุจอร้องเรียก แต่วันนี้กลับนิ่งเฉยไม่สนใจจี้กงจึงทักว่า "ข้าไม่ได้มาขอเหล้าเจ้าดื่ม ทำไมจึงแกล้งทำหน้าอย่างนั้น" เจ้าของร้านได้ยินคนกำลังว่าเขา เมื่อได้สติก็แลเห็นจี้เตียน จึงรีบขออภัยว่า "ที่แท้ก็ท่านอาจารย์จี้กง ผู้น้องมีเรื่องวุ่นในใจ จึงเผลอไปไม่ทันเห็นท่านมา ขออาจารย์อย่าถือสาเลย กรุณาเข้ามานั่งสักหน่อย" จี้เตียนว่า "เจ้ามีเรื่องในใจอะไรจนจิตใจไม่อยู่กับตัวเช่นนี้" เจ้าของร้านว่า "จะเล่าอย่างไม่ปิดบังอาจารย์ ผู้น้อยมีลูกสาวคนหนึ่งอายุ 19 ปี เป็นลูกกตัญญู ไม่รู้ว่าเป็นโรคอะไรขึ้นมา นานครึ่งปีแล้ว ตอนกลางวันก็เบาหน่อย ตอนกลางคืนก็หนักขึ้น ทำให้ผ่ายผอมไปเยอะ ให้หมอตรวจแล้วไม่รู้กี่คนก็ยังไม่ได้ผลเกรงว่าคงจะตายแน่ ภรรยาก็เอาแต่ร้องไห้ทุกวัน ดังนั้นตนเองก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ในใจว้าวุ่นจึงเผลอสติไปจึงมองไม่เห็นอาจารย์" จี้เตียนว่า "อันนี้เรียกว่า โรคปอด เจ้ายอมให้ลูกสาวมานั่งกับข้าทั้งคืนไหม รับรองหายแน่" เจ้าของร้านว่า "ลูกสาวของผู้น้อยนับว่าเหมือนคนตายแล้วอาจารย์ก็นับว่าเป็นพระจริง ทำไมจะไม่ได้" จี้กงว่า "ถ้าเจ้าว่าไม่เป็นไรข้าก็รับรองว่าหาย แต่ต้องรีบเอาเหล้ามาให้ข้าดื่มให้สบายใจ!" เจ้าของร้านรู้ว่า จี้กงมีอภินิหาร จึงรีบเอาเหล้าออกมาเลี้ยง ส่วนจี้เตียนก็ดื่มชามแล้วชามเล่า จนเมามาย ดื่มติดต่อกันสิบเจ็ดสิบแปดชาม จนกระทั่งท้องฟ้าเริ่มมืดแล้ว จึงสั่งกับเจ้าของร้านว่า ให้ปิดหน้าต่างประตูห้องนอนของลูกสาวให้มิดชิด แล้วเอากระดาษปิดช่องให้สนิท โดยไม่ยอมให้ผ่านได้แม้แต่ลมแล้วก็เอาน้ำหอมอาบน้ำให้ลูกสาวอย่างหมดจดแล้วให้รออยู่ในห้อง ส่วนตนเองก็ดื่มอีก 5 - 6 ชาม ดื่มจนตัวอ่อนนุ่มนิ่ม แล้วจึงเดินเข้าห้องนอนลูกสาวแล้วปิดประตูอย่างแน่นหนา ตนเองนั่งอยู่บนเตียงแล้วถอดจีวรบนตัวออกหมด เผยให้เห็นหลังอันว่างเปล่า แล้วเรียกลูกสาวให้ถอดเสื้อออก ให้เห็นหลัง แล้วเอาสันหลังแนบกับสันหลังของเธอ แขนก็คล้องแขนไว้ ปากก็พูดว่า "เจ้าตัวหนอนตัวคล้ายผึ้ง เจาะเข้าไขกระดูกคน กินเลือดกินหนองคนเป็นหมดโอกาสหาย คนรักษาหวังผลยาก รมด้วยพลังแห่งสมาธิ ไล่ไปไม่เหลือร่องรอย"

