Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
ประวัติพระอรหันต์จี้กง ตอนที่ 14 | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

ประวัติพระอรหันต์จี้กง ตอนที่ 14

545 Views

ใบประกาศก้องฟ้าโอรสสวรรค์ศรัทธา

สุรานำปริศนาธรรมปรับใจผู้กำกับ

         เจ้าอาวาสซ่งซื้อเหล้ามาเลี้ยงจี้เตียน ดื่มจนเมาได้ที่แล้ว เกิดความปิติยิ่ง จึงยกพู่กันขึ้นเขียนว่า

         ในจักรวาลนี้ ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เนื้อนาบุญอันมหาศาลที่สุดคงอยู่ในฟ้าดิน ถึงแม้พระอัคคีจะไม่เป็นธรรม พระพายก็ทำไม่รู้เป็นการเสริมอำนาจแห่งสมาธิกวาดต้อนรูปทิพย์คืนสู่อวกาศ ได้ทำลายความตระการตา กลับกลายเป็นเศษดิน ทำให้แผ่นดินฝั่งตะวันออกกลับกลายเสื่อมถอย เพราะไม่รู้ความแยบยลแห่งฝั่งตะวันตก ตัดขาดหนทางศึกษา ไม่เพียงแต่ขาดวัดไปแห่งหนึ่ง ณ ทะเลสาปแห่งนี้ ยังขาดความสะดวก ทำให้ขาดศาสตร์ไปแห่งหนึ่ง หากทุกคนมีพุทธะในใจ บำเพ็ญจริงโดยไม่มีอุปสรรค ทีเกรงจริง ตาเนื้อไร้วิชา ที่ต้องเห็นสภาพการณ์ ดังนั้นจึงต้องสะสมใหม่ ก่อสร้างเจดีย์เก้าชั้น คิดจะปฏิสังขรณ์ ทั้งสร้างพระปิดทอง โชคดีที่พื้นฐานยังอยู่ ถึงแม้เทียบกับความลำบากบุกเบิกใหม่ไม่ได้ แต่คนก็มีอยู่พร้อม มิต้องตามหาแรงงาน ได้รับโชคจากเบื้องบนคงสำเร็จในเร็ววัน ได้ฤกษ์ขุดดินก่อสร้างขาดการบริจาคเงินทองไม่ได้รวมทั้งบริจาคแรงกาย ให้สำเร็จยิ่งใหญ่ ดังนั้นจึงได้กราบขอร้องประชาชน ให้คนคิดเกิดศรัทธา เบื้องบนก็กราบประตูสวรรค์ ช่วยสงสารตรงถึงโสตพระเบื้องบน หวังผู้หนึ่งเกิดศรัทธา หมื่นประชาอุดหนุนเงินทองดังทรายในแม่น้ำคงคา ผลสำเร็จดุจธรรมจักรขับเคลื่อน ระฆังกลองเริ่มดังสู่นภากาศ ธูปเทียนสว่างไสวสู่ฟ้าเบื้องก่อน จากนี้ไปนับหมื่นๆปี สง่าน่าเกรงขามดุจวัชระ ทั้งเทพ คน เจ้า ผี บุญกุศลจะจารึกตลอดไป ณ เจดีย์อันถาวร 
จึงกราบเรียนมาด้วยความเคารพ

         เจ้าอาวาสเห็นใบประกาศที่จี้เตียนเขี่ยนขึ้นมา มีความหมายล้ำลึกและละเอียดอ่อน รู้สึกซาบซึ้งและปิติยินดียิ่งนัก จึงตอบรับเป็นเจ้าอาวาสวัดเจิ่นฉือ แล้วมีคำสั่งให้พนักงานคัดลอกให้มีระเบียบแล้วให้ปิดประกาศไว้หน้าประตูวัด คนที่ผ่านไปผ่านมา ต่างชมเปราะว่าเขียนได้งามนัก มิช้ามินานข่าวก็แพร่ไปทั้งเมืองตลอดจนเศรษฐี ต่างก็มาอ่านใบประกาศส่วนใหญ่ศรัทธาบริจาค มีทั้งเงินทองข้าวของและผ้าแพร มีมาทำบุญทุกวันจนเจ้าอาวาดีใจกล่าวว่า "ผู้คนมีความศรัทธาเช่นนี้ ไม่ช้าวัดก็เริ่มลงมือก่อสร้างได้" จี้เตียนว่า "การบริจาคเล็กๆน้อยๆทำให้หน้าวัดครึกครื้น เท่านั้นจะทำอะไรได้ อีกสองวันต้องมีไม่น้อยกว่าพันหมื่นชั่งต้องมีผู้บริจาครายใหญ่จึงจะลงมือได้" เจ้าอาวาสว่า "เตือนคนให้บริจาคก็จากน้อยไปสู่มาก พูดอะไรตั้งพันหมื่น" จี้เตียนหัวเราะว่า " ผู้บริจาคน้อยรวมกันได้มากก็จริงแต่ช้า หากได้พบผู้บริจาครายใหญ่เกินพันเกินหมื่นโดยที่เขาออกปากหยิบให้เอง" เจ้าอาวาสว่า "หากมีแบบนี้ก็ยิ่งดี"

