Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
ประวัติพระอรหันต์จี้กง ตอนที่ 8 | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

ประวัติพระอรหันต์จี้กง ตอนที่ 8

301 Views

ให้ทานผ้าแพรแก่ขอทานๆ สำนึกคุณ  

จี้กงถูกขับไล่โดยรับหน้าที่หาผู้อุปัฏฐาก

           คราวที่แล้ว กล่าวถึงจี้เตียนได้ไปค้างแรมที่บ้านนางหลิวเป่าโถวดูไม่สมควรยิ่ง ดังนั้นพอรุ่งเช้า จึงรีบออกจากบ้าน สู่ความหนาวเหน็บข้างนอก ท้องก็เริ่มหิว จึงคิดจะไปยังจวนขุนวังหวัง เพื่อขอรับประทานอาหารเช้า ว่าแล้วก็เดินลัดเลาะไปตามไหล่เขาหมื่นสน แล้วตัดผ่านหน้าบ้านขุนวังเฉิน ยามประตูเห็นท่านจี้กง จึงร้องเรียกให้หยุดแล้วว่า "ท่านอาจารย์ไปไหนมา ท่านขุนวังที่จวนคิดถึงท่าน ขอเชิญเข้ามาข้างในก่อน" ว่าแล้วก็กลีกุจอเข้าไปรายงานข้างใน ท่านขุนวังออกมาต้อนรับท่านจี้เตียนที่ห้องรับแขก เมื่อเห็นก็รีบเข้าทักทายถึงตัวจี้เตียนแล้วถามว่า "ทำไมไม่เห็นท่านนานเหลือเกิน" จี้เตียนว่า "ตั้งแต่ท่านอาจารย์เหยี่ยนมรณภาพไปแล้ว ก็ทนต่ออารมณ์ของพวกสงฆ์ไม่ไหว จึงกลับไปยังเทียนไถปีกว่า พอกลับมาก็คิดว่าจะมาเยี่ยม ก็ถูกท่านเจ้าอาวาสองค์ใหม่เข้มงวดกวดขัน จนเมื่อสามวันก่อน อาศัยเจ้าหน้าที่ห้องครัวเห็นใจ ให้ข้าพเจ้าได้ดื่มเหล้าสามชาม รู้สึกมีชีวิตชีวา ดังนั้นจึงหลบหลีกท่านเจ้าอาวาสออกมาข้างนอกได้สองวัน วันนี้จึงมาเยี่ยมท่านขุนวัง" ขุนวังว่า "ท่านออกมาจิตว่าง ท้องคงหิวแล้ว จะให้เขาทำน้ำแกงมาถวาย" จี้เตียนว่า "พระจนๆ ไม่อยากกินน้ำแกง" ขุนวังหัวเราะว่า "ไม่รับน้ำแกง คงคิดดื่มสุรา" จึงเรียกพนักงานให้จัดแจงหาสุรามาหลายโถจี้เตียนก็ไม่เกรงใจ ดื่มเอาๆ รวดเดียว 15-16 ชาม แล้วว่า "พอแล้ว พอแล้ว! ขอลาท่านขุนวังไปก่อนจะกลับวัดสักที" ขุนวังว่า "แม้ท้องจะอิ่มแล้ว แต่เห็นจีวรที่ท่านใส่ขาดรุ่งริ่งแถมยังโผล่ขาล่อนจ้อนให้เห็น ไม่กลัวหนาวหรือ" จี้เตียนว่า "หนาวก็หนาวอยู่ แต่ก็ช่างเถอะกายสังขารอันเหม็นเน่านี้ ปล่อยมันไปดีกว่า" ท่านขุนวังว่า "แม้ท่านอาจารย์จะพูดอย่างนี้ผมก็อดเป็นห่วงไม่ได้ ผมจะมอบผ้าแพรให้พับหนึ่ง พร้อมกับเงินสองชั่งเป็นค่าตัดเย็บ ท่านเอาไปทำจีวรใหม่ใส่" จี้เตียนว่า "พระสงฆ์จนๆ รูปหนึ่งใส่จีวรแพรอย่างดี ดูไม่เหมาะสมแต่เมื่อท่านมีกะใจ ก็จะไม่ปฏิเสธ ขอรับไว้" ขุนวังเรียกให้คนนำของมาถวายจี้เตียน จี้เตียนว่า "ได้รับความรักอย่างล้นเหลือจากท่านขุนวัง จะตอบแทนอะไรดี เอาเถอะ! ปีหน้าตอนต้นฤดูหนาว ที่จวนท่านจะมีเคราะห์หนัก ข้าพเจ้าจะขจัดปัดเป่าให้ก็แล้วกัน" ว่าแล้วก็ขอกระดาษและกล่องธูปจากขุนวัง บนกระดาษเขียนอะไรไว้ก็ไม่รู้ เขียนเสร็จก็ใส่ไว้ในกล่องธูปปิดผนึกให้เรียบร้อย แล้วนำไปให้ท่านขุนวังด้วยตนเองแล้วกล่าวว่า "ให้นำกล่องนี้ วางไว้ที่หน้าแท่นบูชา ถึงปีหน้าเมื่อเกิดเคราะห์ร้ายขึ้นก็ให้เปิดออกมาดู ทำตามหนังสือที่ให้ไว้รับรองปลอดภัย" ขณะนั้นท่านขุนวังมีความรู้สึกเชื่อบ้างไม่เชื่อบ้าง พอถึงปีหน้า ตอนต้นของฤดูหนาวท่านขุนวังล้มป่วย ที่หลังบวมเท่าถ้วยน้ำชา เจ็บปวดทรมานจนทนไม่ไหว ให้หมอมารักษาไม่รู้จักเท่าไรก็ไร้ผล ทันใดก็นึกถึงท่านจี้เตียนที่เขียนหนังสือใส่ไว้ในกล่องธูป จึงรีบนำมาเปิดดูกลับกลายเป็นใบสั่งยา ใช้สำหรับรักษาฝีที่หลัง ท่านขุนวังก็หายป่วยดุจดังได้ยาทิพย์ ได้ผลทันตา ถึงได้รู้ว่าท่านจี้เตียนเป็นพระสงฆ์ศักดิ์สิทธิ์ เรื่องราวขอหยุดเพียงเท่านี้ 

