Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
ประวัติพระอรหันต์จี้กง ตอนที่ 11 | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

ประวัติพระอรหันต์จี้กง ตอนที่ 11

555 Views

แก้สงฆ์โลภอยากฉันหน่อไม้

กระทบกับควายเหล็ก นายอำเภอทำโทษสน

         ไม่รู้เนื้อรู้ตัว จี้เตียนก็พักอยู่ที่วัดจี้หนิงเป็นเวลาถึงสองเดือน พอเห็นปฏิทินจะหมดปี อาจารย์ผู้บรรยายก็ยิ่งไม่อยากให้เขาจากไป จึงพูดว่า "ท่านรอให้ผ่านปีใหม่แล้วค่อยไปไม่ได้หรือไร" จี้เตียนก็ว่า "อย่างนั้นคงไม่ได้ เกรงเจ้าอาวาสจะสงสัยใหญ่" ว่าแล้วก็จะจากอาจารย์มาเมื่อถึงวัดเจิ่นฉือ ก็ตรงเข้าห้องเจ้าอาวาส นมัสการท่านเสร็จแล้วก็ว่า "ศิษย์กลับมาแล้ว" เจ้าอาวาสว่า "เจ้าทำไมไม่บอกให้ข้าได้รู้ก่อน ไปทีหนึ่งตั้งครึ่งปี ไปๆ มาๆ ตามสบาย คนอื่นเขาจะไม่หัวเราะข้าหรือ" จี้เตียนว่า "ศิษย์รู้ผิดแล้ว วันหลังมิกล้าทำอีก" จากนั้นก็อยู่ที่วัดเรื่อยมาจนเลยปีใหม่มาได้สองสามเดือน แต่ละวันก็สวดมนต์ไหว้พระตามเหล่าสงฆ์ทั้งหลาย

         เวลาผ่านเข้าปลายฤดูใบไม้ผลิ ท้องฟ้าปลอดโปร่ง จี้เตียนรู้สึกอยากจะออกไปเที่ยวเตร็ดเตร่อีก จึงมาเรียนท่านเจ้าอาวาสว่า "ศิษย์ไม่ได้ออกจากวัดนานแล้ว เหินห่างจากเพื่อนฝูงมานาน วันนี้อยากจะออกไปเยี่ยมเยียนบ้าง จึงเรียนมาให้ทราบ ขอให้ศิษย์ได้ออกไปเถิด" เจ้าอาวาสว่า "ก็จะปล่อยเจ้าไป แต่เอาแค่สองสามวันก็กลับมาก็แล้วกัน" จี้เตียนรับคำ แล้วจึงตรงไปยังเนินหมื่นสนที่บ้านขุนวังเหมา ขุนวังเหมาต้อนรับเข้าไปแล้วว่า "นับตั้งแต่องค์จักรพรรดินีเสด็จไปยังวัดท่าน เผลอประเดี๋ยวเดียวก็ครึ่งปีแล้ว วันนี้ท่านเล่นตลก หกคะเมนตีลังกาสร้างปริศนาธรรมข้าพเจ้าเป็นทุกข์แทนท่านมาก เกรงว่าจะเกิดเคราะห์ ไม่คิดว่าองค์จักรพรรดินีจะเกิดปัญญาแก้ปริศนาธรรมของท่านออก แถมยังชมเปาะตั้งหลายครั้ง" จี้เตียนว่า "เพราะตอนนั้นข้าพเจ้าเกิดอารมณ์วิกลจริต มิใช่มีปริศนาธรรมอะไรหรอก ขอบคุณคุณพระช่วยคุ้มครอง ไม่ต้องพบกับภัยเคราะห์ร้ายใหญ่ แถมยังสร้างตำหนักได้สำเร็จ วันนี้จึงมาเพื่อขอบคุณท่านโดยเฉพาะ" ขุนวังว่า "ท่านมาได้เหมาะ วันนี้คนสวนได้ขุดหน่อไม้ที่ปีนี้แทงยอดออกมาเป็นครั้งแรก ข้าพเจ้าคิดว่าเป็นผลิตผลแรกของปีจึงจะเอาไปถวายในวังครึ่งหนึ่ง ยังเหลืออีกครึ่งหนึ่งที่นี่ เดี๋ยวจะสั่งให้คนนำขึ้นมาให้ท่านได้ลองลิ้มรสว่าดีหรือไม่" จี้เตียนว่า "ดีน่ะดี แต่การเป็นพระเป็นสงฆ์ ถ้ารับประทานตอนนี้ ออกจะเหลือเกิน" ขุนวังว่า "หน่อไม้เป็นของเจ และก็ไม่ใช่ของมึนเมา ออกจะเหลือเกินตรงไหน" จี้เตียนว่า "ท่านขุนวังคงไม่รู้ว่าคนเขากล่าวกันว่า หนึ่งนิ้วสองนิ้วต้องเป็นของเจ้าขุนมูลนาย หนึ่งฟุตสองฟุตก็ชาวบ้านเขากินกัน หากพระสงฆ์จะฉันต้องรอให้สูงเท่ารั้ว ข้าพเจ้าเป็นพระสงฆ์ หากกินเสียเดี๋ยวนี้ จะไม่เหลือเกินหรือ" ทำให้ท่านขุนวังหัวเราะจนต้องลุกขึ้น ก็พอดีคนครัวปรุงหน่อไม้มาให้พร้อมกับเหล้าองุ่นสองกา จี้เตียนฉันรวดเดียวหมดไปครึ่งชาม แถมสุราอีกหลายชาม จนอารมณ์ครื้นเครง แล้วพูดว่า "ข้าพเจ้ารู้สึกละอายที่ท่านขุนวังมีน้ำใจสูงส่ง จึงมีโอกาสได้ลิ้มรสหน่อไม้ออกใหม่ แต่ท่านเจ้าอาวาสที่วัดข้าซิ แม้แต่ฝันก็ยังไม่เคย ข้าพเจ้าอยากจะเก็บสักสองสามชิ้นเอากลับไปให้ท่านได้ลองลิ้มชิมดู และเพื่อเป็นการแสดงน้ำใจของท่านขุนวังด้วย" ขุนวังว่า "ของที่เหลืออยู่เอาไปได้อย่างไร" ว่าแล้วก็เรียกคนครัวให้ไปปรุงมาอีกหนึ่งชาม แล้วใช่ใบบัวห่อให้ เสร็จแล้วก็ส่งให้ท่านจี้เตียนนำกลับไป

         พอมาถึงหน้าประตูวัด หัวหน้าสงฆ์ถามว่า "ห่อที่อยู่ในมือเป็นเนื้อสุนัขใช่ไหม จี้เตียนว่า "ไม่ใช่เนื้อสุนัข แต่ดีกว่าเนื้อสุนัขเสียอีก" ว่าแล้วก็ยกห่อโชยที่จมูกเขา แล้วพูดว่า "เจ้าลองทายดูซิว่าเป็นอะไร" หัวหน้าสงฆ์คิดว่าใช่ รีบเอาจมูกหลบห่างออกไป จี้เตียนก็ตรงเข้าไปยังห้องเจ้าอาวาส เจ้าอาวาสจึงถามว่า "วันนี้เจ้าพึ่งออกไปทำไมจึงรีบกลับมา" จี้เตียนว่า "เพราะขุนวังเหมารั้งให้อยู่กินหน่อไม้ใหม่ ผมเห็นว่ารสชาติสดใหม่ จึงขอมาได้หน่อหนึ่ง เพื่อให้ท่านได้ชิมดู ดังนั้นจึงไม่ได้ไปเถลไถลที่ไหนอีก" ว่าแล้วก็ให้เด็กรับใช้รีบไปนำชามมาหนึ่งใบแล้วก็ห่อใบบัวเทหน่อไม้ใส่จาน แล้วนำมาถวายเจ้าอาวาส เจ้าอาวาสว่า "ของแม้จะดีเลิศ แต่น้ำใจนั้นดีงามยิ่งกว่า" ว่าแล้วพรางเอาตะเกียบคีบมารับประทานพลางยกย่องว่า "รสชาติดีจริงๆ" เสร็จแล้วก็ให้ผู้รับใช้ในห้องนำไปแบ่งกันกิน ชั่วประเดี๋ยวเดียว รู้ถึงเหล่าสงฆ์ ต่างก็เข้ามาขอหน่อไม้กินบ้าง เจ้าอาวาสว่า "หน่อไม้นี้เจ้าจี้เตียนนำมาให้ข้าลอง มีแค่ท่อนเดียว จะแบ่งทุกคนได้อย่างไร" เรื่องนี้ไม่ใช่โทษเจ้าอาวาส แต่เป็นเพราะจี้เตียนทำไม่ถูก ธรรมขันธ์ย่อมเสมอภาค ตนเองได้กินหน่อไม้ใหม่แล้วนำมาให้เจ้าอาวาส ทำไมไม่บิณฑบาตแบ่งพวกเราบ้าง" จี้เตียนว่า "พวกท่านพูดคำว่าบิณฑบาตง่ายๆ หารู้ไม่ว่าการบิณฑบาตง่ายๆ หารู้ไม่ว่าการบิณฑบาตนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ข้าพเจ้าอยู่ที่บ้านขุนวังไม่รู้ต้องเจรจาไปกี่มมากน้อย ถึงจะได้ลิ้มรสถึงปาก พวกท่านนั่งอยู่เฉยๆ ก็คิดเพ้อฝันอยากกิน เอาเถอะ ! จะเอาหน่อไม้ใหม่นี้เป็นหัวข้อ หากพวกเจ้าสามารถแต่งกลอนได้ ข้าพเจ้าก็จะยอมลำบาก จะไปบิณฑบาตสักสองหาบมาเลี้ยงพวกเจ้า" เหล่าสงฆ์ได้ยินคำว่ากลอนต่างก็ไม่เสี่ยง ท่านเจ้าอาวาสว่า "พวกเขาจะแต่งกลอนได้อย่างไร ให้ข้าแต่งแทนพวกเขาก็แล้วกัน"