         เวลาผ่านไปสองวัน จี้เตียนรีบเข้ามายังห้องเจ้าอาวาส แล้วกล่าวกับเจ้าอาวาสว่า " ขอให้เอาใบประกาศที่หน้าประตูวัดมา แล้วให้ใช้ผ้าแพรดีๆเขียนลอกอย่างบรรจงขึ้นมาผืนหนึ่ง" เจ้าอาวาสว่า "ใบประกาศแขวนอยู่หน้าประตูวัด ใครๆก็เห็นแล้วจะคัดลอกมาทำอะไร" จี้เตียนว่า " คือพวกที่ไม่ชอบออกนอกบ้านจะมาขอดู รีบเรียกคนเขียนเถอะ เดียวจะเขียนไม่ทัน" เจ้าอาวาสเห็นจี้เตียนพูดมีเหตุผล จึงเรียกให้คนเอาแพรมาเขียนผืนหนึ่ง พอเขียนเสร็จก็มีคนที่หน้าประตูมารายงานว่า "ที่นอกประตูมีท่านขุนวังลี่ ขี่ม้ามาขอพบท่านเจ้าอาวาส" เจ้าอาวาสได้ยินแล้วรีบออกไปนอกประตู คำนับแล้วกล่าวต้อนรับ " มิทราบว่าใต้เท้ามาเยี่ยมขอโทษที่ไม่ได้ไปต้อนรีบข้างนอก ขอเชิญดื่มน้ำชาภายในก่อน" เมื่อขุนวังพบเจ้าอาวาสแล้ว ก็ลงจากหลังม้าพลางตอบว่า "มิต้องใช้น้ำชา ขอถามว่าใบประกาศหน้าวัดนี้ แขวนขึ้นไว้ตั้งแต่เมื่อไร" เจ้าอาวาสว่า "ตั้งแต่3ค่ำ ถึงวันนี้ก็7วันแล้ว" ขุนวังว่า " เมื่อคืนตอนยามสาม ท่านอ๋องว่า ได้ฝันว่าประพาสทะเลสาบซีหู ได้พบพระโพธิสัตว์เกิดขึ้นที่วัดเจิ่นฉือก็พอดีเห็นใบประกาศที่หน้าประตูวัด อักษรแต่ละตัวสว่างไสว ยังพบคำว่า เบื้องบนก็กราบประตูสวรรค์ ในใบประกาศ พอทรงตื่นพระบรรทมก็ทรงจำไม่ค่อยได้ มิรู้วามีอยู่หรือไม่ ดังนั้นจึงรับสั่งให้ข้าพเจ้ามาสำรวจดู ก็พอดีมีใบประกาศหน้าประตูจริงๆด้วย แล้วก็มีคำสั่งว่า เบื้องบนก็กราบประตูสวรรค์นับว่าแปลกประหลาดมาก ข้าพเจ้าจะกลับไปรายงานมือเปล่าก็ไม่เหมาะอยากรบกวนท่านเจ้าอาวาสให้คัดลอกให้แผ่นหนึ่ง เพื่อนำไปถวายพระองค์" เจ้าอาวาสสั่งให้พนักงานนำแพรที่เขียนไว้แล้ว ส่งให้ท่านขุนวังแล้วว่า "ที่จริงอาจารย์ก็รู้ล่วงหน้าแล้วหรือ ข้าพเจ้าจะรายงานท่านอ๋องคงมีข่าวดีแน่ๆ" พูดจบก็ขบม้าพุ่งออกไป เจ้าอาวาสได้พบข้าหลวงมาขอคัดลอกใบประกาศบอกเรื่องบอกพระองค์ทรงพระสุบิน ยิ่งทำให้รู้ว่าจี้เตียนมิใช่คนธรรมดา กำลังจะเข้ามาขอบใจจี้เตียนก็ไม่รู้ว่าเขาแล่นไปไหนเสียแล้ว

         วันรุ้งขึ้น ขุนวังลี่ได้นำคนมาหลายคน พร้อมกับเงินสามหมื่นชั่งมายังวัด พูดว่า " เมื่อท่านอ๋องได้อ่านใบประกาศแล้ว ทรงตรัสว่าเหมือนกับในพระสุบิน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ดลบันดาลทั้งยังพบคำว่าช่วยสงสารตรงถึงโสตเบื้องบน จึงทรงพอพระราชหฤทัยยิ่ง ดังนั้นจึงทรงบริจาคพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์สามหมื่นชั่ง เพื่อให้ก่อสร้างให้สำเร็จ จึงมีรับสั่งให้นำเงินมา พวกท่านโปรดตรวจตรารับไว้ ข้าพระเจ้าจะกลับไปกราบทูลรายงาน" เจ้าอาวาสดีใจมาก จึงนำพระสงฆ์ทั้งหมดห้าร้อยรูปมาจุดธูป เพื่อขอบพระคุณพระองค์แล้วจึงตรวจรับเงิน จากนั้นเชิญท่านขุนวังลี่ให้อยู่รับประทานอาหารเจ จากนั้นขุนวังลี่ก็ลาจากไป 

