Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
ประวัติพระอรหันต์จี้กง ตอนที่ 15 | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

ประวัติพระอรหันต์จี้กง ตอนที่ 15

447 Views

แสดงอภินิหารในการปิดทองพระ แก้หนี้กรรม คนตายเดินได้

         ผู้กำกับหวัง นำเงินสามพันช่างพร้อมกับผู้ใต้บังคับบัญชาให้มาส่งจี้เตียน เจ้าอาวาสและเหล่าสงฆ์ต่างแซ่ซ้องสรรเสริญว่า "บิณฑบาตจากคนผู้นี้ได้นับว่าเป็นฝีมือชั้นครู" เมื่อได้เงินมาแล้วก็จัดแจง หาช่างเขียนให้มาเขียนภาพทั้งสองข้างของระเบียง เวลาเพียงไม่กี่วันก็เขียนเสร็จเจ้าอาวาสปรึกษากับจี้เตียนว่า "ตอนนี้ทุกอย่างก็เสร็จเรียบร้อย ขาดเหลือแต่พระพุทธรูปสามองค์ที่ยังไม่ได้ปิดทอง เหลือแต่ของบริจาคปลีกย่อยจะนำไปเปลี่ยนเป็นทองก็ไม่ได้ ของไม่เป็นชิ้นเป็นอันจะทำไงดี" จี้เตียนว่า "ไม่ต้องพระวงหรอก ท่านเจ้าอาวาสเอาพวกของปลีกย่อยเหล่านี้ไปซื้อเหล้ามาเลี้ยงข้าพเจ้า ข้าพเจ้ารับรองจะปิดทองพระพุทธรูปองค์ใหญ่ทั้งสามรูปองค์" เจ้าอาวาสว่า "ถ้าหากจี้กงยอมรับภาระในการปิดทองละก็จะซื้อเหล้ามาให้ดื่ม" จี้เตียนดีใจกล่าวว่า "ว่ากันเข้าใจแล้วก็รีบๆ ไปซื้อมา รอให้ข้าพเจ้าเมาเสียก่อน พรุ่งนี้ค่อยปิดทองก็จะปิดให้หนาสักหน่อยเจ้าอาวาสดีใจพลางเรียกพระทำบัญชี ให้นำเงินที่บริจาคใช้สำหรับปิดทองมาซื้อเหล้าให้จี้เตียน จี้เตียนดื่มเสียเมามายแล้วก็เข้านอน พอวันรุ่งขึ้น ก็รู้ว่าเงินสำหรับปิดทองยังมีเหลืออยู่ก็ดื่มอีก พระที่เก็บเงินก็ไปซื้อมาให้ดื่มอีกเพราะเจ้าอาวาสได้สั่งไว้ ดื่มแล้วก็ดื่มอีกติดต่อกันถึงสิบวัน จนเงินที่บริจาคซื้อเหล้าหมดลง คนที่จะมาบริจาคเงินเพื่อปิดทองพระ พอได้ยินจี้เตียนนำไปซื้อเหล้ากินก็ไม่ยอมบริจาคอีก จี้เตียนจึงว่า "เหล้าหมดแล้วหรือ" ผู้ดูแลพูดกับจี้เตียนว่า "ท่านได้ใช้เงินปิดทองจนหมดแล้ว ที่แท้ปิดทองอยู่บนตัวท่าน ตอนนี้เงินก็หมดแล้วก็ยังไม่เห็นทองสักแผ่น คนเขาก็เลยไม่เชื่อจึงไม่ยอมบริจาคอีก หากท่านปิดทองได้ ทำไมไม่ปิดให้ดูสักองค์ก่อนเพื่อคนเขาจะได้เห็นจึงจะมาบริจาคอีก ถึงตอนนั้นกลัวว่าจะกินไม่หมด" จี้เตียนว่า "เจ้าก็พูดมมีเหตุผล หากตอนนั้นเจ้ายอมเจียดเงินมาให้อีกหน่อยเพื่อซื้อเหล้าอีกสองกา พอดื่มเสร็จเมาเหล้าแล้วก็จะลงมือปิดทอง" ผู้ดูแลได้ยินว่าดื่มเมาแล้วจะปิดทอง ก็เลยเรียกคนให้ไปซื้อมาอีกสองกา จี้เตียนดื่มเหล้าแล้วก็ไม่เมา ต้องการให้ผู้ดูแลไปซื้ออีก ผู้ดูแลก็ไปซื้อมาอีก จี้เตียนก็ดื่มจนหมดอีก แต่ก็ยังไม่เมาเต็มที่ก็จะเอาอีก ผู้ดูแลว่า "ท่านดื่มหมดไปสามกา เมาจนตาลายแล้วก็ยังจะดื่มอีก เงินนี้ก็ยักย้ายมาจากที่อื่น จะเมามากอย่างไงได้ท่านช่วยปิดทองขึ้นมาก่อนค่อยซื้อเหล้าเลี้ยงก็ไม่สายไป" จี้เตียนว่า "ไม่ใช่เพราะข้าพเจ้าอยากกินหรอกนะ แต่องค์พระสามองค์ ทั้งองค์ก็ใหญ่ต้องใช้ทองมาก หากดื่มไม่เมามากพอปิดขึ้นมา ขาดเหลือไม่พอก็เสียแรงเปล่า ซื้อให้กินอีกกาไม่ได้หรือ" ผู้ดูแลฟังแล้วก็คิดว่าจี้กงจะหรอกกินเหล้า จึงร้องตอบไปอย่างแข็งขันว่า "ตอนนี้ไม่มีเงินซื้อแล้ว ท่านก็ดื่มพอแล้ว หากปิดทองไม่หมด เหลือเท่าไรค่อยหาบริจาคทำต่อให้เสร็จ ท่านช่วยทำให้ดูหน่อย" จี้เตียนว่า "หากพูดเช่นนี้ คืนนี้ข้าพเจ้าจะนอนบนแท่นพระ" 