           เด็กสาวคนนั้นถูกจี้กงคล้องแขนนั่งหลังแนบติดกัน ในตอนแรกไม่รู้สึกอะไร พอนั่งนานแล้ว พลังสมาธิของจี้กงโหมขึ้นเผาไหม้พวกตัวหนอนมันไชขึ้นลงตามสันหลังของเด็กสาวจนไม่มีที่จะหลบซ่อน เด็กสาวถูกหนอนไชจนรู้สึกทั้งเจ็บทั้งคัน คิดแต่จะแยกหลังออก แต่จี้กงก็เอาแขนรัดเสียแน่นไม่ยอมปล่อย นั่งจนถึงตีห้าพลังยิ่งโชติช่วง พวกหนอนทนไม่ไหว ในที่สุดบินออกมาทางช่องจมูก เด็กสาวก็ดิ้นพล่านไปมาหลายครั้ง จี้กงรู้ว่า พวกหนอนโรคปอดบินออกไปหมดแล้ว จึงรีบปล่อยแขนแล้วรีบลงจากเตียงเพื่อไล่จับ โดยไม่คิดว่ามีแอบดูอยู่นอกหน้าต่างโดยเจาะกระดาษแอบดู พวกหนอนก็บินออกทางรูนั้นได้ไปทำลายผู้อื่นอีก จี้กงโกรธแค้นมากจึงเปิดประตูห้องออกมา พูดกับเจ้าของร้านว่า "ลูกสาวเจ้าได้รับพลังสมาธิจากข้า กลับคืนสู่ปกติไม่เพียงแต่หนอนถูกขับออก จากนี้ต่อไปโรคต่างๆ ก็จะไม่เป็นอีก" เจ้าของร้านสามีภรรยาได้ยินดังนั้น ดีใจมากคุกเข่าลงกราบที่พื้นกล่าวขอบคุณ แล้วก็เตรียมเหล้าพร้อมผัดเจอีกสองอย่างมาถวาย จี้กงทั้งฉันทั้งดื่มติดต่อกันสิบชาม แล้วค่อยจากไป

           กลับมาถึงวัด พอดีท่านขุนวังเฉิน ได้จัดอาหารนกพิราบคู่หนึ่งมาถวายพร้อมกับเหล้าไหหนึ่ง ให้คนนำมาเลี้ยงเขาที่วัด โดยไม่ได้คาดคิด คนที่เอามาก็เป็นนักเลงเหล้า พอเดินมาระหว่างทาง ทนต่อกลิ่นเหล้าไม่ไหว ก็ขอยืมชามชาวบ้าน มารินเหล้ากินไปหนึ่งชาม แถมเปิดฝาขโมย ปีกนกข้างหนึ่งไปกินเสียสบายเฉิบพลางคิดว่า "แม้จะเป็นเทพเทวดาก็ไม่รู้ได้" พอมาถึงวัดก็พอพบจี้กงกลับมา จึงนำเหล้าและนกพิราบส่งให้จี้กงแล้วบอกว่า ขุนวังสั่งให้นำมาแล้วก็จะกลับ จี้กงว่า "เจ้านั่งสักครู่ ให้ข้าเทของออก จะได้นำกล่องเปล่ากลับคืนไปด้วย" แล้วเรียกเฉินบ้วนฝ่าไปเอาชามมาใบหนึ่ง พร้อมกับตะเกียบคู่หนึ่ง เทเหล้าใส่ชาม เอาตะเกียบคีบเนื้อนกพิราบใส่ลงในเหล้า ชั่วครู่หนึ่ง เหล้าก็ดื่มหมด เนื้อนกพิราบก็ฉันหมดคนที่นำของมาก็เก็บกล่องจะกลับ จี้กงว่า "เจ้าช้าก่อน ขโมยเหล้าไปเท่าไรเข้าท้องไปแล้วก็ช่างเถอะ แต่นกพิราบตัวนี้ซิขาดปีกไปข้างหนึ่ง เจ้าจะพูดว่าอย่างไร" คนนำของเห็นจี้กงกินจนหมดแล้ว ไม่มีหลักฐานจึงปากแข็งพูดว่า "เหล้าอาจจะหกไปบ้าง เพราะเดินมามีการกระฉอก ส่วนนกพิราบก็อาจารย์ฉันหมดแล้วนี่ ทำไมเอาเรื่องอะไรมาโทษข้า" จี้กงว่า "เจ้าหาว่าโทษเจ้า ข้ามีพยานหลักฐานจะให้เจ้าดู" ว่าแล้วก็เดินไปข้างนอก แหงนขึ้นฟ้าแล้วว่า "เจ้านกพิราบ จงออกมาเถิด" ปรากฏว่ามีเสียงก๊อกๆ ที่ลำคอทันใดนั้นก็มีนกพิราบสองตัวบินออกมา ตัวหนึ่งมีปีกอยู่ครบ บินขึ้นท้องฟ้าไป อีกตัวหนึ่งมีปีกอยู่แค่ข้างเดียว บินไม่ไป ก็กระโดดไปมาอยู่ข้างหน้า จี้กงจึงพูดกับชายคนนั้นว่า "เจ้าเห็นแล้วใช่ไหมถ้ามิฉะนั้นคงโทษเจ้าไม่สำเร็จ" ชายคนนั้นเมื่อเห็นอิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์ของจี้กงเช่นนี้จึงยอมคุกเข่าลงแล้วก็โขกหัวลงพื้น แล้วว่า "ผู้น้อยสมควรตาย ขอให้อาจารย์โปรดละเว้นด้วยเถิด" จี้กงหัวเราะแล้วพูดกับนกพิราบนั้นว่า 

