Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
ประวัติพระอรหันต์จี้กง ตอนที่ 9 | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

ประวัติพระอรหันต์จี้กง ตอนที่ 9

440 Views

หนีการถูกข่มเหงสู้วัดเจิ่นฉือ

           คืนนั้น จี้เตียนได้ค้างแรมที่วัด พอวันรุ่งขึ้น ก็เดินออกประตูวัดไปตลอดทางก็คิดรำพึงว่า "พวกโล้นรวมหัวกันออกกลอุบายขับไล่ข้าออกจากวัด ข้าขืนอยู่ต่อไป ก็คงไม่สบายใจแน่ เจ้าอาวาสเต๋อฮุยแห่งวัดเจิ่นฉือชอบพอกับข้าอยู่ หากไปอยู่กับเขา คงต้องรับเอาไว้แน่" เมื่อตั้งใจเช่นนั้นแล้ว ก็ตรงดิ่งไปยังวัดเจิ่นฉือ เข้าพบเจ้าอาวาส เจ้าอาวาสถามว่า "จี้กงท่านมาได้อย่างไร" จี้เตียนว่า "ความทุกข์ของศิษย์ คงพูดไม่จบในครั้งเดียว พวกพระที่วัดหลิงอิ่นไม่ถูกกับศิษย์ คิดจะขับไล่ศิษย์ออกจากวัดเมื่อวานก็มอมเหล้าศิษย์เสียเมา แล้วให้ศิษย์รับหน้าที่ไปหาเงินบริจาคศิษย์เผลอรับปากไป ตอนนี้ก็รู้สึกไม่มีหน้าจะกลับไปที่วัดอีก จึงหวังมาพึ่งท่าน ขอให้ท่านรับศิษย์ไว้ด้วย" เจ้าอาวาสว่า "รับไว้สิ ทำไมจะไม่รับ แต่เจ้าเป็นลูกหลานวัดหลิงอิ่น ยังไม่ได้เจรจากับทางโน้นเดี๋ยวจะผิดใจกัน รอให้ข้าเขียนหนังสือไปเตือนเขา ดูว่าเขามีความคิดเห็นอย่างไร ถึงตอนนั้นค่อยรับเจ้าไว้ เราทั้งสองฝ่ายจะได้ไม่มีเรื่องกัน" จี้เตียนว่า "อาจารย์มีความคิดดีเยี่ยม" คืนนั้นจี้เตียนก็อยู่ค้างแรมที่ห้องเจ้าอาวาสเป็นการชั่วคราว พอวันรุ่งขึ้น จึงเขียนจดหมายฉบับหนึ่ง ให้คนนำไปที่วัดหลิงอิ่น ไปมอบให้กับเจ้าอาวาส พอเจ้าอาวาสเปิดดู หนังสือนั้นเขียนว่า 

           ผู้น้องคูเต๋อฮุย เจ้าอาวาสวัดเจิ่นฉือ ณ เขาหนานผิง เรียนอาจารย์ผู้พี่ ท่านเชียนที่เคารพ 

           ด้วนขณะนี้ ท่านรับตำแหน่งใหม่ ดุจไม้ใหญ่ให้ความร่มเย็น ธรรมบารมีคุ้มครองฌานปัญญาเพิ่มพูน ขอแซ่ซ้องสรรเสริญ เนื่องจากจี้เตียน ได้มายังวัดข้าพเจ้าเมื่อวานนี้ เล่าว่าท่านกรุณาตั้งให้เป็นผู้หาเงินบริจาค เนื่องจากขณะนั้นเมาสุรา จึงต้องรับไป พอรู้ตัวก็รู้ว่าปฏิบัติไม่ได้ จึงรู้สึกขายหน้า ไม่กล้ากลับไป จึงได้เขียนหนังสือขอโปรดเมตตาพระขี้เหล้าผู้นี้ ซึ่งมักจะฟั่นเฟือนบ่อยๆ โปรดได้ระงับคำสั่งแต่งตั้ง โทษโปรดระงับไว้ภายหลัง ได้โปรดเห็นแก่ผู้น้องที่เบาปัญญา พรุ่งนี้จะส่งเขากลับคืน 