         เมื่อเจ้าอาวามีเงินถึงสามหมื่นชั่งแล้ว มีเพียงพอจะสร้างวัด จึงได้หาฤกษ์ลงมือก่อสร้างเรียกคนให้หาซื้อพวกไม้ กระเบื้อง ปูน พร้อมกับหาช่างก่อสร้าง ข่าวการทรงพระสุบินเห็นใบประกาศ และการพระราชทานเงิน ได้แพร่สะพัดไปถึงหัวเมืองต่างๆ ตั้งแต่ข้าราชการระดับสูง ไปจนถึงพ่อค้าประชาชน ทุกคนพากันมาดู ทำให้มีเงินล้นเหลือแต่กลับหาต้นซุงขนาดใหญ่ไม่ได้เลยในเมืองหลินอัน นายช่างกล่าวว่าจะหาได้ก็แต่ที่เสฉวน ซึ่งอยู่ไกลมาก ไม่มีใครจะซื้อ เมื่อซื้อแล้วก็บรรทุกมายากจะทำอย่างไรดี เจ้าอาวาสกระวนกระวายมาก จึงนำเรื่องนี้มาปรึกษากับจี้เตียน จี้เตียนว่า " หากมีใจจะทำงาน สวรรค์ก็ถามหาได้ เสฉวนถึงแม้จะอยู่ไกล แต่ก็ยังอยู่บนพื้น หากจำเป็นต้องใช้ต่อให้ลำบากข้าพเจ้าก็ต้องทำ ให้ข้าพเจ้าไปหามาก็แล้วกันแต่ว่าระยะทางไกล ต้องดื่มเหล้าให้เมามากๆ" เจ้าอาวาสฟังแล้วทั้งดีใจทั้งตกใจ "ท่านล้อเล่นใช่ไหม" จี้เตียนว่า " ต่อหน้าคนอื่นล้อเล่นได้ ต่อหน้าเจ้าอาวาไม่กล้าล้อเล่น" เจ้าอาวาสว่า "ถ้าพูดเช่นนี้ก็จริงนะซิ" ว่าแล้วก็รีบสั่งคนให้ไปหาซื้อเหล้าดีๆให้จี้เตียนได้ดื่มจำนวนมาก จี้เตียนเห็นเหล้าดี ทั้งยังเป็นของเจ้าอาวาสเลี้ยงเขาเองในใจสุขอารมณ์ยิ่ง หนึ่งชามไม่พอ สองชามไม่หยุดเพียงครู่เดียวดื่มเสีย ยี่สิบ- สามสิบชาม ดื่มเสียจนตาค้างตัวนี้อ่อนปวกเปียก เหมือนคนที่ตายแล้ว นั่งก็ไม่อยู่ เจ้าอาวาสพูดกับเขา เขาก็เมาไม่รู้เรื่อง จึงบอกกับพนักงานรับใช้ว่า " จี้กงวันนี้เมาจนไม่รู้เรื่อง ลุกไม่ไหว พวกเจ้าช่วยพยุงเข้าไปที่พัก" ผู้รับใช้รับคำสั่ง คนหนึ่งก็พยุงไม่ไหว สองคนก็หามไม่ขึ้น ต้องใช้คนถึงสี่คนหามทั้งแคร่เข้าไปยังเตียงข้างใน ปล่อยให้นอนถึงวันรุ่งขึ้นก็ยังไม่ตื่นพวกพระสงฆ์ว่าเขาเมาจนตายแล้วแต่ตัวยังอุ่นอยู่ ลมหายใจก็ยังปกติ เรียกเขาให้ตื่นก็ไม่ยอมตื่น ผู้จัดการเข้าไปต่อว่าเจ้าอาวาสว่า "เสฉวนระยะทางไกล จี้เตียนคนเดียวจะไปได้อย่างไร เขารับปากรับคำคงเพียงจะหลอกกินเหล้า เจ้าอาวาสก็เชื่อเขาโกหก ถ้าหากจะให้เขาไปเสฉวน ไม่รู้จะเป็นเมื่อไร" เจ้าอาวาสว่า "จี้กงตอบรับแล้วย่อมจะมีวิธี เขาหรือกล้าหลอกข้า วันนี้นอนไม่ตื่นคงกินเหล้ามากไป รอให้เขาตื่นก่อนค่อยว่ากัน" ผู้จัดการเห็นเจ้าอาวาสพูดปกป้องก็มิกล้าต่อคำ 

         ผ่านไปอีกหนึ่งวัน จี้กงก็ยังนอนสลบไสลไม่ยอมลุกขึ้น ผู้จัดการร้อนใจก็มาพบเจ้าอาวาสพร้อมกับหัวหน้าสงฆ์แล้วพูดว่า " จี่เตียนนอนติดกันสองวัน สนองคืน ปลุกก็ไม่ยอมตื่น หามก็หามไม่ขึ้น ไม่รู้ว่าเมาจนปอดบวมหรือเปล่า ต้องตามหาหมอตรวจให้ยาไหม เจ้าอาวาสว่า "เจ้าไม่ต้องร้อนรนเขาขึ้นมาเองได้" ทั้งสองถูกเจ้าอาวาสว่าเอา ก็มาพูดกับพวกพระว่า "เจ้าอาวาสต้องถูกจี้เตียนหลอกเอาแน่ๆ หากไม่เชื่อให้เรียกเขาตื่นขึ้นมา ถ้าตื่นขึ้นมาก็ไปเสฉวนไม่ได้แน่ น่าขัน น่าขัน!"