           กล่าวฝ่ายจี้เตียน เมื่อได้รับผ้าแพรและเงินสองชั่ง ก็อำลาท่านขุนวังเพื่อจะกลับวัด ขณะเดินจากเนินเขาหมื่นสน มองเห็นขอทาน 5-6 คน กำลังนอนหนาวอยู่ข้างทาง ร้องครางด้วยความหนาวเหน็บ จี้เตียนเห็นแล้วรู้สึกทนไม่ได้จึงว่า "ทุกข์แสนเข็ญ! ทุกข์แสนเข็ญ! คนอื่นเขาเกรงว่าข้าพเจ้าจะหนาวเหน็บ หารู้ไม่ว่ายังมีผู้หนาวเหน็บยิ่งกว่าข้าเสียอีกน่าสงสาร! น่าสงสาร!" จึงเดินเข้าไปใกล้ๆ แล้วถามว่า "พวกเจ้านอนหนาวอยู่ที่นี่ต้องการให้คนสงเคราะห์บ้างไหม" พวกขอทานพอได้ยินว่า "สงเคราะห์" ก็รีบตะกายลุกขึ้น พอเห็นว่าเป็นพระยากจนเนื้อตัวก็ขมุกขะมอม เทียบแล้วก็พอปานกันกับพวกเขา จึงระบายอารมณ์ออกมาได้คำหนึ่ง แล้วก็ล้มตัวลงนอนต่อไป จี้เตียนว่า "ข้าถามว่า พวกเจ้าต้องการให้สงเคราะห์บ้างไหม ทำไมมองดูข้าแค่นั้น ไม่เอ่ยสักคำแล้วล้มตัวลงนอน" พวกขอทานว่า "พวกเราทั้งหิวทั้งหนาวอย่างนี้ ทำไมจะไม่หวังการสงเคราะห์ล่ะ เรามองดูพระอย่างเจ้า จนตรอกไม่ต่างไปจากพวกเรา ยังจะพูดจาใหญ่โตอะไร" จี้เตียนว่า "ไม่สงสัยเลยว่าทำไมจึงต้องหนาวขนาดนี้ ที่แท้ก็เอาแต่ดูแคลนเขาท่าเดียว ข้าแม้จะเป็นพระยากจน แต่ก็ยังมีอุปัฏฐากให้ของแก่ข้า" ว่าแล้วก็จกของออกมาจากหน้าอกเป็นผ้าแพร แล้วล้วงเอาเงินออกมาจากแขนเสื้อ แล้วพูดว่า "นี่ไม่ใช่หรือ" พวกขอทานพอเห็นเข้า หูตาสว่างขึ้นมาทันที ลืมความหนาวไปสิ้นแต่ละคนรีบลุกขึ้น ห้อมล้อมตัวจี้เตียนเข้ามา "ท่านอาจารย์ ท่านเองก็ใส่เสียบาง ทำไมไม่เหลือไว้ทำจีวรให้แก่ตนเอง จะมาบริจาคให้แก่พวกเราหรือ" จี้เตียนว่า "หากข้าจะทำจีวรแล้ว ข้าจะเรียกพวกเจ้าทำไม แต่พวกผ้าแพรเหล่านี้ ไม่เหมาะกับพวกเจ้า ให้เอาไปเปลี่ยนกับร้านผ้าที่ตลาด แล้วแบ่งปันกันไปทำเสื้อผ้าก็แล้วกัน" พอกล่าวจบ ก็เอาทั้งผ้าและเงินให้แก่พวกขอทาน ตนเองก็รีบตรงไปวัดหลิงอิ่น พ วกขอทานต่างดีอกดีใจ ต่างกล่าวว่าเป็นพุทธเดินดินที่เป็นๆ ที่ได้โปรดช่วยเวไนยสัตว์ ว่าแล้วก็เข้าไปในเมืองเพื่อแลกผ้าโดยไม่พูดร่ำทำเพลง 

