Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
ประวัติพระอรหันต์จี้กง ตอนที่ 5 | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

ประวัติพระอรหันต์จี้กง ตอนที่ 5

574 Views

อภิญญาร้องเพลงโปรดผู้คน  ไม่ยึดติดล้มกระดานสู่นิพพาน

           จากตอนที่แล้ว กล่าวถึงฝ่ายเต้าจี้ เมื่อตีลังกาเผยถึงความดั้งเดิมให้เห็นพวกนั้นจึงไม่เรียกเต้าจี้อีกแล้ว กลับเรียกเขาว่าจี้เตียน ซึ่งจี้เตียนก็เกิดจากอักษรคำว่า “เตียน” (เพียน) ซึ่งก็เป็นรูปลักษณ์ที่แท้จริง จากนั้นมาไม่ว่าจะเป็นการกิน การนุ่งห่ม หรือแม้แต่การขับถ่าย ก็จะมีความเพี้ยนเจือปนอยู่สักสามส่วนสิบ เมื่อพวกนั้นเห็นเขาเข้าไปรบกวนในห้องนั่งสมาธิต่างก็มาแจ้งให้เจ้าอาวาสทราบ เจ้าอาวาสก็กลับปลอบโยนพวกเขาว่าอย่าไปถือสาหาความเลย จะยิ่งทำให้จี้เตียนได้ใจ ทำให้วิกลจริตมากขึ้นวุ่นไปแทบทุกเรื่อง บางครั้งก็ชักชวนเด็ก ๆ กลุ่มหนึ่ง ขึ้นไปเล่นบนศาลาน้ำเย็น บางทีก็ไปคบกับพวกคอสุราเข้าไปดื่มสุราร้องรำทำเพลง จนไม่ได้หลับไม่ได้นอน หรือนั่งสมาธิให้เห็นเลยสักวัน

