Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
ประวัติพระอรหันต์จี้กง ตอนที่ 13 | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

ประวัติพระอรหันต์จี้กง ตอนที่ 13

332 Views

เจ้าอาวาสซ่ง ปิติยินดีในปริศนาธรรม จี้กงโกรธตีไหเหล้าแตก

           ภายหลังเพลิงสงบลงแล้ว ยังไม่พบเจ้าอาวาส พวกพระก็เที่ยวออกค้นหาไปทุกแห่งแต่ก็ไร้ร่องรอย จี้เตียนเห็นแล้วก็ได้แต่ยิ้มว่า "พวกเจ้านี้ช่างโง่เสียจริง ข้าพเจ้าก็ได้บอกแต่พวกท่านแล้วว่า เจ้าอาวาสขึ้นสวรรค์แล้ว วันนี้ท่านกลับคืนสู่เบื้องบนแล้วจะหาท่านพบได้ที่ไหน!" พวกพระไม่ยอมเชื่อต่างก็ว่า "มีเรื่องอย่างนั้นหรือ ถูกเผาตายแล้วหรือ ถ้างั้นก็ต้องมีกระดูกเหลืออยู่บ้าง" ว่าแล้วก็เรียกพวกพนักงานโรงครัวลองไปคุ้ยหาดูบริเวณห้องเจ้าอาวาสคุ้ยอยู่พักใหญ่ก็พลันพบก้อนอิฐสี่เหลี่ยมอยู่ก้อนหนึ่ง มีรอยหนังสืออยู่ด้วย พวกพระก็แย่งกันอ่านคำอำลาโลกแปดประโยคดังนี้ 

           ตลอดชีวิตไร้โลภเกียรติยศ 
สมบูรณ์ยกจีวรแต่สะดวกไป 
ขณะจิตธรรมเกิดขึ้นจากใจ 
ปริศนาธรรมไซร้เกิดขึ้นฐานลิ้น 
ร้อยพันหมื่นเคราะห์ปลอมไม่ปลอม 
หกสิบสามปีพร้อมจริงไม่จริง 
วันนี้ไร้นามขอไปภายในเงียบยิ่ง 
ที่หนานผิงไม่เหลือไว้สักสิ่ง

           พวกพระต่างดูกันกระจ่างจึงรู้ว่า ท่านเจ้าอาวาสเป็นอริยะสงฆ์ ได้อาศัยเหตุการณ์ครั้งนี้จากไป ทำให้รู้ความเป็นมาของจี้เตียนบ้าง จึงต่างไม่พูดพล่าม จากนั้นจึงปรึกษากับจี้เตียนว่าจะเอาพวกไม้ที่ยังเหลืออยู่ปลูกกระต๊อบไม่กี่หลังเพื่อพักพิงชั่วคราว จี้เตียนว่าดีแล้วก็เดินไปแถวโรงครัวถึงแม้ว่าอาคารจะถูกไฟไหม้ไปแต่ยังมีหม้อน้ำร้อนเหลืออยู่หม้อใหญ่ จี้เตียนจึงร้องบอกว่า " เรื่องอื่นไว้ทีหลัง ทีนี่มีน้ำร้อน ให้ทุกคนมาล้างหน้ากันก่อน พวกท่านอย่ากังวนเลย ข้าพเจ้าจะขับร้องเพลงให้ฟังเพื่อคลายความร้อนรนดีไหม?" 

           แล้วร้องว่า วัดเอ๋ยวัดเจิ่นฉือ ที่เลื่องลือก่อสร้างเงินมหาศาล แค่ประเดี๋ยวก็เผาวอดวายมลายทั้งตำหนักใหญ่และห้องระเบียง เหลือเพียงกองเถ้าสี่กองดุจวัชรา พสุธา พุทธะและสวรรค์เรียบว่างเหมือน ศาสนสถาน มีเหลือไว้บ้างไม่ขาดทุน คือหม้อน้ำอุ่นไว้ใช้กัน… 