         ตอนนี้บนแท่นพระพุทธรูป ตกแต่งเรียบร้อยแล้ว ผู้ดูแลเกรงว่าเขาจะทำเลอะเทอะจึงพูดว่า "จะนอนบนแท่นพระได้อย่างไร" จี้เตียนว่า "ปูบนแท่นแล้วก็ให้เขาขึ้นไปนอนบนแท่นพระ จี้เตียนสั่งให้ผู้ดูแลธูปเทียนให้ยกพวกกระถางธูปเชิงเทียนที่ตั้งอยู่บนโต๊ะออกไปให้หมด แล้วก็เอาผ้าปูข้างบนแล้วสั่งผู้ดูแลว่า "ให้ปิดตำหนักหอพระเสียห้ามใครแอบดูเป็นอันขาดหากใครแอบดูแล้วปิดทองไม่เสร็จก็อย่ามาโทษข้านะ" พอสั่งเสร็จก็ขึ้นไปบนโต๊ะแล้วกางที่นอนออก พอหัวลงหมอนก็หลับสนิท ผู้ดูแลเห็นข้ามีความแยบยลอยู่ ก็ไม่กล้าตอแย สั่งให้ปิดประตูหอพระแล้วเอากระดาษมาปิดตามช่องรูที่มีอยู่ 
ขณะนั้นท้องฟ้ามือลงแล้ว พวกพระต่างไม่นิ่งนอนใจ หูก็คอยฟังอยู่นอกประตูในระยะแรกก็ไม่มีเสียงแม้แต่น้อย หัวหน้าพระว่า "ไม่เห็นมีสุ้มเสียง คงหลับสนิท คนเห็นแก่นอนจะปิดทองได้อย่างไร" พวกกรรมการพระว่า "อย่าว่าเขาเห็นแก่นอน เห็นแต่ตัวเปล่าๆ มีทองอยู่ที่ไหน" บ้างก็ว่า "เป็นเพราะเจ้าอาวาสไม่เป็นตัวของตัวเองเชื่อเขาโกหก" คนนั้นก็ว่าคนนี้ก็พูด จนเวลาล่วงมาถึงยามสาม ทันใดก็ได้ยินเสียงโอ้กอ้ากดังลั่นไปหมด ผู้ดูแลได้ยินแล้วขาอ่อนลงว่า "แย่แล้ว ! ข้าพเจ้าบอกให้เขาดื่มน้อยหน่อยก็ไม่ยอมหยุดยั้ง หากอาเจียนใส่บนโต๊ะบูชาแล้วจะดูกระไรเรื่องปิดทองคงเป็นเรื่องคุยเสียมากกว่า" เวลาผ่านไปชั่วครู่เสียงอาเจียนก็ดังขึ้นอีก พวกพระว่า "พอแล้ว ! พอแล้ว ! จะปิดทองทองอะไรกัน รีบเปิดประตูแล้วเชิญเขาให้ออกมาไวๆ จะได้เก็บกวาดน้อยหน่อย" ผู้ดูแลว่า "ถ้าหากเป็นการอาเจียนก็อดใจรออีกสักครึ่งชั่วยาม รอให้เขาออกมาก่อนแล้วค่อยเล่นงานเขา เขาจะได้พูดไม่ออก ถึงตอนนั้น เจ้าอาวาสคงปากปิดสนิท หากเปิดเร็วไปแล้วเขายังไม่กล้าจะทำไฉน" พวกพระว่า "ก็ดี ! ก็ดี !" รอไปสักพักหนึ่ง ก็ได้ยินเสียงอาเจียนยิ่งดังลั่นใหญ่ พวกพระต่างทนไม่ไหวต้องการเปิดประตูเข้าไป ผู้ดูแลก็ทนไม่ได้ เมื่อฟังพวกพระจะเปิดประตูให้ได้ จะไม่เปิดก็ไม่ได้ว่าแล้วจึงเปิดเข้าไปดู แลเห็นพระพุทธรูปทั้งสามองค์ทุกองค์เหลืองอร่ามตระการตายิ่ง พระจี้กงก็กำลังอยู่ในท่าอุ้มพระพุทธรูปองค์ทางขวามือกำลังทำท่าอาเจียนอยู่ บนโต๊ะบูชาหามีของที่อาเจียนไม่ จี้เตียนกระโดดลงมาแล้วกล่าวโทษผู้ดูแลว่า "ข้าพเจ้าบอกแล้วว่าเหล้าไม่พอ เรียกเจ้าให้อีกกาก็ไม่ได้ ถ้ากินพอแล้วก็สามารถทำได้เสร็จสมบูรณ์ เจ้านี่ขี้เหนียวอย่างมากที่ไม่ยอมออกเงิน ตอนนี้ทางไหล่ขวาของพระพุทธรูปองค์ทางขวามือ ขาดทองปิดไปประมาณฟุตหนึ่งหากเจ้าฟังข้ารออีกสักครู่ค่อยเปิดประตู รอให้ข้าพเจ้าพยายามอาเจียนให้หมดพุงเสียก่อนอาจจะปิดทองได้หมดก็เป็นได้ เจ้าก็มัวแต่ฟังพวกนั้นให้เปิดประตู ตอนนี้ส่วนที่ขาดไปจะทำไงดีข้าพเจ้าเห็นทีต้องอธิบายให้เจ้าอาวาสเข้าใจ จะได้ไม่โทษข้าพเจ้าว่าทำงานไม่เรียบร้อย" ผู้ดูแลเห็นอิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์ของเขาเช่นนี้ก็ยอมรับผิดโดยดี "เป็นความผิดของข้าพเจ้าเอง" แล้วก็รายงานให้เจ้าอาวาสรู้ เจ้าอาวาสดีใจรีบๆ ล้างหน้าล้างมือแต่งจีวรแล้วก็เข้ามายังตำหนักพระ พวกพนักงานก็ตีกลองให้พวกสงฆ์ทั้งหมดมาประชุมกันแล้วก็เข้ามานมัสการองค์พระพุทธรูป ชาวบ้านเห็นรัศมีทองแสบตา มีความวาวกว่าทองทั่วไป ทุกคนต่างชมกันไม่หยุดปาก พอเห็นที่ไหล่ขวาขององค์พระพุทธรูปไม่ได้มีทองปิด ต่างถามกันก็ได้ความว่าขาดเหล้าไปหน่อยหนึ่ง กับเปิดประตูเร็วไปหน่อย เจ้าอาวาสโกรธจัดแล้วว่า "โทษอันนี้ต้องให้ผู้ดูแลไปซื้อทองมาปิดให้เสร็จ" ผู้ดูแลยอมจำนนต้องไปซื้อทอง แล้วหาช่างขึ้นไปปิดทอง และก็แปลกไม่ว่าทองร้อยเปอร์เซนต์ขาดไหน เมื่อปิดขึ้นไป มองดูก็ยังเห็นว่าคล้ำกว่าที่อื่น ต่อมาภายหลังก็มีที่นี่อย่างเดียวที่ทองจะลอกออกภายหลัง ส่วนที่อื่นไม่เป็น เป็นที่ตระหนักดีว่าอานุภาพแห่งพุทธะไม่สิ้นสุดเหลือที่จะคิดได้ นั่นคือ 