           ปีกคู่ก็บินคู่        ปีกเดียวก็บินเดี่ยว 
ถึงแม้จะกินแรง            ก็แรงพอที่จะหาบิน

           พูดจบ นกพิราบปีกเดี่ยวก็กระพึบกระพั๊บ แล้วก็บินขึ้นไป นั่นคือ

           เหลือเชื่อเหลือที่จะคิดได้             มือเซียนได้เสกสรรเล่นกล
แรกรู้โพธิสัตว์เพียงดวงกมล                    ทั้งนี้ควรให้ประโยชน์ทั่วทุกสรรพสัตว์ 

           อีกวันหนึ่ง ขณะจี้เตียนออกไปเดินเล่น ได้พบจิตรกรคนหนึ่งรั้งไห้เขาหยุดแล้วพูดว่า "เมื่อวานนี้ ผมมีความปลาบปลื้มได้วาดภาพเทพเจ้าที่ร่าเริงไว้ ขอท่านโปรดพิจารณาดูว่าเหมือนใคร" จี้กงเดินเข้าไปดูใกล้ๆ แล้วหัวเราะว่า "หัวก็น่าเกลียดหน้าก็พิกล หน้าคล้ายกับข้าด้วย ข้าก็ไม่มีเงินจะให้เจ้า ทำไมมาวาดรูปให้ข้าล่ะ" จิตรกรว่า "ผมรู้สึกว่า ท่านเป็นคนดี เลยวาดให้เปล่าๆ แต่ว่าท่านควรจะเขียนอะไรไว้บนรูปภาพด้วยตัวท่านเอง จี้เตียนว่า "อย่างนี้ง่าย" เมื่อขอพู่กันกับที่ฝนเสียน้ำหมึกเข้มข้น แล้วเขียนว่า 

           หน้าเหลืองเหมือนเทียน             กระดูกผอมเหมือนไม้ 
ท่าทางอย่างนี้กินเจได้อย่างเดียว            ก็มีเรื่องที่แปลกไปอย่าง 
กล่าวปริศนาธรรมไม่ต้องตระเตรียมมาก่อน