           พวกพระสงฆ์ฟังแล้วก็หัวเราะลั่นว่า "ทุกข์กังวลในวันนี้ ก็มีแต่ท่านที่พิกล ทุกข์ของพวกเราไว้ก่อนไม่ต้องพูดถึง แต่ผู้ดูแลวัดสองคนที่ถูกจับไปเข้าขื่ออยู่บนสะพานฉางเฉียว ท่านต้องไปช่วยเขาก่อนดีกว่า" จี้เตียนว่า "เรื่องง่ายนิดเดียว" ว่าแล้วก็วิ่งไปที่สะพานฉางเฉียว ก็พบสองคนถูกเข้าขื่ออยู่ที่นั่นจึงยิ้มว่า "หัวของเจ้าทั้งสองโผล่พ้นแผ่นกระดานออกมาเหมือนวางตะเกียงบนหิ้ง" ทั้งสองพูดว่า " พี่ชายแสนดี !เราทั้งสองทรมานอยู่ที่นี่ท่านยังไม่มาช่วยเรา กลับมาหัวเราะเรา" จี้เตียนหัวเราะว่า " อดสักหน่อยต้องช่วยเจ้าแน่นอน!" พูดจบก็เลยไปยังบ้านขุนวังเหมา ขุนวังเหมาพบแล้วพูดว่า " ได้ข่าวเคราะห์ร้ายของวัดท่านแล้วคงลำบากมากนะ" จี้เตียนว่า " บ้านของสงฆ์มีแต่ตัว กินฟรีอยู่ฟรีไม่มีอะไรต้องลำบาก ที่ลำบากก็พวกอุปถัมภ์ต่างหาก เพราะต้องเดือดร้อนพวกเขาให้ช่วยสร้างใหม่ ตอนนี้มีสองคนถูกเขาขื่อบนสะพานฉางเฉียว นี่คือความทุกข์ร้อนเฉพาะหน้าขอท่านขุนวังโปรดเมตตาด้วย" ขุนวังว่า " ไม่ต้องรีบร้อน" เดี๋ยวข้าจะเขียนถึงนายอำเภอเซียว รับรองต้องปล่อยแน่ ขอท่านอยู่ดื่มสักแก้วสองแก้วแก้กลุ้มเสียก่อน" ว่าแล้วก็เรียกคนให้จัดเตียมเหล้าขึ้นมาแล้วดื่มเป็นเพื่อนจี้เตียนดื่มแล้วกล่าวว่า " ขอบคุณท่านขุนวังมีไมตรีจิตอย่างสูงที่รั้งให้อยู่ดื่มเหล้า แต่ข้าฯ เป็นห่วงพวกพระสงฆ์ทางโน้นเพราะไม่มีคนดูแลขอกลับไปดูๆพวกเขาหน่อย" ว่าแล้วก็จากท่านขุนวังไป

           พอมาถึงหน้าวัดก็เห็นผู้ดูแลวัดทั้งสองถูกปล่อยออกมาแล้ว ทั้งสองหันไปทางจี้เตียนแล้วว่า "ขอบคุณอาจารย์จี้กง" จี้เตียนว่า " ไม่ต้องขอบคุณหรอก แต่งูปราศจากหัวก็เลื่อยไม่ได้แน่ ทีวัดนี้ก็มีพระจำนวนมาก หากไม่มีเจ้าอาวาสคอยดูแลจะปกครองกันได้อย่างไร " หัวหน้าพระสงฆ์ว่า " พวกเรากำลังปรึกษากันอยู่ ไม่ทราบว่าท่านจะเชิญเจ้าอาวาสองค์ไหนให้มาจัดการที่วัดนี้" จี้เตียนว่า "ข้าพเจ้าคิดว่าคนอื่นมาก็ไม่ทันการณ์ นอกจากที่วัดเป้าเปิ่น แห่งเมืองผู่โจว ท่านซ่งเส้าหลินจึงค่อยได้เรื่องหน่อย" ผู้ดูแลวัดว่า " เจ้าอาวาสวัดนี้ดีแต่อายุมากแล้วกลัวจะไม่ยอมมา" จี้เตียนว่า " ต้องการเขามาก็คงไม่ยาก แต่ต้องซื้อเหล้ามาให้ดื่มให้สบายหน่อย" ผู้ดูแลว่า " เรื่องนี้เกี่ยวกับพวกเรา ตอนนี้ข้าวต้มก็กินกันยังไม่ค่อยอิ่มแล้วจะมีเงินที่ไหนมาซื้อเหล้าเลี้ยงท่าน หากท่านไม่ยอมเขียนหนังสือก็ให้พวกเราลองเขียนสักฉบับหนึ่งไปขอเชิญเป็นการส่วนรวม" จี้เตียนว่า " หากหนังสือส่วนรวมไปเชิญเขาแล้วไม่มาก็จะถูกข้าพเจ้าหัวเราะ ถ้าในวัดไม่มีเหล้าดื่ม ข้าพเจ้าก็จะไปหาเจ้ามือคนใหม่" ว่าแล้วก็เดินออกไป 