         มิใช่ผู้ศักดิ์สิทธิ์ไม่มีรอยศักดิ์สิทธิ์ 
หากประทับรอยศักดิ์สิทธิ์ต้องไม่ธรรมดา 
ธรรมที่พูดกำกวมมักเป็นปริศนา 
ยกตนว่าเป็นพระสูงศักดิ์มิอายหรือ 

         วันหนึ่งจี้เตียนไปเที่ยวหมู่บ้านสนเก้าลี้ พอดีเจอะเศรษฐีคนหนึ่งกำลังก่อสร้างบ้านกำลังจะขึ้นคานบ้าน เห็นจี้เตียนเดินผ่านมาพอดี รู้ว่าจี้เตียนมีวาจาสิทธิ์จึงไปนิมนต์ให้อยู่ ขอร้องให้จีเตียนให้ศีลให้พรเพื่อเป็นมงคลฤกษ์ จี้เตียนว่า "พุทธพจน์นั้นมีอยู่แต่ต้องดื่มเหล้าให้สบายพูดแล้วจะได้ศักดิ์สิทธิ์" เจ้าของบ้านก็รีบเรียกคนให้เอาเหล้ามาเลี้ยง จี้เตียนดื่มรวดเดียวสิบสามสิบสี่ชาม รู้สึกเมาบ้าง ก็เริ่มพูดขึ้นว่า "มงคลฤกษ์ถึงแล้ว ลงมือได้" พวกช่างได้ยินแล้ว ก็ช่วยกันยกคานขึ้นบนที่ตั้ง จี้เตียนก็ร้องด้วยเสียงอันดังว่า 