           เจ้าอาวาสเชียนโกรธจัดว่า "จี้เตียนรู้ตัวว่าไม่มีความสามารถ แล้วยังกล้าน้อมรับการคารวะจากข้าถึงสามครั้ง นับว่าไร้มารยาท วัดของข้าจะไม่เลี้ยงเขาแล้ว" ว่าแล้วก็เขียนต่อท้ายหนังสือว่า 

           พระเพี้ยนแบบนี้ อย่าส่งมาให้เหนื่อยยากเลย 

           แล้วไล่ให้ผู้ถือหนังสือนี้มา นำกลับไปรายงานเจ้าอาวาส เจ้าอาวาสเต๋อฮุยได้รับก็โกรธมาก กล่าวว่า "อ้ายนี่โหดมาก ! ข้าก็จะไม่สนใจมันทำไมช่างไร้มารยาทปานนี้ เขาตัดความสัมพันธ์ขนาดนี้ ข้าก็จะรับจี้เตียนเอาไว้ เจ้าต้องช่วยกู้หน้าฉันไว้ ข้าจะแต่งตั้งเจ้าเป็นเลขานุการ มีหน้าที่เขียนใบประกาศใบฎีกาทั้งหมด" จี้เตียนรับคำ ขอบคุณท่านเจ้าอาวาสว่าแล้วเจ้าอาวาสก็เข้าไปในห้องพระทำสมาธิ เรื่องก็จบลง 

           เวลาผ่านไปหลายเดือน วันหนึ่งจี้เตียนได้ออกไปนอกวัด เดินมาถึงเชิงสะพาน มาปะกับคุณตาหวังที่ขายหมี่ เห็นกำลังบดถั่วอยู่ พอเงยหน้าขึ้นแลเห็นจี้เตียน จึงร้องขึ้นว่า "จี้กง ทำไมไม่เห็นหน้าตั้งนาน" จี้เตียนว่า "พูดแล้วเรื่องยาว ดีใจที่ถูกขับจากวัดหลิงอิ่นมาอยู่วัดเจิ่นฉือ เลยได้มาอยู่ใกล้ท่าน" คุณตาหวังว่า "ตอนนี้เหมาะดี ค้าขายก็อย่างงั้นๆ ไม่มีธุระอะไร มาเล่นหมากรุกสักกระดานดีไหม" "ได้ซิ ได้ซิ ถ้าชนะก็เลี้ยงหมี่สักชาม ถ้าแพ้ ก็จะให้เขกกระบาลให้หัวโนสักลูกหนึ่งดีไหม" คุณตาหวังหัวเราะว่า "ก็ดี" ว่าแล้วก็ยกกระดานออกมาเล่น เล่นกันตั้ง 5-6 กระดาน ปรากฏว่า จี้เตียนแพ้อยู่หนึ่งกระดาน คุณตาหวังว่า "ผู้ออกบวชจะเขกกระบาลได้อย่างไร เอาเป็นว่าช่วยเขียนป้ายยี่ห้อสักแผ่นหนึ่งก็แล้วกัน" จี้เตียนว่า "มิใช่หลอกท่านนะ แต่ถ้าไม่กินเหล้า ก็เขียนไม่สวย" คุณตาหวังว่า "จะกินเหล้า ไม่ต้องรีบร้อนหรอก" ว่าแล้วก็เรียกเหล้าจากร้านเหล้ามาให้ จี้เตียนพอได้ดื่ม ก็ดื่มเสียสิบห้าสิบหกชาม แล้วจึงถามว่า "ท่านจะให้เขียนป้ายยี่ห้ออะไร" คุณตาหวังนำกระดาษมาชิ้นหนึ่งแล้วว่า "ก็ขายหมี่นะสิ" จี้เตียนยกพู่กันขึ้น เขียนออกมาสิบหกตัวอักษรความว่าดังนี้ 