           ทางวัดได้ออกจดหมายทางการฉบับหนึ่งแล้วเรียกผู้เดินหนังสือให้นำไปยังวัดเป้าเปินที่เมืองผู่โจว เมื่อเข้าพบเจ้าอาวาสซ่งเส้าหลินแล้วถวายหนังสือ เจ้าอาวาสเห็นหนังสือแล้วว่า " ขอบคุณในความนับถือของเหล่าสงฆ์ ที่จริงควรรับแต่เพราะอาตมาอายุมากแล้วจะไปได้อย่างไร" ผู้เดินหนังสือก็อ้อนวอนหลายครั้งเจ้าอาวาสก็ขอตัวอย่างยากเย็น ในที่สุดผู้เดินหนังสือก็หมดปัญญาจึงกลับมาวัดแล้วรายงานถึงการไม่ยอมมาของเจ้าอาวาส เหล่าสงฆ์นิ่งเงียบไปแล้วเอ่ยว่า " เขาไม่ยอมมาจะทำอย่างไรดี" หัวหน้าสงฆ์ว่า " นอกจากซื้อเหล้าเลี้ยงจี้เตียน เรียกเขาเขียนหนังสือจะได้มีความหวัง" พวกพระไม่มีทางอื่นอีกจึงช่วยกันเรี่ยไรเงิน ซื้อเหล้ามาไหหนึ่ง แล้วเรียกคนไปตามหาจี้เตียนมา พอจี้เตียนพบเหล้าเข้าก็ไม่ว่าร่ำทำเพลง พอเหล้าเข้าปากก็ดื่มรวดเดียวติดต่อกันสิบชาม ดื่มเสียเพลินแล้วจึงถามว่า " พวกท่านหัวโล้นเหล่านี้ ปกติขี้เหนียวมาก ทำไมวันนี้จึงควักเงินเลี้ยงข้าพเจ้าคิดว่าคงเชิญเจ้าอาวาสซ่งไม่สำเร็จละซิต้องให้ข้าพเจ้าเขียนหนังสือไปเชิญใช่ไหมล่ะ" พวกพระยิ้มแล้วว่า "ใช่ วิ่งเปล่ามาหนึ่งรอบแล้วจึงต้องมาขอร้องท่าน" จี้เตียนว่า " กินเหล้าของพวกท่านแล้วต้องไม่ปฏิเสธแน่" ว่าแล้วก็เรียกเอาพู่กันกับที่ฝนหมึกมา แล้วเขียนหนังสือฉบับหนึ่งให้กับคนเดินทางหนังสือไป แล้วก็ดื่มต่อจนกระทั่งเมา กล่าวฝ่ายคนเดินหนังสือได้เกินทางทั้งคือนจนถึงผูโจวจนกระทั่งถึงวัดเป้าเปิ่น แล้วเข้าพบเจ้าอาวาส เจ้าอาวาสว่า " อาตมาก็ปฏิเสธท่านแล้วทำไมมาอีก" ผู้เดินหนังสือว่า " เลขาของวัดมีหนังสือจะถวาย" เจ้าอาวาสซ่งรับจดหมายแล้วเปิดดู หนังสือเขียนไว้ว่า 