         วันนี้ยกคานขึ้นตั้ง 
ขอให้กำเนิดพันศพ
เมียตายก่อนผัวตาย
ลูกอยู่พ่อตายก่อน

         จี้เตียนพูดจบ ก็ไม่รอให้เจ้าภาพขอบคุณเดินหลีกหนีไป เจ้าของบ้านรู้สึกตกใจจึงพูดขึ้นว่า "พระสงฆ์รูปนี้ใช้ไม่ได้ ข้านี้อุตส่าห์เลี้ยงเหล้าเสียอย่างดี อยากให้เขาให้ศีลให้พรเอาฤกษ์ เขากลับพูดเรื่องศพเรื่องตายอย่างนี้ร้ายมาก น่าจะอยู่เพื่อให้ด่าเสียทีหนึ่งก็จะดี" คนงานคนหนึ่งพูดขึ้นว่า "พระสงฆ์องค์นี้พูดทุกคำล้วนเป็นศีลเป็นพร ท่านจะไปว่าเขาทำไม" "เจ้าของบ้านกำลังโกรธอยู่พูดขึ้นว่า "พูดแต่เรื่องตายจะดีอย่างไร" คนงานว่า "ท่านลองคิดดู บ้านหลังนี้หากกำเนิดพันศพ (หมายความว่ามีคนตายที่บ้านหลังนี้ตั้งพันคน) บ้านหลังนี้ต้องมีอายุอยู่ถึงหลายร้อยปีเป็นอย่างน้อย ภรรยาตายก่อนสามี หมายความว่า จะไม่มีหญิงหม้ายลูกอยู่พ่อตายก่อนแสดงว่ามีผู้สืบสกุลต่อๆไป ความเป็นมงคลของคนเรา ก็ไม่มีมากไปกว่านี้น่าจะรีบไปตามท่านมาขอบคุณ!" เจ้าของบ้านฟังแล้วก็คิดได้ จึงรับสั่งให้ตนไปตาม ก็ไม่รู้ว่าไปถึงไหนแล้ว

         จี้เตียนเดินมาถึงร้านขายเกี๊ยว เจ้าของร้านรู้จักจี้เตียนจึงเดินออกมาต้อนรับเข้าไปดื่มน้ำชา จี้เตียนดื่ม "ข้าเห็นเจ้ามีอัธยาศัยดี ไม่มีอะไรจะตอบแทนเจ้าเอาพู่กันกับที่ฝนหมึกมา จะเขียนหนังสือเกี่ยวกับเกี๊ยวไว้ข้างฝาให้คนเขาอ่านดู" เจ้าของร้านรีบหาพู่กันมาให้ จี้เตียนยกพู่กันขึ้นมาเขียนว่า 
ข้างนอกเหมือนห่อของ ภายในเก็บของดี ทั้งนวดทั้งคลึง ปั้นได้รูปสวยๆข้าหวังทำมาหากิน พวกเขาหวังอร่อยปาก ไม่ต้องเอาขึ้นเขียงสับเพียงกลิ้งขลุกขลิกในหม้อน้ำเดือดช่วยแก้มให้หายหิว ไม่มีกระดูก ไม่เหมาะแกล้มเหล้า ถ้าคีบได้ก็ได้กิน ถ้าคีบไม่ได้ก็กลิ้งไปทางซ้ายทีทางขวาทีนึกขึ้นได้เมื่อครั้งพระป่ากัดมันแตก ตอนนี้รีบคายลงเต็มพื้น ร้องเสียงดังลั่น 

         พอจี้เตียนเขียนเสร็จ ทันใดนั้นก็มีคนหนึ่งหน้าตาซีดเหลือง วิ่งมาถึงหน้าบ้านแล้วล้มลง มองดูรู้สึกว่าสิ้นใจเสียแล้ว เจ้าของร้านเห็นเข้ารู้สึกตกใจกลัว ขาสั่นพูดว่า "คนตายผู้นี้จะทำไงดี" จี้เตียนว่า "ไม่ต้องกลัวเดี๋ยวข้าเรียกเขาไปก็แล้วกัน!" ว่าแล้วก็พูดกับคนตายว่า