         จี้เตียนนอนถึงวันที่สาม ทันใดนั้นก็ลุกขึ้นฉับพลัน ร้องตะโกนว่า "ต้นซุงใหญ่มาแล้ว รีบเรียกช่างสร้างร้านขึ้นมา" พวกพระได้ยินต่างก็หัวเราะกันใหญ่ต่างก็พูดว่า "จี้เตียนหลอกกินเหล้าของเจ้าอาวาสหลับไปสามวันยังเพ้อละเมออีก วิกลจริงๆ" จี้กงร้องเรียกอยู่ตั้งนานก็ไม่มีใครสนใจจึงวิ่งเข้าไปห้องเจ้าอาวาสแล้วว่า "พวกพระในวัดนี้ขี้เกียจกันเหลือเกิน ศิษย์เปลืองพลังจิตและพลังปราณไปมากกว่าจะได้ตนซุงขนาดใหญ่มาเรียกให้พวกเขาบอกช่างก่อสร้างให้ตั้งร้านขึ้น ก็ไม่มีใครสนใจทำ" เจ้าอาวาสฟังแล้วก็ดูเหมือนจะเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งจึงถามว่า "ต้นซุงพวกนี้เอามาจากไหน" "ศิษย์คิดว่า ซุงใหญ่หนทางไกล หากมาทางลำน้ำก็จะสิ้นเปลืองแรง ดังนั้นจึงเอามาทางทะเล" เจ้าอาวาสว่า "หากมาทางทะเลก็ต้องมาทางจื้อเหมิง ถึงแม่น้ำเฉียนถัง ขึ้นฝั่ง แล้วทำไมต้องตั้งร้านด้วย" จี้เตียนว่าซุงใหญ่จำนวนมาก หากมาทางเฉียนถัง ก็ต้องเปลืองแรงงานมาก ศิษย์เห็นบ่อน้ำ "ปลุกจิต" หน้าโบสถ์มีทางติดต่อกับทะเล ดังนั้นจึงลำเลียงซุงมาทางใต้บ่อ ดังนั้นจึงต้องตั้งร้าน" ผู้จัดการเรียกท่านเจ้าอาวาสว่า "อาจารย์โปรดอย่าเชื่อเขาพูดเพ้อเจ้อ เขากินเหล้าเมามาสามวันไม่ได้ไปไหน แล้วจะได้ซุงมาจากไหน ยังจะทำตั้งร้านให้เปลืองแรงงาน" เจ้าอาวาสว่า "ให้เจ้าไปทำตั้งร้านก็ไปสิ ทำไมต้องพูดมาก!" ผู้จัดการเห็นเจ้าอาวาสโมโหเลยไม่กล้าต่อคำ จึงเลี่ยงออกมา แล้วสั่งให้พวกชั่งทำตั้งร้านขนาดใหญ่ขึ้นที่บ่อน้ำ ทั้งสี่ด้านมีลูกรอก มีเชือกคล้อง และมีตะขอผูกติดเชือกไว้ เตรียมพร้อมที่จะชักลอกต้นซุง เมื่อพวกชั่งทำตั้งร้านเสร็จ ก็วิ่งมาดูที่ข้างบ่อ ก็เห็นมีน้ำเต็มบ่อ ไม่เห็นมีแม้แต่ตอไม้ ต่างก็หัวเราะขึ้นมาว่า "จี้เตียนพูดเพ้อเจ้อจนเคยแล้วแต่ก็เอาเถอะ ทำไมเจ้าอาวาสก็พลอยไปด้วย" ผู้จัดการจะจับผิดเจ้าอาวาสจึงมารายงานว่า "ตั้งร้านทำเสร็จแล้วในบ่อก็มีแต่น้ำ ไม่รู้ว่าชักรอกเอาอะไร" เจ้าอาวาสถามจี้เตียนว่า "ไม่รู้ว่าซุงใหญ่จะมาถึงเมื่อไร" จี้เตียนว่า " ก็ราวอีกสามถึงห้าวันหากเจ้าอาวาสต้องการเร็ว ก็ต้องซื้อเหล้าให้อีกหนึ่งกา ข้าพเจ้ามีเหล้าดื่มพรุ่งนี้ก็มาถึง" เจ้าอาวาสว่า "จะดื่มเหล้าไม่ยาก" ว่าแล้วก็สั่งให้คนไปซื้อเหล้ามาอีกสองขวดแล้วเอาไปให้จี้เตียน จี้เตียนก็ไม่ถามความยาว ดื่มเสียจนเมาแอ้ก็ไปนอนอีก เจ้าอาวาสพอรู้ๆบ้างก็อดทนรออยู่ พวกพระเห็นเข้าต่างจับกลุ่มกันพูด แล้วก็หัวร่อกันไม่หยุด 