           เมื่อจี้เตียนมาถึงวัด กำลังจะเข้าประตู ก็พบกับพระหัวหน้าเข้า จึงถูกถามว่า "สองสามวันนี้ไม่เห็นหน้าเจ้า เจ้าอาวาสก็สอบถามอยู่ เจ้าไปอยู่เสียที่ไหน" จี้เตียนว่า "ข้าพเจ้าถูกท่านเจ้าอาวาสเข้มงวดจนทรมานจะแย่แล้ว ทนไม่ไหว จึงออกไปเดินเล่นนอกวัด จะบอกให้ฟังโดยไม่ปิดบังสองวันมานี้ก็กินเหล้าอยู่ที่ภัตตาคารเซินหยาง แล้วพักแรมที่ซ่องนางโลมถนนตัดใหม่" พระหัวหน้าพลันโกรธขึ้นมากล่าวว่า "พอแล้ว พอแล้ว เป็นพระแค่กินเหล้าก็ผิดศีลแล้ว แถมยังไปนอนที่ซ่องนางโลมอีก รีบไปที่ห้องเจ้าอาวาส ไปพูดกันให้กระจ่างจะได้ไม่เดือดร้อนมาถึงข้าตอนหลัง" ว่าแล้วก็ทั้งฉุดทั้งลากจี้เตียนไปยังห้องเจ้าอาวาส รายงานเจ้าอาวาสว่า "จี้เตียนไม่รักษาศีล ออกไปข้างนอกโดยพลการ กินเหล้านอนกับผู้หญิง ตามหลักต้องลงโทษ!" เจ้าอาวาสถามจี้เตียนว่า "มีเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นจริงหรือ" จี้เตียนว่า "เป็นเพียงหยอกล้อเล่นชั่วขณะหนึ่ง เป็นไรเล่า" เจ้าอาวาสว่า "เรื่องอื่นล้อเล่นได้ นอนกับนางโลมล้อเล่นได้อย่างไร" ว่าแล้วก็ให้ผู้รับคำสั่งทำโทษโบย 20 ที ผู้รับคำสั่งผลักให้จี้เตียนนอนลงบนพื้น ถลกจีวรขึ้น โดยไม่รู้ว่าจี้เตียนไม่ได้ใส่กางเกง พอถลกจีวรขึ้น สิ่งที่อยู่ตรงหน้าก็เผยออกมาให้เห็น ทำให้พระสงฆ์ป้องปากหัวเราะ เจ้าอาวาสเห็นเข้า จึงรีบถามพระหัวหน้าว่า "ศิษย์ผู้นี้ทำไมจึงไร้มารยาท ช่างไม่ค่อยรู้อะไรเลย" พระหัวหน้าว่า "เป็นเพราะเจ้าอาวาสองค์ก่อนปกป้องบอกว่าเขาวิกลจริต จึงปล่อยปละละเลยจนเคยชิน" เจ้าอาวาสว่า "หากเขาวิกลจริต ตีเขาก็ไร้ประโยชน์ ปล่อยเขาไปเถอะ" พอจี้เตียนถูกปล่อยก็กระโดดลุกขึ้น ออกจากห้องเจ้าอาวาสไป หัวเราะลั่นว่า "พวกเจ้าล้วนเป็นโล้นใจร้าย ลากเข้าไปหาเจ้าอาวาส หวังจะให้เจ้าอาวาสจะโบยข้า ดีที่เจ้าอาวาสมีเยื่อใย จึงไม่โบยข้า หมดสนุกเพราะถูกฉุด หากพวกเจ้าแน่จริง ก็ลองหกล้มแทนข้า ดูสักสามครั้งซิ" พวกพระว่า "เจ้าวิกลจริต ใครเขาจะปกป้องเจ้าล่ะ" จี้เตียนว่า "พวกเจ้าเป็นวัวเป็นควายเก่งแต่ปากเราะราน ตอนนี้กลัวข้าแล้วซิ"