           หมี่บ้านหวัง            ใสและละเอียด 
ทำจากถั่วเม็ดใหญ่            มีคุณค่า

           เมื่อคุณตาหวังได้ติดแผ่นป้ายนี้แล้ว กิจการก็เจริญรุ่งเรืองขึ้น หลังจากจี้เตียนผละจากคุณตาหวังมาแล้ว เกิดอยากเหล้าขึ้นมาอีก จึงเดินไปยังเนินเขาหมื่นสน เพื่อหาขุนวังเหมา เมื่อพบกับขุนวังเหมาแล้ว ขุนวังก็ถามว่า "ทำไมไม่มาหาตั้งนาน" จี้เตียนว่า "พูดหนเดียวก็ไม่จบ หลังจากถูกขับไล่ออกจากวัดหลิงอิ่นแล้ว ปัจจุบันเป็นเลขานุการวัดเจิ่นฉืองานการมีมาก จึงไม่ค่อยมีเวลามาหา" ขุนวังพูดต่อว่า "วันนี้อากาศค่อนข้างร้อน งานการก็ว่าง ท่านมาได้เหมาะ ขอเชิญไปนั่งยังสวนไผ่ ดื่มสุรากันให้สบาย จี้เตียนว่า "ท่านขุนวังมีเยื่อใยมาก จี้เตียนก็ไม่กล้าปฏิเสธ" ขุนวังเหมมาฟังแล้วก็หัวเราะชอบใจ ทั้งสองพากันไปนั่งยังสวนไผ่ บรรยากาศเป็นใจ ท่านแก้ว ข้าแก้ว ดื่มกันจนตะวันตกดิน ขุนวังเหมาก็เลยขอให้จี้เตียนค้างที่จวน ค้างติดต่อกันมาหกเจ็ดวัน จี้เตียนก็ขอลาจากแล้วก็เลยไปหาขุนวังเฉิน เมื่อพบกับขุนวังเฉินแล้ว ขุนวังเฉินจึงว่า "ได้ยินมาว่า ท่านอยู่ที่บ้านขุนวังเหมาตั้งหลายวันไม่ยอมมา ตอนนี้เมื่อมาแล้วก็ต้องอยู่ถึงห้าวันเจ็ดวัน จึงจะยอมปล่อยท่านไป" จี้เตียนหัวเราะว่า "ขอให้มีเหล้า อยู่สักปีก็ไม่เป็นไร" ขุนวังว่า "อย่างอื่นน่ะมีน้อย แต่เหล้าน่ะกลัวว่าท่านจะดื่มไม่หมด" ทั้งสองคุยไปหัวเราะไป ทั้งสองเริ่มดื่มกันตั้งแต่เช้า จนกระทั่งเมาถึงได้หยุด พอสร่างเมาก็ดื่มต่อ ติดต่อกันไป 3-4 วัน อยู่ๆ จี้เตียนก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ จึงพูดขึ้นว่า "เจ้าอาวาสกำลังดีต่อข้าพเจ้าเป็นพิเศษ ข้าพเจ้าเองก็ออกมาตั้ง 10 วันแล้ว ใจเขาคงสงสัยอยู่" ว่าแล้วก็ขอตัวลาจากขุนวังเฉินอย่างจำใจ รีบร้อนกลับวัด พอดีมาถึงข้างๆ สะพานยาว ก็พบคนงานที่วัดกำลังตามหาอยู่ว่า "ท่านไปที่ไหนตั้งครึ่งเดือน ทำให้ท่านเจ้าอาวาสเป็นกังวล พวกเราตามหาที่ไหนก็ไม่พบ รีบๆ ไปหาท่านเจ้าอาวาสเถิด จะได้หายกังวลไปบ้าง" จี้เตียนได้ยินแล้วก็รีบๆ เข้าไปยังห้องเจ้าอาวาส แล้วคุกเข่าต่อหน้าเจ้าอาวาสว่า "ศิษย์เหลวไหลไปหลายวัน สมควรมีโทษ ขออาจารย์โปรดเมตตา" เจ้าอาวาสว่า "ข้าได้กำชับเจ้าแล้ว เจ้าทำไมไม่แก้ไขความบกพร่องครั้งก่อน ช่วยบอกหน่อยว่าหลายวันมานี้เจ้าไปไหนมา หรือว่าไปเปรอะเปื้อนเสพกามา" จี้เตียนว่า "ศิษย์มิกล้าทำผิดเหมือนครั้งก่อน เป็นเพราะมิได้ออกไปนอกวัดหลายวัน ทำให้เหินห่างจากผู้รู้จักมักคุ้น ดังนั้น จึงไปที่เนินหมื่นสนพบว่าท่านขุนวังเหมามีน้ำใจดี จึงอยู่ค้าง 6-7 วัน แล้วท่านขุนวังเฉินก็ปรารถนาดีให้อยู่อีก 4-5 วัน จึงเถลไถลไปหลายวัน" เจ้าอาวาสว่า "หลอกลวง! พวกเขาเป็นขุนนางราชสำนัก เจ้าไปมาหาสู่กับพวกเขา พวกเขาทำไมนับถือเจ้าปานนั้น ครั้งก่อนเจ้าอาวาสให้เจ้ารับหน้าที่เป็นผู้หาเงินบริจาคแล้วทำไมเจ้าจึงปฏิเสธล่ะ" จี้เตียนว่า "การเป็นผู้หาเงินบริจาค ทำไมจะทำไม่ได้ แต่ไม่พอใจที่จะหาเงินมาให้พวกนั้นกิน หากพวกเขารักใคร่เหมือนท่านเจ้าอาวาส อย่าว่าหาแต่เท่านี้เลย วันหนึ่งจะเอาหมูสัก 10 ตัว ก็ยังหาได้" เจ้าอาวาสว่า "เจ้าอย่าเพิ่งโอ้อวด ในวัดนี้มีตำแหน่งโซ่วซันพู้ไฮ่ที่พังอยู่ หากได้เงินสักสามพันชั่ง ก็สามารถบูรณะขึ้นมาใหม่ได้เจ้าทำได้ไหม" จี้เตียนว่า "มิใช่ศิษย์จะโอ้อวด เงินแค่สามพันชั่ง ใช้เวลาแค่สามวันก็เสร็จเรียบร้อย แต่ต้องให้ข้าพเจ้าเมาสักมื้อหนึ่ง" เจ้าอาวาสหัวเราะว่า "หากเจ้ามีความสามารถ ภายในสามวันหากสามารถหาได้สามพันชั่ง ก็สมควรเลี้ยงเจ้า" ว่าแล้วก็สั่งให้ผู้ดูแลนำเหล้ามาเลี้ยง เจ้าอาวาสนั่งเป็นเพื่อนจี้เตียน จี้เตียนดื่มหนึ่งชามไม่พอ สองชามไม่หยุดดื่มจนเมาหนัก เจ้าอาวาสว่า "วันนี้ควรจะเปิดสมุดรับบริจาค แต่เจ้าเมาแล้ว พรุ่งนี้ค่อยเขียนเถอะ" จี้เตียนว่า "อาจารย์ไม่รู้ว่า ศิษย์ก็เหมือนหลี่ไท้ไป่(หลี่ไท้ไป่ เป็นนักกวีในสมัยราชวงศ์ถัง ยิ่งดื่มเหล้าบทกวีก็ยิ่งลึกล้ำ) เหล้ายิ่งมาก สำนวนโวหารยิ่งดี" ว่าแล้วก็เรียกเด็กรับใช้ให้ไปเอาพู่กันและที่ฝนหมึก กับสมุดรับบริจาคมา แล้วฝนน้ำหมึกเสียจนเข้มข้น จากนั้นก็เขียนว่า