         พอวันรุ่งขึ้นฟ้าเริ่มสาง จี้เตียนรีบตื่นมาแต่เช้าแล้วร้องตะโกนลั่นวัดว่า "ซุงมาแล้ว! ซุงมาแล้ว!" รีบเรียกพวกช่างมาชักรอก" พวกพระได้ยินต่างก็ว่าจี้เตียนเพ้อเจ้อ ไม่มีใครสนใจเขา จี้เตียนก็วิ่งไปห้องเจ้าอาวาสรายงานว่า "ซุงใหญ่มาถึงบ่อน้ำแล้ว ขอเชิญเจ้าอาวาสไปรับ" เจ้าอาวาสดีใจใหญ่ ตกแต่งจีวรแล้วเดินมาที่แท่นพระ ไหว้พระเสร็จแล้วก็เรียกผู้จัดการให้ตามพวกช่าง ให้มาตามที่ข้างบ่อเพื่อสาวซุง ผู้จัดการสั่งแล้วหัวเราะ แต่เจ้าอาวาสสั่งว่า "ลองไม่มาสิ" พอเดินมาถึงข้างบ่อก็แลดูว่ามีเงาหัวของซุงหรือไม่ ผู้จัดการจะได้หัวเราะเจ้าอาวาส ก็จะพูดว่ามีหรือไม่มี แต่จะให้เจ้าอาวาสดูด้วยตาเอง เมือเจ้าอาวาสมาถึงข้างบ่อแล้วมองดู ตรงกลางของบ่อน้ำ ก็มีหัวซุงโผล่พ้นพื้นน้ำขึ้นมาหนึ่งถึงสองฟุต เจ้าอาวาสเห็นแล้วก็ดีใจใหญ่ จึงเอาผ้าสไบเฉียงวางลง แล้วก้มกราบไปที่บ่อน้ำสี่ครั้ง ไหว้เสร็จก็พูดกับจี้เตียนว่า "จี้กงลำบากท่านจริงๆเลย" จี้เตียนว่า "เรื่องของพุทธะกิจจะพูดว่าลำบากได้อย่างไร แต่พวกหัวโล้นนี่ซิ เห็นหัวซุงโผล่ขึ้นมาแล้ว เรียกเขาให้เรียกคนงานชักรอกขึ้นมา ทำไมป่านนี้ยังไม่ยอมกระดิกมือ" เจ้าอาวาสเรียกผู้จัดการว่า "ซุงใหญ่มาถึงแล้ว ทำไมไม่ลงมือลงไม้" ผู้จัดการค่อยๆเดินไปข้างบ่อ มองดูอีกทีก็เห็นหัวซุงโผล่พ้นน้ำขึ้นมาก็ตกใจกลัว คิดในใจว่า "อิทธิฤทธิ์ของจี้เตียนไม่คาดคิดเลยทีเดียว!" แล้วรีบออกคำสั่งให้พวกชั่งลงมือทำงาน หย่อนเชือกและตะขอลงมา สับตะขอเข้าที่หัวซุง แล้วค่อยๆชักรอกขึ้นมา ซุงที่เอาขึ้นมามีขนาดวัดรอบได้ 5-6 ฟุต ยาว7-8วา พอสาวขึ้นมาต้นหนึ่ง ก็เห็นอีกต้นหนึ่งโผล่พ้นน้ำขึ้นมา เจ้าอาวาสถามจี้เตียนว่า ซุงใหญ่พวกนี้มีจำนวนเท่าไร" จี้เตียนว่า "เจ้าอาวาสไม่ต้องถาม ให้เรียกช่างมาคำนวณดูว่าต้องใช้จำนวนเท่าไรก็เอาเท่านั้นพออย่าให้สิ้นเปลือง" เจ้าอาวาสสั่งให้ช่างคำนวณดูว่าต้องเป็นเสาเท่าไรเป็นคานเท่าไร นับได้หกสิบเจ็ดสิบต้น ช่างบอกว่า "พอแล้ว" พอพูดเพียงคำเดียวว่าพอแล้ว ในบ่อน้ำก็ไม่มีไม้โผล่ขึ้นมาเลย พวกพระทั้งหลายต่างตกใจในความอัศจรรย์ และอิทธิฤทธิ์ของจี้เตียน