           มีอยู่วันหนึ่ง ขณะกำลังจุดธูปถวายเทียนและสวดมนต์ ให้แก่ผู้อุปัฏฐากอยู่ในห้องโถงพระ เจ้าจี้เตียนก็กำลังเมาโซเซเดินเข้ามา ในมือก็ถือเนื้อมาหนึ่งจาน มาหยุดต่อหน้าพระ แล้วก็นั่งลงปากก็ร้องเพลงลูกทุ่งไปพลาง กินเนื้อไปพลาง พระผู้ดูแลวัดทนไม่ไหวจึงร้องออกมาว่า “ที่นี่เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และก็มีผู้อุปัฏฐากมาทำพิธีอยู่ที่นี่ เจ้ายังมาทำวิกลจริตอยู่ที่นี่อีก ดูเหมาะสมแล้วหรือ ยังไม่รีบออกไปอีก” จี้เตียนร้องว่า “ปากเหม็นน่า! ข้ากินเนื้อร้องเพลง ดีกว่าที่ท่านอุปัฏฐากจะเลี้ยงพวกหัวโล้นอย่างพวกเจ้าอีก ดีกว่าการสวดมนต์อีก ไม่ไปไล่พวกเขายังจะมาไล่ข้าอีก” เมื่อพระผู้ดูแลวัดพูดไม่ฟังเช่นนี้ เขาก็จะฟ้องเจ้าอาวาส แต่เพราะเจ้าอาวาสคอยปกป้อง ไม่ยอมรับฟัง ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร จึงหันมาชวนผู้อุปัฏฐาก ให้ไปหาเจ้าอาวาสด้วยกัน เพื่อเล่ารายละเอียดที่จี้เตียนทำวุ่นวายในหอพระเจ้าอาวาสจึงว่า “ถ้าหากเป็นเช่นนี้ ให้ข้าเรียกเขามาอบรมสักหน่อย” จึงให้คนไปตามจี้เตียนมาหาที่ห้องเจ้าอาวาส แล้วว่า “วันนี้เป็นวันที่ท่านอุปัฏฐากผู้นี้มาทำพิธีเซ่นไหว้ เพื่ออ้อนวอนให้พระคุ้มครองมารดาให้หายจากการเจ็บป่วย เจ้าทำไมไม่เกิดความเมตตา ยังขัดขวางการทำงานของหมู่สงฆ์ มีเหตุผลอันใด” จี้เตียนว่า “พวกภิกษุเหล่านี้รู้แต่กินเจ และขอเงินจากผู้อุปัฏฐากเท่านั้น รู้จักอะไรกับการสร้างบุญก่อกุศล ศิษย์เห็นว่าผู้อุปัฏฐากมีจิตศรัทธา จึงร้องเพลงลูกทุ่ง เพื่ออ้อนวอนให้เขาพ้นเคราะห์แต่หัวโล้นพวกนั้นซิ กลับมาไล่ผม” เจ้าอาวาสว่า “เจ้าร้องเพลงอะไร จึงสามารถคุ้มครองให้โชคลาภได้” จี้เตียนว่า “ศิษย์ร้องเพลงว่า หากเจ้าจำนรรจ์ด้วยจิตจริงใจต่อเรา เราก็จะสะเดาะเคราะห์ให้เจ้าหายจากโรคเก่าในฉับพลัน” เจ้าอาวาสฟังแล้วก็ได้แต่ผงกศีรษะ หมู่สงฆ์กำลังจะพูดต่อ ก็พอดีบ่าวของผู้อุปัฏฐากเดินเข้ามารายงานว่า “คุณนายแม่หายจากเจ็บป่วยแล้ว ลุกขึ้นมานั่งได้ มีคำสั่งให้มาตามท่านกลับไป” ผู้อุปัฏฐากฟังแล้วทั้งตกใจและดีใจ บ่าวกล่าวต่อว่า “คุณนายแม่นอนฝันว่าได้กลิ่นเนื้อหอม ทำให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า เหมือนกับไม่มีไข้ปานนั้น จึงลุกขึ้นมานั่ง” ผู้อุปัฏฐากฟังแล้ว มองมายังจี้เตียนว่า “เมื่อทบทวนดูแล้ว นับว่าอาจารย์เป็นองค์พุทธเจ้าที่ยังมีชีวิตอยู่ ขอกราบขอบคุณ” พูดยังไม่ทันจบ จี้เตียน ก็ตีลังกาหายวับไปจากห้องเจ้าอาวาส ไม่ทราบว่าไปที่ไหนนั่นคือ

           ธรรมะของผู้แท้            ไม่แผ่เผยซ่อนหลบเร้น
อภิญญาให้เห็น                       คราวจำเป็นฟ้าจำแลง
หน้านิ่วคิ้วขมวด                       เจ็บปวดบาปกรรมประจักษ์แจ้ง
แลเห็นคนทำแสร้ง                  หูตาบอดบอกไม่รู้

           ความครั้งนี้ ถูกเล่าขานต่อ ๆ กันไป จนขุนนางตำหนักที่สิบหกพวกข้าราชการและอำมาตย์ต่างก็ได้ยินกิตติศัพท์เขาและไปมาหาสู่ การกระทำที่ไม่เต็มสติ เอาแต่เที่ยวเล่นสนุกไปวัน พวกที่มีตาปุถุชน ต่างก็มองข้ามไป