           จี้เตียน เขียนเสร็จกล่าวขอบใจจิตรกรแล้วก็เอาภาพม้วนเก็บแล้วเดินเข้าเมืองไป มาถึงร้านติดกรอบภาพเซ่อวี่(การติดกรอบภาพ คือการเอาภาพวาดติดลงบนแผ่นกระดาษที่ค่อนข้างหนาและมีลวดลายชายบนและชายล่างจะเป็นชิ้นไม้กลมๆ และมีเชือกผูกที่ชายบน สามารถแขวนได้และเอาม้วนเก็บไว้ก็ได้)เอาภาพที่ม้วนมาให้ติดกรอบบ้านอวี่ก็เป็นอุปัฏฐากของวัดเจิ่นฉือคนหนึ่ง และมีความสนิทสนมดีกับจี้เตียนดี จึงรู้สึกยินดีมากเลยรั้งให้เขาอยู่ดื่มเหล้า จี้เตียนก็ไม่พูดมากดื่มเสียเมามายจึงผละไป เดินโซเซไปทางซ้ายทีขวาทีจนถึงตลาดชิงเฮอเดินสะดุดขาเลยล้มลงพื้น จะลุกก็ไม่ขึ้นเลยปิดตาลงนอนเสียเลย บังเอิญท่านขุนวังเพิ่งนั่งเกี้ยวผ่านมา พวกทหารเดินเท้าเห็นจี้เตียนนอนขวางทางอยู่ก็เรียกให้ลุกขึ้น จี้กงจึงว่า "เจ้าก็เดินตามทางเจ้า ข้าก็นอนส่วนข้าไม่ได้ยุ่งเกี่ยวอะไรกับเจ้า" ทั้งสองกำลังต่อล้อต่อเถียงกัน เกี้ยวของขุนวังก็มาถึงร้องตวาดว่า "เจ้าพระสงฆ์ผู้ออกบวช ทำไมไม่มีมารยาทเช่นนี้" จี้กงว่า "ข้าพเจ้าดื่มมากไปหน่อยเลยเดินไม่ไหวขอนอนที่นี่สักครู่ท่านถามข้าพเจ้าทำไม" ขุนวังโมโหต่อว่า "เจ้าพระนี่ยังกล้าต่อกรกับข้ารอสักครู่เถอะ!" เสร็จแล้วก็สั่งทหาร 4 - 5 คนให้หามจี้เตียนเข้าไปในจวนแล้วตวาดว่า "เจ้าพระนี่เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ควรถือศีล แต่กลับโลภดื่มเหล้าจนเมานอนอยู่ข้างถนน แถมยังบอกว่าไม่ผิดอีก" เรียกลูกน้องให้เอากระดาษและพู่กันให้เขาให้ถามว่าเป็นพระวัดไหน ชื่ออะไร มีความสามารถอะไร ให้บอกมมาตามตรง จี้เตียนรับกระดาษกับพู่กันแล้ว ก็เขียนว่า 

           ข้าพเจ้าชื่อเต้าจี้ เป็นเลขาวัดเจิ่นฉือแห่งเขาหนานผิง เกิดในตระกูลขุนนาง โตขึ้นออกบวช ปัญญาหยั่งรู้สมาธิ สติปัญญาอยู่ที่จิตหนึ่ง ธรรมมนสิการสูงสุด นำมาใช้ไม่หมด อรหันต์เหยียบเมฆยั่งศีรษะให้ พุทธรูปหินเมืองฉินคุยโอ้อวดไม่ได้ เป็นหมอดูก็หากินได้ แข็งแกร่งยิ่งกว่าคนเมืองเต๋อ ล้มทับชายฉกรรจ์มาก็มาก พูดปริศนาธรรมในวัดนางชีคนก็หัวเราะว่าข้าพเจ้าวิกล พูดถึงเหตุแห่งกรรมในซ่องโสเภณีก็ได้ ข้าพเจ้าก็ยอมรับว่าตนเองวกลจริต ขับกลอนตลาดกล่าวปรัชญาดื่มเหล้าดีๆ แต่ละชามเหมือนสายธาร นั่งไม่อยู่บนโต๊ะสมาธิ เมาจนตีลังกา ศีลรักษาไม่อยู่ ภายในบาตรก็หาเลี้ยงปากได้ ทั้งจีวรหรือลูกเสเพลแม่บ้านรู้ทั้งนั้น เหล้าดีกับพระพอกลตีธรรมแตกกลมกลืนกับมรรค เป็นพระทันสมัยดื่มเมามายแต่กลับสบายใจยามวุ่นวายก็ไม่ถูกผูกมัด หากจะเพิ่มความผิด รังแกพระง่ายแต่ไม่ผิดกฎหมาย อำนาจขุนนางยากสำเร็จ จงมองดูหน้าพระพุทธรูปจะรู้สึกเมตตาดึงใจของคนให้อภัยถึงที่สุด วันนี้ได้เขียนหมด ทุกอย่างล้วนเป็นจริง 