         คนตายเอ๋ยเจ้าอยู่ไหน 
ทำไมเจ็บป่วยตายข้างถนน
ข้าจะชี้ทางให้เจ้าพ้น
ข้างหน้าสงบดี 

         พอพูดจบก็เห็นคนตายลุกขึ้นฉับพลันราวกับมีชีวิตอยู่ แล้วก็มุ่งตรงไปข้างหน้าไปจนถึงเชิงเนินเขาแล้วก็ล้มลงตาย เจ้าของร้านและคนรอบข้างต่างก็เห็น ดีใจจนพูดไม่ถูกต่างขอบคุณไม่หยุดปาก ! พอหันมาจะขอบคุณจี้เตียนก็ไม่รู้ว่าหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้ ขณะที่เดินมาถึงสระน้ำ "บ้วนกง" ก็เห็นคนอยู่หมู่หนึ่งกำลังนั่งกินหอยขม โดยสับก้นหอยขมขาด แล้วก็เอาเข็มแหลมแทงเนื้อหอยออกมารับประทาน จี้เตียนเห็นแล้วก็ร้องว่า "อามิตาพุทธ" แล้วพูดว่า "มีรสชาติอะไร ตัดชีวิตตั้งมากมาย ขอบิณฑบาตเอาไปปล่อยดีไหม" จี้เตียนพูดจบพวกนั้นหัวเราะว่า "อาจารย์อย่าล้อเล่น หอยขมที่สับก้นตายหมดแล้ว จะปล่อยสัตว์ได้อย่างไร" จี้เตียนว่า "หากไม่ยอมปล่อยก็ตาย หากยอมปล่อยแม้ไม่มีก้นก็เป็นได้ การเกิดการตายก็อยู่ที่หนึ่งขณะจิตของพวกเจ้านี่เอง" พวกนั้นก็เอาหอยขมเหล่านั้นส่งให้จี้เตียนไปพลางพูดว่า "หากเป็นเช่นนี้พวกเราก็ยอมเสียสละ ขอให้อาจารย์ยอมปล่อยชีวิตมันให้พวกเราดูหน่อย" จี้เตียนรับมาไว้ในมือ แล้วก็พากันเดินไปที่สระน้ำปากก็กล่าวว่า

         "เจ้าหอยขมเจ้าหอยขม ก็เป็นสิ่งมีชีวิต แม้ชีวิตจะสั้นๆ จิตจะไม่รู้หรือ! โชคไม่ดีที่พบคนตะกละ จึงตายในหม้อน้ำเดือด หากมีบุญสัมพันธ์กับพลานุภาพแห่งพุทธะ ให้ชีวิตเจ้าในสระสะอาด อย่าโทษว่าไม่มีก้นเลย ควรรู้ว่าเป็นทางสะดวก 

         เฮ้อ! ตอนนี้กลับไปยังสายน้ำที่สะอาดอีกครั้ง จะได้อยู่ร่วมกับพวก ปู ปลา อย่างเคย" 

         พวกเขามองในสระก็เห็นหอยขมที่ตายแล้วกลับฟื้นขึ้นมาใหม่ รู้สึกตกใจกลัว พอกลับมาว่าจะถามจี้เตียนถึงสาเหตุ ก็ไม่รู้ว่าจี้เตียนนั้นไปถึงไหนแล้ว เรื่องนี้จึงถูกเล่าขานต่อๆกันว่า เป็นหอยขมที่ไร้ก้น แห่งสระน้ำบ้วนกง นั้นคือ 

         พวกโหดร้ายชั่วช้าที่ยังอยู่น่าจะตาย
ความตายไม่น่ามีกับผู้เมตตาการุณย์
ทั้งนี้อยู่ที่ชะตาชีวิตที่ต่างกัน 
อย่ามัวคิดว่ามันเป็นอานุภาพแห่งพุทธะ 