         หน่อไม้แรกโผล่เหมือนเขาวัวอ่อน 
ต้นอ่อนแรกโผล่เหมือนฟันน้ำนม
วนเก็บผักป่านึ่งข้าวหอม 
ยอดเยี่ยมยิ่งดั่งฟ้าเดือนยี่ 

         จี้เตียนว่า "ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยม ! แต่พวกท่านอยากจะกินหน่อไม้ทำไมต้องให้อาจารย์แต่งกลอนให้ แต่ตอนนี้อาจารย์ก็ช่วยแต่งกลอนแทนแล้ว ข้าพเจ้าก็จะไม่บอกปัด" ว่าแล้วก็หักนิ้วคำนวณนับ แล้วว่า "วันนี้คงไม่มีหน่อไม้ พรุ่งนี้ก็ยังคงไม่มีอีก ต้องรอจนถึงวันมะรืนนี้ แล้วจะนำมาให้พวกเจ้าสักสองหาบก็แล้วกัน" เจ้าอาวาสว่า "ของออกใหม่ๆ มีน้อย พอได้บ้างก็พอ ทำไมต้องเอาถึงหาบ" จี้เตียนว่า "รับรองว่ามีแน่ๆ" พูดแล้วก็หลบไป 
วันรุ่งขึ้น จี้เตียนก็ไปที่จวนขุนวังเหมา ขุนวังถามว่า "วันนี้ท่านมาอีก หรือคงเพราะสุราที่ดื่มเมื่อวานนี้ยังไม่หมดใช่ไหม" จี้เตียนว่า "มิใช่อยากดื่มสุรา แต่เป็นเพราะหน่อไม้ที่ขุนวังให้เมื่อวานนี้ พอกลับไปเจ้าอาวาสทานแล้ว พวกสงฆ์เห็นแล้วก็อยากจะทานบ้าง ต่างก็ขอร้องให้ข้าพเจ้ามาบิณฑบาต ข้าพเจ้าก็ทนความรบเร้าของพวกเขาไม่ได้ จึงตอบรับว่าจะมาขอให้สักสองหาบ ดังนั้นจึงมารบกวนท่านขุนวังอีก" ขุนวังหัวเราะว่า "สงฆ์อย่างท่านช่างไม่รู้เรื่องอะไร หน่อไม้เพิ่งจะโผล่ดินใหม่ๆ ก็เลยขุดมาให้ชิมดูเท่านั้น จะเอาอะไรตั้งหาบสองหาบ" จี้เตียนว่า "ขอเพียงรับบริจาค รับรองว่าในสวนกว้างนั้นพอมี หากขุนวังไม่เชื่อ เรียกชาวสวนมาถามดูก็จะรู้" ขุนวังก็เรียกคนสวนมาไต่ถามดูว่า "ในสวนมีหน่อไม้ออกมาใหม่ไหม" คนสวนว่า "ขอเรียนท่านขุนวัง เมื่อวานขุดหมดแล้วไม่เหลือแม้แต่นิ้ว แต่วันนี้ไปดู ทั้งสวนมีหน่อไม้ใหม่ๆ โผล่ดินมาเต็มสวนไปหมด ช่างน่าแปลกจริงๆ" ขุนวังทั้งตกใจและดีใจ จึงพูดกับจี้เตียนว่า "วันนี้เพิ่งจะโผล่ยอด ถ้าขุนขึ้นมาก็ได้น้อย เลี้ยงไว้อีกสักคืน พรุ่งนี้ก็ได้อีกเยอะ ก็พอเพียงแก่การบิณฑบาตสักครา" จี้เตียนว่า "ขอบคุณท่านขุนวัง อย่างนี้ก็ดี" ขุนวังจึงสั่งให้นำสุรามาร่วมดื่ม แล้วก็ขอให้ค้างแรมที่จวนนั้น พอเช้าวันรุ่งขึ้น ขุนวังกับจี้เตียนก็พากันเข้าสวน ก็เห็นพวกคนสวนกำลังขุดหน่อไม้ทั้งหมด รวมกันได้ห้าหาบ ขุนวังก็สั่งให้คนงานห้าคนหาบตามพระจี้กงไปยังวัด จี้เตียนขอบคุณขุนวังแล้วลากลับวัด พอมาถึงประตูวัด พวกสงฆ์แลเห็นเข้าต่างดีอกดีใจ รีบมาเรียนท่านเจ้าอาวาส เจ้าอาวาสจึงร้องว่า "จี้เตียนขลังไม่ใช่เล่น" ชั่วครู่จี้เตียนก็มาถึงพร้อมกับหน่อไม้ห้าหาบ เจ้าอาวาสสั่งให้รับหน่อไม้ แล้วให้นำเงินห้าร้อยอีแปะให้แก่คนทั้งห้าไป แล้วก็สั่งให้ปรุงหน่อไม้ พอเสร็จก็ร่วมฉันพร้อมกับพวกสงฆ์ พวกสงฆ์ต่างก็ดีใจ ฉันเสร็จแล้วก็แยกย้ายกันไป