           อันพุทธรัศมีแจ่มจรัสนิรันดร์ พระธรรมจักรขับเคลื่อนตลอดกาล ถึงธรรมจะรุ่งเรือง ผู้อยู่กลางฟ้าบางครั้งก็ต้องลงหยุดพัก อีกผู้ที่อยู่บนแผ่นดินก็ไม่เก่าไม่ใหม่

           เหลียวมองวัดเจิ่นฉือแห่งเขาหนานผิง อันเป็นศาสนาจักรแห่งแผ่นดินตะวันออก ได้รับความงามแห่งทะเลสาบซีหู เมื่อก่อนตำหนักวิหารตั้งตระหง่านสง่างาม เพิ่มความงามให้แก่ทิวทัศน์ เพราะประตูและกำแพงสูงใหญ่ เผยวงจักรเปลี่ยนทัศนียภาพ 

           ปัจจุบันตำหนักทรุดโทรม ตำหนักโซ่วซันพู้ไฮ่พังทลาย เกิดรกร้างว่างเปล่าเพราะขาดผู้อุปถัมภ์ ด้วยเหตุที่พระธรรมจักรไม่ขับเคลื่อนผู้พึ่งธรรมจักรจะราบรื่นได้ไฉน หากพุทธรัศมีแผ่รังสีได้ รัศมีแห่งสงฆ์ก็พลอยดีไปด้วย ด้วยแรงแห่งปณิธานอันกว้างใหญ่ โปรดแผ่เมตตาผู้บริจาคจักเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ที่ยิ่งใหญ่ การบูรณะต้องการงบประมาณสามพันเหรียญ บริจาคอย่างรื่นรมย์ ทั้งมนุษย์และสวรรค์ต่างลิงโลดความสำเร็จได้เร็วไว จากอดีตถึงปัจจุบันต่างมองด้วยความนับถือ ความศักดิ์สิทธิ์อยู่เบื้องบน ความรู้สึกติดต่อกันได้ ติดตัวไม่เสื่อมสลาย ตนเองเป็นผู้รับผลแห่งทานนั้น อย่าว่าไม่ใช่ความศรัทธา จิตนี้เชื่อถือได้ มิใช่พูดหลอกลวง องค์พุทธเป็นประจักษ์ 

           พอจี้เตียนเขียนเสร็จ เจ้าอาวาสอ่านแล้วดีใจมาก เพราะทุกๆ ประโยคซ่อนความหมายแห่งฌานปรัชญา พลางเรียกผู้ดูแลรินสุราให้จี้เตียน จี้เตียนก็ดื่มจนเมามากเลยเข้านอน 

           วันรุ่งขึ้น ก็เข้ามายังห้องเจ้าอาวาส แล้วพูดว่า "วันนี้ศิษย์จะออกไปหาบริจาค รับรองว่าภายในสามวันก็หาได้ครบ ขอให้อาจารย์วางใจอย่าได้ฟังความคนรอบข้าง" เจ้าอาวาสว่า "นี่เป็นจิตบุญแห่งพุทธะ ขอเพียงให้เจ้าศรัทธาไปหา มิได้กำหนดกี่วันก็ได้" จี้เตียนว่า "ไม่ได้ ไม่ได้ ขอเพียงแค่ 3 วัน" พูดจบก็คว้าสมุดเรี่ยไร แล้วเดินออกจากวัดไป ตรงไปยังเนินหมื่นสนที่จวนขุนวังเหมา ขุนวังเหมาถามว่า "ท่านจี้กงทำไมมาแต่เช้า" จี้เตียนว่า "เพราะมีธุระเรื่องหนึ่ง นอนไม่หลับ จึงรีบมาขอร้องท่านขุนวัง" ขุนวังว่า "ท่านมีเรื่องอะไรมาขอร้องข้า จึงมาแต่เช้าอย่างนี้" จี้เตียนว่า "ที่วัดของเราเดิมทีมีตำหนักโซ่วซันพู้ไฮ่ นานปีเกิดชำรุดทรุดโทรมตอนนี้ท่านเจ้าอาวาสเกิดอยากจะบูรณะขึ้นมา ให้ข้าพเจ้าหาบริจาคสักสามพันชั่ง คิดขึ้นมาว่า ข้าพเจ้าเป็นพระสติเฟื่อง จะไปหาได้ที่ไหน ดังนั้นจึงมาหาได้ที่นี่ เอาสมุดรับบริจาคมาให้ท่าน" ขุนวังว่า "ถึงแม้ข้าพเจ้าจะเป็นขุนนาง แต่ก็ไม่มีเงินถึงสามพันชั่งมาบริจาค เมื่อท่านมาขอบริจาคข้าพเจ้าก็ให้ได้ไม่กี่สิบชั่งเท่านั้น" จี้เตียนว่า "กี่สิบชั่งทำอะไรได้ หวังแรงจากท่านให้สำเร็จ" ขุนวังว่า "ถ้าท่านพูดเช่นนี้ ก็ขอเวลาสักเดือนเพื่อเก็บรวบรวม" จี้เตียนว่า "เจ้าอาวาสท่านกำหนดให้ข้าแค่สามวัน จะไปรอถึงเดือนสองเดือนได้อย่างไร" ท่านขุนวังเห็นเร่งด่วนอย่างนั้น ก็ถึงกับหัวเราะขึ้นว่า "ท่านนี่เพี้ยนจริงๆ เงินสามพันชั่งจะหาได้ทันทีที่ไหน" จี้เตียนว่า "พูดแต่ไม่มี ท่านรับสมุดไว้ก็แล้วกัน รับรองว่าท่านมีแน่" ว่าแล้วก็โยนสมุดลงบนโต๊ะ แล้วหมุนตัวเดินกลับ ขุนวังรีบเรียกคนตามไปแล้วเอาสมุดคืนให้ จี้เตียนรับแล้วก็โยนลงพื้นในห้องโถงแล้วว่า "ไม่เอาของท่านแล้ว ทำไมถึงตระหนี่เช่นนี้" พูดจบก็เดินลิ่วออกไป ขุนวังหยิบสมุดขึ้นมา รีบเรียกคนตามไป แต่ก็ไม่รู้ว่าไปทางไหน ขุนวังจึงสั่งยามที่ประตูว่า ตั้งแต่นี้ไป อย่าให้จี้เตียนเพี้ยนเข้ามา จะได้ยุ่งยากน้อยหน่อยไม่รู้ว่าจี้เตียนจะหาเงินสามพันชั่งได้อย่างไร ติดตามตอนต่อไป 

