Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
ประวัติพระอรหันต์จี้กง ตอนที่ 10 | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

ประวัติพระอรหันต์จี้กง ตอนที่ 10

330 Views

แสดงอภินิหาร พระจักรพรรดินีบริจาคทรัพย์

         หลังจากจี้เตียนโยนสมุดรับบริจาคทิ้งไว้ให้ขุนนางเหมาแล้ว ก็กลับไปยังวัด หัวหน้าสงฆ์ถามว่า "ท่านไปตั้งครึ่งวัน ไม่รู้ว่าได้มาสักแค่ไหน" จี้เตียนว่า "ส่วนใหญ่ได้แล้ว มะรืนนี้คงปิดบัญชีได้" หัวหน้าสงฆ์ว่า "วันนี้ยังไม่ได้สักอีแปะ แล้วมะรืนจะได้หรือ" จี้เตียนว่า "เรื่องของข้าพเจ้าท่านไม่ต้องห่วง" พูดจบก็เข้าสู่ห้องสมาธิไป หัวหน้าสงฆ์ก็ได้เล่าให้เจ้าอาวาสฟัง เจ้าอาวาสเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง พอวันรุ่งขึ้น พระทั้งหลายต่างก็มารุมถามว่า "ท่านจี้เตียนกำหนดไว้เองว่า สามวัน วันนี้ก็วันที่สองแล้ว ไม่เห็นออกไปเรี่ยไร คงพูดหลอกกินเหล้าแน่เลย" เจ้าอาวาสว่า "ถึงแม้จี้เตียนจะฟั่นเฟือนบ้าง แต่ตามเหตุผลแล้ว ก็ไม่น่าจะหลอกข้า รอให้ถึงพรุ่งนี้ก่อน ค่อยว่ากัน" 

         พอถึงวันที่สาม ท่านขุนวังเหมาเข้าเฝ้าที่วัง ได้พบนางกำนัลคนหนึ่งพูดกับเขาว่า "พระนางกำลังรอท่านอยู่" ท่านขุนนางเหมารีบติดตามนางกำนัลเข้าไปในวังแล้วว่า "ขอเข้าเฝ้าองค์พระจักรพรรดินี" พระจักรพรรดินีทรงตรัสว่า "เมื่อคืนประมาณยามสาม ข้าฝันว่าได้พบพระอรหันต์ รูปทองรูปหนึ่ง พูดกับข้าว่า ที่วัดเจิ่นฉือ ณ ทะเลสาบซีหู มีตำหนักโซ่วซันพู้ไฮ่กำลังทรรุดโทรมจะมาขอบริจาคจากข้าสามพันช่างเพื่อบูรณะขึ้นมาใหม่เขาว่าสมุดรับบริจาคอยู่ที่ท่านขุนวังเหมาแล้ว พอข้าตื่นขึ้นมา รู้สึกประหลาดใจ จึงเรียกนางกำนัลเข้ามาสอบถามดู เพื่อให้รู้ว่ามีเรื่องราวเช่นนี้ไหม" ขุนวังได้ฟังแล้ว รู้สึกตกใจแทบจะล้มลง คิดในใจว่า พระจี้กงมิใช่คนธรรมดา พร้อมกับกราบทูลว่า "สองวันก่อนมีเลขานุการวัดเจิ่นฉือพระจี้กงเอาสมุดรับบริจาคมาเล่มหนึ่ง ต้องการให้เกล้ากระหม่อมช่วยหาเงินบริจาคสามพันช่าง เกล้ากระหม่อมหาไม่ได้โดยทันที ไม่คิดว่าเขาจะแสดงอภินิหารมาขอบริจาคจากพระองค์" จักรพรรดินีทรงตรัสว่า "พระรูปนี้ปกติมีอะไรดี" ขุนวังว่า "ปกติก็ไม่เห็นมีอะไรดี มีแต่ฟั่นเฟือนเอาแต่ดื่มสุรา" จักรพรรดินีทรงตรัสว่า "กายแท้ไม่เผยรูป อย่างนี้นับว่าเป็นอริยเจ้า เมื่อเขามาบริจาค ในคลังของข้ามีเงินสำหรับเครื่องสำอางอยู่สามพันชั่งจะเสียสละให้ไปบูรณะ แต่พระอรหันต์องค์นี้ จะต้องให้พบหน้า ข้าจะมีคำสั่งให้เตรียมพร้อม รอให้ข้าได้ไปนมัสการพระที่วัดเจิ่นฉือก่อน แล้วขอพบหน้าสักหน่อย" ขุนวังรับคำสั่ง พร้อมทั้งเบิกเงินจากท้องพระคลังสามพันชั่ง แล้วสั่งให้นางกำนัลเตรียมเสด็จ ขุนวังก็ขี่ม้าตามมาข้างหลัง มุ่งหน้าสู่วัดเจิ่นฉือ 