         ผ่านไปไม่กี่วัน จี้เตียนฉุดคิดขึ้นได้ว่า ท่านเจ้าอาวาสเชียงแห่งวัดหลิงอิ่นได้ถึงแก่มรณภาพแล้ว ยังไม่ได้ไปงานศพ ทั้งยังได้ยินว่าพระอิ่งเที่ยหลิว (ควายเหล็ก) ได้เป็นเจ้าอาวาส ไม่รู้เป็นอย่างไรจึงตั้งใจจะไปดูสักหน่อย คิดแล้วก็ไปยังวัดหลิงอิ่น ถึงแล้วก็รอให้คนไปรายงาน เจ้าอาวาสคิดว่า "เขาเป็นคนวิกลจริต ถูกเจ้าอาวาสเชียงไล่ออกไป วันนี้ยังจะมาทำไมอีก หรือคิดถึงเรื่องเก่าๆ คิดจะมารบกวนหรือ อย่าไปสนเขาเลย" คิดแล้วก็สั่งให้ผู้ดูแลไปบอกว่าไม่รู้ จี้เตียนฟังแล้วก็หัวเราะ แล้วเดินไปยังหอตะวันตกเพื่อหาเสี่ยวซีถัง ปรากฏว่าไม่อยู่อีก จี้เตียนจึงถามหากับเด็กรับใช้ พลางขอยืมพู่กันกับที่ฝนหมึก แล้วเดินไปยังศาลาน้ำเย็นเขียนกลอนว่าเจ้าอาวาสดังนี้ 

         หลายร้อยปีวัดหลิงอิ่นนี้ 
ทำไงดีควายเหล็กกั้นคอกไว้
เท้ากับเป็นรูยากใช้ไถ 
จมูกไร้รูร้อยเชือกบ่ได้ 
ธรรมจักษุก็บอดเหมือนม้าล่อ 
ประตูวัดก็เหมือนประตูนรก 
ธารน้ำเย็นมีปลาไม่มีนก 
ทิ้งชื่อรกว่างไว้ในโลกา

เสร็จแล้วแต่งอีกบทหนึ่งว่าหอตะวันตก ดังนี้ 

         หอเล็กเล็กหน้าต่างเล็กเล็ก 
ห้องเล็กเล็กเตียงก็เล็กเล็ก
เข้าออกบ่าวเล็กเดินก้าวเล็ก 
จิตใจเล็กเล็กรับใช้หอเล็กเล็ก 

         พอเขียนเสร็จก็เอากลอนทั้งสองบทส่งให้เด็กรับใช้ แล้วก็กลับวัดเด็กรับใช้ไม่กล้าปิดบัง ก็เอามาถวายแก่เจ้าอาวาส เจ้าอาวาสโกรธจัดว่า "เจ้าจี้เตียนโอหังเขียนกลอนสองบท คิดว่าตนเองรู้จักขุนนาง จึงกล้าที่จะไร้มารยาทขนาดนี้ เหยียดหยามข้าดูถูกว่าข้าไม่สำเร็จ" คิดโกรธอยู่ครู่หนึ่ง จึงคิดกลอุบายได้ว่า จะไปพึ่งนายอำเภอหลินอันเพราะสนิทกับข้าดี ข้าจะเขียนจดหมายขอร้องให้เขาตัดสนทั้งสองข้างของวัดเจิ่นฉือเสีย ทำให้ทำเลฮวงจุ้ยของวัดเสียไป เจ้าอาวาสของเขาต้องรู้ว่าเขาเป็นต้นเหตุ ก็ต้องขับไล่เขาออกจากวัด เพื่อให้รู้ถึงความร้ายกาจของข้าบ้างคิดแล้วก็เขียนจดหมายถึงนายอำเภอเซียว 