         อยู่มาวันหนึ่งที่หน้าวัด ขณะที่ฝนกำลังตกหนักมีฟ้าคะนองและฟ้าแลบตลอดเวลามีชายคนหนึ่งวิ่งเข้ามาหลบฝนที่วัด จี้เตียนใช้ตาทิพย์มองเห็นบนศีรษะของเขามีธงของฟ้าฝ่าตายปักอยู่ จึงถามว่า "เจ้าชื่ออะไร ทำมาหากินอะไร ที่บ้านยังมีใครอยู่" ชายคนนั้นตอบว่า "ผมแซ่หวง ขายข้าวสารอยู่ที่ตรอกเต๋อกอ ที่บ้านยังมีมารดาชราอายุแปดสิบปี" จี้เตียนว่า "เจ้ากตัญญูหรือเปล่า" ชายคนนั้นตอบว่า "เป็นมารดาบังเกิดเกล้า ทำไมจะไม่กตัญญู" จี้เตียนว่า "หากเจ้ากตัญญูทำไมถึงถูกฟ้าไล่ผ่า ต้องเป็นกรรมเก่าชาติก่อนแน่นอน เพราะชาติที่แล้วทำเงินปลอมหรอกชาวบ้านทำให้เสียชีวิตไปไม่น้อย ตอนนี้ข้าจะช่วยเจ้าก่อน !" จึงพาชายคนนั้นเข้าไปในห้องเจ้าอาวาสแล้วตั้งโต๊ะขึ้นตัวหนึ่งให้เขาเข้าไปอยู่ใต้โต๊ะแล้วเอาจีวรที่คลุมตัวถอดออก นำไปล้อมรอบทั้งสี่ด้านแล้วก็นั่งตัวเปลือยอยู่บนโต๊ะ รอถึงขณะที่สายฟ้าแลบใส่กันพลางพูดว่า "ชายผู้นี้ ! ชายผู้นี้ ! ได้ฝ่าฝืนกฎสวรรค์ ได้สร้างกรรรมเวรชาติก่อนไว้ จึงติดมาถึงชาตินี้ พระเจ้าให้มาเกิดแล้วก็ขอให้เจ้าเปลี่ยนแปลงใหม่ ตอนนี้ข้าช่วยเจ้าไว้เพื่อให้ไปปรนนิบัติมารดา ต่อไปภาคหน้าให้ปฏิบัติดีๆ เพื่อตอบแทนพระคุณ บาปทั้งปวงไม่ทำ ความดีทั้งหลายให้ประกอบ" พูดจบก็เห็นฟ้าแลบและฟ้าร้องคำรามรอบๆ สามครั้ง แล้วก็แสดงอำนาจโดยมีเสียงฟ้าฝ่าดังเปรี้ยง ทำให้ต้นสนที่อยู่หน้าวัดแหลกละเอียด ชายผู้นั้นที่อยู่ใต้โต๊ะตกใจกลัวจนวิญญาณแทบแตกสลาย มุดหัวรอจนกลัวฝนฟ้าสงบลงไม่มีเสียงคำรามแล้วจึงกล้าออกมาข้างนอก กราบขอบคุณจี้กงที่ช่วยเหลือชีวิต แล้วลาจากไปนั่นคือ "ถึงพุทธะจะทรงพลานุภาพ แต่จะไม่ใช้พลานุภาพช่วยจากการตายสู่การเกิดใหม่ พระเจ้าแห่งอสนีบาตโปรดให้อภัย"

         มีวันหนึ่งขณะจี้เตียนกำลังสัปหงกอยู่ มีชายชราคนหนึ่งถือธูปมาห่อหนึ่ง เพียรถามหาท่านเลขาจี้เตียน มีคนบอกว่า กำลังนั่งนั่งสัปหงกอยู่ในห้องหวินถัง ชายชราผู้นั้นจึงเข้าไปในห้องหวินถัง จี้เตียนได้ยินเสียงฝีเท้าเดินจึงลืมตาขึ้นมอง ก็เห็นชายชรากับห่อธูปที่ถืออยู่ตรงหน้าอกตรงมาถึงก็เข้าไหว้แล้วพูดว่า "ผู้น้อยเป็นพ่อของหลานย้วยอิง แม่เล้าที่ถนนเหล่าเจี้ยนอิ๋งโชคไม่ดีก็ตายเสียแล้ว พรุ่งนี้ก็จะเผา อยากจะเชิญอาจารย์กรุณาอภัยให้เธอที่บาปกรรมหนักช่วยไปจุดไฟเผาเพื่อโปรดสัตว์ด้วยเถิด" จี้เตียนรับคำ วันรุ่งขึ้นจึงจ้างเรือเล็กให้ไปส่งที่สะพานสือเหยียน ก็เห็นบรรดาญาติของหลานย้วยอิงมากันพร้อมหน้าพร้อมตา เมื่อยกโลงศพมาตั้งที่หน้าวัดจิ่นหนิงแล้ว ผู้เฒ่าหลานก็เชิญจี้กงให้ประชุมเพลิง จี้เตียนว่า "เจ้าต้องการให้ข้ามาเผาก็ต้องถวายปัจจัยให้บ้าง" ผู้เฒ่าว่า "ได้เตรียมปัจจัยไว้ร้อยเหรียญแล้ว" จี้เตียนว่า "ไม่ต้องถึงร้อยเหรียญหรอกแค่ห้าเหรียญ พอซื้อเหล้ามาให้ข้าดื่มแล้วค่อยลงมือ" ผู้เฒ่าหลานรีบไปยกเหล้ามาให้หลายขวด จี้เตียนดื่มแล้วมือก็ถือคบไฟแล้วร้องว่า 