           พวกพระต่างพร้อมใจกันไปปรึกษากับเจ้าอาวาส เพื่อขับไล่จี้เตียนออกจากวัด เจ้าอาวาสว่า "ถึงแม้เขาจะเพี้ยนๆ ไป แต่เป็นศิษย์ของเจ้าอาวาสองค์ก่อนที่ให้สืบทอดบาตรทำไม่ได้ ไม่มีเหตุผลพอจะไล่เขา" พระผู้ดูแลกล่าวว่า "ผมมีแผนการให้เขาอยู่ไม่ได้" เจ้าอาวาสถาม "แผนอะไร" พระผู้ดูแลว่า "ปีก่อนททางวัดมีเจ้าหน้าที่ออกไปขอบริจาคเพื่อนำมาแบ่งปันกันใช้ เพราะตำแหน่งนี้ลำบากจึงไม่มีใครยอมรับ ฉะนั้นจึงล้มเลิกไป ทำไมท่านเจ้าอาวาสไม่ตั้งให้เขาทำหน้าที่นี้ เรียกให้ไปขอบริจาคทุกๆ วัน หากเขาหามาไม่ได้ ก็จะขายหน้าไปเอง ไม่มีหน้าจะกลับมาวัดอีก" เจ้าอาวาสว่า "แผนการนี้แยบยล กลัวแต่ว่าเขาจะไม่ยอมรับหน้าที่นี้" พระผู้ดูแลว่า "อันนี้ไม่ยาก เขาชอบกินเหล้า เชิญให้เขากินจนอิ่มหนำ คงไม่กล้าปฏิเสธหน้าที่นี้" ว่าแล้วเจ้าอาวาสก็ให้ตระเตรียมสุรา แล้วให้คนเข้าไปตามหาจี้เตียนมา เมื่อจี้เตียนมาถึงห้องเจ้าอาวาส เจ้าอาวาสกล่าวว่า "พวกพระเขาซื้อเหล้ามาเลี้ยงเจ้า" จี้เตียนว่า "พวกพระกับข้าพเจ้าล้วนบาดหมางกัน วันนี้ทำไมจึงเกิด โพธิจิตจะเลี้ยงข้าพเจ้า ต้องมมีสาเหตุแน่ๆ ขอให้ท่านเจ้าอาวาสช่วยอธิบายให้กระจ่างหน่อยแล้วข้าพเจ้าค่อยดื่ม" เจ้าอาวาสว่า "ตอนที่ข้าพเจ้ามาบริหารงานที่นี่ใหม่ๆ ไม่รู้เรื่องราวเบื้องก่อน พวกพระบอกว่าเมื่อปีก่อน มีผู้รับหน้าที่ออกไปขอรับบริจาคเพื่อมาจุนเจือหมู่สงฆ์ ต่อมาไม่มีใครอาสา ดังนั้นความเป็นอยู่จึงฝืดเคือง ตอนนี้อยากตั้งอยู่รับหน้าที่นี้ ให้ไปขอรับบริจาคข้างนอกต้องการให้เจ้าช่วยเขียนใบฎีกา ดังนั้นพวกเขาจึงซื้อเหล้ามาเลี้ยงเจ้าไงล่ะ" จี้เตียนว่า "อย่างนี้ไม่ยาก จะได้กินให้สบายอารมณ์ ใบฎีกาจะเขียนได้สวย" เจ้าอาวาสว่า "ก็เอามาเลี้ยงเจ้า ขอให้กินให้เต็มที่" ว่าแล้วก็ให้เด็กวัดนำเหล้าออกมา เรียงไว้ต่อหน้าจี้เตียน พร้อมชามใบใหญ่ใบหนึ่ง จี้เตียนหัวเราะขอบใจว่า "ทุกวันต้องคอยหลบหลีกท่านเจ้าอาวาส รู้สึกไม่ปลอดโปร่ง วันนี้เจ้าอาวาสเลี้ยง ต้องกินให้ชื่นฉ่ำ" ว่าแล้วถือชามใบใหญ่ขึ้นมา ดื่มรวดเดียว 20-30 ชาม ก็ยังไม่ยอมยั้งมือเจ้าอาวาสว่า "เหล้ากินได้ แต่ต้องเขียนใบฎีกาด้วย อย่าให้เมาจนเสียเรื่องนะ" จี้เตียนว่า "ไม่ยาก ไม่ยาก เอาพู่กันและหมึกมาเขียนเสร็จแล้วค่อยกินต่อก็ได้" เด็กวัดจึงนำสมุดพู่กันและที่ฝนหมึก ช่วยกันฝนจนหมึกนี้ข้นๆ จี้เตียนก็ไม่ร่ำไร หยิบพู่กันขึ้นเขียนว่า 