         วันหนึ่งขณะที่เจ้าอาวาสเต๋อฮุยนั่งคุยอยู่กับจี้เตียนอยู่ ก็มียามประตูเข้ามารายงานว่า "แย่แล้ว! คาดเคราะห์มาถึงวัดแล้ว นายอำเภอหลินอันได้นำคนมาเป็นร้อยจะมาตัดสนสองข้างทางที่หน้าวัดทิ้ง !" เจ้าอาวาสพูดอย่างกังวลว่า "ต้นสนพวกนี้มีความเกี่ยวข้องกับฮวงจุ้ยของวัด หากถูกฟันทิ้ง ความหายนะของวัดนี้คงปรากฏให้เห็น จะทำไงดี" จี้เตียนว่า "ท่านเจ้าอาวาสโปรดเบาใจ ให้ศิษย์ไปพบเขาก่อน" เจ้าอาวาสว่า "ข้าได้ยินมาว่า เขาเป็นข้าราชการที่น่ากลัวมาก เจ้าต้องระมัดระวังตัวหน่อย ต้องไม่ยั่วให้เขาโกรธ มิฉะนั้นจะหมดหนทางแก้ไข" จี้เตียนว่า "อาจารย์วางใจ รับรองว่าไม่เป็นไร" ว่าแล้วก็เร่งรีบวิ่งออกนอกประตูวัดไป ทำความคารวะต่อนายอำเภอ แล้วว่า "ข้าพเจ้าคือเลขานุการวัดเจิ่นฉือชื่อเต้าจี้ ขอเข้าพบท่านใต้เท้าขอรับ" เจ้าคือจี้เตียนใช่ไหม" จี้เตียนว่า "ขอรับ" ใต้เท้าเซียวว่า "ได้ยินว่าเจ้าแต่งกลอนเสียดสีด่าคนเก่ง วันนี้ข้าจะมาทำโทษตัดสนหน้าวัดของเจ้า ดูว่าเจ้ากล้าแต่งกลอนดาข้าไหม" จี้เตียนว่า "น้ำเน่าย่อมเกิดหนอน คนมีที่ให้เสียดสีก็เสียดสี" ใต้เท้าเป็นผู้มีบุญบารมี ชาวบ้านต่างนับถือ ข้าพเจ้าสงฆ์ผู้น้อยไร้บารมี กล้าหรือจะเสียดสี ใต้เท้ามาเพื่อทำโทษต้นไม้ ผู้น้อยมิกล้ายุ่ง ขอกล่าวกลอนสักบท เพื่อขอชีวิตต้นหญ้าใบไม้ หวังใต้เท้าให้ความปราณี" ใต้เท้าเซียวว่า "ขอให้เจ้าจงกล่าวมาให้ข้าฟัง" จี้เตียนก็กล่าวออกไปว่า 

         ฉัตรสนสูงเทียมฟ้าเรียงซ้อนชั้น 
ความสัมพันธ์เกี่ยวก้อยพระภูเขา
เขียวขจีนับพันปีไม่อับเฉา 
ขวานจามเอาน่าสงสารหมดทางสู้ 
นอกหน้าต่างไร้เงาเต้นเห็นเพลินตา 
ที่ชายคาไร้เสียงลมพัดกระพือ 
ที่ทุกข์กระเรียนบินแต่เช้ามืด 
พอกลับคืนไร้รังที่เคยนอน

         นายอำเภอเซียวได้ฟังกลอนของจี้เตียนแล้ว ก็นิ่งอึ้งไป แล้วกล่าวว่า "ท่านนับว่าเป็นพระภิกษุที่มีความรู้สูง ข้าพเจ้าก็เข้าใจผิดฟังแต่คำผู้อื่นทำให้สร้างเวรกรรมหนัก" ว่าแล้วก็สั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาแยกย้ายกันไปแล้วก็หันกลับมาทำความคารวะจี้เตียน แล้วว่า "นับเป็นกลอนที่ดี ทุกคำล้วนสะเทือนใจคน ที่บริเวณนี้เป็นเนินเขาเขียวขจี อาคารซ่อนอยู่ในหมอกเมฆ มีบรรยากาศแห่งธรรมรส คิดอยากจะแต่งกลอนอีกบทหนึ่ง เพื่อข้าพเจ้าจะได้ศึกษา โปรดอย่าได้สงวนตัว" จี้เตียนฟังแล้ว ก็กล่าวเป็นกลอนออกมาว่า 

         หินขาวแลวาววับ           ต่อเหลื่อมรับความเขียวชอุ่ม 
เชียวชอุ่มที่ลึกลุ่ม                   ซ่อนเร้นกลุ่มกระท่อมวัดวา 
ชงชาต้อนรับแขก                   เพ็ญเดือนแปดดุจบ้านข้า 
หมอกเมฆเต็มตะกร้า              ออกเที่ยวหาสมุนไพร 
มหาภูตทั้งสี่                           ให้มีว่างไม่ต้องคิด 
ดอกไม้ถูกนกจิก                     กังขายิ้มแห่งพุทธะ 
พิณถูกลมพัดพา                    ปริศนาแห่งธรรมะ 
เช้านี้บังเอิญปะ                      ผู้เฒ่าตงป่อ (1) ในอดีต