         วันนี้จี้เตียนนั่งทำเป็นทองไม่รู้ร้อน หัวหน้าสงฆ์เห็นว่าท่าทางจะไม่ค่อยดี จึงเข้าไปถามว่า "ผู้อุปัฏฐากของท่านว่าอย่างไร" จี้เตียนว่า "เดี๋ยวก็มาถึง" หัวหน้าสงฆ์หัวเราะแล้วก็จากไป เวลาผ่านไปชั่วครู่ ยามหน้าประตูก็วิ่งถลันเข้ามารายงานว่า "ข้างนอกมีเจ้าหน้าที่จากสำนักราชวังมาแจ้งว่า พระจักรพรรดินีจะเสด็จมาไหว้พระที่วัด ขณะนี้ขบวนเสด็จอยู่ระหว่างทาง" เหล่าสงฆ์ตื่นตระหนกตกใจ เจ้าอาวาสรีบแต่งจีวร สวมหมวกพระแล้วรวบรวมเหล่าสงฆ์พามารับเสด็จนอกวัดก็พอดีราชรถมาถึง ภายหลังเสด็จเข้าโบสถ์แล้ว องค์จักรพรรดินีก็เริ่มจุดธูปนมัสการพระพุทธรูป เสด็จแล้วทรงประทับลงที่ประทับ แล้วจักรพรรดินีก็ทรงตรัสว่า "เมื่อคืนตอนประมาณสามยามข้าฝันเห็นอรหันต์กายทองรูปหนึ่งมาขอบริจาคสามพันช่างเพื่อบูรณะตำหนัก ในฝันนั้นข้าก็เอ่ยปากรับคำไปแล้ว ดังนั้นวันนี้ข้าจึงนำมาให้ด้วยตนเอง ขอให้ผู้รับหน้าที่มาตรวจรับเงินได้" เจ้าอาวาสพร้อมด้วยพระสงฆ์ทั้งหมดกล่าวอนุโมทนาในการบริจาค จักรพรรดินีตรัสว่า "การมาครั้งนี้นอกจากจะมาบริจาคทรัพย์แล้ว ต้องการมารู้จักพระอรหันต์ด้วย" เจ้าอาวาสทรงรายงานว่า "สงฆ์ผู้ยากไร้มีทั้งหมด 500 รูป ก็ล้วนเป็นปุถุชนที่เข้ามาบวช มิกล้ายกตนว่าเป็นพระอรหันต์ อวดอ้างต่อพระองค์" จักรพรรดินีตรัสว่า "อรหันต์มาสู่โลกมนุษย์จะไม่เผยให้ปรากฏ ท่านช่วยนำสงฆ์ทั้ง 500 รูปมาให้ข้าดูหน่อย ข้าสามารถดูออก" เจ้าอาวาสรับราชโองการ ให้สงฆ์ทั้งหมดเข้ามาในโบสถ์เพื่อถวายรูป แต่ละรูปต้องผ่านหน้าพระพักตร์องค์จักรพรรดินี ขณะนั้นจี้เตียนก็อยู่ในนั้นด้วย ขณะที่เดินผ่านหน้าพระพักตร์ องค์จักรพรรดินีเห็นเข้าก็ชี้ไปแล้วตรัสว่า "อรหันต์ในความฝัน ก็คือพระภิกษุรูปนี้ แต่ในความฝันเป็นรูปสีม่วงทอง รูปลักษณ์สง่างาม แต่วันนี้ทำไมจึงมีรูปพิกลอย่างนี้" จี้เตียนว่า "อาตมาวิกลจริตและยากไร้ มิใช่อรหันต์ ขอพระองค์อย่าได้จำคนผิดเลย" จักรพรรดินีตรัสว่า "ท่านอยู่ในโลกคลุกคลีกับปุถุชนอย่างสดใส ย่อมไม่ยอมรับแน่แท้ ก็ไม่เป็นไร แต่ท่านขอบริจาคไปสามพันชั่งแล้วจะตอบอย่างไร" จี้เตียนว่า "อาตมาเป็นสงฆ์ยากจน เป็นแต่เล่นตีลังกา ไม่มีอะไรจะตอบแทน ก็ขอให้พระองค์เรียนแบบอาตมา ลองตีลังกาดูบ้าง" พูดพลางก็ตีลังกาไป ขาทั้งสองข้างชี้ฟ้าพอหมุนกลับตัว เนื่องจากไม่ได้ใส่กางเกง สิ่งที่อยู่ข้างหน้าก็เผยออกมา พวกนางกำนัลในแลเห็นแล้วต่างเอามือป้องปากหัวเราะ ฝ่ายมหาดเล็กเห็นเขาไร้มารยาท ก็รีบรุดจะมาจับ แต่ไม่ทันเสียแล้ว ไม่รู้ว่าจี้เตียนล่องหนไปแห่งไหน เจ้าอาวาสและเหล่าสงฆ์ต่างประหวั่นพรั่นพรึงรีบคุกเข่าลงแล้วกล่าวว่า "พระรูปนี้มีความวิกลจริตอยู่ ขณะนี้อาการก็เกิดสำแดงขึ้น โทษควรถึงประหาร หวังว่าพระองค์จะทรงอภัย" จักรพรรดินีตรัสว่า "จะว่าสงฆ์รูปนี้วิกลจริตได้อย่างไร เขาเป็นพระอรหันต์โดยแท้จริง การกระทำเช่นนี้เป็นปริศนาธรรม บอกให้รู้ว่าชาติหน้าข้าจะได้เกิดเป็นชาย มิใช่เป็นการไร้มารยาทที่จริงควรเชิญเขามาให้เราได้นมัสการ แต่เขาก็หลบไปแล้วไม่ยอมมาแน่ก็ช่างเขาเถอะ" ตรัสเสร็จก็มีรับสั่งให้กลับวัง เจ้าอาวาสนำเหล่าสงฆ์ออกมาส่งเสด็จ เมื่อจักรพรรดินีเสด็จกลับไปแล้ว ก็เหมือนยกเอาก้อนหินออกจากอก จึงให้คนออกไปตามหาจี้เตียน ไม่พบแม้แต่เงา เจ้าอาวาสก็พูดกับเหล่าสงฆ์ว่า "จี้เตียนต้องการบูรณะตำหนักให้สำเร็จ จึงได้แสดงอภินิหารเช่นนี้ เป็นที่ประทับใจพระจักรพรรดินี ตอนนี้พระจักรพรรดินีก็ยกย่องให้เป็นอรหันต์ ดังนั้นจึงทำวิกลจริตเพื่ออำพรางคนทั้งหลายพวกเจ้าอย่าได้ดูแคลนเขาเป็นอันขาด" พวกสงฆ์ฟังแล้วจึงควรเชื่อถือ