           "สิ่งที่ชาวโลกเป็นกังวล คือความหนาวเหน็บและความหิวโหยอาหารและเครื่องนุ่งห่มเป็นปัจจัยแก่ชีวิต เสื้อผ้าชุดหนึ่งพอเพียงถึงหนึ่งปีหากไม่ได้ข้าวสักเม็ดตกถึงท้องจะทนสักครึ่งวันก็ไม่ไหว รูปกายสังขารคงแตกสลายหากขาดผู้อุปัฏฐาก เห็นทีต้องกินดินกันหิวหากขาดผู้การุณย์ การกินเจเรียบง่าย ขอเพียงได้ลิ้มรสเค็มๆ อย่างผักกาดดองก็เพียงพอที่จะมีแรงได้สวดมนต์ จะลาสิกขาบทก็เสียดาย จะซื้อหาก็ไม่มีเงิน จึงได้เขียนใบฎีกา เพื่อกราบเรียนมายังท่าน ไม่ขอเสื้อผ้าจีวร ขอเพียงผักกาดดอง แม้จะเป็นผักใบเหี่ยวเฉาก็เป็นใบโพธิ์ น้ำที่ฝาดขมก็เป็นน้ำทิพย์ โปรดให้ความเมตตาอย่าได้ตระหนี่ จะไม่เกิดมรรคผล น้ำทะเลอันมหาศาลเป็นเนื้อนาบุญ หากท่านได้เห็นถึงความลำเค็ญของหมู่สงฆ์ก็โปรดได้เผยแผ่ความใจดี อันค่าใช้จ่ายของวัดตกวันละประมาณ 30 เหรียญ มรรคผลก็เหลือคณานับ จักสมบูรณ์ไปทั่วทุกทิศ ที่กล่าวมานี้มิใช่เพ้อฝัน ขอให้มีศรัทธาบริจาคเทอญ" 