           จี้เตียนเขียนจบก็ส่งให้ขุนนางเพิ่ง ถึงแม้จะไม่ค่อยรู้ความละเอียดอ่อนของบทความ แต่เมื่อเห็นเขาเขียนรวดเร็วราวลมพัด รู้สึกทั้งเกรงทั้งยินดีทั้งเห็นชื่อว่าเต้าจี้ รู้สึกยำเกรงว่า "อ๋อ ที่แท้ก็ท่านเลขาจี้ แห่งวัดเจิ่นฉือนี่เอง แต่ในเหล่าพวกพ้องของข้าพเจ้าต่างก็คิดคะนึงว่าเป็นพระสงฆ์ผู้สูงส่ง แต่ทำไมมานอนอยู่บนถนนเช่นนี้ หรือว่าเป็นตัวปลอม แต่ข้าพเจ้าก็ได้ยินมาว่า พระจี้กงก็แต่งกลอนได้เก่ง จะช่วยแต่งกลอนให้ข้าพเจ้าดูสักบทหนึ่งได้ไหม จะได้รู้ว่าปลอมหรือจริง" จี้กงว่า "จะแต่งกลอนนั้นง่าย" ว่าแล้วก็ยกพู่กันเขียนกลอนว่า 

           ปลงผมบวชพระนานหลายปี 
บุญสัมพันธ์มีกลอนกับสุรา 
นั่งดูเมตไตรยเล่นกลกลางนภา 
ทุกวันหลับตาอยู่บนอภิธรรม 
ปล่อยมือลวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์นา 
แม้ก้มหัวข้าไม่สยบปราชญ์ชน 
จักรวาลไม่มีผู้รู้สักคน 
พระพิกลชอบกวนกิเลสเมือง

           เขียนจบก็ส่งให้ขุนวัง ขุนวังดีใจ กล่าวว่า "กลอนเยี่ยม กลอนเยี่ยม ! คิดว่าเป็นจี้กงตัวจริงแน่ ถ้าเป็นแบบนี้ไม่ต้องเพิ่มโทษ จึงเรียกลูกน้องให้ปล่อยตัวไป" จี้เตียนหัวเราะลั่นว่า "พระอย่างข้าพเจ้าดื่มจนเมา กระแทกถูกท่านขุนวัง ท่านขุนวังมีไมตรีสูงปลดปล่อย แต่เกรงว่าท่านขุนวังจะตรวจไม่พบ กำยานซิลิคอน ราชวังคงไม่ยอมปล่อยเจ้าแน่ๆ" ขุนวังได้ยินจี้เตียนพูดถึงคำว่า "กำยานซิลิคอน" ทำให้สะดุ้งกลัวจึงรีบถามว่า "ท่านอาจารย์คงรู้เบาะแสของกำยานซิลิคอนกระมัง" จี้กงยิ้มแล้วว่า "อาตมาก็ได้พูดไปแล้วว่าเป็นหมอดูก็มีข้าวกิน เรื่องเล็กๆ อย่างนี้ ทำไมจะไม่รู้" ขุนวังได้ยินว่าเขารู้ก็ดีใจ รีบๆ เดินจากที่นั่งมาพยุงจี้เตียนขึ้นมานั่งที่โต๊ะรับแขก แล้วถามว่า "หากท่านจี้เตียนรู้ก็ขอให้บอกนักเรียนให้รู้แจ้ง" จี้เตียนว่า "สุราบนหนังท้องของข้าพเจ้าถูกท่านตะเพิดเสียจนตื่นเมื่อหายเมาแล้วเกรงว่าจะพูดไม่แม่น! นอกจากขุนวังจะบริจาคเพื่อให้กลับคืนสู่หน้าตาดั่งเดิมของข้าพเจ้า เมื่อเมาแล้วก็จะพูดได้กระจ่างแจ้ง" ขุนวังหมดท่าก็เลยสั่งให้ผู้รับใช้ตระเตรียมเหล้าออกมาเลี้ยงนั่นคือ "ปริศนาธรรมไม่สามารถพูดได้โดยตรง ต้องทำเป็นเมาแล้วพูดมั่ว" ที่แท้ กำยานซิลิคอนมีความเป็นมาอย่างไร จี้เตียนรู้จักกับขุนวังเพิ่ง ก็เพราะความวุ่นวายเรื่องนี้โปรดฟังตอนต่อไป 