           "การบำเพ็ญที่จุดธูปไหว้พระผ่านเวลาไปวัน ๆ เป็นอารมณ์ทางโลก การบุกเบิกสร้างสรรค์จึงนับว่าเป็นฝ่ามือผู้ศักดิ์สิทธิ์ ถึงแม้ทางโลกมีความสำเร็จ ก็ย่อมมีความเสื่อมเป็นธรรมดา แต่ทางสวรรค์ไม่มี ตายแล้วไม่คืนกลับ วัดเจิ่นเฉอไม่ประสพโชคน่าเศร้านัก พังพินาศสูญสลาย ที่น่าเศร้าใจเจ้าอาวาสเต๋ยฮุยอำลาชั่วชีวิต ธาตุทั้งสี่ว่างเปล่า ใต้ต้นมหาโพธิ์ สภาพการณ์อับเฉาโรยรา แว่วเสียงท่ามกลางปัญญา ลมแห่งศาสนาจักหนาวเหน็บ พระสงฆ์คืนกลับพระจันทร์เยือกเย็นไปๆมาๆเหมือนนกที่ หวาดผวา เมื่อคนจากไปป่าเขาก็วังเวง ทรุดโทรมเสื่อมถอย เหมือนเมฆถูกลมพัดให้ขาดสะบั้น เสียงกลองขาดหาย จักเชิดชูพระบารมีได้อย่างไร ปัจจัยทั้งสี่เริ่มลำบาก ความขายหน้าแห่งยูไลกำลังจะเผยให้เห็น อยากจะให้วัดเป็นสถานอันศักดิ์สิทธิ์ น่าเที่ยวน่าศึกษา จำต้องมีผู้มีบุญบารมีสูง ก็เห็นมีแต่ท่านอริยะสงฆ์เส้าหลินเท่านั้น ที่เจริญรอยตามพระสังฆปรินายกองค์ที่หก ให้บารมีที่แผ่ทั้งสิบทิศ เผยแพร่พระพุทธศาสนาให้มั่นคง เชิดชูสถาบันแห่งสงฆ์ โปรดอย่าได้ปฏิเสธที่หนทางไกล เป็นความตั้งใจของเหล่าสงฆ์ จึงได้ถวายหนังสือนี้มา ขอโปรดเป็นประมุขแห่งธรรมวนาลี หากพระคุณเจ้ายอมรับ แม้เศษกระเบื้องก็พลันเปล่งรัศมีทอง ให้ความเมตตา ดุจพุ่มไม้เขียวในดงหนามแหลม เป็นศักดิ์เป็นศรี เป็นความหวังแก่พวกข้าพเจ้าทั้งมวล จะไกลจะใกล้จะคอยฟังฝีไม้แจว โปรดอย่าปฏิเสธ เห็นแก่ความเหนื่อยยากน้ำหนึ่งใจเดียว ปัญญาดุจพระอาทิตย์เบื้องหน้า รู้แตกฉานดุจคำจารึกบนหน้าผาสูง ณ ชายเขาแห่งหนานผิงนี้ ปณิธานประหนึ่งแสงแห่งหลินอิ่งทั้งปวง เฝ้าหวังให้ท่านปรากฏกาย จักไม่เหนื่อยหน่ายแม้ถูกจูงไถเอย" 

           เจ้าอาวาสอ่านจบแล้วแสนจะดีใจเป็นอย่างยิ่งแล้วว่า "เลขาจี้ให้ความสำคัญก็คงต้องไปสักครา" แล้วก็บอกคนเดินหนังสือให้ไปรายงานเลขาจี้ว่า "ให้รอพบที่วัดอย่าออกไปไหนข้าจะไปก่อนสิ้นเดือน" คนเดินหนังสือขอบคุณแล้วกลับมารายงานแก่เหล่าสงฆ์ให้ดีใจ แล้วพูดกับจี้เตียนว่า " ท่านต้องไม่ไปไหน เกรงว่าเมื่อเจ้าอาวาสซึ่งมาจะไม่พบหน้าท่าน" จี้เตียนว่า "หากไม่ไปไหนก็ต้องมีเหล้ากิน" ว่าแล้วทำไม่รู้ไม่ชี้แล้วเดินหลีกไป 