           พอเขียนจบ ก็ส่งให้ท่านเจ้าอาวาส เจ้าอาวาสเห็นแล้วชมว่า "วิเศษ วิเศษ!" เรียกเด็กให้นำเหล้ามาอีก จี้เตียนครึ้มอกครึ้มใจ เลยดื่มต่ออีกสิบชาม 

           ในขณะที่กำลังเพลินๆ เจ้าอาวาสพูดขึ้นว่า "ใบฎีกานี้เขียนได้ดีมาก ผู้อุปัฏฐากจึงหาได้ไม่ยาก อยากเชิญให้เจ้ารับหน้าที่ขอบริจาค" จี้เตียนว่า "ข้าพเจ้าเป็นผู้วิกลจริตจะเป็นได้อย่างไร" ผู้ดูแลวัดจึงสอดขึ้นว่า "หลวงพี่จี้กง เจ้าอาวาสไหว้วานท่าน ท่านจะปฏิเสธไม่ได้ ท่านรู้จักกับขุนนางราชสำนักตำหนักสิบหกและคหบดีมากมาย อย่าว่าเพียงวันละ 8 เหรียญเลย 80 เหรียญก็หามาได้" จี้เตียนว่า "ข้าราชการที่ข้าพเจ้ารู้จัก ก็เพียงหลอกเหล้ามากินเท่านั้นจะไปเขย่าเงินเขาออกมาได้อย่างไร" เจ้าอาวาสว่า "เจ้าก็ลองหาดูสักครึ่งปีสามเดือน แล้วข้าพเจ้าจะหาคนมาแทนเจ้า" ขณะนั้นจี้เตียนก็รู้สึกมึนงง จึงพูดว่า "ข้าพเจ้าได้ดื่มเหล้าของพวกท่านแล้วจึงปฏิเสธไม่ออก ก็ขอรับหน้าที่นี้ก็แล้วกัน" เจ้าอาวาสดีใจ จึงสั่งให้จุดธูปเทียน เอาอาสนะมาปู เพื่อคารวะจี้เตียนสามครั้ง จี้เตียนนำเอาสมุดรับเงิน แล้วเดินออกจากห้องเจ้าอาวาสคิดในใจว่า "ทำแบบนี้ เป็นกลอุบายอยากขับไล่เราออกจากวัด คงต้องเอาใบสุทธิ แล้วไปอยู่เสียที่อื่นดีกว่า" จึงกลับไปยังห้องเจ้าอาวาส รายงานเจ้าอาวาสว่า "การรับหน้าที่นี้ ต้องไปทุกหนแห่ง หากไม่มีใบสุทธิ ใครเขาจะรู้ว่าข้าพเจ้าเป็นพระจริง แล้วใครเขาจะกล้าให้เงินข้าพเจ้า" เจ้าอาวาสว่า "ถูกต้อง" แล้วสั่งให้ผู้คุมวัดไปเอาใบสุทธิมาให้ เมื่อจี้เตียนได้รับแล้วเห็นว่าฟ้ามืดสลัว จึงกลับเข้าห้องไปนอนคืนหนึ่ง นั่นคือ