         กล่าวถึงจี้เตียน พอออกจากประตูวัด ก็ไปยังทะเลสาบซีหู ไปช่วยเด็กๆ เก็บเหง้าบัว จากนั้นก็ไปสะพานสือหยวน เข้าไปในหมู่บ้านหวั้งสือเอี๋ยน พอมาถึงสะพานเจี้ยวฉาง เห็นคนมุงดูอะไรกันอยู่ จึงเบียดคนเข้าไปดู ที่แท้ก็เป็นคางคกตัวหนึ่ง ตายอยู่ในไหปัสสาวะ จี้เตียนจึงร้องว่า "ทุกข์จริง ! ทุกข์จริง ! เป็นการหมุนเวียนอีกรอบหนึ่ง" จึงเรียกคนให้หาไฟหาเศษไม้มาทำการเผา แล้วพูดว่า

         เจ้าคางคกลอยตุ๊บป่อง ยามมีชีวิตอยู่ก็บ้าคลั่ง ตายแล้วก็ยังดื้อดึงเมื่อตาบอดแยกเขี้ยวอย่างนี้แล้ว ทำไมไม่นั่งขัดสมาธิแล้วพนมมือรูปพุทธมีทั้งองค์ใหญ่และองค์เล็ก ของติดยึดอยู่ในรูปเรารูปเขา เพียงบรรลุก็ละกรรมเวรทั้งปวง เฮ้า ! 