           จนกระทั่งวันหนึ่ง เจ้าอาวาสนั่งพักผ่อนอยู่ในห้อง เจ้าจี้เตียนก็ถือโคมไฟดวงหนึ่ง พร้อมกับพวกเด็ก ๆ บ้างตีฆ้อง บ้างตีกลอง วิ่งตามจี้เตียน ฝ่ายจี้เตียนก็ร้องรำทำเพลง เต้นไปพลาง แล้วก็เดินเข้าห้องเจ้าอาวาส เจ้าอาวาสว่า “จี้เตียน! เจ้าทำแต่ไร้สาระ เสียงดังลั่นห้องสำสมาธิไปหมดทำให้ข้าต้องถูกชาวบ้านว่าเอาด้วย เกิดอารมณ์ก็บ่อย ๆ” จี้เตียนว่า “อาจารย์อย่าได้ฟังพวกหัวโล้นเหล่านั้นกล่าวร้อยป้ายสี ทั้งห้องสมาธิก็ยังสะอาดสะอ้านที่ศิษย์ทำอึกทึกวันนี้ ก็เพราะเป็นวันหยวนเซียว(หยวนเซียว เป็นวันขึ้น 15 ค่ำ เดือนอ้าย ตามประเพณีของจีน จะมีการแห่โคมไฟ) เป็นวันที่นาน ๆ จะมีสักครั้ง จึงถือโอกาสฉลองให้สนุกสนาน ซึ่งก็เป็นวิถีทางอันถูกต้องของมนุษย์ จะไปไหนมาไหนไม่เห็นจะเกี่ยวข้องกับพวกหัวโล้นเหล่านั้นเลย จะมีก็แต่อึกทึกไปหน่อยเท่านั้น ขออาจารย์โปรดพิจารณาด้วย” เจ้าอาวาสว่า “พวกเจ้าจะถูกผิดอย่างไร ข้าก็ควบคุมไม่ถึง แต่วันนี้เป็นวันขึ้น 15 ค่ำ เดือนอ้าย เห็นทีจะต้องกล่าวอะไรกันสักหน่อย” ว่าแล้วก็สั่งให้ลูกวัดไปตีระฆัง เรียกประชุมสงฆ์ ให้มาจุดธูปยังห้องโถงพระ แล้วท่านเจ้าอาวาสก็ขึ้นนั่งบนธรรมาสน์ แล้วว่า “ทุกคนจงฟัง”

           “กลางเดือนอ้าย ใครเป็นผู้ตัดสิน ทันใดส่งยานถึงทางช้างเผือกที่อึกทึกไร้ผู้คน ที่สงบเฝ้ามองดู เมื่อก่อนมาก็ยังว่างเปล่า ไม่มีฝั่ง ต่างเรียกขาน ไปมาแล้วหยุด ดูว่ากลางเดือนอ้ายปีหน้าจะเป็นอย่างไร” 

           เมื่อเจ้าอาวาสกล่าวจบ กำลังจะลงจากธรรมาสน์ จี้เตียนก็ถลับเข้าไปข้างหน้าแล้วว่า “อาจารย์โปรดรอ ศิษย์มีคำพูดจะฝากต่อท้าย” 

           “กลางเดือนอ้าย อย่าได้คิด ถ้าคิดจะเกิดเรื่องราว สองปีคิดเป็นหนึ่งปี วิธีหนึ่งคือจะทำอย่างไรกับสองฟากฝั่ง ปีหนึ่งลมฟ้าอากาศดี เกรงว่าปีหน้าจะถึงฝั่ง”

           เจ้าอาวาส สั่งให้ลูกศิษย์บันทึกคำพูดเอาไว้ แล้วจึงลงจากธรรมาสน์ ที่ประชุมสงฆ์ไม่มีใครเข้าใจความหมาย ต่างก็แห่มาถามจี้เตียน จี้เตียนก็ตีลังกาหลบออกไป 