         (1) ซูตงป่อ เป็นนักปราชญ์ และกวีนิพนธ์อันลือชื่อ 

         นายอำเภอเซียวฟังแล้วชมไม่ขาดปากว่า "อาจารย์เข้าใจซ่อนปัญญาธรรมะโดดเด่นปฏิบัติธรรมแท้ ข้าพเจ้าขอถวายกลอนสักบท" ดังนี้ 

         ไป่เป็นปุถุสงฆ์           คงอยู่ในโลกมนุษย์
แจ่มดั่งเพ็ญผ่องผุด           ใสดั่งน้ำแข็งไร้ราคี 
พอว่างคิดขยับ                   แต่งขับบทกลอนกวี
เปลี่ยนรูปลักษณี                เหลือไว้ในโลกทิพย์นภา 
จากดวงจิตสู่ฌาน               ใครถามหามีวิธี 
ใจสว่างจิตดี                       ไม่ถ่ายทอดประทีปญาณ 
เบื้องล่างตกสู่โลก               หลงความโกรธอันยาวนาน
วันนี้เกษมศานต์                  รู้หนทางสู่เบื้องบน

         จี้เตียนฟังแล้วขอบคุณตั้งหลายครั้งแล้วก็เชิญนายอำเภอเข้าวัดเพื่อเลี้ยงอาหารเจภายหลังอาหารแล้ว นายอำเภอก็ลากลับไป 

         ภายหลังนายอำเภอจากไปแล้ว เจ้าอาวาสก็กล่าวกับบรรดาสงฆ์ว่า "วันนี้หากไม่ใช่จี้เตียน สนพวกนี้คงไม่พ้นแน่" แล้วก็เรียกคนให้ไปตามหาจี้เตียนเพื่อขอขอบคุณ ใครจะรู้ว่าจี้เตียนได้ไหวตัวออกไปเดินเล่นเสียแล้ว เดินมาถึงสะพานฉางเฉียว ก็เห็นที่หน้าประตูร้านขายหมี่คุณตาหวัง มีหนังสืองานศพติดอยู่ก็ตกใจรีบสาวเท้าเข้าไป ก็เห็นคุณยายหวังนั่งร้องไห้อยู่ข้างโลงศพ พอเห็นจี้เตียนมาก็พูดว่า "คุณตายามปกติก็สนิทกับท่านวันมะรืนนี้จะเผา ขอให้ท่านเป็นผู้จุดไฟ เพื่อกล่าวคำอาลัย ให้เขาได้เกิดยังสุขาวดีตะวันตก คงได้เห็นความมีเยื่อใยของท่าน" จี้เตียนว่า "จะให้อาตมาจุดไฟก็ได้ ไว้ถึงวันมะรืนเสียก่อน" ว่าแล้วก็ออกไปนั่งเล่นบนสะพานฉางเฉียว ก็เห็นคนขายองุ่นชื่อเฉินอี๊ หาบกระจาดที่ว่างเปล่าผ่านมา เห็นจี้เตียนนั่งอยู่บนสะพาน จึงพูดว่า "อยากเชิญอาจารย์ดื่มสักกาก็ไม่มีโอกาส วันนี้นับว่ามีบุญสัมพันธ์ได้พบอาจารย์ว่างอยู่ ผมเองก็ไม่มีธุระ น่าจะไปดื่มกันคนละชามดีไหม" จี้เตียนว่า "ก็ดี ก็ดี" ทั้งสองเดินไปยังร้านเหล้า เฉินอี๊รีบเรียกให้มาบริการเหล้า จี้เตียนดื่มติดต่อกันหลายชามจนรู้สึกสบายใจ จึงมองหาทางเฉินอี๊แล้วกล่าวว่า "ขอบใจที่เลี้ยงข้าข้ามีเรื่องจะพูดกับเจ้า ไม่รู้ว่าเจ้าจะยอมฟังไหม" เฉินอี๊ว่า "อาจารย์ย่อมมีเรื่องดี ขอให้พูดมาเถอะ ผู้น้อยไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่ฟัง" ไม่รู้ว่าจี้เตียนจะกล่าวอะไร โปรดติดตามตอนหน้า 