         หญ้าเขียวข้างขอบสระหาไม่พบ เดือนราตรีกระจ่างเหนือดอกสาลี่ 

         เผาเสร็จแล้ว ก็พบว่ากลางอากาศมีกุมารน้อยเสื้อเขียวกำลังร้องเรียก "ขอบคุณท่านอาจารย์ที่ทรงเมตตา ข้าพเจ้าได้รับการหลุดพ้นแล้ว !" ชาวบ้านต่างเห็นกันชัดเจน ทั้งหมดต่างร้องสาธุ ขณะที่จี้เตียนกำลังจะหันตัวกลับ ก็มีเสียงเรียกมาจากทางด้านหลัง เป็นเสียงของสงฆ์รูปหนึ่งว่า "ผู้น้อยอยู่วัดจงจิน เป็นผู้รับใช้ท่านเจ้าอาวาสแห่งวัดหย่งซินทที่เขาอันเล้อคลองตะวันตก อยากจะพบกับท่านอาจารย์แต่ไม่มีบุญสัมพันธ์สักที วันนี้ได้พบท่าน โปรดได้ไปค้างที่วัดของผู้น้อยสัก 2-3 วันได้ไหม" ว่าแล้วจี้เตียนก็ตามสงฆ์รูปนั้นไปยังวัดหย่งซิน เจ้าอาวาสวัดหย่งซินดีใจใหญ่ เชิญไปที่ห้องเจ้าอาวาส พลางถวายน้ำชา ตระเตรียมเอาสุราออกมาต้อนรับ แล้วทั้งสามก็ดื่มด้วยกัน พอจี้เตียนเจอะสุราเข้าก็พอใจยิ่ง ดื่มกันทั้งคืน พอวันรุ่งขึ้น ก็ใช้ให้คนไปเชิญท่านฉีถี่เตียนที่โรงเจชิงชีมาร่วมด้วย ซึ่งฉีถี่เตียนก็คอสุราเช่นกัน ทั้งหมดจึงดื่มด้วยความครื้นเครง เวลาผ่านไปสงวันจี้เตียนก็ไปกับสงฆ์รูปนั้น ไปยังวัดจงจิน และก็ได้ดื่มกินกันไปแต่งกลอนกันไป เผลอแผล็บเดียว จี้เตียนวนเวียนไปๆ มาๆ ระหว่างวัดหย่งซินวัดจงจิน และโรงเจชิงชี 2-3 แห่งนี้ เวลาก็ผ่านไปถึงสี่เดือน ย่างเข้าต้นฤดูหนาว รู้สึกหนาวๆ ขึ้นมา จึงคิดได้ว่าตนเองนั้นออกมานานนักหนาแล้ว เห็นทีจะต้องกลับไปพบท่านเจ้าอาวาสสักหน่อย คิดแล้วก็จากคนทั้งสองมา ขณะเดินข้ามเนินหินคน ก็ได้พบพระชาวอินเดีย จึงถามขึ้นว่า "หลวงพี่ไปไหนมา" พระอินเดียตอบว่า "อย่าให้พูดเลย อาจารย์ผู้บรรยายของอาตมา ถูกขโมยยกเค้าไปเสียเกลี้ยงเมื่อคืน เลยใช้ให้อาตมาไปหาหมอเจิ้นที่ตลาดซีซี" จี้เตียนว่า "ถ้างั้นข้าพเจ้าต้องไปเยี่ยมเขาหน่อย" ว่าแล้วทั้งสองก็เดินลงเนินไป พอถึงวัดจี้หนิง อาจารย์ผู้บรรยายกำลังกระวนกระวาย พอเห็นหน้าจี้เตียน ก็รีบแสดงคารวะแล้วว่า "ทำไมไม่เห็นหน้าตั้งนาน" จี้เตียนว่า "วันนี้ก็กะว่าจะไม่มา แต่เพราะเห็นท่านเป็นทุกข์เพราะของหาย จึงมาปลอบโยนเป็นพิเศษ" อาจารย์บรรยายว่า "พระชราอย่างข้า ต่อสู้มาตลอดชีวิต ถึงตอนนี้ว่างเปล่า จะไม่ให้ข้าพเจ้าทุกข์ได้อย่างไร" จี้เตียนว่า "ผู้ออกบวชจะเอาทรัพย์ไปทำไม ให้เขาขโมยไปบ้างจะได้เบาใจ ข้าพเจ้าจะแต่งกลอนเพื่อให้ท่านได้ยิ้ม เป็นการคลายทุกข์ดีไหม" อาจารย์บรรยายว่า "หากท่านหวังดีเช่นนี้ ก็โปรดกล่าวให้ฟังเถิด" จี้เตียนว่า 