"ภายใต้หน้าต่างแห่งกรรมสัมพันธ์           นายจังจี้ได้วาดภาพนางงามหง้อใบ๊ 
อ้อนแอ้นอรชรใครเลยจะไม่รู้                    ถึงตอนนี้ลมมตกเดือนสลาย 
วันนี้ได้ถอดหนังนางสุนัขป่า                     นางหลานย้วยอิง ! นางหลานย้วยอิง ! 
รูปร่างงามเพริศพริ้ง                                  ทำงานน่าอับอายเปลี่ยนคู่นอนหาเงินทุกคืน 
ท่ามกลางเมฆฝน                                      เจ้ามีคู่ทุกวัน รู้จักแต่ความงามว่าจีรัง
ไม่คาดคิดดาวรุ่งไม่นาน                            วันนี้นางสุนัขป่าก็เข้าใจ จึงรู้ว่ารูปคือความว่างเปล่า
ฉับพลันหน้าตาก็ร่วงโรย                            เริ่มรู้ว่าไม่มามีแต่ไป 
พระป่าขอยืมไฟนี้                                      ช่วยชำระล้างเปลี่ยนกระดูก 
โดยอาศัยพุทธานุภาพ                               ให้เปลี่ยนหน้าเปลี่ยนตา

เฮ้ย ! กวาดล้างความเหม็นแห่งเครื่องสำอาง 
จากวันนี้ไปจะได้แต่ความหอมฟุ้ง!

         จี้เตียนกล่าวจบก็จุดไฟเผา คืนนั้นเฒ่าหลาน ก็ได้ฝันเห็นลูกสาวมาบอกเขาว่า "รู้สึกละอายคุณพ่อที่เชิญพระอรหันต์จี้กงมาจุดไฟให้ตอนนี้หนูก็ได้ไปเกิดใหม่แล้วที่บ้านเศรษฐี" นั่นคือ "การหมุนเวียนโดยพลานุภาพแห่งพุทธะ การหลุดพ้นอยู่ที่จิตคน บำเพ็ญจนได้จิตปทุมไม่เปรอะเปื้อนโคลนตม"
อีกวันหนึ่งจี้เตียนจะออกจากวัดไปหาเหล้าดื่ม เฉินบ้วนฝ่ากล่าวว่า "ศิษย์มีเงินจำนวนหนึ่งเอาไปซื้อเหล้ามาให้อาจารย์ดื่มดีไหม จะได้ไม่ต้องไปทางโน้นทีทางนี้ที" จี้เตียนว่า "วันนี้ไม่ใช่จะไปทางโน้นทางนี้ แต่เพราะมีเรื่องของเวรกรรม ที่ต้องไปชี้แจงพวกเขา เป็นการชดใช้หนี้กรรมจะได้หมดเวรกัน หากผิดพลั้งไปก็จะจองเวรกันไม่รู้จบ" พูดจบก็ไปถึงบ้านคุณปู่จางที่เฟยหลายฟง คุณปู่จางไม่อยู่บ้าน คุณย่าจางเห็นจี้เตียนก็เชิญเข้าไปนั่งในบ้าน พอนั่งลงแล้วก็พูดว่า "อาจารย์จี้กงท่านดีเหลือเกินเมื่อปีกลายคุณปู่แก่ไม่สบายเกือบตาย เพิ่งจะหายเร็วๆ นี้ ไม่เห็นท่านคิดถึงจึงไม่มาดูกันเลย" จี้เตียนว่า "เพราะคิดถึงวันนี้จึงมาเยี่ยมโดยเฉพาะก็ไม่อยู่เสียนี่" คุณย่าจางก็เตรียมกับข้าวและเหล้ามาถวายจี้เตียน จี้เตียนฉันเสร็จแล้วก็ว่า "ข้าพเจ้ามารบกวนท่านประจำรู้สึกไม่สบายใจ พรุ่งนี้ข้าพเจ้าจะเลี้ยงคุณปู่บ้าง ถ้าคุณปู่กลับมาเรียกเขาพรุ่งนี้ต้องไปที่สี่แยกตงฮัวหยวน ต้องมาหาข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะรอเขาอยู่ที่นั่น" คุณย่าจางว่า "ไม่ดีกระมังที่ท่านต้องมาหาเสียเงิน" จี้เตียนว่า "ไม่เป็นไรยังไงก็จะรอ" พูดจบก็กลับไปที่วัด 