         เมื่อทางวัดมีต้นซุงใหญ่เพียงพอแล้ว ชั่วเวลาผ่านไป 2 ปี ทั้งตำหนักหอพระ ห้องเจ้าอาวาสก็สร้างเสร็จ มีความสง่ากว่าเมื่อก่อนนั้นเสียอีก 
มาวันหนึ่ง ขณะที่นั่งอยู่ใต้เงาเจดีย์เหลยฟง ที่ทอดตัวลงในสายน้ำซึ่งกำลังร่วมดื่มสุรากับเจ้าอาวาสฉาง ทันใดก็ได้ยินคนงานในวัด ร้องเรียกหา "เจ้าอาวาสให้ตามหาท่านไปดื่มรีบๆหน่อย" จี้เตียนได้ยินว่าเจ้าอาวาสตามหา จึงผละจากเจ้าอาวาสฉาง แล้วรีบกลับไปยังวัด เมื่อพบเจ้าอาวาสแล้วจึงว่า "คนงานที่เจ้าอาวาสให้เรียกหาศิษย์ มิทราบว่ามีอะไรจะชี้แนะ" เจ้าอาวาสว่า "ข้าเห็นว่างานก่อสร้างวัดได้เสร็จสิ้นไปเป็นส่วนใหญ่แล้ว จิตใจก็สบาย ดังนั้นจึงซื้อเหล้ามาเลี้ยงท่าน ไม่รู้ว่าท่านก็ได้ดื่มมาแล้วท่านจะดื่มได้อีกหรือไม่" จี้เตียนว่า "ข้าพเจ้าได้ยินขงจื่อ อริยชนได้กล่าวไว้ว่า "ทานไม่เบื่อของที่ละเอียด เคี้ยวไม่เบื่อเนื้อที่ละเอียด" ข้าพเจ้าขอเพิ่มเติมอีกสองคำ "เหล้าไม่เบื่อที่มีมาก ดื่มไม่เบื่อเมื่อเมา" เมื่อมีก็เอามาดื่มเถอะ ทำไมจะดื่มไม่ลง" เจ้าอาวาสฟังแล้วดีใจใหญ่แล้วว่า "เหล้ายังไม่ทันดื่มก็ตีปริศนาธรรมออกแล้ว ยอด ยอด ยอด" ว่าแล้วก็เรียกผู้รับใช้ให้เอาเหล้าออกมา จี้เตียนเห็นเหล้าเข้าก็ทำราวกับว่าไม่ได้ดื่มมานานพอยกติดมือก็ดื่มเสียตั้งสิบชาม พลางดื่มพลางพูดว่า " วันนี้รู้สึกระอายที่ต้องเชิญเจ้าอาวาสมาเป็นหลัก เรียกให้ข้าพเจ้าช่วยเหลือ ตอนนี้ก็ได้รูปร่างขึ้นมาแล้ว เหลือแต่รูปที่จะเขียนลงฝาผนัง ที่ระเบียงทั้งสองด้านซึ่งยังไม่ได้เขียน ศิษย์ก็ยังไม่เบาใจ" เจ้าอาวาสว่า " หากเจ้ายังไม่เบาใจ ทำไมไม่มาบริจากข้าราชการอีก เพื่อให้เสร็จสมบูรณ์" จี้เตียนว่า "ท่านเจ้าอาวาสลองเรียกผู้ดูแลเอาสมุดมาตรวจดู ดูซิว่าเมืองหลินอันยังมีใครเหลืออีกที่ยังไม่ๆได้บริจาค ผู้ดูแลตรวจไปตรวจมา ก็มีผู้กำกับหวังที่เพิ่งมารับตำแหน่งใหม่ ที่ยังไม่ได้บริจาค จี้เตียนว่า "ยังไม่ได้บริจาค รอให้ข้าพเจ้าไปบิณฑบาตคงต้องได้สักสามพันช่างเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการวาดภาพผนัง เห็นทีต้องไปรบกวนเขาหน่อย" เจ้าอาวาสได้ยินว่าดังนั้น ก็ทำคิ้วย่นสั่นศีรษะไปมา "ผู้กำกับผู้นี้อย่าไปรบกวนเขาเป็นอันขาด มิเพียงไม่บริจาคเกรงว่าจะหาภัยมาใส่ตัว" จี้เตียนถามว่า "เพราะอะไร" เจ้าอาวาสว่า "ท่านยังไม่รู้ ข้าได้ยินว่าผู้กำกับคนนี้ เดิมทีเป็นนักศึกษายากจน ตอนยังไม่ได้ตำแหน่งมักไปอาศัยข้าววัด แต่ละครั้งมักถูกพวกพระแอบซ่อนไม่ยอมให้กินข้าว แถมยังยั่วเย้าเขาอีก ดังนั้นเขาจึงเกลียดพวกพระมาก โกรธถึงกับเขียนด่าไว้บนกำแพงว่า "เจอะคนก็หัวหดเหมือนเต่า เจอะข้าวก็คอยาวเหมือนห่าน" ความโกรธเกลียดขนาดนี้ ท่านจะไปได้ประโยชน์อันใด จี้เตียนว่า "ไม่ต้องห่วงเขาโกรธเกลียดข้าพเจ้ายิ่งจะไปขอบิณฑบาต" 

         พวกพระจี้เตียนไม่ฟัง เขาไปด้วยความคะนองของเหล้า ตรงไปยังหน้าบ้านของผู้กำกับ ยืนอยู่บนสะพานซวนหวา ยื่นหน้าแหงนมองส่องเข้าไปในบ้าน เห็นผู้กำกับนั่งอยู่บนห้องรับแขก ผู้กำกับเห็นเข้าก็โกรธว่า "ข้าเป็นผู้พิทักษ์กฎหมาย ทำไมพวกพระยังทำเบ่งจ้องยืนมองอยู่ที่นั่น" ว่าแล้วก็สั่งให้พลตำรวจว่า "ไปจับมันมา" พวกพลตำรวจ 3 - 4 นายรับคำสั่ง แล้วตรงไปที่สะพาน แล้วจับจี้เตียนให้มาคุกเข่าที่ห้องรับแขกผู้กำกับตบโต๊ะด่าไปว่า "เจ้าหัวโล้นทำไมบังอาจนัก ยืนอยู่บนสะพานหน้าบ้านยื่นหัวจ้องมองเข้ามา" จี้เตียนว่า "ใต้เท้า นอกประตูที่ทำการทุกคนยืนได้ ทำไมอาตมาจะยืนบ้างไม่ได้หรือ" ผู้กำกับตบโต๊ะด่า "บังอาจ" จี้เตียนว่า "ทำไม แค่ยืนก็ว่าบังอาจ" ผู้กำกับว่า "เจ้ายังเสียงแข็ง ผู้อื่นเขายืนประเดี๋ยวก็ไป เจ้าพระขอทานไม่เพียงแต่ยืนแล้วไม่ไป ยังจ้องมองเข้ามาอย่างนี้ไม่นับว่าบังอาจหรือ" จี้เตียนว่า "อาตมาเพียงต้องการพบใต้เท้าแต่กลัวว่าไม่มีใครยอมมาเรียนใต้เท้า ดังนั้นจึงจำยืนมองจากที่นี่" ผู้กำกับว่า "เจ้ามีเรื่องอะไรจะมาพบข้า" จี้เตียนว่า "ได้ยินมาว่าใต้เท้าโกรธพวกพระดังนั้นจึงมาปรับความเข้าใจ" ผู้กำกับว่า "เจ้ารู้ว่าข้าโกรธพวกพระจากไหนแล้วเจ้ามีอะไรจะปรับความเข้าใจ"จี้เตียนว่า "อาตมาก็ไม่กล้าจะปรับความเข้าใจ" อะไรหรอกแต่เพราะมีกรรมสัมพันธ์จะพูดให้ใต้เท้าฟัง ขอให้ใต้เท้าได้พิจารณา"ผู้กำกับว่า "ขอให้พูดมา ถ้าพูดดีก็ไม่เอาโทษเจ้า หากพูดไม่ดีก็จะเพิ่มโทษเจ้า" จี้เตียนว่า "เมื่อก่อนนี้ ซูตุงปอ กับ ฉิวเส้าโหยว หวงหลู่จือ ฝ่ออิ่นฉานซือ สี่คนร่วมดื่มด้วยกัน ตุงปอเดินไปมาแล้วออกคำสั่งว่า ให้ทุกคนต่อกลอน บาทที่ต่อที่สำคัญ บาทแรกต้องเป็นของที่ตกพื้นแล้วไม่มีเสียง บาทที่สองต้องเป็นชื่อของคนโบราณสองคน บาทสุดท้ายต้องมีสองประโยคที่มีเหตุผลคล้องกัน หากใครไม่ได้ก็ต้องปรับโทษ" ในตอนนั้นคนที่ยืนอยู่ข้างๆ จี้เตียนก็เป็นห่วงแทนจี้เตียน ส่วนจี้เตียนไม่ทุกข์ร้อนชี้หัวชี้มือว่า ใต้เท้าโปรดฟัง