           ค่ำเช้าจุดธูปขอพุทธะ 

พุทธะต่อหน้า กลับไม่เห็น

มิใช่ ฌานจิตขวากหนามเต็ม

เพราะเป็นโลภโกรธและอิจฉา

           ในที่สุด จี้เตียนก็ออกจากวัดเหตุการณ์จะเป็นไปอย่างไรคอยติดตามตอนต่อไป 

อธิบายท้ายบท โดยพระอรหันต์จี้กง

           1. ท่านขุนนางเฉินเห็นว่าท้องอาตมาอิ่ม แต่กลัวอาตมาจะหนาว จึงให้ผ้าแพรมาพับหนึ่งพร้อม เงินสองชั่ง เงินทองของนอกกาย ยิ่งมีน้อยยิ่งดี (ของภายในกายยิ่งมากยิ่งดี ไม่ต้องสงสัย เหล้าดีจึงเก็บไว้มากแต่ว่า มันก็เป็นเพียงเพื่อทดแทนจำนวนน้ำเท่านั้น ในสมัยโน้นยังไม่มีโคคา-โคล่า หรือน้ำซาสี่ มิฉะนั้นอาตมาก็คงไม่ถูกมองเป็นพระขี้เหล้าหรอก!) ก็เพราะยังมีพวกจี้กงน้อย (พวกขอทาน) ต้องการความช่วยเหลือ ก็เลยเหมือนยืมของขวัญไปให้คนอื่น เลยเอาของที่ขุนวังเฉินให้มา ให้เขาต่อเท่านั้น 

           2. ภายหลังกลับถึงวัด อาตมาก็รับว่า "ดื่มสุราที่ภัตตาคาร นอนที่บ้านนางโลม" ทำให้หมู่สงฆ์ตกใจทำให้เจ้าอาวาสลงโทษ โดยไม่ได้ตั้งใจอาตมาก็ได้เผยตัวตนที่แท้จริงอีก มันเป็น "รากแห่งความบริสุทธิ์" ทำให้พวกนั้นโกรธจนอายตนะทั้งหกเคลื่อนไหวใหญ่ วุ่นวายโกลาหลเกิดไฟไร้แสงขึ้น เพื่อเป็นการทดสอบพวกเขา จึงแกล้งทำฟั่นเฟือนแหย่จนพวกสงฆ์วุ่นวายจนลืมตถาคตอันมีค่า ควรเข้าใจว่า ทุกเรื่องกับอาตมาเกี่ยวข้องกันอย่างไร นั่นคือ 

           แต่ไรมาวัดวามีเรื่องบ่น

เต็มท้องคนไม่ลืมอมิตภะ

เรื่องสั้นสาวยาวลิ้นกักขฬะ 

สภาวะทะเลเรียบไร้คลื่นเอย

           3. เพราะไม่รู้ว่าจี้เตียนเป็นพุทธแท้ ปั่นป่วนกันจนพุทธภูมิเกิดมารทำให้พวกสงฆ์อยู่กันไม่สงบ จึงคิดอุบายขับไล่อาตมา เรียกให้อาตมาเป็นผู้ขอบริจาค เพื่อหาปัจจัยมาจุนเจือ เพื่อปากท้องอาตมาเองก็เกิดมึนงงขึ้นชั่วขณะ ก็เลยตอบรับ แต่ว่าได้กินเหล้าก่อน จึงเขียนใบฎีกาได้ดีเพื่อให้เวไนยได้เกิดกุศลจิต ได้บริจาคทรัพย์ขจัดความตระหนี่ หากพูดว่า "หลอกกินหลอกใช้" ก็ฟังน่าเกลียด ขอเชิญบริจาคเพื่อเลี้ยงพระ เป็นการสร้างบุญกุศลแก่ผู้อุปัฏฐาก นับว่าเป็นสิ่งที่ควรยินดีทุกคนก็สบาย 

           4. การขอบริจาค ต้องออกนอกวัด การให้อาตมาออกนอกวัดเพื่อหาข้าวกินมิใช่เป็นเพราะจะอาศัยสิ่งนี้เป็นการโปรดเวไนยเป็นเพราะหมู่สงฆ์ออกอุบาย เพื่อขับไล่อาตมาจนสำเร็จ อาตมาก็พลอยคล้อยตามอุบายจะได้ออกจากวัดอย่างสง่าผ่าเผย ดีไปทั้งสองอย่าง