         ใบ้กินบอระเพ็ด           ขมจนเข็ดรู้แก่ใจ 
สาวไหมให้เรียบไว้               สู่หลุมพรางเครื่องเขานา 
นาปรังขาดน้ำแห้ง                เพราะแล้งฝนไม่โปรยมา 
สุสานเก่าโรยรา                    ร่างสงบถูกผีหลง 
วัวหายล้อมคอกคล้อง          ของถูกขโมยเกลี้ยงกา
ไข้หนักแล้วกินยา                 หาหมอมาก็สายไป
ปลูกไผ่ในกองเพลิง              มอดม้วยเป็นเถ้าเหลือใย 
มังกรเที่ยงคืนไซร้                จะหันหน้าสู่ตะวันตก 

         อาจารย์บรรยายหัวเราะว่า "ปริศนาสองซ้อน ฟังแล้วมีรสชาติตอนนี้ใจของข้าไม่สงบสุข ท่านอยู่ที่นี่สักเดือนสองเดือนช่วยคลายทุกข์ให้จะได้ไหม" จี้เตียนว่า "หากมีสุรา จะอยู่สักสองปีก็ได้" อาจารย์บรรยายว่า "อะไรก็ถูกขโมยไปหมด แต่สุรายังอยู่ กลัวแต่จะดื่มไม่ไหว" ทั้งสองมองดูกันแล้วหัวเราะลั่น ไม่รู้ว่าจี้เตียนจะเป็นอย่างไรต่อไป ติดตามในตอนต่อไป

อธิบายท้ายบท โดยพระอรหันต์จี้กง

         1.พระจักรพรรดนีฝันเห็นอรหันต์มาขอบริจาคเพื่อสร้างตำหนักพู้ไฮ่วันรุ่งขึ้นก็มีรับสั่งให้ขุนนางเหมาเพื่อบอกเรื่องนี้ ทำให้ขุนวังตระหนกตกใจ เมื่อได้ฟังเรื่องนี้จึงกล่าวว่า "ท่านจี้กงแสดงอภินิหาร สมุดรับบริจาคอยู่ที่บ้านกระหม่อม" จึงได้รู้ว่า "ท่านจี้กงพูดจาไม่เท็จ เป็นจริงทุกคำ ถึงจะทำตลก แต่ภายในมีปริศนา" 

         2.เมื่อพระจักรพรรดินีฟังความจากขุนวัง ก็รู้สึกตกใจคิดว่าจี้เตียนเป็นอริยบุคคลย่อมไม่เผยโฉม คงต้องไปที่วัดเจิ่นฉือเพื่อดูให้กระจ่างจึงบริจาคเงินใช้สำหรับเครื่องสำอางสามพันชั่ง ให้นำมาถึงวัดเจิ่นฉือพระจักรพรรดินีสละเงินแต่งตัว สร้างตำหนักพู้ไฮ่หนึ่งหลัง กุศลเหลือคณานับ ท่านเจ้าอาวาสและเหล่าสงฆ์พอได้ยินว่า องค์จักรพรรดินีมาก็ประหม่าจนมือไม้สั่น เพราะว่า

         "องค์พุทธะอยู่วัด          มือไม่ปัดไม่รู้สั่น 
ยศสูงกายสามัญ                    มีประโยชน์อันใดนั่น
มีสติเสือสิงห์                         ก็ยิ่งเหมือนยุงแมลงวัน 
ข้าฝึกฝนทุกวัน                      ฝ่ามือพุทธะยูไล"