           กล่าวคือ ท่านเจ้าอาวาสเป็นผู้มีภูมิปัญญาสูง ย่อมอ่านกริยาและคำพูดของจี้เตียนออกจึงรู้ว่าบาตรและจีวรของตนมีผู้สือต่บแล้ว จึงวางใจ ปล่อยไปตามบุญสัมพันธ์ เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เผลอประเดี๋ยวเดียวก็บรรลุอีกหนึ่งขวบปี ถึงกลางเดือนอ้ายพอดี ก็พอดีนายอำเภอเมืองหลินอันมาเยี่ยมภายหลังเชิญเข้าสู่ไองเจ้าอาวาสแล้ว เจ้าอาวาสจึงว่า “นายอำเภออุตส่าห์มาเยี่ยม มิทราบว่ามีกิจอันใด” นายอำเภอว่า “ไม่มีเรื่องอะไร เป็นเพราะว่างจากภารกิจ จึงอยากมาให้อาจารย์ชี้แนะ” เจ้าอาวาสว่า “หากนายอำเภอมีเวลาว่าง ก็ขอเชิญท่านไปนั่งที่ศาลาน้ำเย็น เพื่อเล่นหมากรุกกันสักกระดานดีไหม” นายอำเภอว่า “รู้ตัวว่าพูดไร้สาระ ให้มือช่วยพูดก็ไม่เลวนี่” ทั้งสองจึงจูงมือกันไปนั่งบนศาลาน้ำเย็น วางหมากบนกระดาน แยกหมากขาวหมากดำ เล่นยังไม่ทันจบกระดาน ก็มีลูกศิษย์เข้ามารายงานว่า “เจ้าอาวาสจากวัดต่าง ๆ เดินทางมาถึงแล้ว” รายงานยังไม่ทันจบก็มีลูกศิษย์เข้ามารายงานอีกว่า “ขุนนางและข้าราชการจากตำหนังสิบหกมากันพร้อมแล้ว” เจ้าอาวาสตกใจ ถามขึ้นว่า ทำไมประชาชน จึงพากันมาในวันนี้” ศิษย์รับใช้กล่าวว่า “คิดว่าคงเป็นเพราะขึ้นธรรมาสน์เมื่อกลางเดือนอ้ายปีที่แล้ว ได้มีประกาศ ต่างเรียกขาน ไปมาแล้วหยุด ดูว่ากลางเดือนอ้ายปีหน้าจะเป็นอย่างไร ดังนั้น ทุกคนถึงพร้อมใจกันมาจากทั่วทุกสารทิศเพื่อมาสั่งลา” เจ้าอาวาสยิ้มกล่าวว่า “ข้าก็ยังไม่ตาย จะมาทำไมกัน” ลูกศิษย์ว่า “หากอาจารย์เมตตาจะอยู่โปรดคน ทำไมไม่แต่งกลอน ให้พวกเขากลับไป” เจ้าอาวาสคิดสักครู่แล้วว่า “เมื่อพวกเขามากันแล้ว จะเรียกเขากลับไปได้อย่างไร” จึงกล่าวกับนายอำเภอว่า “นายอำเภอกลับได้แล้วอาตมาไม่สามารถจะอยู่ร่วมสนทนาต่อได้” ว่าแล้วก็ยืนขึ้น เอามือกวาดเอาหมากบนกระดานลงพื้น แล้วว่า

           “หมากกระดานหนึ่งยังไม่หมด  ก็ถูกส่งถึงฝั่งไปนิพพาน”

           เจ้าอาวาสกลับเข้าห้องไปอาบน้ำ เปลี่ยนจีวรใหม่ แล้วจึงไปยังห้องอันเล่อถัง ขึ้นนั่งบนโต๊ะ ขณะนี้เหล่าภิกษุจากวัดต่าง ๆ กับประชาชนต่างเข้ามาพบเจ้าอาวาส เจ้าอาวาสสั่งคนให้ไปหาจี้เตียนพวกนั้นก็ตามหากันพักใหญ่ ก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของจี้เตียน เจ้าอาวาสว่า “หากหาเขาไม่พบก็ไม่เป็นไร เพราะบาตรจีวรของอาตมาไม่มีใครสืบต่อ อยากให้เขามารับไป” เหล่าสงฆ์จึงว่า “อาจารย์มีคำสั่งให้จี้เตียนสืบต่อ ใครกล้าไม่ปฏิบัติตาม” เจ้าอาวาสว่า “ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง ต้องให้จี้เตียนจุดไฝเผาด้วย อย่าขัดคำสั่ง” พอพูดจบ ก็ลดระดับคิ้วและปิดตาลง แล้วก็มรณภาพไป เหล่าสงฆ์กำลังเศร้าสลดใจอยู่ ทันใดก็มีเจ้าลิงขนสีทองที่เจ้าอาวาสเลี้ยงไว้ที่หลังศาลาน้ำเย็นวิ่งเข้ามาอย่างเร่งรีบ เห็นเจ้าอาวาสสละร่างไปแล้ว จึงเดินวนอยู่สามรอบร้องไห้ออกมาสามสี่เสียง แล้วก็ยืนตายอยู่เคียงข้าง เหล่าสงฆ์รู้สึกตกใจระทึกจึงรู้ว่า เจ้าอาวาสได้บำเพ็ญธรรมไว้ไม่น้อย แต่ก็ไม่พบว่าจี้เตียนกลับมาต่างก็โจษขานกันไปต่าง ๆ แต่ละคนก็ว่า อาจารย์ห่วงใยเขาไว้มาก แต่จี้เตียนกลับตอบแทนอย่างไร้น้ำใจ ไม่รู้เป็นเพราะอะไร ก็ได้แต่บรรจุศพอาจารย์เข้าไว้ในครัมเป็นที่เรียบร้อย