ซูตุงปอ : "ขนพู่กัน ตกพื้นไม่มีเสียง แหงนหน้าพบก่วนจ้ง ก่วนจ้งถามเผาซูว่า ทำไมไม่ปลูกไผ่ เผาซูว่า ต้องการเพียงสองสามลำ ลมพัดเย็นก็พอเพียง" 
ฉินเส้าโหยว : "หิมะตกพื้นไม่มีเสียง แหงนหน้าพบไป่ฉี่ ไป่ฉี่ถามเหลียนฝ้อ ทำไมไม่เลี้ยงห่าน เหลียนฝ้อว่า ขนขาวลอยเต็มน้ำ ตีนแดงตีคลื่นใส" 
หวงหลู่จือ : ขี้มอด ตกพื้นไม่มีเสียง แหงนหน้าพบ ขงจื้อ ขงจื้อถามหยวนฮุย ทำไมไม่ปลูกเหมย หยวนฮุยว่า ใต้หิมะลึกหมู่บ้านโน้น เมื่อคืนดอกเหมยบาน" 
ฝ่ออิ่นฉานซือ : "บุปผาสวรรค์ ตกถึงพื้นไม่มีเสียง แหงนหน้าพบ เป่ากวง เป่ากวงถามวิมลเกียรติ พระเข้าใกล้เป็นอย่างไร วิมลเกียรติว่า เจอะคนหัวหดเหมือนเต่าเจอะข้าวคอยาวเหมือนห่าน" 

         ผู้กำกับหวัง พอได้ยินแล้วสะเทือนถึงเรื่องราวในอดีต อดกลั้นไม่อยู่เลยหัวเราะมาว่า "คติธรรมแยบยล น่าคิดมาก ขอถามว่าท่านเป็นพระวัดไหน มีชื่อว่าอะไร" จี้เตียนว่า "อาตมาเป็นพระเลขาวัดเจิ่นฉือ มีชื่อว่าเต้าจี้" ผู้กำกับหวังดีใจมาก กล่าวว่า "ที่แท้ ก็คือพระที่เขียนใบประกาศจนดังไปถึงพระกรรณ ชื่อเสียงไม่มีใครปาน ขอเชิญโปรดลุกขึ้น" มาทักทายกันใหม่ เสร็จแล้วก็เชิญเข้าห้องชั้นใน สั่งให้จัดสุรามาเลี้ยงกัน ผู้กำกับก็เฝ้าเลี้ยงรับรองทั้งสองดื่มกันจนสนิทสนม แล้วจี้เตียนจึงว่า "ที่วัดอาตมาถูกอัคคีภัย ตอนนี้ได้พระองค์ท่านกับขุนนางช่วยเหลือจนก่อสร้างเสร็จ เหลือแต่ภาพบนผนังระเบียงทั้งสองข้างที่ยังไม่เสร็จ อยากขอร้องให้ใต้เท้าช่วยเหลือ" ผู้กำกับว่า "ข้าพเจ้ารับหน้าที่ไม่นาน กลัวว่าจะไม่สามารถช่วยเหลือได้มาก แต่เมื่ออาจารย์จี้มาแล้วก็ต้องช่วยเหลือ เป็นเพราะมืดค่ำแล้วก็ขอให้ค้างคืนเลย ไว้พรุ่งนี้ค่อยตระเตรียมเงินสักสามพันช่าง เรียกคนให้ไปถวายถึงวัดเจิ่นฉือ" จี้เตียนก็ขอบคุณผู้กำกับ เมื่อกลับถึงวัดไม่รู้ว่าเรื่องต่อไปเป็นอย่างไร

อธิบายท้ายบท โดยพระอรหันต์จี้กง

         1. อาตมาต้องการให้เจ้าอาวาสเชื่อถือ พอเมาแล้วก็เขียนใบประกาศ เจ้าอาวาสเห็นแล้วชอบใจใหญ่กล่าวชมว่า "เป็นบทความชั้นเอก มิใช่ธรรมดา" เมื่อเขียนเสร็จ เอาแขวนไว้หน้าประตูวัด ให้คนเดินผ่านไปมาได้เห็นจะได้เกิดศรัทธาบริจาค เพื่อจะได้ก่อสร้างวัดใหม่ หลังจากนั้นถึงแม้จะมีผู้เข้ามาบริจาคในแต่ละวัน ก็หาเพียงพอไม่เพราะยังไม่มีรายใหญ่สักราย อาตมาจึงว่า "อยากได้ผู้บริจาครายใหญ่ ต้องไม่น้อยกว่าเป็นพันเป็นหมื่นถึงพอ" ว่าแล้วก็เรียกคนให้คัดลอกใบประกาศอีกใบไว้รอ….. 