         3.พระจักรพรรดินีฝันเห็นอรหันต์ เจ้าอาวาสว่า "สงฆ์ผู้ยากไร้มีทั้งหมด 500 รูป ก็ล้วนเป็นปุถุชนเข้ามาบวช มิกล้ายกย่องตนว่าเป็นพระอรหันต์ อวดอ้างต่อพระองค์" คำพูดเช่นนี้นับว่าสมที่เป็นผู้บำเพ็ญปัจจุบันมีผู้ยกตนว่าเป็นอาจารย์เป็นศาสดามีไม่น้อย มีจิตฟุ้งซ่านที่ยกตนเป็นครูอาจารย์ แถมยังอ้างว่าเป็นพุทธเทพองค์นั้นองค์นี้กลับชาติมาเกิด น่าจะหยุดได้แล้ว จี้เตียนว่า "พระจนๆ อย่างข้า มิใช่เป็นพระอรหันต์ ขอให้องค์จักรพรรดินีอย่าได้เข้าใจผิด" คำพูดอันนี้ก็เป็นการกลบเกลื่อนรูปลักษณ์จริง ไม่ต้องการเปิดเผย ผิดกับสมัยนี้ทั้งๆ ที่ไม่มีอภินิหารอย่างจี้เตียน ก็พอใจยินดีที่จะตั้งตนเองเป็นอาจารย์เป็นอรหันต์ แต่ก็ไม่มีใครกล้าบอกตัวเองว่าเป็นคนบ้าบอ พูดแต่ว่าตนเอง เป็นคนดีซื่อตรงแท้จริง แถมยังบอกว่าเป็นพระอรหันต์องค์นั้นองค์นี้กลับชาติมาเกิด ชาวบ้านต้องกราบไหว้เขา น่าหัวเราะยิ่งนัก !

         4.เพื่อที่จะตอบแทนองค์จักรพรรดินีที่บริจาคเงินสามพันช่าง จึงได้ตีลังกาเอาเท้าชี้ฟ้าอยู่ต่อหน้าพระพักตร์ พอตีลังกา ก็เผยโฉมรูปลักษณ์เดิมนั้นออก ทำให้สาวกำนัลในต่างขวยอายจนหน้าแดงก่ำ เจ้าอาวาสก็ตกใจกลัวคิดว่าชีวิตคงหาไม่แล้ว ที่เต้าจี้ทำงามหน้าต่อหน้าพระพักตร์เช่นนั้นดีที่พระองค์รับสั่งว่า "เขาเป็นอรหันต์แท้ (ของแท้) การกระทำเช่นนี้เพื่อแสดงให้รู้ว่า ชาติหน้าจะเกิดเป็นชาย เป็นปริศนาธรรม มิใช่ไร้มารยาท" ที่จริงจักรพรรดินีก็มีความเป็นมาเหมือนกัน แม้จะมีรากธรรมดีแต่เนื่องจากเป็นหญิง จึงหวังให้ชาติหน้าเกิดเป็นชาย จะได้องอาจผ่าเผยเผยโฉมแท้จริงได้ ไม่ต้องเอาแป้งปะหน้า สมเป็นชายชาตรี 

         5.คางคกตกในโถปัสสาวะ เป็นเพราะคิดจะกินเนื้อห่านฟ้า จึงพลาดท่าตกลงไป กลับไปสู่การเวียนว่ายตายเกิด จึงจุดไฟเผาให้ไปเกิดใหม่เมื่อไฟเผา ก็บังเกิดกุมารน้อยออกมา ดังนั้น ควรรู้ว่าสรรพสัตว์ล้วนมีวิญญาณ ขอตักเตือนชาวโลกอย่าได้ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเลย 
6.ที่วัดจี้หนิง อาจารย์บรรยายถูกยกเค้า จิตใจร้อนรน นับว่าเป็นพระสงฆ์ที่มีจิตไม่ว่าง ดังนั้น อาตมาจึงเพียรมาบอกให้เขาทำจิตให้ว่าง ฮะฮ่า ! ข้ามีคำสองคำจะพูด

(1) ที่มีก็น่าจะขโมยไป           ที่ไม่มีก็เหลือเอาไว้ 
ที่ว่างเหลือแต่องค์พุทธะ        คืนวันช่วยคลายเคราะห์

(2) มีคนก็มีธรรม                    ธรรมสามารถเกิดสรรพสิ่ง 

ทำไมต้องทุกข์กังวล              สบายใจปากคลายมุก

         อาจารย์บรรยายว่า "ของมมีค่าถูกขโมยไปหมด ยังมีสุราเหลือไว้จึงขอเชิญดื่มสักจอก" นั่นคือ

         นอกนั้นถูกขโมยไป           อมฤตอยู่ที่กาย 
ขโมยได้แต่ของนอกกาย            เจ้าของต้องทำจิตสงบ

         ฮะ ฮะ ! ขโมยไม่ได้ ขโมยไม่ได้