           รอจนครบ 7 วัน ไม่เห็นจี้เตียนกลับมา ทั้งหมดรอจนรอไม่ไหวจึงนำครัมออกมาจากที่เก็บก็พอดีเห็นจี้เตียนเดินมา มีรองเท้าสานข้างหนึ่งใส่ไว้ ส่วนในมือก็ถือไว้ข้างหนึ่ง ปากก็ฮำเสียงไม่รู้ร้องว่าอะไร เดินมาจากศาลาน้ำเย็นเข้ามาในวัด เหล่าสงฆ์จึงเข้าไปข้างหน้าแล้วพูดว่า “อาจารย์เจ้ารอเจ้าอยู่ วันนี้เสร็จพิธีแล้ว เจ้าไม่ละอายใจ ไม่รีบมาจัดการจนคนเขารอเจ้าไม่ไหว วันนี้จะประชุมเพลิงท่านอาจารย์ ท่านรอให้เจ้าจุดไฟเจ้าอย่าได้หนีหายไปที่ไหนอีก” จี้เตียนยิ้มแล้วว่า “อาจารย์สำเร็จแล้วมีอะไรที่ข้าพเจ้าต้องจัดการอีกเล่า หากต้องการให้ข้าพเจ้าร้องไห้ ข้าพเจ้าก็ร้องไม่เป็น วันนี้จะเผา อาจารย์มีคำสั่งไว้ข้าพเจ้าก็จะทำตาม พวกท่านไม่เห็นต้องร้อนอะไร” พวกสงฆ์ไม่มีใครต่อคำ พอดีระฆังดังขึ้น เสียงสวดมนต์ดังกระหึ่ม ครัมได้ถูกยกขึ้นสู่เมรุแล้วรอจี้เตียนจุดไฟ จี้เตียนก็ได้ถือคบไฟเข้าไปแล้วพูดว่า

           “อาจารย์เป็นบุพพาจารย์ของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเป็นศิษย์หลาน ได้อาศัยข้าวอาหาร เสื้อผ้า บุญคุณท่านเหลือล้น ก่อนจากกัน บุญคุณขาดสัมพันธ์ตัด ไฟอยู่ในมือ ธรรมเจ้าไม่มีญาติ อื้ม! ช่วยท่านเผาสังขารที่เหม็น ให้กลับกลายเป็นร่างวัชระที่ไม่เสื่อมสลาย” 
กล่าวจบ ก็เอาไฟจุดเผาครัม ไฟลุกโชติช่วง เผาจนเหลือพระธาตุดุจเม็ดฝน ท่ามกลางเปลวไฟ ปรากฎร่างของท่านเจ้าอาวาสเหยี่ยนเซี้ยถังมองมายังจี้เตียนแล้วว่า “จี้เตียน จี้เตียน จะเพี้ยนแค่ไหนก็ตามใจเจ้าแต่อย่าให้เพี้ยนจากความลึกล้ำแห่งพุทธะ” แล้วก็พูดกับทุกคนว่า “ทุกท่านโปรดรักษาสุขภาพ” กล่าวจบก็กลายเป็นลมเย็นพัดหายไป ทุกคนต่างเห็นกระจ่าง ไม่มีใครที่ไม่ตกใจกลัว 