         2. แขวนใบประกาศได้เจ็ดวัน อาตมาก็แผ่อิทธิฤทธิ์ กลางคืนก็เข้าฝันขอบริจาคจากท่านอ๋อง คืนนั้นท่านอ๋องฝันว่าได้มาเที่ยวที่ทะเลสาบซีหูได้เห็นพระโพธิสัตว์ ได้เห็นวัดเจิ่นฉือเห็นใบประกาศหน้าวัดในประกาศมีข้อความว่า "ขอกราบยามประตูสวรรค์ ให้สงสารถึงพระกรรณเบื้องบน หวังคนหนึ่งศรัทธา หมื่นประชาร่วมแรง……" เพื่อให้ท่านอ๋อง (โอรสสวรรค์) ได้บำเพ็ญกุศล พอท่านอ๋องตื่นขึ้นจึงสั่งให้มหาดเล็กมาตามหา ก็พบว่าในความฝันนั้นมีจริง ท่านอ๋องทรงโสมนัสบริจาคเงินสามหมื่นชั่ง การแสดงอิทธิฤทธิ์ครั้งนี้ จี้เตียนต้องรู้ล่วงหน้าก่อนแล้ว จึงยอมเขียนใบประกาศเพื่อให้โอรสสวรรค์ได้ใกล้ชิดองค์พุทธะจะได้หยั่งรากพระโพธิสัตว์

         3. พวกข้าราชการ ขุนนางผู้ใหญ่ เมื่อเห็นท่านอ๋องประทานบริจาคถึงสามหมื่นชั่ง ต่างก็แย่งกันบริจาคเอาหน้า ทำให้ได้ปัจจัยเข้ามามากพอเพียงพวกพระสงฆ์ก็ดีใจ นั่นคือ 

         สูญเสียวัดเจิ่นฉือไป          เปลี่ยนมาได้เงินทอง 
ผ้าแพรแถมดอกไม้ทอง    
         ในหิมะกลับไม่มีฟืน

         4. เงินทองพร้อมขาดแต่ต้นซุงใหญ่ เจ้าอาวาสซ่ง ใจคอกลัดกลุ้ม ช่างก่อสร้างว่า "ถ้าต้องการต้นซุงใหญ่ ที่มณฑลเสฉวนถึงจะมี ถึงแม้จะซื้อได้แล้ว ก็ไม่มีรถบรรทุก ไม่มีมือกลจะทำอย่างไร" อาตมาว่า "หากมีจิตจะทำงาน เบื้องบนก็ช่วยเหลือ เสฉวนแม้จะไกลก็ยังอยู่บนโลก" นั่นคือ 

         ความศรัทธาสุดยอด          ทองในหินก็เอาได้ 
สุขาวดีแม้จะไกล                        บ้านอยู่ก็เป็นพระยูไล

         5. อาตมา ยอมที่จะไปหาไม้ถึงเสฉวน เมื่อดื่มให้เมาแล้วนอนไปสามวันค่อยกลับมา เจ้าอาวาสถามว่า "ไปไหนมา" ข้าฯ ว่า "ไปซื้อไม้" ถามอีก "อาจหาญชาญชัยเช่นนี้ โลภหวังได้หักเปอร์เซนต์หรือ หรือให้พ่อค้าซุงเลี้ยงเหล้า" จี้เตียนว่า "หักเปอร์เซนต์ไม่มีดื่มเหล้าละก็มีแต่ก็อาศัยเหล้าสำรอกหมดแล้ว อย่างนี้ไม่นับว่าคอรัปชั่น ทำให้เจ้าอาวาสหมดทางกำจัด 

         6. พูดจาเมามาย เมื่อตื่นขึ้นมากลับเป็นเรื่องจริง เรียกพวกซุงให้ร่องมาตามใต้ทะเล หน้าวัดมีบ่อหนึ่งเรียกว่า "บ่อจิตตื่น" บ่อนี้มีทางทะลุถึงทะเลฟังดูแล้วเป็นนิทานโกหก กายคนก็มี (บ่อจิตตื่น) ใต้ทะเลก็อยู่ที่ก้นมีปัสสาวะอุจจาระ ช่องทางที่สะดวกเช่นนี้ เป็นรากฐานของต้นซุงใหญ่ข้างบนเป็นต้นมังกร (กระดูกสันหลัง) ข้างใต้ติดต่อถึงยมโลก 

         พอจิตตกตื่น อสุจิไม่หลั่ง ปราณไม่แตกสลาย ก็สามารถสร้างเจดีย์เจ็ดชั้นได้ พอเพิ่มเติมไม้กี่ท่อน (กระดูกซี่โครง) ก็สำเร็จเรียบร้อย 

         7. ไม่มากก็ไม่น้อย ซุง 60-70 ท่อน พอเพียงก็หยุด ถึงแม้จะไม่ต้องซื้อก็ควรประหยัดโทรศัพท์สำนักงานใช้ให้น้อยหน่อย