อธิบายท้ายบท โดยพระอรหันต์จี้กง

         1. ขุนวังเหมาเชิญอาตมาฉันหน่อไม้ อาตมาพูดถึงเหตุผลให้ฟังว่า "หนึ่งนิ้วสองนิ้วต้องเป็นเจ้าขุนมูลนาย หนึ่งฟุตสองฟุตก็ชาวบ้านเขากินกัน หากพระสงฆ์จะฉันต้องรอให้สูงเท่ารั้ว" ตอนนั้นอาตมาอยู่ในสภาพสงฆ์ มิกล้าหวังลาภปาก หน่อไม้ที่โผล่ดินมาเพียงหนึ่งนิ้วสองนิ้วสมัยก่อนพวกเจ้านายจึงมีโอกาส พอหน่อไม้สูงเป็นฟุต ก็เป็นผักสำหรับชาวบ้าน กว่าจะถึงพระสงฆ์ก็มีแต่หน่อไม้แก่ๆ ขนาดสามารถนำมาทำรั้วบ้านได้ จึงสามารถกินได้ หมายความว่า "ผู้ออกบวชต้องกินของเหลือ กนพวกกากเดน จึงจะเป็นเนื้อนาบุญ หน่อไม้แก่ๆ ทำรั้วบ้านอิ่มท้องแทงไส้ เอามามุงหลังคาหลบลมหลบฝนได้ ยงหลบหนาวก็ได้อีก ราคาก็ถูก เป็นการบำเพ็ญบุญบารมีให้สูงขึ้น 

         2. หน่อไม้ใหม่รสอร่อย อาตมาคิดว่าเจ้าอาวาสไม่มีลาภปาก จึงนำไปถวายเพื่อแสดงความกตัญญูและจะได้มีโอกาสให้เหล่าสงฆ์ได้กินบ้างอาตมาก็ฝึกหัดเอาแบบอย่างพวกมด พอได้กลิ่นว่าที่ไหนมีอาหารก็จะบอกต่อๆ กันให้เพื่อรู้ แสดงทั้งความกตัญญูและซื่อสัตย์ 

         3. เหล่าสงฆ์ต้องกินหน่อไม้ เป็นการสิ้นเปลือง ลองฟังดู 
         หน่อไม้เป็นของแรกเกิด ถูกตามล่าเอาชีวิต กินมันทั้งยังอ่อนอยู่ ไม่มีโอกาสได้เติบโต สู้อยู่ในป่าลึกให้ฝนฟ้ากระหน่ำ เจ็บปวดร้องโอยๆ พอเติบ 
         ใหญ่ก็ยังถูกเขาตัดไปทำกระท่อม ก็สู้ถูกสงฆ์กลืนกิน จะได้ไปเกิดใหม่ยังแดนตะวันตก มีชีวิตยืนยาว เป็นเสาหลักแก่วิหารพระสัมมาสัมพุทธเจ้า 

         4. กินหน่อไม้แล้วมีเลือดลมแรง นึกถึงเจ้าอาวาสวัดหลิงอิ่นที่จากไปไม่ได้ไปส่งศพ แถมได้ข่าวว่าเจ้าอาวาสอิ่งเที่ยหลิว (ควายเหล็ก) เป็นเจ้าอาวาส จึงอยากไปดูสักครั้ง หารู้ไม่ว่าคุณธรรมจิตของอาตามพวกเขาก็รับไม่ได้ จึงหลบไม่พบหน้า อาตมาเลยอดทนไม่ไหวเลยแต่งกลอนว่าเขาบนกำแพง ยั่วจนอิ่งเที่ยหลิวคิดล้างแค้น คิดให้นายอำเภอเซียวมาทำลายฮวงจุ้ยของวัดโดยตัดสนหน้าวัดทิ้ง ทำให้เจ้าอาวาสกลัวจนใจหายใจคว่ำ โชคดีที่อาตมาแต่งกลอนตักเตือน จึงทำให้นายอำเภอยั้งมือแถมยังเกิดความสัมพันธ์อันดี นั่นคือ

         อยากทำลายฮวงจุ้ยวัด 
สนทั้งวัดไม่มีความผิด 
เจ้าควายเหล็กจิตหลงติด
จิตร้ายนักตกสู่ทางสามแพร่ง

         ผู้ที่ออกบวช เห็นเรื่องที่ไม่ชอบแล้วหาทางทำลายผู้อื่น ควรหยุดได้แล้ว 
         จิตใจคับแคบ เต็มไปด้วยธาตุไฟ แล้วพูดได้อย่างไรว่าเมตตา รังแกคนข้างนอก พูดทำไมว่าจี้กงปลอม พุทธจริง ดูพวกคนดีที่โกรธแค้นทำตามอำเภอใจ ทำให้อาตมานี้ลำบาก ตั้งแต่ต้นที่อาตมาถูกฆ่าตัดหัว หากวันนี้ยังจะตัดสนเพื่อล้างแค้นอีก บาปกรรม บาปกรรม ! 