           จบธุระ ทุกคนต่างแยกย้ายกันไป ชาวบ้านต่างเข้ามาพูดกับจี้เตียนว่า “ตอนนี้ท่านอาจารย์จากไปแล้ว ที่วัดไม่มีหลัก ท่านเป็นผู้ที่อาจารย์ต้องการให้สืบทอด จำเป็นต้องมีสาระหน่อย จะได้เป็นต่างหน้าต่างตาของท่านอาจารย์” จี้เตียนว่า “ท่านเป็นภิกษุรูปหนึ่ง เอาแต่ร้องเพลงมีสาระหรือจี้เตียนว่า “เสียงน้ำเสียงนก ล้วนมีความแยบยล นับอะไรกับเสียงเพลงหรือว่าไม่ร้องเพลง เอาแต่สวดมนต์มีสาระหรือ” เหล่าสงฆ์ว่า “ท่านเป็นพุทธบุตร ไปอยู่รวมกับหมาลิง เล่นกับเด็กเล็ก เรียกว่ามีสาระหรือ” จี้เตียนว่า “เด็กเล็กไร้เดียงสา หมาก็มีจิตพุทธะ ไม่เล่นกับมัน อยู่กับพวกท่านพี่ห่มจีวรแต่เหลวไหลเหมือนสัตว์” เหล่าสงฆ์เห็นเขาพูดล้วนแล้วแต่เพี้ยน ๆ เลยไม่มีใครพูดต่อ มีแต่หัวหน้าสงฆ์พูดว่า “เรื่องไร้สาระหยุดได้แล้วแต่อาจารย์มีคำสั่งเรียกให้เอาบาตรจีวรยกให้ท่าน ท่านก็จงรับเอาไป” จี้เตียนว่า “บาตรจีวรอาจารย์ข้ารับไปนานแล้ว ของนอกกายเหล่านี้ เอาไปทำไม” หัวหน้าสงฆ์ว่า “อันนี้เป็นคำสั่งท่านอาจารย์ ทำไมขัดขืน หากท่านไม่เอาก็ควรทำอะไรสักอย่าง” จี้เตียนว่าถ้าพูดอย่างนี้ก็เอาออกมาดูเลยหัวหน้าสงฆ์จึงสั่งให้เอาบาตรจีวรและหีบต่าง ๆ ออกมาวางต่อหน้า จี้เตียนว่า “หากเป็นของของอาจารย์ พระในวัดทุกคนก็มีสิทธิ์ ก็ควรให้มาพร้อมกันแล้วเปิดดูจึงจะยุติธรรม” หัวหน้าสงฆ์ว่า “นี่เป็นคำสั่งอาจารย์ ท่านก็รับไปแล้วกัน เรื่องอะไรต้องยั่วหูยั่วตาคนอื่น” จี้เตียนว่า “ท่านอย่ายุ่ง เรียกพวกเขาให้เข้ามาดูให้เห็นกระจ่าง แล้วค่อยว่ากัน” หัวหน้าสงฆ์จึงสั่งให้ตีระฆัง ให้สงฆ์มาชุมนุมพร้อมกัน จี้เตียนว่า “หีบห่อเหล่านี้ให้เปิดออกให้หมดให้เหล่าภิกษุได้เห็น” ที่เห็นสีเหลืองคือทองคำ ที่ขาว ๆ คือเงิน ส่องแสงแวววาว ที่มีประกายเงาเป็นพวกหยก จีวรผืนใหม่ ๆ นอกนั้นก็มีพระสูตรเล่มเล็กเล่มเดียว เป็นของที่น่าเก็บสะสม ระฆังเล็กระฆังน้อย มีไปสารพัดสิ่งเหล่าสงฆ์เห็นแล้วนัยน์ตาลุกแวววาว ติดอยู่ที่ว่าอาจารย์สั่งถ่ายทอดให้จี้เตียนจึงไม่มีใครกล้าเอ่ยปาก ทุกคนได้แต่เบิ่งตากว้าง ก็เห็นหัวหน้าสงฆ์พูดกับจี้เตียนว่า “ศิษย์พี่ท่าน ผมมีคำจะพูดกับท่าน โปรดฟังด้วย” ไม่รู้ว่าหัวหน้าสงฆ์จะพูดอะไร โปรดติดตามตอนต่อไป