         คุณปู่จางกลับมาถึง คุณย่าก็เล่าเรื่องของจี้เตียนให้ฟังโดยละเอียด คุณปู่หัวเราะว่า "พระสงฆ์อย่างเขามีแต่ตัวไม่มีอะไรเลย จะมาเลี้ยงข้าได้อย่างไรเกรงว่าจะเมาแล้วพูด" คุณย่าจางว่า "เขาย้ำแล้วย้ำอีก อย่างไรเสียก็เรียกให้ท่านไปให้ได้ ไม่ใช่เมาแล้วพูด" คุณปู่จางว่า "ตงฮัวหยวนไม่ไกล ไปเดินสักรอบก็ได้ไม่เป็นไร" พอวันรุ่งขึ้น คุณปู่จางก็ไปถึงสี่แยกตงฮัวหยวนมองหาจี้เตียนทั่วไปหมดก็ไม่พบแม้แต่เงา รออยู่เกือบครึ่งวัน ท้องก็เริ่มรู้สึกหิวขึ้นมาก็เลยบ่นอย่างฉุนๆ ว่า "เมียข้าฟังคนเมาพูด ช่างโง่เง่าเสียจริงๆ คงต้องไปร้านขายหมี่สักชามแล้วค่อยกลับ" ว่าแล้วก็เข้าร้านขายหมี่ไปชามหนึ่งก็รู้สึกให้ปวดอุจจาระขึ้นจึงรีบเข้าไปห้องน้ำเพื่อถ่ายทุกข์ พอเดินเข้าห้องน้ำแหงนหน้าขึ้นมองการมองเห็นครั้งนี้เป็น "หนี้กรรมชาติก่อน ตอนนี้เกิดกลัวเวรกรรมชาติที่แล้ว ชาตินี้สะสาง" ที่แท้คุณปู่จางเห็นอะไรในห้องน้ำ

อธิบายท้ายบท โดยพระอรหันต์จี้กง

         1. หอพระใหญ่สร้างเสร็จเหลือแต่ภาพวาดข้างฝาผนัง เพื่อองค์พุทธะจะได้ไม่โดดเดี่ยว เมื่อทุกอย่างก็ดีหมด ขาดแต่องค์พระพุทธรูปสามองค์ใหญ่ยังไม่ได้ปิดทอง คราวนี้อาตมาต้องลงไม้ลงมือเองแต่ถ้าไม่เมาก็เกรงว่าหมดปัญญาจะทำสำเร็จ ดื่มเสียจนเมามายแต่ขาดเหล้าไปนิดหน่อยก็ต้องปิดประตูตำหนักไม่ให้คนข้างนอกแอบดู ถ้าแอบดูก็จะไม่สำเร็จ

         2. ได้ยินแต่เสียงอาเจียน คนข้างนอกคิดว่าอาเจียนจนเลอะเทอะไปทั่ว เปรอะเปื้อนองค์พระเลยอดทนไม่ไหวเปิดประตูเข้าไปดู ตกตะลึงไม่เห็นอะไรเปรอะเปื้อน เห็นแต่องค์พระสามองค์ที่มีแสงทองอร่าม เลยถูกอาตมาดุ "เพราะเหล้าน้อยไปหน่อย แถมความขันติก็ไม่มี อารมณ์จึงพุ่งขึ้น เมื่อเปิดประตูออก ความลับสวรรค์รั่วไหล องค์พระที่ไหล่ด้านขวาจึงขาดทองไปประมาณฟุตหนึ่ง คราวนี้ต้องโทษพวกเจ้าเองแล้ว!" ต่อมาแม้พวกพระจะออกเงินซื้อทองร้อยเปอร์เซนต์มาปิดก็ตาม รัศมีก็หมองคล้ำกว่า ครั้นต่อมาภายหลังที่อื่นไม่ชำรุดยกเว้นที่ปิดทีหลังนี่แหละคือพุทธานุภาพเหลือที่จะคิดได้

         3. ทำไมเมาเหล้าจึงปิดทองได้ ทองมาจากไหน อาตมาถาม "เปลืองเงินซื้อเหล้ามากมายดื่มเข้าท้องสู่โรงงานหลอมทอง ผ่านการเผาและหลอมเงินก็กลายเป็นทอง ที่กินเข้าไปก็อาเจียนออกมา โดยใช้กายวัชระที่สำเร็จ เล่นกลใครๆ ก็ทำได้แต่ต้องใช้อย่างแยบยลเหลือเพียงจิตหนึ่งรับเอาเงินที่สกปรกนี้ ชะล้างในไส้และท้องก็กลายเป็นทองคำ อัศจรรย์!" 

         4. เจ้าของบ้านจะสร้างบ้าน จะให้อาตมาให้ศีลให้พรเพื่อเป็นสิริมงคลอาตมาก็ไม่เกรงใจว่า "วันนี้ยกคานขึ้นตั้ง ขอให้กำเนิดพันศพ เมียตายก่อนผัวตาย ลูกอยู่พ่อตายก่อน" เจ้าของบ้านหัวเสีย เขาไม่รู้ว่าอาตมากำลังให้พรเขาอย่างเงียบๆ 

         พวกท่านหากมีงานมงคล อาตมาก็ยอมพูดให้พร แต่ต้องเลี้ยงเหล้าอาตมาก็ไม่ต้องการซองแดง (อังเปา) ขออวยพรให้ 

         คู่บ่าวสาวงามพร้อม   บ้านเก่าพังสลาย 
การค้าเจริญงอกงาม           ตายแล้วไม่ฝังดีไหมเอย