อธิบายท้ายบท โดยพระอรหันต์จี้กง

           1. คุณปู่จางพบเงินจากห้องน้ำ ที่แท้เป็นการเก็บหนี้คืนจากชาติที่แล้วช่วยไม่ได้ที่ทำให้ผู้ที่สูญเสียทรัพย์ต้องตาย คุณปู่จางได้แต่ร้องว่า "บาปกรรม" อาตมาว่า "เพราะเขาเป็นคนฆ่าท่านตายในชาติที่แล้วก็เพื่อแย่งเอาทรัพย์จากท่านไป ชาตินี้ชดใช้ทั้งต้นทั้งดอก เขาก็ได้เบาตัวห้อยโตงเตงอยู่ในห้องน้ำ อาศัยเรื่องนี้เป็นหลักฐานยืนยัน ถึงการชดใช้เวรตามกฎแห่งกรรม" เวไนยสัตว์เอยอย่าโลภมาก อย่าเกิดตัณหาราคะ จะได้กลับบ้านไม่ต้องเกิดใหม่ชาติหน้า

           2. เจ้าของร้านเหล้านายหวังต้อนรับเต้าจี้อย่างสนิทสนม เล่าว่าลูกสาวอายุ 19 ปีป่วยหนัก ทำให้ผอมเหลือแต่กระดูก พวกหมอต่างก็ว่า "ไม่มีทางรักษา" อาตมาว่า "มันเป็นโรคหนอนในปอด อาตมารักษารับรองว่าหาย" กลางคืนดื่มเสียจนเมามาย เรียกลูกสาวให้นั่งเปลือยเปล่าอยู่บนเตียง อาตมาก็ถอดเสื้อออก ให้หลังแนบกับหลังแล้วคล้องแขนนั่งอาตมาก็ปลุกพลังสมาธิ ให้เผาผลาญตัวหนอน จนต้องบินหนีออกมาทางจมูกของหญิงสาว โรคก็หายขาด แถมยังได้ปรานคุ้มครอง เจ้าของร้านลงก้มมกราบขอบคุณไม่หยุดหย่อน 

           3. ที่พูดกันว่า "พระกับร่างเปลือยของผู้หญิง ที่หลังแนบกันเป็นการเสื่อมเสียในพระพุทธศาสนา" อาตมาว่า "บริสุทธิ์กองหินก็ถล่ม ร่างเปลือยเปล่ามองเห็นกัน พบหน้าตาที่แท้ตนเอง ที่แท้ก็อัปลักษณ์ ไม่พอต่อการหลงรัก โรคปอดน่ารังเกียจ มิกล้าเกิดตัณหาราคะ หนึ่งขณะจิตที่เกิดตัณหาราคะ หนอนเป็นร้อยเป็นหมื่นก็จะเข้าตัว มิกล้าแน่ๆ พิษบาปเจ็บทั้งปวงเกิดจากอารมณ์ทั้งเจ็ด และความยากแห่งอาตนะทั้งหก มนุษย์ควรงดกามตัณหาเพื่อถนอมกาย" ถามว่า "ชาวบ้านฝึกวิธีแบบนี้ได้ไหม" อาตมาว่า "หากยังไม่มีพลังสติ อย่าฝึกวิธีนี้ มิฉะนั้นคุณหมอจะกลายเป็นคนไข้ไม่มียารักษา" ถามอีกว่า "หากให้เนื้อตัวถูกต้องกันเช่นนี้ ผิดศีลหรือไม่" อาตมาว่า "แบกโรคโครงกระดูกสู่สุสานผี พุทธะของอาตมาทรงเมตตา ความดีทำให้มาก มิเพียงศีล ไม่ขาด หากจะได้บุญกุศลเพิ่มมากขึ้นอีก หากจิตไม่เคลื่อน หญิงงามข้างถนนจะทำไมหรือ กายแม้อยู่ที่บ้าน วิญญาณเร่ร่อน คิดแต่รูปงาม นี่ซิมีบาป! จิตวิญญาณอยู่โดยไม่ว้าวุ่น ไม่เหมือนในโลกนี้ที่ม้าฆ่าไก่ ไม่มีกลัวเกรง"