อธิบายท้ายบท โดยพระอรหันต์จี้กง

           1.    ตั้งแต่ได้เห็นรูปลักษณ์แท้จริงดั่งเดิมแล้ว ทุกคนก็เรียกข้าว่าจี้เตียน อาตมาเลยยอมรับคำว่า เตียน (เพี้ยน) นี่เป็นรูปลักษณ์แท้จริงของข้า ท่านจะเห็นว่า ภายในหนังสือ คำว่าเตียนนี้ก็มีส่วนประกอบของคำว่าจริงอยู่ด้วย จากนั้นมาจึงเพี้ยนไปเพี้ยนมา ซ่อนเร้นจิตเดิมไว้ จึงไม่ถูกใครเขาอิจฉา

           2.    เวลาว่าง ที่ศาลาน้ำเย็น ก็นำพาพวกเด็ก ๆ ให้มาเรียกลิงในถ้ำมาเล่น ตีลังกับลิงช่างเป็นสวรรค์แท้ ๆ ความสุขไหนจะมาเทียมได้

           3.    มารดาของผู้อุปัฏฐากได้กลิ่นเนื้อหอม จึงหายเจ็บป่วย อะฮ้า! อาจเป็นเพราะหนอนในท้องกวนเอา จี้เตียนฉันเนื้อฉันเหล้า ก็เพียงเลี้ยงหนอนในท้องเท่านั้น อาตมามิได้ฉันสักหน่อยพิจารณาดู กลืนผ่านปากสามนิ้วแล้วก็กลายเป็นอะไร ชาวบ้านอย่าเข้าใจผิด พวกท่านอยากกินก็กินไป แต่อย่าพูดว่าเอาอย่างจี้กง

           4.    เป็นเพราะว่า “ร้องเพลงคลายความโง่ หอมกลิ่นเนื้อคาวไส้พุง” มารดาของผู้อุปัฏฐากเกิดหายไข้ จากนั้นชื่อจี้เตียนก็ขจรขจาย ข้าราชการและขุนนางแห่งตำหนักสิบหกก็เลยต้องไปมาหาสู่กันเข้า มันคือ

           เสียงร่ำลือกระฉ่อน        ร่อนถึงขุนนางน้อยใหญ่
ทำเล่นแสร้งไถล                       ดื่มสุราหมดบัดดล
หาความสุขชีวิต                       ไม่ต้องคิดให้กังวล
ถึงไหนสุดแต่คน                       บุญสัมพันธ์ตามวิสัย

           5.    คำพูดคำเดียวของเจ้าอาวาสให้ยึดมั่น กลางเดือนอ้ายก็จากแล้ว พุทธะไม่มีล้อเล่น เพียงเพราะท่านไม่คุ้นเคย จึงยอมรับความจริง จึงขึ้นนั่งบนโต๊ะอันเล่อถัง ให้สืบทอดบาตรจีวร ให้จุดไฟก็เพื่อว่า “ยังมีป่าไม้อยู่ไฉนเลยจะไม่มีฟืน” (หมายความว่าเป็นห่วงศิษย์จะไร้ที่พึ่ง จึงให้สืบตำแหน่งเจ้าอาวาส) ที่ให้จุดไฟก็เพื่อเป็นการเผาเยื่อใยให้ขาดกัน ไฟนี้เผาหนอนตาย พบแต่พระธาตุเท่าเม็ดฝนแวววาวสดใส คนกลายเป็นเถ้าถ่านเหลือแต่หินเสา มีประโยชน์อะไร หากจะใช้เป็นลูกประคำ ทำไมไม่เผยให้เห็น มัวซ่อนอยู่ในกระดูกเล่า อะฮ้า! พวกหอยมุกมีลูกเมื่อแก่ ก็เหมือนกับภิกษุ อาศัยวัตถุมงคลไว้สืบต่อพระศาสนา