           ผู้ควบคุมวัดปรึกษากับเหล่าสงฆ์ว่า "หากรั้งเขาอยู่จะหาเงินมาซื้อเหล้าทุกวันได้ที่ไหน! หากไม่รั้งเขาไว้ก็เกรงว่าเจ้าอาวาสมาถึงแล้วจะไม่พบหน้าเขา ก็จะไม่พอใจ" หัวหน้าสงฆ์ว่า "ข้าฯมีวิธียับยั้งเขาชั่วคราวเอาไหใหญ่ใบหนึ่งเอาน้ำใส่ให้เต็มแล้วเอาปูนยาปากให้แน่นแล้วบอกเขาว่าเป็นเหล้าชั้นดีที่ซื้อมา รอให้เจ้าอาวาสมาก่อนค่อยเปิดเลี้ยงท่าน พอเจ้าอาวาสมาแล้วเปิดเป็นน้ำก็คงหัวเราะเท่านั้น" ผู้ควบคุมวัดว่า "ยอด ยอด ยอด!" แล้วก็ให้คนไปตามมหาจี้เตียนกลับมา พูดกับเขาให้เข้าใจให้เจ้าอาวาสมาก่อนค่อยเปิดเลี้ยงเขา ขอให้เขาเบาใจสักหน่อย จี้เตียนว่า "หากเป็นเช่นนั้นก็เอามาก่อนค่อยเบาใจ" หัวหน้าสงฆ์ก็เรียกให้คนครัวให้ไปแบกไหมาวางไว้ข้างหน้า จี้เตียนว่า " หากยกออกมาแล้วเปิดออกมาให้ชิมหน่อย" หัวหน้าสงฆ์ว่า "เหล้านี้เป็นเหล้าใหม่ หากเปิดออกมาตอนนี้ไอจะระเหยกลายเป็นเหล้าไม่มีรส" จี้เตียนว่า "พูดถูก ไหนี้ก็พอข้าพเจ้ากิน" แล้วก็เรียกคนหามไปเก็บไว้แต่ละวันก็มองดูสองสามครั้ง 

           เวลาผ่านไปหลายวัน ก็มีคนรายงานข่าวว่าเจ้าอาวาสมาถึงแล้ว บรรดาสงฆ์รีบออกมาต้อนรับอยู่ไกลๆ แล้วก็รับเจ้าอาวาสมาพักที่ตำหนักชั่วคราว พอไหว้พระเสร็จแล้วก็เชิญเจ้าอาวาสมานั่ง แล้วก็รายงานเรื่องแต่ละเรื่องให้พิจารณา เจ้าอาวาสก็อยากจะพูดกับจี้เตียนจี้เตียนรีบบอกปัดว่า "มีธุระรีบพูดให้จบเรื่องธุระเสียก่อน" ว่าแล้วก็ผลุนผลันออกไป เรียกคนงานให้ไปหามไหเหล้าออกมา แล้วเอาอิฐก้อนหนึ่ง กะเทาะที่ปากไหแล้วก้มหัวลงไปดมดูกลิ่นก็ไม่ได้กลิ่นเหล้า เอาชามมารินดูครึ่งชามก็รู้ว่าเป็นน้ำเปล่าเกิดโกรธขึ้นมาในใจจึงคว้าก้อนอิฐมาทุบไหจนแตก น้ำกระจายนองพื้นพวกสงฆ์ที่อยู่ข้างๆต่างก็ป้องปากหัวเราะ จี้เตียนเห็นแล้วยิ่งโกรธจัดแล้วด่าว่า "อ้ายพวกหัวโล้นกล้ามาเล่นตลกกับข้า" เจ้าอาวาสซ่งได้ยินดังนั้นโดยที่ไม่รู้เบื้องหน้าเบื้องหลังจึงถามไถ่ " เรื่องอะไรกัน" ผู้รับใช้ว่า "อาจารย์จี้ต้องการดื่มเหล้าจนเกิดโมโห" เจ้าอาวาสว่า "จี้กงจะดื่มเหล้าทำไมไม่ไปซื้อสักขวดสองขวดมาเลี้ยงเขา" จี้เตียนได้ยินเจ้าอาวาสให้ไปซื้อเหล้ามาเลี้ยงก็เข้ามาข้างหน้าแล้วพูดว่า "พวกหัวโล้นเหล่านี้ไม่ยอมซื้อ พูดแต่ว่าไม่มีเงินมันน่าโมโหที่เอาน้ำมากรอกไหแล้วหลอกข้าพเจ้า แบบนี้มันไร้มารยาทน่าจะด่าหรือไม่ด่า" เจ้าอาวาสได้ยินว่าเอาน้ำแทนเหล้าก็อดไม่ได้ว่า "สมควรด่า แต่ ท่านอย่าไปยุ่งกับพวกเขาเลยข้าจะซื้อเหล้าเลี้ยงท่านเอง" จี้เตียนว่า "เจ้าอาวาสมาแต่ไกลข้าพเจ้าก็ยังไม่คุ้นเคยกับท่าน ไม่มีเหตุผลที่จะให้ท่านเสียเงิน" เจ้าอาวาสว่า "ข้ากับท่านอยู่บ้านเดียวกัน จะมาแบ่งเขาแบ่งเราถูกหรือ" สักครู่ก็เรียกให้คนไปซื้อเหล้ามา จี้เตียนขณะเปิดไหก็น้ำลายจะหกอยู่แล้ว ลำคอก็มีเสียงเอิ๊กอ๊าก ตอนนี้เหล้าก็อยู่ข้างหน้าจะทนอยู่ได้อย่างไรไหว ก็ไม่เกรงใจว่ายังอยู่ต่อหน้าเจ้าอาวาส จนดื่มต่อกัน7-8ชามจึงสบายใจ คิดถึงเรื่องครั้งก่อนก็หัวเราะขึ้นมาได้แล้วพูดกับเจ้าอาวาสว่า "ศิษย์ถูกพวกโล้นเหล่านี้หลอกเอา ตอนนี้คิดแล้วทั้งโกรธทั้งหัวเราะ จะแต่งกลอนสักสองตอนเพื่อแก้กลุ้ม และให้ท่านเจ้าอาวาสได้หัวเราะบ้าง" ว่าแล้วก็เรียกให้เอากระดาษมาเขียน เสร็จแล้วก็มอบให้เจ้าอาวาสดู 