อธิบายท้ายบท โดยพระอรหันต์จี้กง

         1. ขุนวังเหมาเชิญอาตมาฉันหน่อไม้ อาตมาพูดถึงเหตุผลให้ฟังว่า "หนึ่งนิ้วสองนิ้วต้องเป็นเจ้าขุนมูลนาย หนึ่งฟุตสองฟุตก็ชาวบ้านเขากินกัน หากพระสงฆ์จะฉันต้องรอให้สูงเท่ารั้ว" ตอนนั้นอาตมาอยู่ในสภาพสงฆ์ มิกล้าหวังลาภปาก หน่อไม้ที่โผล่ดินมาเพียงหนึ่งนิ้วสองนิ้วสมัยก่อนพวกเจ้านายจึงมีโอกาส พอหน่อไม้สูงเป็นฟุต ก็เป็นผักสำหรับชาวบ้าน กว่าจะถึงพระสงฆ์ก็มีแต่หน่อไม้แก่ๆ ขนาดสามารถนำมาทำรั้วบ้านได้ จึงสามารถกินได้ หมายความว่า "ผู้ออกบวชต้องกินของเหลือ กนพวกกากเดน จึงจะเป็นเนื้อนาบุญ หน่อไม้แก่ๆ ทำรั้วบ้านอิ่มท้องแทงไส้ เอามามุงหลังคาหลบลมหลบฝนได้ ยงหลบหนาวก็ได้อีก ราคาก็ถูก เป็นการบำเพ็ญบุญบารมีให้สูงขึ้น 

         2. หน่อไม้ใหม่รสอร่อย อาตมาคิดว่าเจ้าอาวาสไม่มีลาภปาก จึงนำไปถวายเพื่อแสดงความกตัญญูและจะได้มีโอกาสให้เหล่าสงฆ์ได้กินบ้างอาตมาก็ฝึกหัดเอาแบบอย่างพวกมด พอได้กลิ่นว่าที่ไหนมีอาหารก็จะบอกต่อๆ กันให้เพื่อรู้ แสดงทั้งความกตัญญูและซื่อสัตย์ 

         3. เหล่าสงฆ์ต้องกินหน่อไม้ เป็นการสิ้นเปลือง ลองฟังดู 
         หน่อไม้เป็นของแรกเกิด ถูกตามล่าเอาชีวิต กินมันทั้งยังอ่อนอยู่ ไม่มีโอกาสได้เติบโต สู้อยู่ในป่าลึกให้ฝนฟ้ากระหน่ำ เจ็บปวดร้องโอยๆ พอเติบ 
         ใหญ่ก็ยังถูกเขาตัดไปทำกระท่อม ก็สู้ถูกสงฆ์กลืนกิน จะได้ไปเกิดใหม่ยังแดนตะวันตก มีชีวิตยืนยาว เป็นเสาหลักแก่วิหารพระสัมมาสัมพุทธเจ้า 

         4. กินหน่อไม้แล้วมีเลือดลมแรง นึกถึงเจ้าอาวาสวัดหลิงอิ่นที่จากไปไม่ได้ไปส่งศพ แถมได้ข่าวว่าเจ้าอาวาสอิ่งเที่ยหลิว (ควายเหล็ก) เป็นเจ้าอาวาส จึงอยากไปดูสักครั้ง หารู้ไม่ว่าคุณธรรมจิตของอาตามพวกเขาก็รับไม่ได้ จึงหลบไม่พบหน้า อาตมาเลยอดทนไม่ไหวเลยแต่งกลอนว่าเขาบนกำแพง ยั่วจนอิ่งเที่ยหลิวคิดล้างแค้น คิดให้นายอำเภอเซียวมาทำลายฮวงจุ้ยของวัดโดยตัดสนหน้าวัดทิ้ง ทำให้เจ้าอาวาสกลัวจนใจหายใจคว่ำ โชคดีที่อาตมาแต่งกลอนตักเตือน จึงทำให้นายอำเภอยั้งมือแถมยังเกิดความสัมพันธ์อันดี นั่นคือ

         อยากทำลายฮวงจุ้ยวัด 
สนทั้งวัดไม่มีความผิด 
เจ้าควายเหล็กจิตหลงติด
จิตร้ายนักตกสู่ทางสามแพร่ง

         ผู้ที่ออกบวช เห็นเรื่องที่ไม่ชอบแล้วหาทางทำลายผู้อื่น ควรหยุดได้แล้ว 
         จิตใจคับแคบ เต็มไปด้วยธาตุไฟ แล้วพูดได้อย่างไรว่าเมตตา รังแกคนข้างนอก พูดทำไมว่าจี้กงปลอม พุทธจริง ดูพวกคนดีที่โกรธแค้นทำตามอำเภอใจ ทำให้อาตมานี้ลำบาก ตั้งแต่ต้นที่อาตมาถูกฆ่าตัดหัว หากวันนี้ยังจะตัดสนเพื่อล้างแค้นอีก บาปกรรม บาปกรรม !