อธิบายท้ายบท โดยพระอรหันต์จี้กง

           1. ที่นั่นไม่ให้คนอยู่ ที่นี่ก็ไม่ให้คนอยู่ พระที่วัดหลิงอิ่นวางอุบายขับไล่อาตมาออกจากวัดเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศ ก็นับว่าเป็นเรื่องดี พุทธอยู่ที่จิต มิใช่อยู่ที่วัด ดังนั้นจึงเที่ยวเล่นเรื่อยมาจนถึงวัดเจิ่นฉือ นับว่าเจ้าอาวาสเต๋อฮุยมีบุญวาสนา 

           2. ผู้ออกบวชจิตว่างเสียเคยชิน ไม่เห็นพบมหาสัทธรรมอะไร เจ้าอาวาสเต๋อฮุยเห็นอาตมาออกไปแล้วเมาเหล้ากับมา ทำให้เกิดความกังวล ฮะ ฮะ ! นั่นคือ 

           ความกังวล        คือโพธิ 
การศึกษา                    ออกข้อสอบ 
อาจารย์เพิ่ม                 สติปัญญา 
พุทธจิต                       ไม่มีสูงต่ำ

           3. แม้ตำแหน่งผู้หาเงินบริจาคของวัดหลิงอิ่นจะเป็นไปไม่ได้ แต่ในที่สุดตำหนักโซ่วซันพู้ไฮ่ก็ต้องการให้อาตมาเป็นผู้สร้าง ดังนั้นจึงเขียนใบฎีกาสำนวนลึกซึ้ง ซึ่งใจพวกกุลบุตรกุลธิดา พูดเล่นว่าเงินสามพันชั่งจะหาได้ภายในสามวัน ดีที่อาจารย์ให้รางวัลสุราร้อน อันใบฎีกานี้จะแฝงโอวาทธรรมอันแยบยล ขอชาวโลกอย่าได้อ่านลวกๆ อ่านเพียงครั้งเดียว ควรอ่านสักหลายครั้ง ให้ดูใบฎีกาที่แท้จริง ยามดอกไม้กำลังยิ้ม

           4. คิดเอาเงินบริจาคจากขุนวังเหมาสามพันเหรียญ โดยกำหนดภายในสามวัน ทำให้ขุนนางร้อนรน จะหาเงินจากที่ไหน ชาวโลกเอย! อย่าพูดว่าไม่มีเงิน ตอนเจ็บป่วยใช้เงินเป็นหมื่นเป็นแสนตอนนั้นทำไมไม่พูดว่าไม่มีเงิน ถ้าไม่มีเงินชีวิตก็วายวอด อันเรื่องนี้ เพียงต้องการยืมมือขุนนางเหมา ไม่ได้ต้องการสักแดงเดียว ขอเพียงให้มีจิตศรัทธาก็พอแล้ว !