           น้ำลายสอเต็มคอ       มัวหลงว่าไหทั้งใบมีเหล้าเต็ม 
หวังเพียงสามจอก                หวังหลอกให้น้ำลายหก 
คิดไม่ถึง                               จึงกลายเป็นของในซีหู 
อายพวกหมาหัวโล้น            ตะโกนแล้วน่าขายหน้า 
ขาดทุนป่นปี้                        ชามหนึ่งพึ่งหมดก็อีกชามหนึ่ง 
น้ำค้างถึงจะหวาน                มีหรืออย่างที่พอ 
มิใช่โลภกินขอ                     ทั้งหมดล้วนอาศัยการสัมผัสกับจิตวิญญาณ 
จะหนาวหรืออุ่น                   จัดแจงเองจะมีใครมาควบคุมหรือ

           เจ้าอาวาสอ่านแล้วหัวเราะไม่หยุดแล้วชมว่า "จี้กงมิเพียงความรู้ล้ำเลิศแถมยังเล่นละครเก่ง จากอดีตจนถึงปัจจุบันยังไม่มีใครเทียบได้ เอ้อ ข้าเพิ่งขึ้นมาถึงยังไม่ได้ถามรายละเอียด ไม่รู้ว่าวัดถูกไฟไหม้แล้ว ใบประกาศขอบริจาคได้ทำมาแขวนหรือยัง" จี้เตียนว่า "พวกโล้นเหล่านี้ต่างก็มุ่งหวังส่วนตนมีใครมาจัดแจงเรื่องนี้ ต้องขอให้เจ้าอาวาสมาเป็นประธาน" เจ้าอาวาสว่า "ถ้าหากยังไม่ทำ ก็จะสายเกินไปแล้ว วันนี้ก็ต้องอาศัยพู่กันของจี้กงอีกแล้ว" จี้เตียนว่า "เจ้าอาวาสมีคำสั่ง ไม่กล้าปฏิเสธแต่ถ้าไม่เมาใบประกาศก็ไม่สวย ขอให้เจ้าอาวาสเรียกผู้จัดการซื้อเหล้าอีกสักกาค่อยสบายหน่อย" เจ้าอาวาสว่า " เรื่องนี้ง่าย" ว่าแล้วก็เรียกคนไปซื้อเหล้ามาให้จี้เตียนดื่มอีก ไม่รู้ว่าทำแบบไหนต่อไป โปรดคอยติดตามคราวหน้า 

อธิบายท้ายบท โดยพระอรหันต์จี้กง

           1. ไฟไหม้วัดเจิ่นเฉอ เจ้าอาวาสถูกไฟเผาไปด้วย อายุได้ 63 ปี ในกองเพลิงก็ไม่เหลืออะไรซักอย่าง มาก็ว่างไปก็ว่างได้ฆ่าเชื้อโรคไปด้วย ประหยัดโรงศพด้วย 

           2. วัดถูกไฟไหม้ พวกพระถูกไฟครอกจนหัวหมุนหัวปั่น หาเจ้าอาวาสไม่พบ พบแต่คำพูดที่เหลือไว้ จึงรู้ว่า "ไต้ซือจากไป" ขณะเดียวกันจี้เตียนก็ร่าเริงในภัยพิบัติ ร้องเพลงให้พวกพระฟังว่า "ทุกอย่างราบเรียบเหลือแต่ กองเถ้าสี่กองดุจวัชรา พสุธาพุทธะดุจสวรรค์ราบเรียบเหมือน ศาสนสถาน…. มีเหลือไว้บ้างไม่ขาดทุน คือหม้อน้ำอุ่นได้ใช้กัน" อาฮ้า ทุกอย่างคืนสู่แผ่นดินบริสุทธิ์ น้ำเย็นเผาจนกลายเป็นน้ำร้อน ให้พวกพระได้ล้างความหลง ไม่ต้องให้พนักงานลำบากต้มน้ำร้อนให้ ทุกคนล้างจนสบายใจ! ทำไมพระจึงวิกลเช่นนี้ โปรดฟัง

           สำเร็จมลายไม่อยู่ที่         ดับคือโลภโกรธหลง
วัดสลายข้ายังอยู่                       ไม่ต้องตายก็เป็นพระศักดิ์สิทธ์

           3. เจ้าอาวาสจากไปแล้ว ก็ต้องเชิญระมุขมาจัดแจง ( วัดสลาย ที่ดินยังอยู่ ฟื้นจิตไหม้ไม่มลายจึงว่า วัดนี้ไม่ใช่วัด เพราะมีคนอยู่) พวกพระอยากเชิญเจ้าอาวาสวัดเป้าเปิ่นมา เจ้าอาวาสชราแล้วไม่อยากไปอยู่ที่อื่น ก็เลยให้อาตมาทำหนังสือกราบเชิญท่านมา แต่อาตมาขาดเหล้า ก็เขียนไม่ออก เหมือนเป็น 

           ไร้สุราทุกอย่างหยุด         ได้สักจอกทุกข์มลาย
แต่งหนังสือเชิญเจ้านาย             พู่กันเบาเป่าหูควาย

           4. ท่านเจ้าอาวาสถูกอาตมามอมเมาด้วยยวาจาจนสะเทือน จนต้องมาที่วัดเจิ่นฉือ ลองพิจารณาดู เป็นเพราะ "พวกพระเชิญไม่กระดิก จี้เตียนมือเหนือชั้น 

           5. พวกพระต้องการรั้งจี้เตียนไว้เพื่อรอให้เจ้าอาวาสมา จึงเอาน้ำทำเป็นเหล้า ( โดยใช้อุบาย เป็นอุบาย เพื่อให้พวกพระสบายใจ ) หลอกให้อาตมาดีใจเปล่า พอรู้ทีหลังโมโหใหญ่ ทุบไหแตกก็เหมือน ดอกไม้หล่นลงน้ำไหลสู่ตะวันออก เลยดีใจที่ให้เจ้าอาวาสมาได้ 

           ตีหม้อแตกจนถึงพื้น  ไหน้ำจืดไร้กลิ่นรส
จี้กงชอบของในจอก             เมาขึ้นระเบียงฟ้าโดดทะเล

6. จะสร้างวัดใหม่ ยังต้องให้จี้เตียนช่วย ฮาฮ้า! 

พระที่ดี  หมดทางช่วย  สวดมนต์ตีกลองเพื่อท้องอิ่ม 
พระจี้กง เดินเมาเป๋       ถือขวดร้องเพลงล้างไส้พุง 
คัมภีร์ดี  พระสูตรเก๊       ดูใครปัญญาดีทำสำเร็จเอย